Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 952 เก้าผันแปรศักดิ์สิทธิ์
นำโดยเทพธิดาเฟิง หลินหมิงขี่วิหคห้าสีมุ่งสู่ตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน
ด้วยความเร็วดังสายฟ้าฟาด สายลมสวรรค์อันรุนแรงพัดผ่านเทพธิดาเฟิง
ทำให้เส้นผมของนางสยายไปในอากาศ หลินหมิงยืนอยู่ข้างหลังนางอย่าง
เงียบสงบ
“เจ้ามีคำถามบางอย่างในหัวใจที่ต้องการถาม?” เทพธิดาเฟิงถาม
หลินหมิง
“ข้ามีคำถามบางอย่าง แต่ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่าง
ตัวตนระดับสูงของตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน ดังนั้นจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ
ข้ามาก” หลินหมิงกล่าวอย่างสงบ ระดับในปัจจุบันของเขายังต่ำเกินไป ผู้
ทรงพลังระดับสูงของตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวานจึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา
“เพียงเพราะเจ้าไม่คิดว่าตนเกี่ยวข้องก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าไม่
เกี่ยวข้อง และเจ้าจะเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน หลินหมิง เจ้าเป็นคนที่ข้าตั้ง
ความหวังไว้สูงและเป็นคนข้าพามายังตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน เจ้าจึงได้รับ
การพิจารณาให้เป็นคนของข้า ในฐานะที่เป็นคนที่อยู่ฝ่ายข้า ข้าสามารถ
ให้ทรัพยากรแก่เจ้าได้เป็นธรรมดา แต่ในเวลาเดียวกัน เจ้าจะต้องเผชิญ
กับศัตรูจำนวนมาก”
ตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวานมีทั้งหมด 9 รองเจ้าตำหนัก ปราชญ์จู้หยาง
หรือเซี่ยวจู้หยาง เขามาจากหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเผ่าฟีนิกซ์โบราณ
ตระกูลเซี่ยว เขาเป็นศิษย์เก่ายิ่งกว่าข้า และพรสวรรค์ของเขาก็ไม่
ธรรมดา เขามีประสบการณ์การเผชิญโชคดีมามากมาย และมีความ
แข็งแกร่งมาก เขามีคนรู้จักจำนวนมากในนิกาย และเขายังมั่งคั่งจนถึงจุด
ที่เขาสามารถโยนทรัพยากรทิ้งเหมือนไม่มีอะไรได้ มีเหล่าศิษย์ที่มี
พรสวรรค์มากมาย ได้แก่ ผู้อาวุโสตำหนักและเจ้าโถงที่ได้รับประโยชน์
จากเขา หลายเรื่องของตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวานก็ยังมีการจัดการโดยเขา ใน
ทุกปี มันจะมีดาวเด่นเพิ่มขึ้นในหมู่ศิษย์ใหม่ และเกือบทั้งหมดได้ติดตาม
เขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา อาจกล่าวได้ว่าภายในตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวานนั้น
คำพูดของเซี่ยวจู้หยางก็ดีเหมือนกฎ เมื่อเจ้าตำหนักเข้าสู่การปิดด่าน
เซี่ยวจู้หยางก็มักจะจัดการเรื่องสำคัญๆหลายอย่าง”
“เจ้าตำหนักจะลงจากตำแหน่งในเร็วๆนี้ หรืออีกเพียงไม่กี่ร้อยปี ใน
เวลานั้น เขาจะไปยังตำหนักฟีนิกซ์สวรรค์ของเผ่าฟีนิกซ์โบราณเพื่อเข้าสู่
การปิดด่านบ่มเพาะ และการต่อสู้เพื่อตำแหน่งของเจ้าตำหนักจะเริ่มต้น
อย่างจริงจังที่นี่ จาก 9 รองเจ้าตำหนักนั้น คนหนึ่งในพวกเราจะได้รับการ
คัดเลือก และจากพวกเราทุกคน เซี่ยวจู้หยางมีโอกาสชนะมากที่สุด”
ขณะที่เทพธิดาเฟิงกล่าว หลินหมิงก็ตระหนักได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทันที
การต่อสู้แย่งชิงนี้ก็เพื่ออำนาจของตำแหน่งเจ้าตำหนัก ในโลกมนุษย์ เพื่อ
องค์รัชทายาทจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ พวกเขาสามารถเสียสละตระกูลและ
สหายได้ รองเจ้าตำหนักของตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวานไม่ใช่ทั้งตระกูลหรือ
สหาย ในแดนเทวะที่ซึ่งความแข็งแกร่งถูกบูชาและเคารพนับถือเหนือสิ่ง
อื่นใดนั้น การต่อสู้เพื่ออำนาจก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น
หลินหมิงถามว่า “ผู้อาวุโสท่านวางแผนที่จะชิงตำแหน่งเจ้าตำหนัก
ฟีนิกซ์กู่กังวานใช่หรือไม่?”
“แน่นอน แล้วเหตุใดข้าถึงจะไม่ต่อสู้แย่งชิงเล่า? ในฐานะที่เป็นผู้
เดินเส้นทางแห่งนักสู้นั้น เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิตของข้าย่อมเป็น
การบ่มเพาะ หากไม่มีการบ่มเพาะ สิ่งอื่นๆก็ไร้ความหมาย เพื่อที่จะเพิ่ม
การบ่มเพาะของข้าได้นั้น ข้าจะต้องมีโชคอย่างมาก และการกลายเป็น
เจ้าตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวานก็จะกลายเป็นแหล่งโชคอันยิ่งใหญ่ของข้า ถ้า
ข้าเป็นเจ้าตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน ข้าจะสามารถควบคุมตำหนักอัน
ศักดิ์สิทธิ์นี้และเคลื่อนย้ายทรัพยากรได้อย่างอิสระตามที่เห็นสมควร การ
ถูกปฏิบัติและได้เพลินเพลินกับทรัพยากรของตำแหน่งเจ้าตำหนักนั้นไม่
สามารถเปรียบเทียบได้ จาก 72 ตำหนักของเผ่าฟีนิกซ์โบราณ เจ้า
ตำหนักแต่ละคนจะสั่งการดินแดนของตนเองและยังได้รับความช่วยเหลือ
จากเผ่าฟีนิกซ์โบราณด้วย ไม่เพียงแค่นั้น แต่ทุกคนจะอยู่ภายใต้อาณัติ
ของเจ้า ผู้ที่ติดตามเจ้าอย่างจริงจังจึงสามารถที่จะสนุกกับโชคลาภได้
และสำหรับบรรดาผู้ที่ต่อต้านเจ้า พวกเขาจะประสบชะตากรรมอันน่า
สังเวช”
“คนที่เจ้าเพิ่งเห็นซุนหยานหมิง แม้ว่าเขาจะเป็นศิษย์พี่ของข้า แต่
ความแข็งแกร่งของเขาก็มีอยู่จำกัด และเขาไม่ใช่แม้แต่รองเจ้าตำหนัก
เขาติดตามเซี่ยวจู้หยางเพราะเขาคิดว่าเขาจะได้รับประโยชน์หลังจากที่
เซี่ยวจู้หยางกลายเป็นเจ้าตำหนักอย่างแท้จริง
เทพธิดาเฟิงอธิบายสถานการณ์ให้หลินหมิงฟังอย่างละเอียด ไม่ว่าจะ
เป็นจักรพรรดิแห่งโลกปุถุชนหรือเจ้าตำหนักในแดนเทวะ อันใดอันหนึ่งก็
ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่นต่อสู้เพื่อสถานะ ถ้าทั้งตำหนักฟีนิกซ์กู่
กังวานเต็มใจให้การสนับสนุนใครสักคนแล้ว รองเจ้าตำหนักอื่นๆก็จะไม่
สามารถต่อสู้เพื่อตำแหน่งนั้นได้แม้ว่าพวกเขาจะต้องการก็ตาม
เทพธิดาเฟิงล่าช้าไปมากและช่วงเวลาที่เจ้าตำหนักจะลงจาก
ตำแหน่งก็อีกเพียงไม่กี่ร้อยปีเท่านั้น นางต้องบ่มเพาะกองกำลังของตัวเอง
เพื่อช่วยนางต่อต้านเซี่ยวจู้หยาง มันเป็นเรื่องธรรมดาที่นางให้ความสำคัญ
กับหลินหมิงมาก
หลินหมิงก็เห็นได้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าทัศนคติของตัวเองในเรื่องนี้
จะเป็นอย่างไร แต่ผู้อื่นก็รู้ว่าเขาได้เข้าร่วมฝ่ายเทพธิดาเฟิงแล้ว แต่
ผลลัพธ์เช่นนี้ก็ไม่เลวเกินไป ในสถานที่ซึ่งต่างฝ่ายต่างแย่งชิงเช่นนี้ การไม่
เข้าร่วมฝ่ายใดก็จะลำบากสำหรับเขาเกินไป การพยายามที่จะรักษา
ท่าทางที่เป็นกลางเพื่อให้ได้ประโยชน์จากทั้งสองฝ่ายนั้นก็ย่อมเป็นไป
ไม่ได้ และอาจจะถูกกดดันจากทั้งสองฝ่ายและไม่ได้รับทรัพยากรใดๆเลย
ก็ได้
นอกจากนี้ เหตุผลที่เขาสามารถขึ้นมายังแดนเทวะด้วยเพียงการบ่ม
เพาะขั้นทำลายชีวิตระดับ 5 ได้ ก็ต้องขอบคุณเทพธิดาเฟิง ตามที่ซุนห
ยานหมิงกล่าว นางได้ใช้ทรัพยากรไปจำนวนมากเพื่อช่วยให้เขาขึ้นมาจาก
แดนเบื้องล่างได้ ไม่เพียงแค่นั้น แต่นางยังช่วยยกระดับการบ่มเพาะของมู่
เชียนหยี่และฉินซิงเซวียน และทิ้งแม้กระทั่งแผ่นหยกช่วยชีวิตไว้ให้พวก
นาง
หลินหมิงย่อมจดจำถึงความเมตตากรุณาทั้งหมดนี้ไว้อย่างแน่นอน
หากไม่ใช่เพราะเทพธิดาเฟิง หลินหมิงก็จำต้องรอจนกว่าเขาจะเข้าสู่ขั้น
เทพสมุทรเพื่อขึ้นมา และนั่นจะทำให้เสียเวลามาก
ในโลกนี้ไม่มีเจตนาที่ดีโดยไร้เหตุผลและไม่มีเจตนาร้ายโดยไร้เหตุผล
เช่นกัน แม้ว่าเทพธิดาเฟิงจะมีแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของนาง
แต่หลินหมิงก็จะตอบสนองความกรุณาของนางอยู่ดี
หลังจากทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้แล้ว หลินหมิงกล่าวว่า “ข้าต้อง
ขอขอบคุณผู้อาวุโสในการประเมินข้าไว้อย่างสูง ผู้เยาว์จะไม่ทำให้ผู้
อาวุโสผิดหวัง”
“อืม, ดี! ถ้าเจ้าติดตามข้า, ข้าจะไม่ปฏิบัติกับเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม
มาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปรับป้ายสถานะ ให้หินตะวันม่วงและแผ่นหยกแก่
เจ้า”
เทพธิดาเฟิงนำหลินหมิงไปยังโถงสุริยันเผาผลาญ นี่คือห้องโถงใหญ่
1000 ฟุตที่ขอบตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน หลังจากที่ก้าวเข้าไปในห้องโถง
ใหญ่ หลินหมิงก็รู้สึกได้ถึงรัศมีเปลวเพลิงที่อุดมและรุนแรงพัดเข้าหาเขา
มันมีศิษย์จำนวนมากมายที่รออยู่ในแถวแล้ว พวกเขาทั้งหมดเป็น
ศิษย์ใหม่ของตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน มีหลายคนที่ขึ้นมาจากแดนเบื้องล่าง
เช่นเดียวกับหลินหมิง แต่แตกต่างจากหลินหมิง เพราะพวกเขาทั้งหมดมี
การบ่มเพาะขั้นเทพสมุทร
เพียงแถวนี้ก็มีมากกว่า 200 คนแล้ว และแต่ละแถวก็ยาวกว่า 2 ไมล์
มันไม่แปลกที่จะไม่รู้ว่ามีคนมารวมตัวกันที่นี่กี่คน มันเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว
ว่าตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวานเป็นตำหนักที่มีดาวเคราะห์น้อยอีกมาก นี่เป็น
โลกที่ยิ่งใหญ่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่หลายร้อยล้านคน ในบรรดาคนหลายร้อย
ล้านคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่อยู่ที่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้หรือต่ำกว่า พวกเขา
ไม่ใช่ศิษย์ของตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน แต่เป็นนักสู้ที่ได้รับการฝึกฝนอย่าง
หนักมาทุกปี โดยผ่านการทดสอบที่รุนแรงทุกประเภท ด้วยความหวังว่า
จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นศิษย์ ตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวานจึงมีจำนวน
ศิษย์ใหม่ๆอยู่เสมอ
ในทวีปนภารินไหลนั้น ผู้ที่เข้าสู่ขั้นทำลายชีวิตก็ทรงพลังมากแล้ว
และบรรดาผู้ที่เข้าสู่ขั้นเทพสมุทรก็จะสามารถควบคุมโลกในดินแดนของ
ตนได้ แต่ในวิหารฟีนิกซ์กู่กังวานนั้น ขั้นทำลายชีวิตและขั้นเทพสมุทรเป็น
เพียงความต้องการพื้นฐานขั้นต่ำสุดที่จะขอเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการได้
เมื่อหลินหมิงมาถึง เขาจึงดึงดูดความสนใจจากคนเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาถูกพามาโดยเทพธิดาเฟิง แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่า
นางเป็นรองเจ้าตำหนัก แต่พวกเขาก็รู้สึกหวาดกลัวต่อนาง และตัวตน
เช่นนี้กลับนำศิษย์ใหม่มาเพื่อให้ได้สถานะเช่นพวกเขา เมื่อเทียบกับทุกคน
ที่นี่ การปฏิบัติก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน
“เขาคือใคร?”
“ข้าไม่รู้จักเขา เขาควรจะเป็นคนที่ขึ้นมาจากแดนเบื้องล่าง ข้าสงสัย
ว่าเขามาจากตระกูลไหน”
“พวกเขามีความสัมพันธ์พิเศษกันหรือไม่? มิเช่นนั้นแล้ว เขาจะทำให้
คนที่ยิ่งใหญ่นำพาเขามาได้อย่างไร? เขาไม่จำเป็นต้องเข้าแถวด้วย!” นักสู้
ที่ขึ้นมาจากแดนเบื้องล่างเช่นกันกล่าวอย่างไม่พอใจ แต่เขาสามารถทำได้
เพียงแค่มองเทพธิดาเฟิงนำหลินหมิงมาที่ด้านหน้าของแถวเพื่อรับตรา
สถานะของเขา ขณะที่ตัวพวกเขารออยู่ที่นี่มาตลอดทั้งวันแล้ว
“หึ, เขาจะไปมีเส้นสายได้อย่างไร? ถ้าเขามีเส้นสายจริงแล้วเหตุใด
เขาจึงไปยังแดนเบื้องล่าง? เขาคงจะสนุกกับตัวเองในแดนเทวะจะดีกว่า!
ข้าคิดว่าเขาต้องจ่ายด้วยสมบัติล้ำค่าบางอย่าง ทุกๆหมื่นปีของเหล่าศิษย์
ใหม่ที่เข้ามายังตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน ข้าสงสัยว่ามีสักกี่คนคิดจ่ายสมบัติ
ให้”
ไม่รู้ว่านักสู้คนใดเล่าเรื่องนี้ แต่ทุกคนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน พวกเขาเริ่ม
เสียใจที่ตัวเองไม่ได้นำสมบัติมาด้วย แต่ถึงอย่างนั้น มันจะมีสมบัติอันใดที่
สามารถล่อลวงใจหัวใจของผู้ทรงพลังในแดนเทวะได้
นักสู้อีกคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตอย่างอิจฉาว่า “ข้าไม่รู้ว่ามีสิ่งใดดีที่เจ้า
นั่นได้จ่าย แต่มันก็โง่ที่ยอมเสียสมบัตินั้นไป บรรดาผู้ที่บ่มเพาะควรมุ่งเน้น
ไปยังการฝึกฝนตัวเอง จะให้ผู้อื่นดูแลตนเองได้อย่างไร? ถ้าพบโชคอัน
ยิ่งใหญ่ หลายคนคงเลือกที่จะใช้มันเอง ข้าเดิมพันว่าเด็กนั่นจะอยู่ได้ไม่
เกิน 2-3ปี”
หลินหมิงได้เมินเฉยความอิจฉาของคนรอบข้าง เขาได้รับแผ่นสถานะ
มาแล้ว เมื่อมองไปยังมัน เขาได้เห็นว่ามันมีอีกาทองคำสยายปีกสลักลง
บนด้านหน้า และมีคำว่า “ผู้รับคำสั่งหลินหมิง” ถูกสลักไว้ด้านหลัง
หลินหมิงมาจากตระกูลนั่วเยี่ยนในทวีปนภารินไหล ดังนั้นเขาจึงควร
ตั้งชื่อตนเองว่า นั่วเยี่ยนหมิง อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกว่าชื่อนี้ค่อนข้างแย่
มาก ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจใช้ชื่อเดิม ไม่ว่าในกรณีใดๆ เผ่าฟีนิกซ์โบราณก็
เน้นที่สายเลือด ชื่อแซ่เป็นเพียงวัตถุประสงค์ในการบันทึกข้อมูลเท่านั้น
โดยปกติแล้ว ศิษย์ที่เข้าร่วมจะต้องปฏิบัติงานที่หลากหลาย
ตัวอย่างเช่น การเฝ้าระวัง การทำเหมือง ทำสวนสมุนไพรและอื่นๆ แต่
เนื่องจากความสัมพันธ์ของเขากับเทพธิดาเฟิง เขาจึงได้รับการยกเว้นจาก
การรับใช้ที่จำเป็นนี้
นอกจากนี้ สิ่งนี้แตกต่างจากคำสั่งอีกาเพลิงที่ศิษย์สามัญได้รับ นี่คือ
คำสั่งอีกาทองคำระดับสูงกว่า
ตามตำแหน่งของพวกเขา, ในตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวานนั้น ศิษย์ถูกแบ่ง
ออกเป็น 4 ห้องโถงที่แตกต่างกัน ห้องโถงเหล่านี้คือ โถงนกไฟ โถงอีกา
ทองคำ, โถงวิหคเพลิงและโถงฟีนิกซ์
หลินหมิงควรเข้าไปโถงนกไฟที่ต่ำสุด แต่เนื่องจากเทพธิดาเฟิง เขา
จึงได้เข้าสู่โถงอีกาทองคำโดยตรง หากผลงานในอนาคตของเขาดี เขาก็
สามารถเข้าสู่โถงวิหคเพลิง และกระทั่งอาจเข้าสู่โถงฟีนิกซ์ได้
จากระดับล่างถึงระดับบน ทุกโถงมีความแตกต่างกันมากในการถูก
ปฏิบัติ หลินหมิงย่อมต้องการเข้าสู่โถงฟีนิกซ์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไป
ได้ เขาช่วยไม่ได้ที่จะต้องถามเทพธิดาเฟิงว่า “ผู้อาวุโสเทพธิดาเฟิง, ข้าจะ
เข้าสู่โถงฟีนิกซ์ได้อย่างไร?”
เทพธิดาเฟิงคาดหวังว่าหลินหมิงจะถามเรื่องนี้อยู่แล้ว นางจึงอธิบาย
ว่า “มันมี 2 วิธี วิธีแรกคือ การเข้าสู่ขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ จากนั้นเจ้า
จะได้รับคุณสมบัติเพื่อเข้าสู่โถงฟีนิกซ์ หลังจากผ่านการสอบเข้าแล้ว เจ้า
จะสามารถเข้าห้องโถงฟีนิกซ์ได้ แต่การสอบนี้เข้มงวดมาก มีหลายคนที่
ไม่สามารถผ่านได้แม้กระทั่งหลังจากที่ไปถึงขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์แล้ว”
“แล้ววิธีที่สองเล่า?” หลินหมิงต้องการเข้าสู่โถงฟีนิกซ์ให้เร็วที่สุด แต่
ขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์ดูเหมือนจะห่างไกลจากเขามากในขณะนี้
เทพธิดาเฟิงตอบว่า “วิธีที่สองทำได้ยากกว่านิดหน่อย นั่นคือการ
เข้าถึงขั้นทำลายชีวิตระดับ 9 หากทำได้, เจ้าจะสามารถเข้าไปยังโถง
ฟีนิกซ์ได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องมีการสอบใดๆ”
“โอ้? ขั้นทำลายชีวิตระดับ 9!” หลินหมิงตกตะลึง นี่เป็นทางลัด จาก
สิ่งนี้ก็เห็นได้ว่าแม้แต่ในเผ่าฟีนิกซ์โบราณเองนั้น นักสู้ขั้นทำลายชีวิต
ระดับ 9 ก็ยังหายากมากทีเดียว
ผู้มีพรสวรรค์ชั้นยอดของแดนเทวะมีศักยภาพสูงและยังได้
เพลิดเพลินกับทรัพยากรชั้นยอดรวมทั้งคำแนะนำของราชันพิภพ แต่ผู้มี
พรสวรรค์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น จำนวนราชันพิภพและแหล่ง
ทรัพยากรจะถูกแบ่งไปมากถึงเพียงใด?
เนื่องจากแดนเทวะมีผู้คนจำนวนมาก และคนทั่วไปที่นี่ก็ยังแข็งแกร่ง
กว่าคนทั่วไปจากแดนเบื้องล่าง แต่พวกเขาห่างไกลจากการเทียบได้กับ
หลินหมิง
หลินหมิงมั่นใจว่าเขาจะสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิตระดับ 9 ได้
เทพธิดาเฟิงเห็นดวงตาของหลินหมิงและนางเข้าใจในสิ่งที่เขาคิด
นางหัวเราะและกล่าวว่า “ไม่เลว อันที่จริง เจ้าจะต้องทะลวงเข้าสู่ขั้น
ทำลายชีวิตเท่านั้น มิเช่นนั้นเจ้าจะพบกับคอขวดที่ขั้นผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์”
“หลังจากขั้นทำลายชีวิตมันก็มี 3 ขั้นใหญ่ซึ่งก็คือ ขั้นเทพสมุทร, ขั้น
ผันแปรศักดิ์สิทธิ์และขั้นผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์ แต่ทั้ง 3 นี้แบ่งออกอีกเป็น 3
เขตแดนเล็ก ซึ่งเป็นช่วงต้น ช่วงกลางและช่วงปลาย 3 เขตแดนเล็ก
ภายใน 3 ขั้นใหญ่รวมทั้งหมด 9 ผู้ที่เดินบนเส้นทางแห่งสู้ต้องเดิน
ทางผ่าน ‘เก้าวิบัติ’ เพื่อทำพิธีเลื่อนฟ้าเก้าดวง ”
“การเดินทางไปยังเก้าวิบัตินี้หมายถึงการก้าวสู่ขั้นทำลายชีวิตระดับ
9 และทำให้กายมนุษย์เป็นกายจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์ หากไม่ผ่านขั้น
ทำลายชีวิตระดับ 9 แล้ว มันก็เป็นการยากที่บรรลุ ‘เก้าผันแปรศักดิ์สิทธิ์’