Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 38 : ย้ายบ้าน
เซียวฉิงโจวและซูหงเทียวไปเทียวมาเพื่อเตรียมร้านขาย
ซาลาเปาอยู่หลายวันกว่าจะเรียบร้อย ท่ามกลางการรับรู้ของ
ทุกคนในบ้านใหญ่เซียว แม้คุณแม่เซียวจะเป็นกังวลและไม่
เห็นด้วยนักกับการตัดสินใจครั้งนี้ของลูกชายคนโต แต่ก็ไม่อาจ
โต้แย้งได้จึงปล่อยให้ทำกันไปตามใจ
และแล้วก็ได้ฤกษ์เปิดร้านวันแรกแล้ว หม้อนึ่งขนาด
ใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตาถ่านหน้าร้าน เมื่อเปิดฝาออกไอน้ำที่ระเหย
ลอยขึ้นมาเป็นละอองสีขาวพร้อมกลิ่นหอม ๆ ที่ลอยไปตาม
อากาศเรียกความสนใจจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ดีมาก
สองสามีภรรยาได้แต่ลุ้นกันจนตัวโก่งว่าจะขายได้
หรือไม่ เพราะราคาขายที่ตั้งไว้แพงพอสมควรสำหรับซาลาเปา
หนึ่งลูก
“ขายอะไรรึ” เสียงผู้ชายที่แต่งตัวดีพร้อมถือกระเป๋า
หนังเดินเข้ามาถาม
“ซาลาเปาค่ะมีหลายไส้เลยนะคะ ทั้งไส้หมูสับ ไส้หมู
แดง ไส้ถั่วหวาน ไส้มันหวาน แล้วก็ไส้ผักเห็ดรวมค่ะ” ซูหงรีบ
เอ่ยพูดขึ้นรัว ๆ อย่างตื่นเต้น
“มีหลายไส้ดี ราคาเท่าไหร่”
“ละ ลูกละหนึ่งเหมาค่ะ” ซูหงกลั้นใจเอ่ยปากบอก
ราคาไปก็รู้สึกเกร็งร่างขึ้นมาด้วย กลัวว่าจะขายไม่ได้จริง ๆ”
“อื้มราคาสูงแต่ก็ดูลูกใหญ่น่ากิน งั้นเอาไส้หมูสับ หมู
แดงกับไส้มันหวานอย่างละลูก”
“ได้ค่ะ ๆ”
เซียวฉิงโจวที่ยืนข้าง ๆ ภรรยาอยู่ตลอดนั้นเขาหัวสมอง
ตื้อตันจนคิดอะไรไม่ออก จนไม่รู้จะช่วยภรรยาพูดอะไรดี จึงได้
แต่หันไปหยิบซาลาเปาใส่ถุงกระดาษที่ทำขึ้นมาด้วยมือที่สั่น
เทา ไม่คิดว่าเขาจะขายได้จริง ๆ ก่อนที่ซูหงจะรับเงินมาแล้ว
ทองเงินไปด้วยความตื่นเต้น เมื่อสามารถขายให้ลูกค้าคนแรก
ได้แล้วก็หันมายิ้มให้กันอย่างดีใจมาก
จากนั้นซาลาเปาก็สามารถขายได้เรื่อย ๆ เพราะ
คนทำงานเดินผ่านไปมาเยอะแยะมากมาย อาจเพราะราคา
ด้วยจึงยังไม่มีคนมาซื้อเยอะ แต่ทุกคนที่ตัดสินใจซื้อไปแล้ว
กลับพบว่าราคาหนึ่งเหมาไม่ได้แพงไปเลย เพราะซาลาเปาลูก
ใหญ่และไส้เยอะกินแล้วอิ่มท้องได้ยันมื้อกลางวันเลยทีเดียว
“ตูตูเอาไส้หมูฉับคับ” เสียงสั่งซาลาเปาดังมาจากหน้า
ร้าน เมื่อมองลงไปก็เห็นเป็นหลานชายฝาแฝดผู้ชื่นชอบการกิน
ของเขานั้นเอง
“หื้ม ตูตูไคไคมายังไงกัน” เซียวฉิงโจวรีบเดินออกจาก
หน้าหม้อนึ่งก่อนนะนั่งลงจับหลาน ๆ มาไว้ในอ้อมแขน เพราะ
อยากมีลูกมากแต่ยังไม่มีสักทีจึงได้แต่เอ็นดูหลาน ๆ ที่บ้าน
แทนไปก่อน
“พี่เหวินเหวินกับเซาเซาพามาคับ” เพราะร้านอยู่ไม่
ไกลกันเยื้องถัด ๆ กันไม่กี่ช่วงตึกเท่านั้น จึงสามารถไปมาหาสู่
กันได้ง่าย ๆ นั้นเอง
“เข้ามากันก่อนเร็วเด็ก ๆ เดี๋ยวลุงเอาซาลาเปาให้กิน
นะ”
“คับ/คับ” เด็กน้อยตัวเล็กจิ๋วสามคนและเด็กโตอีกคน
เดินตามกันเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ในร้านอย่างว่าง่าย
จากนั้นเซียวฉิงโจวก็เอาซาลาเปามาสี่ลูกให้เด็ก ๆ กิน
กัน
“ผมกับน้องชายไม่เป็นไรครับคุณลุงใหญ่เซียว เอาให้ตู
ตูกับไคไคก็พอครับ” อี้เหวินพูดขึ้นอย่างเกรงใจ
“ไม่เป็นไรลุงให้พวกนายทุกคน อย่างเกรงใจเลยนะอี้เห
วิน”
“งั้นก็ขอบคุณครับ”
และไม่นานซีอินและฉิงเฟิ่งก็ตามมาสมทบทีหลัง เพราะ
มีอี้เหวินพาเด็ก ๆ มาและไม่ได้ไกลกันนักพวกเขาจึงไม่ต้อง
ห่วงเด็ก ๆ มาก
“เป็นยังไงบ้างคะพี่ใหญ่พี่สะใภ้ใหญ่” ซีอินเอ่ยถาม
ทันทีที่มาถึง
“ดีมากเลยน้องสะใภ้สามพี่ไม่คิดว่าจะขายได้จริง ๆ”
“ขายได้สิคะฝีมือทำขนมของพี่สะใภ้ใหญ่อร่อยจะตาย”
“เพราะน้องสะใภ้สามแนะนำให้พี่ทำไส้ที่หลากหลาย
ต่างหาก ลูกค้าเลยมีตัวเลือกเยอะทำให้พลอยขายดีไปด้วย”
ซีอินไม่ได้ให้สูตรซาลาเปาอะไรไปเพียงแต่แนะนำเฉย ๆ
ว่าหากมีไส้ที่หลากหลายขึ้นก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากมาซื้อ
ของมากขึ้นเพราะมีไส้ให้เลือกกินได้หลากหลายนั้นเอง
ซูหงและเซียวฉิงโจวขายซาลาเปาหมดตั้งแต่ตอนเที่ยง
แล้ว ส่วนที่เหลือไว้เพราะตั้งใจเก็บไว้ให้เด็ก ๆ และน้องชาย
น้องสะใภ้กินกันนั้นเอง เมื่อนับ ๆ ดูแล้ววันนี้ขายได้ไปแปดสิบ
ลูกเลยทีเดียวได้เงินมาแปดหยวนอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ทั้งสอง
คนดีใจมาก…
เวลาผ่านไปจนเกือบเดือน ตอนนี้การค้าของทั้งบ้าน
ใหญ่เซียวและบ้านสามเซียวเป็นไปด้วยดี ส่วนพี่รองเซียวฉิงไห่
ก็เริ่มปรับปรุงหน้าดินบนพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรมา เพื่อปลูก
ธัญพืชพวกถั่วลิสงและงาแล้ว
ครอบครัวซีอินแวะไปบ้านเดิมของเธอก่อน เพื่อบอกที่
บ้านหลินเรื่องย้ายเข้าไปอยูในเมือง อีกทั้งยังบอกพี่ชายคนรอง
ของเธอไว้ว่าหากสนใจการค้าขายให้ปรึกษาเธอได้ ก่อนจะ
เดินทางกลับเพื่อเข้ามาบอกบ้านใหญ่เซียวเช่นกันว่าจะย้ายไป
อยู่ในเมืองอำเภอกันพรุ่งนี้แล้ว ซีอินจึงมีโอกาสแนะนำพี่รอง
เรื่องการปลูกพืชไปนิดหน่อย
“พี่รองค่ะพี่ก็ลองปลูกผักสด ๆ กับพวกผลไม้อย่าง
มะม่วง กล้วยหอม ส้ม หรือไม่ก็แอปเปิ้ลไว้บ้างก็ดีนะคะ ต่อไป
หากว่ามีเยอะ ๆ ก็สามารถเอาไปขายได้นะคะ ลองแบ่งพื้นที่
ปลูกสักหมู่สองหมู่ก็ได้ ส่วนที่เหลือก็แบ่งมาปลูกผักปลูกถั่ว
ปลูกงาตามที่พี่รองเห็นสมควร จะได้มีของหลากหลายและ
เพิ่มช่องทางในการหาเงินได้นะคะ”
“ขอบคุณน้องสะใภ้สามที่แนะนำ ฟัง ๆ แล้วก็น่าสนใจ
มากจริง ๆ”
“พี่รองลองทำดูเถอะครับ ผมรู้ว่าพี่ไม่ชอบค้าขายแต่
ชอบทำสวนทำเกษตรมากกว่า และพี่ก็ทำได้ดีมากด้วย หาก
ต่อไปพี่ไม่อยากเอาของไปขายเอง ก็เอามาขายให้พวกผมก็ได้
ครับ”
เซียวฉิงไห่ได้ฟังแล้วก็สนใจมากจริง ๆ หากทำได้ก็ดี
มากเลยทีเดียวเขาจะได้มีเงินเลี้ยงดูลูก ๆ อีกสองคนได้
“ได้ ๆ พี่จะลองทำดูนะ” หากทำแบบนั้นเขาก็จะมี
ธัญพืชขายให้ฝ่ายผลิตได้ อีกทั้งยังมีผักผลไม้สด ๆ ขายให้น้อง
หรือคนที่มาขอซื้อไปขายต่อไปอีกในอนาคตด้วย
จากนั้นวันต่อมาซีอินและฉิงเฟิ่งก็พาเจ้าหัวผักกาดน้อย
ทั้งสองและเด็กๆ บ้านอี้ไปอยู่ในเมืองอำเภอด้วยกัน อี้เหวินคิด
ว่าเขาไม่ควรไปอยู่บ้านส่วนตัวของคุณอาสามเซียว เพราะถึง
ยังไงเขาก็เป็นคนนอกจึงขออยู่ที่ร้านค้าดีกว่า แต่เพราะทั้งสอง
ยังเด็กอยู่อีกทั้งยังไม่คุ้นเคยในเมืองนักฉิงเฟิ่งและซีอินจึงเป็น
ห่วง ดังนั้นซีอินจึงบอกว่ารอให้อี้เหวินอายุสิบห้าปีก่อนแล้วจะ
ให้ไปอยู่นอนเฝ้าที่ร้าน ซึ่งก็เหลือเวลาอีกแค่สองปีกว่าเท่า
นั้นเอง
การย้ายมาอยู่ในเมืองทำให้การค้าขายของคนบ้านสาม
เซียวสะดวกมากขึ้นจริง ๆ เพราะไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดิน
ทางเข้ามาในเมืองอำเภอแล้ว บ้านหลังใหม่น่าอยู่มากมีหลาย
ห้องนอนมีลานหน้าบ้าน หลังบ้านและพื้นที่โดยรอบเยอะ
ต้นไม้ก็ร่มรื่นมากจริง ๆ โดยตัวบ้านถูกทาเป็นสีขาวทั้งหลังซี
อินเอาผ้าม่านโปร่งบางมาติดตามหน้าต่างทำให้ดูโปร่งสบาย
ตา
“ผมเห็นแถวนี้มีโรงเรียนเด็กเล็กอยู่ด้วยนะครับ”
“งั้นเราให้ตูตูไคไคและอาเชาไปเรียนกันดีไหมคะ”
“ผมก็คิดอยู่ครับแต่อาเหวินก็ควรได้เรียนด้วยนะครับ”
“จริงด้วยสิคะ”
ทั้งสองพูดคุยกับเรื่องของเด็ก ๆ ตูตูไคไคที่นั่งเล่น
ระบายสีอยู่ใกล้ ๆ ก็ได้ยิน
“โยงเยียน ๆ” ตูตูพูดย้ำพร้อมทำหน้าสงสัยว่าคือที่ไหน
“ที่ไว้ให้เรียนหนังฉือไง” ไคไคบอกพี่ชายเพราะเขาจำไว้
ว่าเคยเห็นเด็กโตในหมู่บ้านพูดกันว่าต้องไปโรงเรียน
“อ้อ ตูตูหยักไปนะ”
“อื้ม ไคไคยังไม่เคยไปเลย หยักไปเหมือนกัน”
สองพี่น้องคุยกันจนหัวชนกัน เมื่อตกลงกันได้ว่าอยาก
ไปโรงเรียนด้วยกันทั้งคู่ก็เงยหน้าไปมองพ่อกับแม่อย่าง
คาดหวัง
“งั้นพรุ่งนี้วันหยุดร้านผมจะลองเข้าไปถามรายละเอียด
ที่โรงเรียนนะครับ ส่วนเรื่องอาเหวินคงต้องถามความสมัครใจ
ของเขาดูก่อนครับ”
“ได้ค่ะ”
วันต่อมาฉิงเฟิ่งไปถามที่โรงเรียนว่าตอนนี้ยังรับเด็ก ๆ
เข้าเรียนอยู่หรือไม่ ซึ่งทางโรงเรียนยังเปิดรับเด็กเล็กอยู่ และมี
ค่าใช้จ่ายปีละสิบหยวนต่อเด็กหนึ่งคน ส่วนเด็กที่โตแล้ว
จะต้องไปถามโรงเรียนประถมและมัธยมอีกแห่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกล
จากกันเลย
จะว่าไปแล้วภรรยาเขาก็สายตาดีมากจริง ๆ ที่เลือกซื้อ
บ้านหลังนี้เพราะมันใกล้โรงเรียนและร้านค้าของพวกเขาและ
ใกล้ตลาดมากเลยทีเดียว เมื่อกลับมาถึงบ้านฉิงเฟิ่งก็บอก
ภรรยาเรื่องรายละเอียดของโรงเรียนทันที
“ตูตู ไคไค อาเชา อาเหวินมานี้กันเร็ว” ซีอินเรียกเด็ก
ๆ ที่กำลังนั่งต่อจิ๊กซอว์ห้าร้อยชิ้นอย่างใช้สมาธิสูงกันอยู่ที่ห้อง
โถงนั่งเล่นของบ้าน
“มาแย้วคับ”
“มาคับ ๆ”
“คุณอาสาม”
“คุณอาสะใภ้สาม”
เด็ก ๆ มาถึงพร้อมเอ่ยคำพูดคนละคำสองคำเหมือน
รายงานตัวว่ามาถึงแล้ว
“เอาละที่เรียกมาเพราะอยากคุยเรื่องไปโรงเรียนน่ะ”
ฉิงเฟิ่งเป็นคนเอ่ยขึ้นมาก่อน
“เย่ ๆ ตูตูหยักไปโยงเยียน”
“ใช่ ๆ ไคไคด้วยหยักเรียนหนังฉือ” เพราะยังมีตัวอักษร
อีกมากที่เขาอยากรู้ ที่พ่อกับแม่สอนมาก็เยอะแล้ว แต่เขาก็
อยากไปดูโรงเรียนว่าเป็นยังไงอยู่ดี
“จ้า ๆ งั้นตูตูไคไคจะได้ไปโรงเรียนเลย” ซีอินเห็นว่าลูก
ๆ ของเธอกระตือรือร้นอยากไปโรงเรียนไม่ได้กลัวกันก็ดีใจมาก
“ส่วนอาเชาก็ไปด้วยกันกับตูตูไคไคนะ” ฉิงเฟิ่งหันมา
บอกแก่เด็กน้อยบ้านอี้ที่ยืนฟังเงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง
“ผมก็ได้เรียนหรือครับคุณอาสาม” อี้เชาที่เริ่มพูดเก่ง
ขึ้นมากแล้วเอ่ยถามคุณอาสามที่เขาเคารพมาก ๆ ขึ้นมา
“ได้เรียนสิจ๊ะ อี้เชาพึ่งหกขวบต้องเข้าเรียนนะรู้ไหม” ซี
อินช่วยยืนยันอีกเสียงด้วย
“ฮึก ขะ ขอบคุณครับ” หน้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วย
รอยยิ้มทั้งน้ำตาคลอ ขอบคุณด้วยความดีใจที่จะได้เรียน
หนังสืออย่างที่ฝันไว้ เพราะเป็นเด็กกำพร้าการจะได้เรียน
หนังสือจึงเป็นเรื่องยากมากจริง ๆ เมื่อสามารถเรียนได้อย่างที่
เคยอยากเรียนอี้เชาก็ดีใจถึงขนาดวิ่งไปกอดพี่ชายแล้วร้องไห้
เลย
“พี่เซาเซาไม่ย้องไห้นะ”
“ใช่ ๆ เป็นคนโตแล้วต้องไม่ร้องไห้”
ตูตูไคไคเข้ามาพยายามปลอบใจพี่ชายตัวน้อยทันที
“ส่วนอาเหวินก็ไปเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมนะอาจจะ
ช้ากว่าเด็กคนอื่นไปหน่อยแต่ก็ยังพอตามทันได้อยู่” เมื่อเด็ก ๆ
เริ่มสงบแล้วฉิงเฟิ่งจึงพูดเรื่องของอี้เหวินต่อทันที
“ไม่เป็นไรครับอาสามผมอยากช่วยงานที่ร้านมากกว่า
แค่ให้อาเชาเรียนก็ดีมากแล้วจริง ๆ ครับ”
“ไม่ได้สิจ๊ะหากอาเหวินอยากช่วยงานอาสะใภ้กับอา
สามของเธอจริง ๆ ก็ยิ่งต้องเรียนหนังสือให้มีความรู้มาก ๆ จึง
จะสามารถช่วยงานอาได้ในอนาคตนะ ทั้งเรื่องการคำนวณเงิน
ทั้งเรื่องภาษาล้วนสำคัญทั้งสิ้นในการทำงานค้าขายนะจ๊ะ” ซี
อินพูดขึ้นเธอรู้ดีว่าอี้เหวินชอบเรียนหนังสือแต่เพราะไม่มี
โอกาสนั้นเอง
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปเรียนครับ อนาคตจะได้ช่วยงาน
คุณอาสามและอาสะใภ้สามได้ แต่หลังจากกลับจากโรงเรียน
ผมจะรีบไปช่วยเติมของในร้านให้นะครับ” แม้ตลอดเวลาเขา
ไม่รู้ว่าทำไมอาสามและอาสะใภ้สามถึงมีของมากมายอยู่ใน
ร้านเสมอ เขาคิดว่าอาจจะสั่งของให้คนมาส่งตอนที่เขาไม่อยู่ก็
เป็นได้ แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะสงสัยหรือต้องถามเรื่องนี้เพราะงาน
ของเขาเพียงแค่คอยเอาของจากชั้นสองมาเติมตามชั้นขายของ
ด้านล่างเท่านั้น
“ได้จ้ะ งั้นก็เอาตามนี้นะ”
“เย่ๆ แม่คับแล้วตูตูจะได้ไปโยงเยียนตอนไหนคับ”
“ต้องไปลงชื่อสมัครเรียนกันแล้วก็เตรียมของใช้สำหรับ
เรียนก่อน น่าจะอีกสักหกเจ็ดวันนะจ๊ะ”
“หดวัน ๆ”
“หกเจ็ดวันต่างหาก”
“หดแล้วก็เจ็ด ฮิ ฮิ”
เด็ก ๆ พูดคุยเล่นกัน ดูก็รู้ว่าตื่นเต้นกันมากจนพูดกันไม่
รู้เรื่องแล้ว
“แบบนี้เราจะหาคนมาช่วยงานเพิ่มหรือเปล่าครับ”
“ลองทำกันเองก่อนเถอะค่ะ ไม่น่าจะยุ่งมากเพราะเราก็
มีของอยู่ตลอดอยู่แล้ว”
“ได้ครับ คุณว่ายังไงผมก็ว่าตามนั้น”
เมื่อถึงเวลาเด็กทั้งสี่คนก็ได้ไปโรงเรียนกันตามที่ต้องการ
…