Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 89 ผลลัพธ์ที่สั่นสะเทือนสวรรค์
“62!?”
“น่าทึ่ง”
ขณะที่ทุกคนกำลังจับจ้องกันอยู่ เมื่อได้เห็นอันดับของหลินหมิงโผล่
ออกมา ทำให้ทุกคนต้องตะลึงกันทั่วหน้า…
62 เนี่ยนะ?!
นี่พึ่งจะเป็นการทดสอบครั้งที่สองของเขาเท่านั้น แต่เขากลับได้
อันดับสูงกว่า 72 เสียแล้ว มีสมาชิกในห้องสวรรค์อยู่ทั้งหมด 72 คน ซึ่งก็
หมายความว่าไม่ใช่เรื่องยากเลยที่หลินหมิงจะเอาชนะพวกนั้นและเขามา
ในห้องสวรรค์
เขาอายุ15 เข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้มาได้แค่เดือนเดียว พรสวรรค์ก็แค่
ระดับสามต้นๆ แต่สามารถเข้าห้องสวรรค์ได้แล้ว
ในรอบ100ปีที่ผ่านมา ก็มีคนผ่านเข้ารอบ 100 อันดับแรกตั้แต่การ
ทดสอบครั้งที่สองเพียง3คนเท่านั้น แต่ทั้ง3คนนี้ก็ไม่มีคนใดเลยที่มีอันดับ
สูงว่า72ในตอนนั้น
เหล่าผู้สอดแนบที่ถูกส่งมาโดยองค์ชายรัชทายาทต่างก็ตาโตกันเป็น
แถวเมื่อได้เห็นอันดับของหลินหมิง มู่หลงชีเองก็ยังไม่เชื่อสายตาตัวเอง
นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
นี่มันระดับที่สามารถก้าวข้ามพวกหลิงเซ็น ต้ากู่ และซางกวนยู่ ได้ใน
อนาคต!
“ไม่..เป็นไปไม่ได้ เขาใช้เวลาเพียงแค่4ก้านธูปเท่านั้น เขาน่าจะทำได้
แค่ผ่าน100อันดับแรกเท่านั้น ทำไมอันดับของเขาถึงได้สูงขนาดนี้” ศิษย์
จากห้องสวรรค์พูดคุยกัน พวกเขาต่างมีอันดับ70กว่าๆ ซึ่งหมายความว่า
หลินหมิงจะมาแย่งตำแหน่งของพวกเขาไปในเร็วๆนี้
“มันจะต้องมีอะไรผิดพลาด…”
“มันจะผิดพลาดได้อย่างไร แท่นอาคมนั่นถูกสร้างด้วยปรมาจารย์ขั้น
ปราณปลายฟ้า เรื่องแบบนั่นไม่มีทางเกิดขึ้นแน่”
“ขั้นปราณปลายฟ้าก็อาจผิดพลาดกันได้…”บางคนยังไม่เชื่อนัก และ
พวกเขาก็ยังไม่อยากถูกขับไล่ออกจากสำนัก จากการเข้าห้องสวรรค์ของ
หลินหมิง
“เงียบไปซะ แท่นอาคมไม่มีทางผิดพลาดเด็ดขาด ที่หลินหมิงมันทำ
ได้โดยใช้เวลาแค่น้อยนิดก็เพราะเขาสังหารศัตรูด้วยความที่เร็วสูงกว่าคน
อื่นๆยังไงล่ะ”
ผู้คุมแท่นอาคมพูดขึ้น เขาจบการฝึกฝนจากสำนักเจ็ดแก่นแท้แล้ว
นอกจากนั่นเขายังเป็นหนึ่งในผู้ฝึกสอนคนหนึ่งอีกด้วย แม้การฝึกฝนของ
เขาจะอยู่เพียงขั้นผสานชีพจรก็ตาม
สังหารด้วยความเร็วที่เหนือกว่าคนอื่นๆงั้นหรอ?!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ถ้าหากหลินหมิงฆ่าศัตรูด้วยความเร็วระดับนั้นจริง
ก็ไม่แปลกที่เขาจะหมดแรงและตายออกมาก่อน นี่คือเขาฆ่าเร็วแล้ว
ออกมาเร็วแล้วหรือนี่ นี่มันสี่ก้านธูปเลยนะ?!
นี่มันบ้าชัดๆ!!
มู่หลงชีก็ยังคงตะลึงไม่หาย นางหันมาทางไบชิงหยุน “ท่านพี่พูดถูก
แล้ว ข้าล่ะอยากรู้นักว่า วันๆเขากินโอสถอะไรเข้าไปบ้าง?”
นางเข้าใจถึงความหมายอันดับนั้นดี การที่ศิษย์ซักคนจะจบ
การศึกษาจากสำนักโดยมีอันดับ62ขึ้นไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถ้าหลินหมิ
งมาอยู่อันดับนี้ในตอนนี้แล้ว เขาอาจจะเข้าสู่อันดับ 50 ในสิ้นปีนี้ก็ได้
และก็ที่นางจะจบการศึกษา เขาอาจจะไต่ขึ้นมาจนถึงอันดับ 30 ก็ได้
เมื่อเป็นเช่นนั้นนางก็อาจจะต้องต่อสู้กับเขา
ไบชิงหยุนยิ้มแล้วพูดว่า “น้องรัก เจ้าจงรักษาท่าทีเอาไว้ด้วย เจ้า
แสดงความอิจฉาเขาเกินไปแล้ว”
“ฮึ ทำไมข้าจะต้องไปอิจฉาเขาด้วย ข้าแค่ต้องเอาจริงอีกซักหน่อยก็
เท่านั้น เขาไม่มีท่าเหนือกว่าข้าไปได้หรอกน่า” มู่หลงชีชูหมัดขึ้นและพูด
อย่างมั่นใจ แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่ว่านางยังชอบเล่นสนุกอยู่บ้าง หากนาง
จริงจังกับการฝึกฝนมากกว่านี้ นางก็จะมีอันดับที่สูงกว่านี้
…
…
“เหลือเชื่อจริงๆ ต้องรีบรายงานให้ท่านรัชทายาทได้รับทราบ
ผลลัพธ์เช่นนี้มันเหนือกว่าที่พวกเราได้คาดการณ์เอาไว้มากเลยทีเดียว”
หัวหน้าของเหล่าสายสืบกล่าว
“ขอรับ เราจะรายงานกลับไปโดยเร็วที่สุด” หนึ่งในลูกน้องของเขา
ตอบ
ขณะเดียวกัน “ช่างโง่ซะจริงๆ ยังจะพยายามจะดิ้นรนอยู่อีกงั้นรึ
ยังไงซะองค์ชายสิบก็ต้องชนะอยู่แล้ว และสำหรับหลินหมิง ท่านก็ได้
เตรียมของสมบัติระดับมนุษย์และสมบัติอื่นๆอีกมากมายรอไว้ให้แล้ว…”
…
ตอนนี้องค์รัชทายาท หยางหลินอยู่ที่วังทางตะวันออก เขากำลังเล่น
หมากรุกอยู่กับที่ปรึกษาของเขา มู่อี้
“ฮ่าๆ ท่านองค์ชายคิดอะไรอยู่รึ ถึงได้เดินหมากผิดอยู่บ่อยครั้ง
เช่นนี้” มู่อี้ยิ้มขณะที่เขาเลื่อนหมากไปกินตัวหมากขององค์ชาย ทำให้
กองทัพขององค์ชายมีช่องโหว่
หยางหลินยิ้มแล้วส่ายหัว “อาจารย์ ข้าไม่เคยเล่นหมากรุกชนะท่าน
ได้เลย ถึงจะช้าหรือเร็วผลลัพท์มันก็ไม่ได้ต่างกัน”
“ฮ่าๆ แม้ท่านจะรู้ดีกว่าท่านด้อยกว่าข้า แต่ท่านอย่าได้เสียจิต
วิญญาณแห่งการต่อสู้ไปเด็ดขาด หมากรุกมันก็เหมือนกับสนามรบนั้น
แหละ ถ้าหากกลยุทธของท่านด้อยกว่า แต่อย่างน้อยนักรบที่ตายในสนาม
รบก็ยังถูกยกย่องในฐานะวีรชน แต่ถ้าหากยอมแพ้และถูกจับเป็นเชลยจะ
น่าอายเสียยิ่งกว่า”
“ขอบใจท่านอาจารย์ที่ชี้แนะ”
สำหรับมู่อี้แล้ว แม้หยางหลินจะมีศักย์เป็นองค์รัชทายาท แต่เขาก็ไม่
จำเป็นต้องเกรงใจแม้แต่น้อย ในอาณาจักรแห่งนี้ สำหรับคนที่อยู่ในขั้นป
ราญฟ้าขั้นต้นนั้น แม้แต่กษัตริย์ก็ยังต้องพูดกับมู่อี้ด้วยถ้อยคำที่สุดภาพ
นอบน้อมเลย
“บอกข้าทีสิ ว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่” มู่อี้ถามอีกครั้ง
หยางหลินพูด “ข้าไปหาท่านพ่อมา อาการของท่านดูแย่มาก แย่กว่า
เมื่อก่อนเสียอีก…”
“อืมม…” มู่อี้คิดอย่างเงียบๆ เขารู้ว่าหยางหลินกังวลเรื่องอะไรอยู่
ถ้าจะเกิดศึกชิงบัลลังค์ละก็ ผ่ายเขาเองก็มีกำลังคนไม่มาก และองค์ชาย
สิบ ก็ยังมีความทะเยอทะยานสูงมากอีกด้วย ถ้าจะวัดกันตรงๆแทบไม่มี
ทางที่เขาจะเอาชนะได้เลย
ในเมื่อเขาเป็นถึงองค์รัชทายาทที่แท้จริงที่มีสายเลือดแท้ มิใดมี
สายเลือดของนางสนม ถึงเขาจะไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วย แต่เขาก็คงถูก
กำจัดอยู่ดีหากองค์ชายสิบคิดที่จะครองบัลลังก์ เพราะงั้นหยางหลินจึง
วิตกกังวลเป็นอย่างมาก
มู่อี้กล่าว”องค์ชาย ข้าบอกท่านไปแล้ว หมากรุกก็เหมือนกับสนาม
รบ ท่านห้ามเสียจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ไปเด็ดขาด ถ้าหากท่านขาด
ความมั่นใจ ท่านก็จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความกังวลเสียเปล่าๆ
พวกเขาได้ตัดสินใจที่จะรับใช้ท่านแล้ว ถ้าหากท่านแพ้องค์ชายสิบ เขาก็
คงไม่เมตตาท่านเป็นแน่ และเมื่อเวลานั้นมาถึง…”
ในศึกชิงบัลลังค์ มักจะจบลงด้วยการสังหารหมู่ และอบอวลไปด้วย
กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นซากศพ เมื่อถึงเวลานั้น จะความรักหรือความ
เพื่อนก็เป็นแค่การหลอกลวงเท่านั้น…