Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 808 ด้านทดสอบขั้นทำลายชีวิต
38,000 ลี้ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เก้าเตา
หลอมเทวะ มีเทือกเขาขนาดเล็กที่ทอดยาวหลายร้อยลี้ ซึ่งมีชื่อว่า หุบเขา
ห้ายอด ที่นี่พลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีไม่สามารถถือได้ว่ามากเกินไป
และระดับของเส้นกำเนิดจิตวิญญาณถูกจัดอยู่ในระดับ 4 พวกมันระดับ
ต่ำกว่าเส้นกำเนิดจิตวิญญาณของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุของนิกายใหญ่
ทั้งเจ็ด
บนเทือกเขาห้ายอด มีนิกายเล็กๆ 3 แห่งกระจายอยู่ทั่ว เป็นนิกาย
ระดับ 3 ทั้งหมด
แม้ว่าทั้ง 3 นิกายมักมีความขัดแย้งและการต่อสู้กันเอง แต่พวกเขา
สามารถรวมตัวกันเพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูทั่วไป เช่นนี้ พวกเขาก็สามารถที่
จะปกป้องเส้นกำเนิดจิตวิญญาณระดับ 4 ชั้นต่ำจากการถูกครอบครอง
ของนิกายอื่นๆ
ในตอนเช้าตรู่ ศิษย์ได้จับไม้กวาดและกวาดใบไม้ออกจากบันไดหิน
บนเขา ศิษย์หลักบางคนเริ่มฝึกฝนวันนี้ ทุกอย่างดูสงบและร่มรื่น
บริเวณนี้อยู่ด้านนอกของ 4 อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์และห่างไกลด้วย
เช่นกัน เหตุนี้จึงมักไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก เหล่าศิษย์ที่นี่อาศัย
อยู่ในชีวิตที่เงียบสงบมากและเฉื่อยชา ศิษย์ส่วนใหญ่ไม่สามารถ
จินตนาการได้ว่าขั้นเทพสมุทรนั้นเป็นอย่างไร พวกเขาจะพอใจมากกว่า
เมื่อไปถึงขั้นปราณปลายฟ้า
นิกายทั้งสามแห่งนี้แต่ละแห่งมีผู้อาวุโสระดับสูงหมุนเวียนเฝ้าระวัง
กล่าวโดยทั่วไป ผู้อาวุโสสูงสุดและผู้อาวุโสสายในจะมีระดับการบ่มพาะที่
ปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้า
และแข็งแกร่งที่สุดใน 3 นิกายคือนิกายไป๋ลู่ เพราะผู้อาวุโสสูงสุดของ
พวกเขาอยู่ที่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลาง ชื่ออาวุโสท่านนี้คือ ไป๋มู่ชุน
สำหรับนิกายระดับ 3 ที่มีผู้อาวุโสขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางเช่นนี้
มันก็เพียงพอแล้วที่จะปกครองเหนือนิกายอื่นๆ ทั้งหมดในระดับเดียวกัน
วันนี้ ไป๋มู่ชุนนั่งอยู่ในห้องของเขาที่ยอดเขาตามปกติ เข้าฌานระดับ
ลึก ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกแปลกๆในใจ เขาเปิดตาของเขาเพื่อดู ในตอนนี้
เขารู้สึกว่ามีลมแรงพัดผ่านเขาไป ร่างกายของเขาไร้เรี่ยวแรงและล้มตัวลง
ไม่รู้ว่าอะไรเพิ่งเกิดขึ้น
ผู้เยาว์ในชุดสีฟ้าปรากฏตัวขึ้นดั่งภูติผีภายในห้องฝึกฝนของผู้อาวุโส
สูงสุดของนิกายไป๋ลู่ เขามองไปยังชายชราที่ไม่ได้สติที่ปลายเท้าส่ายหัว
และถอนหายใจ “ดูเหมือนว่าหากต้องการหลบซ่อนจากผู้ทรงพลังขั้น
หลอมรวมแก่นแท้และค่อยๆเปิดถ้ำคฤหาสน์ด้านล่างย่อมเป็นเรื่องยาก
จริงๆ …”
ผู้เยาว์ที่สวมเสื้อผ้าสีฟ้าคือหลินหมิง เขากำลังขุดถ้ำของตัวเองอยู่ใต้
ห้องของผู้อาวุโสสูงสุดนิกายไป๋ลู่ โดยใช้พลังของมิติเพื่อปกปิดเสียงและ
ความผันผวนของพลังงาน อย่างไรก็ตาม ผลก็คือเขาถูกพบ ดังนั้น
ทางเลือกเดียวของเขาคือทำให้สลบไป
มารเจิดจรัสกล่าวอย่างบูดบึ้งว่า “เจ้าคิดว่าชายชราผู้นี้เป็นคนโง่เง่า
และหูหนวกหรืออย่างไร? ถ้าเจ้าขุดหลุมใต้เตียงของเขาแล้ว เขาจะ
สังเกตเห็นได้แม้ว่าเขาจะอ่อนแอกว่าเจ้าก็ตาม หากไม่ เขาก็คงจะโง่เขลา
มาก”
หลินหมิงยิ้มอ่อน และครุ่นคิดเล็กน้อย จิตใจของเขาถูกกระตุ้นและ
ร่างของเขาหายไปจากห้องฝึกทันที
แผนของเขาคือปิดด่านฝึกตนหลายเดือนหรือแม้กระทั่งครึ่งปี และ
พยายามทะลวงเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิต และถ้าเขาเลือกพื้นที่ซึ่งปราศจาก
เส้นกำเนิดจิตวิญญาณ เช่นนั้นเขาก็จะต้องดูดซับหินลมปราณจิตวิญญาณ
จำนวนมหาศาล
นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญก็คือแม้พลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีใน
หินลมปราณจิตวิญญาณจะมากมายแต่ก็มีความร้อนเพียงเล็กน้อย ใน
ด้านนี้ มันต่ำกว่าพลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีดั่งเดิมที่บริสุทธิ์และเป็น
ธรรมชาติของดินแดนจิตวิญญาณ ถ้าเขาใช้เพียงหินลมปราณจิตวิญญาณ
ปัญหาบางอย่างย่อมเกิดขึ้นในอนาคต
ดังนั้น หลินหมิงจึงต้องหาบริเวณของดินแดนจิตวิญญาณและอย่าง
น้อยอยู่ในระดับ 4 ชั้นต่ำหรือสูงกว่า แต่สถานที่เหล่านี้ถูกครอบครองจาก
นิกายทั้งนั้น การหาเส้นกำเนิดจิตวิญญาณที่ไร้เจ้าของจึงย่อมเป็นไปไม่ได้
หลินหมิงต้องเลือกหลบซ่อนตัวอยู่ภายในนิกายอื่นและแอบขุดเปิด
ถ้ำของตนเอง
การหลบซ่อนจากสายตาของนิกายใหญ่นั้นเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้น
เขาจึงมองหารอบๆ จนในที่สุดเขาก็มาถึงหุบเขาห้ายอดนี้
ห้องของผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายไป๋ลู่เป็นธรรมดาที่เป็นพื้นที่ของหุบ
เขาห้ายอด ทั้งยังมีแหล่งกำเนิดที่บริสุทธิ์ที่สุดและมหาศาล ดังนั้น หลินห
มิงจึงเลือกที่จะขุดถ้ำคฤหาสน์ที่นี่
หลังจากที่ทำให้ไป๋มู่ชุนหมดสติไป หลินหมิงมีอิสระที่จะทำตามที่เขา
พอใจ เขารีบสร้างถ้ำคฤหาสน์ให้เสร็จอย่างรวดเร็ว
ความระมัดระวังคือสิ่งสำคัญที่สุด หลินหมิงได้สร้างรูปแบบค่ายกลไว้
มากมายที่ทางเข้าของถ้ำคฤหาสน์ มีรูปแบบค่ายกลป้องกัน , รูปแบบค่าย
กลอำพราง , รูปแบบค่ายกลแจ้งเตือน , รูปแบบค่ายกลตอบโต้และ
รูปแบบค่ายกลอื่นๆ ทั้งหมดที่เขาสามารถจินตนาการได้
หลังจากเสร็จแล้ว หลินหมิงนั่งลงบนเตียงหิน รู้สึกพอใจกับความ
หนาแน่นของแหล่งพลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีรอบๆตัวเขา จากนั้น
เขาหยิบกล่องหยกไม้ยาวครึ่งก้าวออกจากแหวนมิติ เขาลบตราประทับ
ออก เผยให้เห็นรอยสลักรูปแบบของปีศาจยักษ์บนกล่อง นี่คือโอสถเทวะ
ผันแปร!
“หลินหมิง ถ้าเจ้าต้องการที่จะทะลวงคอขวดขั้นทำลายชีวิต ถ้าเจ้าใช้
เพียงโอสถเทวะผันแปรจะยังห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ!” มารเจิดจรัส
เตือน เมื่อพวกเขาออกจากหุบเขาเหลาเฉียน มารเจิดจรัสได้เตือนหลินห
มิงว่าถ้าเขาจะไปถึงขอบเขตขั้นทำลายชีวิต ความยากลำบากจะมีหลาย
เท่าหรือแม้แต่หลายสิบเท่ากว่านักสู้ทั่วไป
โอสถเทวะผันแปรเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ทรงพลังขั้นทำลาย
ชีวิตระดับสูง แม้กระทั่งอาจเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จเป็นผู้
อาวุโสสูงสุดขั้นเทพสมุทร
แต่เมื่อวางมันไว้ตรงหน้าหลินหมิง มันก็ไม่แม้แต่จะเพียงพอที่จะทำ
ให้เขาประสบความสำเร็จในการทะลวงผ่านขั้นทำลายชีวิต
“มารเจิดจรัส เจ้าสามารถอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์
ของข้าในการข้ามผ่านขั้นทำลายชีวิตได้หรือไม่?”
มารเจิดจรัสกระโดดออกจากทะเลแห่งจิตวิญญาณของหลินหมิง
กลายร่างเป็นหมาปั๊กตรงหน้าเขาและกล่าวออกมาด้วยบรรยากาศโอ้อวด
“หลินหมิง นักบุญผู้นี้จะบอกเจ้าอีกครั้งว่าแม้แต่ในแดนเทวะก็มีนักสู้ไม่
มากที่บ่มเพาะทั้งกายผันแปรและพลังปราณได้ มีอัจฉริยะมากมายนับไม่
ถ้วนในแดนเทวะและทุกคนตระหนักดีว่ากายผันแปรและพลังปราณที่บ่ม
เพาะย่อมแข็งแกร่งกว่านักสู้คนอื่นๆในระดับเดียวกัน ถึงกระนั้นก็ตาม มี
นักสู้น้อยมากที่เลือกเส้นทางแห่งการบ่มเพาะคู่แบบนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุ
ใดจึงเป็นเช่นนั้น?”
มารเจิดจรัสไม่ได้พูดถึงความยากลำบากของขั้นทำลายชีวิตโดยตรง
กลับกันเขาเริ่มจากกายผันแปรก่อน เห็นได้ชัดว่ากายผันแปรมีส่วน
เกี่ยวข้องกับการส่งผลกระทบต่อขอบเขตขั้นทำลายชีวิต นี่เป็นสิ่งที่หลินห
มิงคาดไว้แล้ว
การทะลวงข้ามผ่านขั้นทำลายชีวิตจะเป็นเหมือนการเกิดใหม่
และกายผันแปรคือกระบวนการของการเสริมร่างกาย การชำระล้าง
ไขกระดูกและเนื้อหนัง!
ตั้งแต่ทั้งสองมุ่งเน้นไปยังร่างกาย มันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พวก
มันจะมีความสัมพันธ์กัน
หลินหมิงไม่ตอบกลับ แต่จะฟังคำอธิบายของมารเจิดจรัสต่อไป
มารเจิดจรัสกล่าวว่า “มี 4 เหตุผลที่อัจฉริยะในแดนเทวะไม่ค่อยฝึก
กายผันแปร”
“เหตุผลประการแรก คือการบ่มเพาะคู่ล้วนใช้พลังงาน มนุษย์มี
พลังงานจำกัดที่สามารถใช้ได้ แม้ว่ากายผันแปรจะง่ายกว่าในการฝึกฝน
พลังปราณ แต่ก็ยังต้องใช้พลังงานอย่างมากในการฝึกฝน เพียงแค่ระบบ
การหลอมรวมปราณก็เพียงพอแล้วที่จะใช้เวลาทั้งหมดของเจ้า แทนที่จะ
สูญเสียพลังงานทั้งหมดของเจ้าไปกับระบบการบ่มเพาะคู่ บางครั้งก็
อาจจะดีกว่าที่จะใช้เส้นทางเดียวและเดินไปอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น”
หลินหมิงพยักหน้า แท้จริงในความทรงจำของผู้อาวุโสสูงสุดของแดน
เทวะนั้น ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่า ‘ยอดนักสู้’ สำหรับจุดสูงสุดของนักสู้นั้นไม่มี
ใครสามารถกำหนดได้ แม้ยอดเขาสูงสุดก็ยังมียอดเขาที่สูงกว่า ไม่มีใคร
กล้าที่จะพูดว่าพวกเขามาถึงจุดสูงสุดแล้ว สำหรับนักสู้ทั่วไป ระบบการ
หลอมรวมปราณเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะใช้เวลาและพลังของพวก
เขาทั้งหมด
“ประการที่ 2 การฝึกกายผันแปรต้องใช้แหล่งทรัพยากรมากเกินไป
สำหรับระบบการหลอมรวมปราณของนักสู้ พวกเขาสามารถทะลวงผ่าน
ได้โดยการกลืนกินโอสถในระดับของพวกเขา แต่นักสู้ที่มีกายผันแปร
สามารถกินโอสถเป็นจำนวนมากและยังไม่รู้สึกว่าเพียงพอ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมื่อเจ้ามาถึงขั้นที่สูงกว่า จำนวนทรัพยากรทั้งหมดที่เจ้าต้องการ
จะกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น แม้แต่เหล่าตระกูลใหญ่และน่านับ
ถือในแดนเทวะก็ยังไม่สามารถแบกรับภาระเช่นนี้ได้!”
หลินหมิงเห็นด้วยกับประเด็นนี้อย่างมาก ในอดีตโอสถเปิดทาง
สวรรค์ที่เป็นโอสถระดับต่ำก็ยังเป็นสิ่งนักสู้เพียงสามารถฝันถึงได้เท่านั้น
แม้กระทั่งผู้ที่มีความสงบและใจกว้างเช่นฉินจื่อหยาก็พบว่ามันยากที่จะ
รักษาความสงบจากการเผชิญกับสิ่งล่อใจดังกล่าว
แต่หลินหมิงกลับยังไม่สามารถผสานไขกระดูกให้สำเร็จได้ แม้ว่าเขา
จะกลืนกินโอสถเปิดทางสวรรค์เหมือนลูกกวาดก็ตาม แม้แต่เศษผลึก
หัวใจปีศาจที่ล้ำค่ามากก็ยังไม่เพียงพอ เพื่อให้สมบูรณ์เต็ม 10 ส่วนของ
ขั้นผสานไขกระดูก หลินหมิงต้องดูดซับรากมังกรนิพพานหมื่นปีจำนวน
มาก นั่นเป็นสมบัติสวรรค์ที่แม้แต่นักสู้ขั้นทำลายชีวิตยังต้องกลายเป็นบ้า
คลั่ง
“ประการที่ 3 ในขณะที่เจ้าสามารถใช้โอสถและทรัพยากรเพื่อก้าว
ไปสู่ช่วงแรกของกายผันแปรได้ แต่เมื่อเจ้าเข้าใกล้ 9 ดวงดาราแห่งวิหาร
เต๋าแล้ว เจ้าไม่เพียงต้องมีทรัพยากรจำนวนมหาศาล แต่เจ้าจะต้องเข้าใจ
แหล่งที่มาของกฎด้วย ต่อไปเจ้าจะเข้าสู่กายผันแปรระดับที่สูงขึ้นและ
ยากมากขึ้น! ครั้งหนึ่งเคยมีผู้ที่มีพรสวรรค์ชั้นยอดที่บ่มเพาะกายผันแปร
และพลังปราณจนไปถึงขอบเขตที่สูงยิ่ง แต่ความเร็วของระบบการบ่ม
เพาะกายผันแปรไม่สามารถตามได้ทันกับความเร็วของระบบการหลอม
รวมปราณ และในที่สุดเขาก็กลายเป็นอ่อนแอไร้ประโยชน์
“และประการที่ 4 ซึ่งเป็นจุดสำคัญของสิ่งที่ข้าต้องการจะพูดในวันนี้
คือความยากลำบากในการทะลวงผ่านขั้นทำลายชีวิตที่เพิ่มขึ้น!
“เมื่อระบบการหลอมรวมปราณของนักสู้ที่จะก้าวไปสู่ขั้นทำลายชีวิต
3 ระดับแรกคือการปฏิรูปร่างกาย เจ้าจะหลอมละลาย กลับเข้าสู่รูปแบบ
ตัวอ่อนและได้รับการเกิดใหม่ แล้วจากนั้นก็ปรับโครงสร้างเนื้อหนังของ
เจ้าใหม่ สำหรับอีก 3 ระดับต่อไป นั่นคือการทำลายแก่นแท้ของเจ้าและ
ปฏิรูปตันเถียนขึ้นใหม่ด้วย สำหรับระดับ 7-8 นั่นคือการปฎิรูปจิต
วิญญาณ นักสู้หลายคนหลงทางในระดับนี้และตัดสินใจที่จะเข้าสู่ขั้นเทพ
สมุทรเพียงเมื่อมาถึงขั้นทำลายชีวิตระดับ 6 เท่านั้น โดยปราศจากการ
ฟื้นฟูจิตวิญญาณ ผู้ทรงพลังเหล่านี้ถูกลิขิตและกำหนดให้อยู่ในระดับปาน
กลาง
ขณะที่ มารเจิดจรัสกล่าวถึงตรงนี้ เขาหยุดชั่วครู่ เพื่อให้หลินหมิงทำ
ความเข้าใจกับคำพูดของเขา จากนั้นเขาก็กล่าวต่อว่า “ประเด็นต่อไปนี้
เป็นประเด็นสำคัญ เมื่อเจ้าจะทะลวงเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิตระดับ 1 ร่างกาย
ส่วนใหญ่ของเจ้าจะสลายตัวลงเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดก่อนที่จะทำ
การปฏิรูปตัวเองขึ้นใหม่ นั่นหมายความว่าร่างกายของนักสู้จะกลายเป็น
เหมือนตันเถียนของพวกเขา สามารถจัดเก็บและรวบรวมพลังปราณได้
ตามต้องการ ดังนั้น มันจะคล้ายกับร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทนทานดั่ง
เช่นสมบัติ แต่มีความแตกต่างด้านพื้นฐาน และนี่คือจุดสำคัญ เมื่อเจ้า
ฝึกฝนกายผันแปรไปด้วย ร่างกายจึงทนทานมากและยากที่จะสลายตัว
เจ้าต้องใช้พลังงานมากขึ้น และจะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก!
“ตอนนี้เจ้าได้เปิดประตู 3 ของ 8 ประตูเร้นลับภายในและเจ้ายังทำ
การเสริมร่างกายด้วยผลไม้แก่นทองคำศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน ร่างกายเจ้า
เปรียบได้กับสมบัติระดับโลกชั้นสูง ถ้าเจ้าต้องการที่จะทำลายร่างกาย
ของเจ้า มันก็ย่อมยุ่งยากอย่างแน่นอน!”
มารเจิดจรัสเน้นคำว่า ‘ยาก’ สองครั้งเพื่อเน้นว่ามันอันตรายและยาก
ที่เขาจะทะลวงเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิตได้ จากนั้น เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงและ
กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าการทะลวงขั้นทำลายชีวิตจะทำได้ยาก แต่ถ้าเจ้า
สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ เจ้าจะได้รับประโยชน์มหาศาล นั่นคือ
ร่างกายของเจ้าจะทนทานอย่างน่าทึ่ง ในขณะที่ยังสามารถสร้างกายจิต
วิญญาณของระบบการหลอมรวมปราณ ดูดซับปราณแท้ได้อย่างอิสระ
ด้วยเนื้อหนังของเจ้า!
หลินหมิงเงียบในขณะที่เขาฟังคำพูดของมารเจิดจรัส เมื่อครั้งแรกที่
เขาตัดสินใจอย่างจริงจังที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางของการบ่มเพาะกายผัน
แปรและพลังปราณ มารเจิดจรัสได้เตือนเขาว่าเส้นทางที่เขาจะเดินเป็น
เรื่องที่ยากลำบากอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อหลินหมิงได้เลือกแล้ว ดังนั้นเขาจะไม่หยุด
จนกว่าเขาจะได้เปิด 8 ประตูเร้นลับภายในและแม้แต่ 9 ดวงดาราแห่ง
วิหารเต๋าได้ ในความทรงจำของผู้อาวุโสสูงสุดจากแดนเทวะ เขาได้ยินมา
ว่าเหล่านักสู้ที่สามารถเปิด 9 ดวงดาราแห่งวิหารเต๋าจะได้รับความ
แข็งแกร่งที่ไร้ขีดจำกัด หมัดของพวกเขาสามารถทะลวงผ่านท้องฟ้าสี
ครามไร้ที่สิ้นสุดและก้าวย่างของพวกเขาอาจทำให้โลกแตกแยก
และตามที่มารเจิดจรัสกล่าว 9 ดวงดาราแห่งวิหารเต๋าที่เกี่ยวข้องกับ
แหล่งกำเนิดกฎ นี่หมายความว่าทุกวิธีการบ่มเพาะจะมีความเชื่อมโยงกัน
หรือไม่? เมื่อไปถึงขีดจำกัดของกายผันแปร จะหมายถึงกลายเป็นถึง
ขีดจำกัดของระบบการหลอมรวมปราณด้วย?
เช่นนั้นจะไม่ง่ายกว่าหรือที่จะสัมผัสกับแหล่งกำเนิดกฎของจักรวาล
นี้จากการบ่มเพาะคู่?
หลินหมิงหยุดความคิดเหล่านี้ไว้ก่อน จากนั้นก็ได้เปิดกล่องหยกไม้
จิตวิญญาณ เผยให้เห็นโอสถสีเขียวขนาดหัวแม่มือ นี่คือโอสถเทวะผัน
แปร
โอสถนี้มีพลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีที่ถูกบีบอัดให้อยู่ในระดับที่
น่าสะพรึงกลัว โอสถนี้ดูเหมือนราวกับว่ามันเป็นหลุมดำของพลังงาน ไม่มี
กระทั่งพลังงานต้นกำเนิดแผ่ออกมาแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะยากเพียงใดในการทะลวงเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิตเขาก็จะทำมัน
ไปเรื่อยๆ
หลินหมิงกลืนโอสถเทวะผันแปรโดยไม่ลังเล ในตอนแรก มันไม่มี
ปฏิกิริยาใดๆ และจากนั้นอย่างช้าๆ การไหลของความร้อนเริ่มกระจาย
ออกไปในเส้นชีพจรของเขา เดินผ่านเข้าไปทางแขนขาและกระดูกของ
เขา
เนื่องจากปราณแท้ที่ถูกบีบอัดอย่างมากในโอสถเทวะผันแปร มันจึง
เป็นการยากที่จะปรับแต่ง อาจใช้เวลาหลายร้อยวันในการดูดซึมได้อย่าง
เต็มที่ บางที่อาจนานกว่านั้น แต่หลินหมิงไม่กังวลเรื่องนั้น ไม่นานนัก เขา
เริ่มปะทะกับกำแพงขั้นทำลายชีวิตแล้ว