Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 39 : เพื่อนสามีมาหากับการเก็บค่าคุ้มครอง
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 39 : เพื่อนสามีมาหากับการเก็บค่าคุ้มครอง
ฉิงเฟิ่งและซีอินที่ขายของกันเพียงสองคนนั้นไม่ได้มี
ปัญหาอะไร เพราะยังไงก็รับรายการสั่งซื้อจากลูกค้าทีละคน
อยู่แล้ว
“โอ้ว ร้านใหญ่โตกว่าที่คิดเสียอีก”
“นั้นสิ”
เสียงที่เอ่ยขึ้นมาพร้อมมองไปรอบ ๆ อย่างแปลกใจมาก
ทีเดียวดังอยู่ด้านหน้าร้าน เรียกความสนใจให้ซีอินเงยหน้า
ขึ้นมามอง จึงเห็นว่าเป็นผู้ชายสองคนรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งดูขี้
เล่น อีกคนดูนิ่ง ๆ พวกเขากำลังมองมาที่เธออยู่พอดี
“เอ่อ ไม่ทราบว่าพวกคุณต้องการซื้ออะไรคะ” ซีอิน
ถามออกไปเพราะคิดว่าทั้งสองอาจจะเป็นลูกค้าที่ยังไม่เคยมา
ซื้อของร้านของเธอก็เป็นได้
“พวกผมมาหาคนน่ะครับ”
“เซียวฉิงเฟิ่งอยู่รึเปล่าครับ”
“อยู่ค่ะ อยู่ด้านในอีกเดี๋ยวก็มาค่ะ” ซีอินตอบไปเมื่อคิด
ได้ว่าผู้ชายทั้งสองคนรูปร่างสูงใหญ่หน่วยก้านดูเหมือนทหาร
คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อน ๆ ของสามีเธอที่เคยบอกไว้ว่าจะมา
เยี่ยมนั้นเอง ตอนนี้เซียวฉิงเฟิ่งเดินขึ้นไปหยิบของที่ชั้นสองเมื่อ
ครู่อีกเดี๋ยวเดียวก็ลงมา และก็เป็นดังนั้นผ่านไปไม่กี่นาทีร่างสูง
โปร่งก็เดินออกมาที่หน้าร้าน
“ไงพี่ใหญ่เซียวพวกเรามาหาแล้ว” เหิงซานที่มีบุคลิก
สบาย ๆ ขี้เล่นมากกว่าเอ่ยทักขึ้นมาก่อนอย่างดีใจที่ได้เจอ
เพื่อนที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา
“เหิงซาน เล่ยฉีพวกนายมาได้ยังไง” เมื่อเห็นว่าใครมา
หา ฉิงเฟิ่งก็เอ่ยทักทายกลับไปพร้อมรอยยิ้มอย่างดีใจทันที
“ก็ฉันบอกแล้วว่าจะหาโอกาสมาเยี่ยมนายยังไงเล่า”
“อีกอย่างพวกฉันมาทำงานที่เมืองนี่ด้วยน่ะ เลยถือ
โอกาสเข้ามาหานายด้วยเลย” เป็นเล่ยฉีที่นิ่งกว่าเอ่ยตอบ
พร้อมยิ้มน้อย ๆ ตามแบบชายหนุ่มพูดน้อยไปให้
“นี่หลินซีอินภรรยาฉันเอง” ฉิงเฟิ่งพยักหน้ารับทราบที่
เพื่อนบอกก่อนจะหันมาแนะนำภรรยาให้พวกเขาได้รู้จัก
“สวัสดีครับ ในบรรดาพวกเราสามคนแล้วเรานับถือ
เซียวฉิงเฟิ่งเป็นพี่ใหญ่ ถ้าอย่างนั้นก็ขอเรียกคุณว่าพี่สะใภ้แล้ว
กันนะครับ” เหิงซานเอ่ยขึ้นพร้อมอธิบายการลำดับอาวุโสของ
พวกเขาให้ฟังเสร็จสับ
“ได้เลยค่ะ ฉันไม่มีปัญหา” ซีอินตอบกลับพร้อมยิ้มให้
อย่างเป็นมิตร
“แล้วนี่หลานแฝดฉันอยู่ไหนกัน อยากเจอมานานแล้ว
ตอนอยู่ที่ค่ายทหารนายเอาแต่บอกว่าลูกชายถึงซนมากแต่ก็
น่ารักมากเลย”
“ใช่ ๆ บอกว่าทั้งฉลาดทั้งช่างพูด จนพวกเราอยากเจอ
มากเลย”
“ไปโรงเรียนกันน่ะค่ะไม่นานก็กลับมาแล้ว พวกคุณเข้า
มานั่งพักด้านในก่อนเถอะค่ะ”
“นั้นสิพวกนายเข้ามากันก่อน อย่ามายืนขว้างหน้าร้าน
ฉันเดี๋ยวลูกค้าฉันตกใจหน้าตาพวกนายแล้วหนีหายกันหมด”
“ฉิงเฟิ่งเดี๋ยวนี่พูดเก่งแถมยังปากคอเราะร้ายนักนะ”
ซีอินมองสามีและเพื่อน ๆ ของเขาพูดจาหยอกล้อกันไป
มาด้วยความแปลกใจเพราะไม่เคยเห็นสามีมุมนี้มาก่อนเลย
แต่แบบนี้ก็ดีแล้วให้เขาได้พูดคุยมีเวลาผ่อนคลายกับเพื่อน ๆ
บ้าง
จากนั้นซีอินก็ไปหาของกินและหยิบน้ำหวานที่แช่เย็นไว้
มาให้แขกทันที ก่อนจะให้พวกเขาได้พูดคุยกันไปตามสบาย
ส่วนเธอมาอยู่หน้าร้านเหมือนเดิม แต่โต๊ะนั่งเล่นที่พวกเขานั่งก็
ไม่ห่างจากหน้าร้านเลย เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้วทั้งยังมองเห็นกัน
ได้ตลอดด้วย ฉิงเฟิ่งที่ทั้งห่วงทั้งหวงภรรยามาก แม้นั่งคุยกับ
เพื่อนแต่สายตาก็ยังคอยมองภรรยาอยู่ตลอดเวลา ดีที่ลูกค้าไม่
เยอะมากเข้ามาครั้งละคนสองคนเท่านั้น
“ที่มาคราวนี้นอกจากจะมาเยี่ยมนายแล้วก็มาทำงาน
บางอย่างตามที่เล่ยฉีบอกด้วย อ้อจริงสิฉันยังมีข่าวมาบอกด้วย
นะพ่อฉันบอกว่าที่เจิ้งโจวอีกไม่นานจะมีการใช้พื้นที่สร้าง
ห้างสรรพสินค้า ฉันจำได้ว่านายและครอบครัวหันมาทำการค้า
แล้ว เลยบอกให้รู้เผื่อว่าจะสนใจ” เป็นเพราะเหิงซานมี
ครอบครัวอยู่ในปักกิ่งที่มีตำแหน่งใหญ่โตในพรรคและมีเส้น
สายอยู่มากมาย ดังนั้นไม่ว่ามีข่าวอะไรที่มีผลต่อการพัฒนา
ประเทศครอบครัวเขาก็มักจะรู้ข้อมูลมาก่อนเสมอ
“ตัวฉันก็ไม่ค่อยรู้เรื่องทำการค้านัก แต่คิดว่าหากมีการ
สร้างห้างสรรพสินค้าจริง ๆ พื้นที่แถวนั้นน่าจะดึงดูดคนได้
เยอะเลยทีเดียวนะ” เล่ยฉีพูดขึ้นมาบ้าง
ทั้งสามหนุ่มพูดคุยกันแต่ซีอินก็ยังได้ยินด้วย
“เจิ้งโจวงั้นหรอ” เสียงหวานพึมพำออกมาเบา ๆ เมือง
มลฑลที่ตานผิงย้ายไปอยู่สินะ และยังเป็นเมืองที่เมื่อชีวิตก่อน
เธอถูกคู่รักที่เป็นยุวปัญญาชนหลอกเอาเงินไปด้วย ก่อนนี้เธอ
ไม่มีความคิดว่าจะไปอยู่ที่เจิ้งโจวมาก่อนเลย แต่จากที่ได้ยินมา
ก็น่าเข้าไปดูลู่ทางดูสักครั้งอาจจะสามารถทำการค้าเพิ่มเติม
ขึ้นได้
ซีอินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยพร้อมขายของไปด้วย ฉิงเฟิ่ง
เองที่คอยมองดูภรรยาเมื่อเห็นว่ามีคนเยอะเขาก็รีบลุกมาช่วย
ภรรยาขายของทันที ส่วนเพื่อนทั้งสองของเขาก็ลุกตามมาช่วย
ด้วยเหมือนกัน ทำงานกันไปพูดคุยกันไปอย่างเพลิน ๆ
แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีผู้ชายประมาณห้าหกท่าทางไม่น่าไว้ใจดู
เหมือนพวกชอบหาเรื่อง ทั้งปากยังคาบบุหรี่คนเดินเข้ามาที่
หน้าร้านพร้อมส่งเสียงดังโหวกเหวกโวยวายขึ้นมา จนลูกค้า
คนอื่นที่เข้าแถวรอซื้อของกันอยู่ต้องหลบทางออกไปด้านข้าง
กันหมดด้วยความตกใจกลัว
“เฮ้ย!! มาเปิดร้านขายของแบบนี้ต้องจ่ายเงินค่า
คุ้มครองพื้นที่รู้หรือเปล่า” เสียงตะคอกดังจนน้ำลายสกปรก
กระเด็นสร้างความรู้สึกน่ารังเกียจให้ผู้พบเห็น ชายหน้าตา
โหดเหี้ยมถือไม้ท่อนใหญ่มาคนละท่อนก่อนจะเคาะไปบนโต๊ะ
ด้านหน้าของซีอินอย่างต้องการข่มขู่
เธอไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแต่แค่แปลกใจ เพราะร้านเปิด
มาเกือบจะสามเดือนแล้ว ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าต้อง
จ่ายค่าคุ้มครองด้วย เสียงดังนั้นทำให้คนของร้านข้าง ๆกันวิ่ง
ออกมาดูโดยที่ตงฟางฟางและเกาจวินผู้เป็นเจ้าของร้าน
เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ออกมาดูด้วยเพราะได้ยินเสียงโหวกเหวก
โวยวายนั้นเช่นกัน
เซียวฉิงเฟิ่งและเพื่อน ๆ ของเขาที่ช่วยกันจัดของในชั้น
วางได้ยินเสียงโวยวายก็รีบออกมาดูที่หน้าร้านเซียวฉิงเฟิ่ง
ถึงกับวิ่งออกมาจับตัวภรรยาให้ไปหลบอยู่ด้านหลังเขาอย่าง
ปกป้องทันที พร้อมมองคนที่มาหาเรื่องด้วยแววตานิ่งลึกและ
ระมัดระวังมากขึ้น มือหนาเอื้อมมาข้างหลังเพื่อให้ได้สัมผัสตัว
ภรรยาไว้เพื่อความอุ่นใจ
“ค่าคุ้มครองอะไร พวกเราขายตั้งหลายเดือนไม่เห็น
ต้องจ่าย” เซียวฉิงเฟิ่งเอ่ยถามเสียงนิ่ง ๆ พร้อมจ้องมองท่าที
ของพวกมันไม่วางตา
“นั้นสิพวกแกมันแก๊งอันธพาลรีดไถเงินล่ะสิ” ถงจวิน
สามีของตงฟางฟางที่เปิดร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าด้านข้างก็เอ่ย
ขึ้นมาด้วย เขาไม่ได้กลัวเพราะด้านหลังเขายังมีลูกน้องในร้าน
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตามเถ้าแก่ของตัวเองมากันอีกนับสิบคนได้
“รู้ว่าพวกฉันอยู่ในแก๊งก็จ่ายมาซะดี ๆ ทุกร้านที่เปิด
การค้าในย่านแถบนี้ทั้งหมด ต้องจ่ายค่าคุ้มครองมาร้านละห้า
ร้อยหยวน ถ้าไม่จ่ายร้านพวกแกเละตุ้มเป๊ะแน่ ถ้าไม่จ่ายก็ไม่มี
สิทธิขายของ แล้วถ้ามีใครหน้าไหนกล้าเข้ามาซื้อของในร้านที่
ขัดขืนไม่ยอมจ่ายเงิน แก๊งฉันก็จะตามไปกระทืบถึงบ้านเลย”
คนที่พูดดูท่าทางเป็นหัวหน้าของพวกมันวางท่าใหญ่โตข่มขู่ทำ
กร่างขึ้นมาอย่างไม่เกรงกลัว
“เก่งจริง ๆ เลยนะพวกแกแล้วมาจากแก๊งไหนกันล่ะ”
เล่ยฉีที่ออกมายืนข้างฉิงเฟิ่งเอ่ยถามเสียงนิ่ง ๆ
“นั้นสิ ๆ บอกให้พวกฉันรู้กันหน่อยจะเป็นไรไป จะได้รู้
ว่าพวกฉันต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้ใคร” เหิงซานที่อยู่อีกด้าน
ของฉิงเฟิ่งพูดขึ้นมาเพราะต้องการข้อมูลจากพวกมันมากขึ้น
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกเราคือแก๊งลั่วเซิงที่ยิ่งใหญ่ยังไงเล่าพวก
โง่”
เมื่อได้ยินชื่อแก๊งของพวกมันแล้วเหิงซานกับเล่ยฉีก็
สบตากันทันที อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้ งานที่พวกเขาได้รับ
มอบหมายให้มาที่นี่ก็เพราะเรื่องของแก๊งอันธพาลที่ไม่เกรง
กลัวกฎหมายแก๊งนี้นั่นแหละเพราะสันติบาลยังกวาดล้างพวก
มันไม่ได้สักที จึงมาขอความร่วมมือจากหน่วยงานของทหาร
ทั้งสามคนก็คือฉิงเฟิ่ง เหิงซาน เล่ยฉีหันมามองตาก็รู้ใจ
และไม่รอให้ใครได้ตั้งตัวทั้งนั้น พวกเขาก็เริ่มเปิดการจู่โจมพวก
อันธพาลอย่างรวดเร็ว
ฉิงเฟิ่งเอามือค่ำยันที่โต๊ะตรงหน้าแล้ววาดขายาว ๆ
กระโดดข้ามไปถีบอกพวกอันธพาลที่อยู่ด้านหน้าสุดทันที ส่วน
อีกเหิงซานและเล่ยฉีก็ไม่น้อยหน้ากันกระโดดตามไปติด ๆทุก
อย่างเร็วมากจริง ๆ ด้วยความชำนาญในการต่อสู้ในสนามรบ
มาก่อนทั้งแบบมีอาวุธและแบบตัวต่อตัวทำให้พวกอันธพาลถูก
ต่อยถูกตีจนมึนไปหมดก่อนจะถูกจับคว้ำหน้ากดลงกับพื้น
อย่างหมดสภาพ
ซีอินรีบเอาเชือกออกมาส่งให้สามีมัดพวกมันรวมกันไว้
ทันที เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเสียงดังมากและรวดเร็วมาก
คนมามุงดูกันมากมาย รวมถึงบ้านใหญ่เซียวที่พอมีคนตะโกน
บอกว่ามีอันธพาลมาหาเรื่องเก็บค่าคุ้มครองอยู่ที่ร้านขายของ
ของน้องชายเขา พี่ใหญ่เซียวฉิงโจวจึงให้ภรรยาเฝ้าอยู่ที่ร้าน
ก่อนจะรีบวิ่งมาทันทีเพราะเป็นห่วงคนบ้านสามเซียว พอมาถึง
ก็เห็นน้องชายตัวเองกำลังทุ่มคนลงพื้นอยู่ก่อนแล้ว และไม่
นานเจ้าหน้าที่สันติบาลหลายนายก็มาถึงและจับคนพวกนั้น
กลับไปเข้าตารางทันที
“เดี๋ยวฉันกับเหิงซานต้องไปกับเจ้าหน้าที่สันติบานเพื่อ
จัดการเรื่องนี้ก่อนนะ”
“ได้ถ้าเรียบร้อยแล้วก็กลับมากินข้าวเย็นที่บ้านฉันนะ
จะได้เจอตูตูกับไคไคด้วย”
“ได้ ๆ”
จากนั้นเพื่อน ๆ ทั้งสองคนของฉิงเฟิ่งพร้อมเจ้าหน้าที่
หลายนายก็คุมตัวพวกอันธพาลไปให้เดินไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่น่าเชื่อเลยน้องชายเซียวกับเพื่อน ๆ มีฝีมือมาก
จริงๆ นะ” เกาจวินเจ้าของร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ข้าง ๆ กัน
เอ่ยด้วยรู้สึกชื่นชมมากจริง ๆ เหตุการณ์เมื่อครู่นั้นน่าตกใจ
มาก
“ผมเคยเป็นทหารมาก่อนน่ะครับส่วนเพื่อน ๆ ของผม
สองคนนั้น ตอนนี้ก็เป็นทหารด้วยเหมือนกัน เลยสามารถต่อสู้
ป้องกันตัวได้บ้างน่ะครับ”
“นี่ไม่ใช่แค่ป้องกันตัวแล้วนะ นี่เก่งมากเลยต่าง ๆ เล่า”
เกาจวินยังคงชื่นชมเซียวฉิงเฟิ่งไม่หยุดเลย
ฉิงเฟิ่งยิ้มรับคำชมแต่ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก
“สามีคุณเจ็บตรงไหนไหมคะ” ซีอินเอ่ยถามพร้อมมอง
สำรวจร่างกายของสามี เธอตกใจมากเพราะเขากับเพื่อน ๆ จู่
โจมและจัดการได้รวดเร็วมากจริง ๆ ด้วยพละกำลังและความ
เด็ดขาดในการต่อสู้ของสามี ไม่น่าเชื่อว่าเวลาทำเรื่องแบบนั้น
กับเธอเขาจะชอบเป็นฝ่ายถูกกระทำจนดูเหมือนถูกเธอรังแก
อยู่ล่ำไป คงเป็นรสนิยมส่วนตัวสินะ ซึ่งเธอเองก็ชอบมากอยู่
แล้ว จึงไม่คิดจะเอ่ยให้สามีต้องเขินอาย
“ผมไม่เป็นไรครับ คุณตกใจหรือเปล่า”
“นิดหน่อยค่ะ แค่ไม่คิดว่าจะมีอันธพาลรีดไถแบบนี้อยู่
ด้วย”
“ตอนนี้ท่านผู้นำคนปัจจุบันประกาศการเปลี่ยนแปลง
ออกมาหลายอย่าง พวกอันธพาลคงใช้โอกาสนี้ตั้งแก๊งขึ้นมา
เพื่อหาประโยชน์จากคนที่ทำการค้าน่ะครับ แต่พวกมันถูกจับ
แล้วอีกไม่นานสันติบาลคงสืบสาวเรื่องไปถึงรังและหัวหน้าของ
พวกมันได้ครับ”
“ค่ะ”
“เจ้าสาม น้องสะใภ้สาม”
“พี่ใหญ่มาได้ยังไงครับ”
“ก็มีคนพูดว่าที่ร้านพวกนายมีเรื่องน่ะสิถึงได้รีบมา พอ
มาถึงก็เห็นนายกับเพื่อนกำลังตีคนอยู่เลย ไม่เป็นอะไรก็ดีมาก
แล้ว” เซียวฉิงโจวเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วก็บอกให้ดูแล
กันดี ๆ ก่อนจะบอกว่าวันนี้จะพาซูหงกลับหมู่บ้านก่อน เมื่อ
พูดคุยกันครู่หนึ่งแล้วเซียวฉิงโจวจึงได้กลับไปที่ร้านซาลาเปา
และเมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ความสงบอีกครั้งลูกค้าที่ตื่น
กลัวก็เริ่มมาเข้าแถวซื้อของกันต่อ จนกระทั่งเวลาสี่โมงเย็นสอง
พี่สองบ้านอี้ก็พาเจ้าหัวผักกาดน้อยกลับมาจากโรงเรียน
ช่วงแรก ๆ ที่เด็ก ๆ เข้าเรียนกันซีอินกับฉิงเฟิ่งจะรีบปิดร้าน
เร็วขึ้น แล้วออกไปรับเด็ก ๆ แต่อี้เหวินยืนยันว่าสามารถพา
น้อง ๆ กลับบ้านกันเองได้จริง ๆ อีกทั้งตลอดเส้นทางระหว่าง
โรงเรียนกลับมาบ้านหรือมาที่ร้านค้าก็ไม่ได้น่ากลัว ตลอด
เส้นทางมีบ้านเรือนและผู้คนเดินไปมาอยู่ตลอด
ร่างเล็ก ๆ ของตูตูและไคไครีบวิ่งจู๊ดเข้ามาหาพ่อกับแม่
อย่างร่าเริง
“พ่อคับ ๆ ไคไคกลับมาแล้ว วันนี้คุณครูให้เขียนอักษร
ไคไคทำได้หมดเลย” เมื่อมาถึงก็รีบบอกพ่อทันที ส่วนตูตูนั้นวิ่ง
ไปเกาะขาแม่ก่อนแล้ว
“แม่คับตูตูหิวจังเยย”
“แม่เตรียมของว่างไว้ให้แล้ว เอากระเป๋าไปเก็บแล้วพา
กันไปล้างมือให้สะอาดก่อน แล้วมากินของว่างกันทั้งสี่คนเลย”
“คับ ฮิ ฮิ” ตูตูรับคำพร้อมหัวเราะชอบใจออกมา ส่วน
เด็ก ๆ ที่เหลือก็รับคำตาม ๆ กันไป
“ถูมือ ๆ ๆ ไคไค พี่เซาเซา พี่เหวินเหวินถูมือเย็ว ๆ แล้ว
ไปจินขนมกัน”
“อื้อ/อื้ม/อื้ม” เมื่อได้ยินที่ตูตูบอกทั้งสามก็ตอบรับคำ
แล้วรีบล้างมือกันทันที ช่วงเวลาหลังเลิกเรียนกลับมาได้กิน
ของว่างเป็นเวลาที่มีความสุขของเด็ก ๆ ที่สุดแล้ว
“วันนี้มีลูกชิ้นหมูนึ่งกับพุดดิ้งนมสดหน้าผลไม้รวมนะ”
“ลูกจิ้นน่ากินมาก”
“อื้ม ต้องอร่อยแน่เลย”
เด็ก ๆ กำลังง่วนอยู่กับของว่างบนโต๊ะ ตอนนั้นเองเหิง
ซานกับเล่ยฉีก็กลับมาจากสำนักงานสันติบาลพอดี
“เอ๋ พี่ใหญ่เซียวนี้นายมีลูกเพิ่มตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” ร่าง
สูงของทั้งสองคนเดินเข้าไปหาเด็ก ๆ ตูตูกับไคไคเงยหน้ามอง
คนที่มาใหม่ทันทีทั้งยังกะพริบตาปริบ ๆ ใส่ด้วย
“หื้มหน้าเหมือนฉิงเฟิ่งมากเลยนะ ทั้งตัวขาวแล้วก็ตัว
กลมมากด้วยสิ หึ หึ” เหิงซานได้เห็นหลาน ๆ ครั้งแรกก็รู้สึก
มันเขี้ยวนึกอยากบีบพุงขึ้นมาทันที
“นี่คือตูตูไคไคใช่หรือเปล่า” เล่ยฉีนั่งยอง ๆ ทับส้นเท้า
ใกล้ ๆ เด็ก ๆ
“คุณลุงเป็นใครคับ” เพราะเห็นพ่อกับแม่ไม่ว่าอะไรที่มี
คุณลุงสองคนเดินเข้ามาไคไคจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย
“คุณอา เรียกคุณอานะตูตูไคไค” เป็นเหิงซานที่ได้ยิน
คำเรียกขานของหลานชายก็รีบบอกให้เปลี่ยนทันที
“โฮ๊ะ! รู้ชื่อตูตูไคไคด้วย งั้นคนนี้กับคนนี้คุณอายู้ชื่อยึ
เป่า” เจ้าแสบตัวน้อยตูตูชี้ไปทางพี่ชายอี้ทั้งสองคนทันที แล้ว
เอ่ยถามคุณอาทั้งสองคนตรงหน้า
“อาไม่รู้เลย ไหนลองบอกสิ พี่ชายสองคนนี้ชื่ออะไร”
“คนนี้คือพี่เหวินเหวินคับ” ไคไคตอบขึ้นมาก่อน
“คนนี้คือพี่เซาเซาคับ” ตูตูก็ตอบบ้าง
“คนนี้พี่เชาเชาคับ” เมื่อได้ยินที่พี่ชายบอกไม่ชัด ไคไค
เลยช่วยบอกใหม่อีกรอบ
เด็กบ้านอี้เมื่อได้รับการแนะนำจากน้องชายฝาแฝดก็ทำ
ความเคารพผู้ใหญ่ทั้งสองคนทันที แม้ไม่รู้ว่าเป็นใครแต่เห็นว่า
คุณอาสามเซียวกับคุณอาสะใภ้ไม่ได้ว่าอะไร ก็คิดว่าน่าจะเป็น
เพื่อนหรือคนรู้จักของคุณอาทั้งสองเป็นแน่
“ตอนนี้พวกฉันปิดร้านแล้วถ้ายังไงไปคุยกันที่บ้านเถอะ
จะได้กินข้าวเย็นด้วยกันเลย วันนี้อี้เหวินไม่ต้องเติมของนะ
พวกอาทำกันแล้วเดี๋ยวกับบ้านกันเลย” ฉิงเฟิ่งเอ่ยชวนเพื่อน
ก่อนหันมาบอกอี้เหวิน ส่วนพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่นั้นไม่ได้ไป
ด้วย เพราะวันนี้ทั้งสองคนนั้นจะกลับไปที่หมู่บ้านนั้นเอง
“ได้/ได้” เหิงซานและเล่ยฉีรับคำทันทีตอนนี้ก็เริ่มหิว
กันแล้วด้วย
ไม่นานทั้งหมดก็พากันกลับบ้าน แต่เพราะเหิงซาน
และเล่ยฉีขับรถจิ๊ปทหารกันมา เด็ก ๆ ได้เห็นก็พากันร้องอู้หู!
โอ้โห!กันดวงตาเป็นประกายวิบวับกันไปหมด ดังนั้นขากลับฉิง
เฟิ่งและซีอินจึงขี่รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างนำหน้าไปก่อน มี
รถจิ๊ปทหารขับตามโดยมีเด็ก ๆ ทั้งสี่คนนั่งอยู่บนรถด้วย
อาการตื่นเต้นไปตลอดเส้นทาง…