Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 951 ความขัดแย้ง
หลินหมิงปลดปล่อยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาจนถึงขีดสุด แต่เขาไม่
สามารถสัมผัสได้ถึงขอบเขตของโลกนี้ได้ ทั้งหมดที่เขามองเห็นคือกลุ่ม
เมฆและภูเขาศักดิ์สิทธิ์อันไร้ที่สิ้นสุด, เกาะอมตะและถ้ำที่อยู่อาศัย โลก
แห่งนี้เป็นเหมือนดั่งสวรรค์
ที่ลอยอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ เป็นวิหคจิตวิญญาณและสัตว์อสูรจิต
วิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วน สัตว์อสูรจิตวิญญาณที่ลอยไปมาในอากาศ
พวกมันมีจำนวนมากมายที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร บ้างก็อยู่
ห่างถึงหนึ่งพันไมล์ หลินหมิงสามารถมองเห็นมังกรอสรพิษทะเลใน
ระยะไกลได้ และพวกมันกำลังปลดปล่อยก๊าซอสรพิษทะเลแบบที่อยู่ใน
บึงทมิฬแปดพันไมล์ ซึ่งมีพวกมันบางส่วนสามารถใช้ก๊าซอสรพิษทะเลก่อ
ตัวเป็นคริสตัลก๊าซอสรพิษทะเลได้!
มังกรอสรพิษทะเลของตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวานนั้นยาวกว่าพันไมล์
และมีลำตัวขนาดมหึมาปกคลุมอยู่เหนือเทือกเขาขนาดใหญ่ มันพ่นก๊าซ
ออกมาปริมาณมหาศาล แต่ก๊าซนี้นั้นแตกต่างจากก๊าซพิษทมิฬในบึงทมิฬ
แปดพันไมล์ ก๊าซนี้นั้นก่อตัวเป็นเมฆสีรุ้งสวยงามและดูน่าหลงใหล
นอกจากมังกรอสรพิษทะเลแล้วยังมีอีกาทองคำ วิหคเพลิง และนก
อื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้สีสันของสัตว์เหล่านี้ยังดูคล้ายกับฟีนิกซ์ พวก
มันทั้งหมดบินผ่านท้องฟ้าระหว่างสวรรค์กับปฐพี เมื่อหลินหมิงได้มอง
เห็นภาพเหล่านี้เขาก็รู้สึกประหม่า
เหล่าภูเขาศักดิ์สิทธิ์, เกาะอมตะ หมู่เมฆอันไร้ที่สิ้นสุดเหนือทะเลอัน
ไร้ที่สิ้นสุด วิหคจิตวิญญาณ สัตว์อสูรและโลกใบนี้ที่สร้างขึ้นภายใน
ช่องว่างมิตินี้ ทุกสิ่งต่างเป็นที่น่าตกตะลึง ใครจะไปสนเรื่อง ‘อาณาจักร
ศักดิ์สิทธิ์เก้าเตาหลอมเทวะ’ หรือ ‘ตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ’ พวก
นิกายเพียงกึ่งระดับ 6 กับระดับ 6 ของทวีปนภารินไหลก็ไม่ต่างอันใดกับ
หมู่บ้านด้อยพัฒนาเมื่อนำมาเทียบกับตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวานของเผ่า
ฟีนิกซ์โบราณ
เทพธิดาเฟิงนำหลินหมิงเข้าไปในตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน วิหคห้าสี
ขนาดสูงกว่า 7-8 ไมล์บินลงมาตรงหน้าเทพธิดาเฟิงและหมอบลงทันที
วิหคห้าสีนี้ดูคล้ายฟีนิกซ์แต่ก็คล้ายกับวิหคเพลิงด้วยเช่นกัน เมื่อ
เทียบกับวิหคจิตวิญญาณนี้แล้ว วิหคเพลิงของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่
ต่างอันใดนอกเสียจากไก่ตัวน้อย หากไม่กล่าวถึงเรื่องออร่าและแรงกดดัน
เพียงขนาดตัวของมันก็ไม่น่าเชื่อแล้ว วิหคห้าสีนี้มีความยาว 7-8 ไมล์ แต่
วิหคเพลิงของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีความสูงเพียง 70-80 ฟุต พวกมันไม่
สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้
แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ วิหคเพลิงในปัจจุบันของ
ทวีปนภารินไหลนั้นเป็นสิ่งที่เหลืออยู่ของวิหคโบราณที่มีโลหิตของฟีนิกซ์
โบราณ วิหคเพลิงโบราณที่เลี้ยงไว้กับวิหคทั่วไป ทำให้สายเลือดของพวก
มันเจือจางลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเกือบไม่หลงเหลือ บัดนี้พวกมันไม่ได้
รุ่งเรืองเหมือนในอดีตอีกต่อไป แม้ว่าโลหิตของฟีนิกซ์โบราณจะมี
คุณสมบัติลึกลับ แต่มีเพียงไม่กี่หยดนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้วิหคเหล่านี้
ไปถึงขั้นเทพสมุทรได้ นอกจากนี้ยังมีเผ่าฟีนิกซ์โบราณของทวีปนภาริน
ไหลที่สูญพันธุ์ไปเมื่อ 100,000 ปีก่อน
เมื่อเริ่มแรกตอนเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ถูกก่อตั้งขึ้น ถ้าหากวิหคเพลิง
เติบโตขึ้นจะสามารถไปได้ถึงจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า ถ้าหากพวกมัน
ได้ฝึกฝนมากกว่านี้ มันคงจะสามารถไปถึงขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลาย
ได้ แต่หลังจากผ่านมานานก็มิอาจทำเช่นนั้นได้
เพียงไม่กี่หยดของโลหิตฟีนิกซ์โบราณ หลังจากที่ผ่านช่วงเวลา
100,000 ปี จะยังเหลือสายเลือดที่เข้มข้นอยู่ได้อย่างไร?
นี่คือความแตกต่างของเผ่าพันธุ์ วิหคเพลิงนั้นไม่มีทางที่จะนำมา
เปรียบเทียบกับวิหคห้าสีที่อยู่ตรงหน้าเขาได้
เทพธิดาเฟิงและหลินหมิงก้าวขึ้นไปบนวิหคห้าสี วิหคได้กางปีกและ
ทะยานสู่ท้องฟ้า ผ่านชั้นบนของเทือกเขาบนท้องฟ้าและเกาะอมตะ
หลังจากผ่านไป 15 นาที หลินหมิงก็เห็นตำหนักขนาดยักษ์ปรากฏขึ้น
ตรงหน้าเขา ขนาดของตำหนักนี้ใหญ่อย่างน่าเหลือเชื่อ มันดูเหมือนดาว
เคราะห์เล็ก!
มันอาจจะเป็นไปได้ว่าตำหนักแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากโลกหนึ่งโดยผู้
อาวุโสสูงสุด
หลินหมิงรู้สึกตกใจอย่างมาก แต่เมื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น นี่ก็
เป็นเรื่องปกติเช่นกัน เผ่าฟีนิกซ์โบราณเดิมประกอบด้วย 3 ตระกูลใหญ่
และ 72 ตำหนัก ตำหนักแต่ละแห่งสามารถรองรับผู้คนได้หลายร้อยล้าน
หรือแม้แต่พันล้านคน ด้วยคนจำนวนมากขนาดนี้ ตำหนักนี้จะสามารถ
รองรับผู้คนขนาดนั้นได้อย่างไรหากมันไม่ใช่ขนาดเท่าโลก?
เทพธิดาเฟิงนำหลินหมิงไปยังตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน แต่ก็ยังใช้การ
บินเป็นเวลานานก่อนที่จะมาถึงตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวานได้
ขณะที่พวกเขาอยู่ใกล้ตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน หลินหมิงก็รู้สึกได้ว่ามัน
ใหญ่ขนาดไหน แม้กระทั่งวิหคห้าสีขนาด 7 ถึง 8 ไมล์ที่เขาขี่มาก็ไม่มี
อะไรมากไปกว่าเศษฝุ่นต่อหน้าตำหนักขนาดใหญ่แห่งนี้!
ภายในตำหนักนี้ มีตำหนักหยกและเจดีย์มากมาย เหนือตำหนักมี
ดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่ 9 ดวงลอยอยู่ในอากาศ และภายในแต่ละดวงนั้นมี
อีกาทองคำอยู่
9 อีกาทองคำและ 9 ดวงอาทิตย์ในอากาศ!
หลินหมิงสงสัยมากว่าดวงอาทิตย์ทั้ง 9 บนท้องฟ้าอาจได้รับการ
วิวัฒนาการขึ้นจากสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์อีกาทองคำ 9 ตัวของตำหนักฟีนิกซ์
กู่กังวาน มันเป็นสัตว์อมตะอย่างแท้จริง!
เมื่อเข้าไปใกล้ตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน เขาก็สามารถมองเห็นคนของ
เผ่าฟีนิกซ์โบราณจำนวนนับไม่ถ้วนที่เดินทางเข้าออก นอกจากวิหคจิต
วิญญาณและสัตว์อสูรจิตวิญญาณ มันยังมีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และเรือจิต
วิญญาณที่บินอยู่มากมายไม่มีที่สิ้นสุด
มีหลายคนได้โค้งคำนับเมื่อพวกเขาเห็นเทพธิดาเฟิง เนื่องจากเป็น
หนึ่งในรองเจ้าตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน นางจึงมีความสุขกับสถานะที่สูง
กว่า
ขณะที่เทพธิดาเฟิงกำลังจะนำหลินหมิงลงสู่ตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน
เสียงเพลงแห่งสวรรค์ดังขึ้นในอากาศ หลินหมิงเงยหน้าขึ้นไปมองเห็นเรือ
ขนาดใหญ่ที่สลักอยู่ในรูปของนกอินทรีทองคำ ซึ่งถูกลากโดยเก้าวิหค
ตะวันเพลิงที่กำลังบินเข้ามาอย่างช้าๆ
รอบๆเรือขนาดใหญ่นี้มีสาวงาม 72 คนกำลังลอยอยู่ แต่ละคนมี
รูปร่างที่ผอมเพรียวและงดงาม มีกลิ่นหอมและมีเสน่ห์ พวกนางถือเครื่อง
ดนตรีต่างๆ ริบบิ้น แจกัน ดอกไม้ หรืองานศิลปะขณะพูดคุยกัน มี
เสียงเพลงแห่งสวรรค์อยู่ล้อมรอบ ทำให้ฉากนี้ดูเหมือนจักรพรรดิกำลัง
ออกเดินทาง
เรือขนาดใหญ่นี้หยุดอยู่ด้านหน้าเทพธิดาเฟิง ม่านผ้าไหมถูกดึงเปิด
ออกและชายหนุ่มที่หล่อเหลาก้าวออกมา ขณะที่โอบหญิงสาวไว้ในอ้อม
แขนของเขา เขายิ้มให้เทพธิดาเฟิงจากเรือนั้น
“ข้ากำลังสงสัยว่าเป็นใครกัน ที่แท้เป็นศิษย์น้องหญิงหยานนี่เอง”
ชายคนนั้นกล่าวกับเทพธิดาเฟิงอย่างเฉื่อยชา ไม่แม้แต่จะมองไปยัง
หลินหมิง ชายคนนี้เรียกเทพธิดาเฟิงด้วยแซ่ของนาง แซ่ของเทพธิดาเฟิง
นั้นคือหยาน และชื่อเต็มของนางคือ ‘หยานเฟิงเซียน’ ส่วน ‘เทพธิดา
เฟิง’ นั้นเป็นเพียงแค่สมญานามเท่านั้น
หลินหมิงรู้สึกถึงออร่าและแรงกดดันจากร่างกายของชายคนนี้ ราว
กับว่าภูเขาไฟที่กำลังหลับใหลถูกผนึกอยู่ภายในร่างกายของเขา มันน่า
กลัวอย่างยิ่ง ชายคนนี้เป็นอีกหนึ่งผู้อาวุโสสูงสุดแดนเทวะ ซึ่งมันเกินกว่า
ที่เขาจะเข้าใจได้
อย่างไรก็ตามจากท่าทางของผู้ชายคนนี้ เขาดูเหมือนจะไม่ค่อยมี
ความสัมพันธ์ที่ดีกับเทพธิดาเฟิงนัก
ขณะที่หลินหมิงกำลังคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เทพธิดาเฟิงก็เลิกคิ้วขึ้น นาง
ยิ้มอย่างเย็นชาและกล่าวว่า “ซุนหยานหมิง? เจ้าต้องการอะไร? 30 ปีที่
ผ่านมาเจ้าได้กิน ‘โอสถเพลิงหยาง’ และยืม ‘เตาหลอมเทวะหวนคืน
พิภพ’ จากเซี่ยวจู้หยางมาเพื่อฝึก เจ้ายังใช้ ‘รูปแบบค่ายกลย่นเวลา’ เพื่อ
ชะลอเวลาลงเทียบเท่ากับการใช้เวลา 1:10 ปีด้วย เจ้าเก็บตัวฝึกมาเป็น
เวลา 30 ปี แต่ในความเป็นจริงนั้นเท่ากับ 300 ปี ด้วยเวลานานขนาดนั้น
เจ้าก็ยังมิอาจทะลวงขึ้นไปได้อีก? ไม่เพียงแต่พลังของเจ้ายังเท่าเดิม
เหมือนเมื่อ 30 ปีก่อน แต่ปราณแท้ของเจ้าก็ไม่ได้หนาแน่นขึ้นเลยแม้แต่
น้อย เจ้ามันสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างยิ่ง!”
คำกล่าวของเทพธิดาเฟิง ทำให้หลินหมิงตกตะลึงอย่างลับๆ เขาไม่
เคยคิดว่าเทพธิดาเฟิงจะมีด้านที่รุนแรงอยู่ด้วย เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูของ
นาง นางก็เต็มไปด้วยคำกล่าวที่เฉียบคมไม่ไว้หน้าใดๆ
คำกล่าวของเทพธิดาเฟิงนั้นเห็นได้ชัดว่าตั้งใจที่จะกระตุ้นจุดอ่อน
ของซุนหยานหมิง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดเพราะเขาไม่
สามารถแย้งคำกล่าวของนางได้ ซุนหยานหมิงมองไปที่หลินหมิงและยิ้ม
อย่างฉับพลัน เขาคิดว่าหลินหมิงเป็นคนรับใช้ของเทพธิดาเฟิง แต่ตอนนี้
เขาค้นพบสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวเขา
“เจ้าเป็นนักสู้ที่ขึ้นมาจากแดนเบื้องล่าง?”
ซุนหยานหมิงรู้ถึงสถานะของหลินหมิงในทันที ความแตกต่างที่
ชัดเจนที่สุดระหว่างนักสู้แดนเทวะกับนักสู้จากแดนเบื้องล่างนั้นคือปราณ
แท้ภายในร่างกายของพวกเขา นักสู้ของแดนเทวะจะฝึกอย่างรุนแรงและ
หลอมรวมกับพลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพี ทำให้พลังงานภายใน
ร่างกายของพวกเขาดุดันและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น มันจะไม่สงบและอ่อนโยน
เช่นเดียวกับพลังงานภายในนักสู้จากแดนเบื้องล่าง
“ขั้นทำลายชีวิตระดับ 5 ฮ่าฮ่า เจ้าต้องมีผู้ทรงพลังที่สร้างโลกภายใน
ของตัวเองได้เพื่อปกป้องเจ้า มิฉะนั้น เจ้าจะกลายเถ้าถ่านด้วยพลังของ
ทัณฑ์สวรรค์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าศิษย์น้องหญิงหยานเดินทางไปยังแดน
เบื้องล่างและต้องใช้หินตะวันม่วงเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะนำเจ้าขึ้นมา?
นั่นมันค่อนข้างแปลกที่นักสู้จากแดนเบื้องล่างจะได้รับความชื่นชมอย่าง
มากโดยศิษย์น้องหญิงหยานจนถึงจุดที่นางต้องไปนำเจ้าขึ้นมาที่นี่ด้วย
ตัวเอง?”
“มันอาจเป็นได้ว่าศิษย์น้องหญิงหยานรู้ว่านางไม่มีใครสนับสนุน
นางในนิกายนี้ และมันเป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะสามารถเทียบได้กับศิษย์
พี่ชายจู้หยาง? หรือนางต้องการที่จะสร้างกองกำลังของตัวเองและได้
เลือกเด็กน้อยเช่นเจ้าขึ้นมา?”
ซุนหยานหมิงจงใจกล่าวคำว่า “เด็กน้อย” ด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
อย่างชัดเจน อันที่จริงแล้วด้วยระดับของดินแดนแล้วนั้น นักสู้ขั้นทำลาย
ชีวิตระดับ 5 จากแดนเบื้องล่างนั้นก็เป็นได้เพียงเด็กน้อยเท่านั้น “ศิษย์
น้องหญิงหยาน เจ้าวางแผนที่จะรอนักสู้จากแดนเบื้องล่างเติบโตขึ้นเพื่อ
สนับสนุนเจ้าใช่หรือไม่? ฮ่าฮ่า! ศิษย์น้องหญิงหยาน ข้าต้องบอกว่าเจ้าไม่
คิดว่าแผนของเจ้าที่พึ่งพานักสู้จากแดนเบื้องล่างนี้มันค่อนข้างจะดูโง่เขลา
ไปหน่อยหรือ?”
ซุนหยานหมิงลูบคางของเขา จากนั้นส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไป
ตรวจสอบหลินหมิงอย่างหยาบๆ นี่เป็นพฤติกรรมที่หยาบคายมาก หลินห
มิงพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อป้องกันสัมผัสศักดิ์สิทธิ์นี้ แต่ก็ไม่มี
อะไรที่เขาสามารถทำเพื่อหยุดยั้งมันได้
“ฮ่าฮ่า ช่างเป็นของเล่นเด็กหนุ่มที่หล่อเหลาจริงๆ เขาเป็นวัสดุที่ดี
สำหรับสาวน้อยน่ารักเท่านั้น”
ซุนหยานหมิงยิ้มอย่างดูถูก ความหมายของเขานั้นชัดเจนมาก แต่คำ
กล่าวของเขาได้ทำให้เทพธิดาเฟิงโกรธจริงๆแล้ว ประกายแสงอันเย็นชา
ปรากฏในดวงตาของเทพธิดาเฟิง และภายในเวลาไม่ถึง 1 / 100,000
วินาที ทันใดนั้นแสงสีฟ้าจางๆถูกยิงออกดวงตาของเทพธิดาเฟิงและพุ่งไป
ยังร่างกายของซุนหยานหมิง ซุนหยานหมิงกระตุกราวกับมีบางสิ่งที่สร้าง
ความเจ็บปวดขึ้นกับเขา เขาขมวดคิ้วและถอยหลังไปขณะที่ใบหน้าซีด
และสิ่งนี้ยังขัดขวางสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของซุนหยานหมิงด้วย ดังนั้น
หลินหมิงจึงมิต้องต่อต้านแรงกดดันอันหนักหน่วงนี้อีกต่อไป
เห็นได้ชัดว่าซุนหยานหมิงอ่อนแอกว่าเทพธิดาเฟิงอย่างมาก มิฉะนั้น
เขาจะไม่ถูกบังคับให้ถอยกลับมาเพียงแค่การปรายตามอง
“นั่นเป็นจิตวิญญาณต่อสู้?” หลินหมิงตกใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่ว
พริบตา แต่เขาสามารถคาดเดาได้ว่าเป็นจิตวิญญาณต่อสู้ และยิ่งไปกว่า
นั้นมันคือจิตวิญญาณต่อสู้ระดับทอง!
เมื่อใดก็ตามที่ถึงจิตวิญญาณต่อสู้ระดับทอง เจตจำนงของพวกเขาจะ
สามารถใช้ออกโดยตรงสู่ความเป็นจริงและส่งผลต่อโลกแห่งความเป็นจริง
ได้ ทั้งยังเพิ่มพูนพลังของจิตวิญญาณต่อสู้ขึ้นอย่างมาก เห็นได้ชัดว่า
เทพธิดาเฟิงอยู่ในขอบเขตนี้
ยิ่งขอบเขตจิตวิญญาณต่อสู้สูงขึ้นเท่าใด มันก็ยิ่งส่งผลต่อความ
แข็งแกร่งคนผู้นั้นมากเท่านั้น ตอนนี้เทพธิดาเฟิงได้ใช้เพียงจิตวิญญาณ
ต่อสู้ของนางก็ยังทำให้ซุนหยานหมิงปราชัยเสียแล้ว
หลินหมิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาคิดว่าถ้าซุนหยานหมิงกล้า
เย้ยหยันเทพธิดาเฟิงแล้ว เขาควรจะมีความแข็งแกร่งอย่างน้อยเท่ากับ
นาง เขาไม่คิดว่าจะมีความแตกต่างกันมากขนาดนี้ หรือเขามีเบื้องหลังที่
คอยสนับสนุนอยู่? หรือจะเป็นศิษย์พี่ชายจู้หยางที่เขาเคยกล่าวถึง? ถ้า
เขาจงใจยั่วยุใครบางคนที่แข็งแกร่งกว่าเขาโดยที่ไม่มีใครช่วยเขาแล้ว นั่น
ก็เป็นเพียงแค่การแสวงหาความตายเท่านั้น
ขณะที่หลินหมิงกำลังคิดอยู่นั้น หยานเฟิงเซียนก็ได้ส่งลำแสงสีแดง
ออกไปคลุมหลินหมิง นางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “พวกเราไปกันเถอะ!”
หยานเฟิงเซียนหายตัวไปเหมือนดั่งสายฟ้า ทิ้งซุนหยานหมิงที่น่าหด
หู่ไว้เบื้องหลัง ซุนหยานหมิงเอาโอสถฟื้นฟูจิตออกมาและกลืนมันลงไป
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกลัวและความอาฆาต
“หยานเฟิงเซียน เจ้าช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก! ข้าจะรอวันที่ศิษย์พี่ชายห
ยางได้กลายเป็นจ้าวตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน และในวันนั้น เจ้าเสร็จข้าแน่
เมื่อวันนั้นมาถึงข้าจะฉีกความภาคภูมิใจและหยิ่งผยองของเจ้าซะ”