Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 45 : การเริ่มต้นของพี่ใหญ่หลินกับสะใภ้รองบ้าน
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 45 : การเริ่มต้นของพี่ใหญ่หลินกับสะใภ้รองบ้าน
เซียวกลับมา
วันหยุดของที่ร้านซีอินชวนพี่รองหลินไปหาพี่ใหญ่หลิน
ที่โรงงานทอผ้า ตอนที่ไปถึงก็แอบได้ยินคนเฝ้าประตูคุยกันว่า
ตอนนี้งานที่โรงงานทอผ้ามีเยอะมากและกำลังเปิดรับพนักงาน
ฝ่ายผลิตเพิ่มด้วย ซีอินที่แอบได้ยินก็คิดว่าตอนนี้โรงงานทอผ้า
ยังไม่มีท่าทีว่าจะเจอวิกฤตอะไร แต่เธอก็ไม่คิดล้มเลิกที่จะลอง
เอ่ยปากกับพี่ชายคนโตไว้ก่อนอยู่ดี
“พี่ใหญ่ตอนนี้ประเทศเราเปลี่ยนแปลงไปเยอะ
โดยเฉพาะเรื่องการค้า พี่ไม่สนใจทำการค้าควบคู่ไปด้วยหรือ
คะ จะได้หาเงินอีกทาง พี่ใหญ่ก็ทำงานโรงงานทอผ้าไป
เหมือนเดิมส่วนการค้าก็ให้พี่สะใภ้เป็นคนดูแลก็ได้”
“แบบที่ซีอินว่ามาก็ดีนะคะ ตัวฉันมาอยู่กับคุณที่นี่ก็ไม่
มีงานอื่นทำอยู่แล้ว”
“อืม ก็น่าสนใจอยู่นะ” หลินซีเหมิงเองเมื่อได้ฟังก็สนใจ
ขึ้นมาจริงๆ ถ้ามีเงินเพิ่มอีกทางก็ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว
“พี่ใหญ่ทำงานโรงงานทอผ้าอยู่แล้ว ฉันคิดว่าน่าจะมีผ้า
ที่ไม่ผ่านมาตรฐานในการทอ หรือมีตำหนิที่โรงงานขายไม่ได้
อยู่บ้างใช่ไหมคะ ผ้าพวกนั้นพี่ก็ลองทำเรื่องขอซื้อมาจากทาง
โรงงานแล้วเอามาขายต่อในราคาที่คนทั่วไปสามารถซื้อได้
หรือจะเอาไปแปรรูปเป็นกระเป๋าผ้าหรือทำชุดเสื้อผ้าก็ได้นะ
คะ
พอซีอินพูดเรื่องการแปรรูปผ้าที่มีตำหนิตัดเป็นเสื้อผ้า
หรือกระเป๋า สะใภ้ใหญ่หลินก็ตาเป็นประกายเลยทีเดียว
เพราะเธอเองชื่นชอบงานตัดเย็บอยู่แล้ว แต่เพราะไม่กล้าคิด
ทำเรื่องการค้าขายเก็งกำไรมาก่อน จึงไม่เคยเอ่ยปากกับคน
เป็นสามีสักครั้ง จึงได้เพียงตัดเย็บชุดให้สามีและลูก ๆ เท่านั้น
ซึ่งปฏิกิริยาของพี่สะใภ้ที่แสดงออกมาก็ไม่ได้รอดพ้น
สายตาของซีอินไปได้ สายตาและสีหน้านั้นคือคนที่อยากริเริ่ม
ลองทำสิ่งใหม่ ๆนั้นเอง
“มีผ้าแบบนั้นอย่างที่น้องเล็กว่าจริง ๆ ไว้พี่จะลองถาม
ผู้จัดการใหญ่ดูนะ” หลินซีเหมิงพยักหน้าพร้อมคิดตามที่
น้องสาวบอก ผ้าที่มีตำหนิพวกนั้นส่วนใหญ่ขายไม่ออกก็จะถูก
เก็บไว้ในโกดังเก็บของขนาดใหญ่ของโรงงาน พอสิ้นปีหากไม่มี
ที่ระบายออกก็จะถูกเอาไปทำลายทิ้ง
“งั้นพี่ใหญ่เอาของพวกนี้ไปด้วยตอนที่สอบถามผู้จัดการ
โรงงานนะคะ เผื่อว่าการพูดคุยจะง่ายขึ้น” ซีอินหยิบเอาบุหรี่
อย่างดีออกมาสองสามซอง ผลไม้กระป๋อง และปลากระป๋อง
ออกมาอย่างละสองกระป๋องให้พี่ชาย
หลินซีเหมิงเมื่อได้เห็นของที่น้องสาวเอาออกมาให้ก็
เข้าใจทันทีว่าน้องสาวหมายความว่าอย่างไร
“พี่เข้าใจแล้ว แต่หากทำได้จริงพี่ยังไม่พร้อมไปเปิดร้าน
ตอนนี้หรอกนะน้องเล็ก พี่อาจจะซื้อผ้ามาแล้วให้พี่สะใภ้ของ
เธอเขาเป็นคนตัดเย็บอยู่ที่บ้านไปก่อน” เพราะตอนนี้หลินซี
เหมิงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าคนงานในโรงงานแล้ว จึง
ได้ห้องพักพนักงานแบบส่วนตัวและมีขนาดใหญ่กว่าพนักงาน
ทั่วไป ดังนั้นห้องพักจึงกว้างและสามารถวางจักรเย็บผ้าและมี
มุมวางผ้าพับอีกจำนวนหนึ่งได้ด้วย
“ได้ค่ะ แค่พี่ใหญ่เห็นด้วยที่จะทำงานเป็นอาชีพสำรอง
ไว้อีกทางฉันก็ดีใจแล้ว ค่อย ๆ ขยับขยายไปนะคะ พอพี่สะใภ้
ตัดเย็บเสร็จแล้วก็เอาไปฝากขายที่ร้านของฉันก็ได้ค่ะ ยังมี
พื้นที่ที่สามารถแขวนชุดเสื้อผ้าให้ลูกค้าเห็นได้อยู่ ส่วนเรื่อง
แบบชุดฉันมีหนังสือเรื่องการออกแบบและตัดเย็บอยู่ค่ะ ฉัน
จะให้พี่สะใภ้เอาไปลองศึกษาดูนะคะ”
“ได้ ขอบใจน้องเล็กมาก งั้นเอาเป็นว่าให้พี่คุยกับ
ผู้จัดการโรงงานเรื่องผ้าก่อนนะ ได้เรื่องยังไงพี่จะไปหาเธอที่
ร้านเอง” หลินซีเหมิงบอกน้องสาวน้องชาย
เป็นเพราะไม่ได้กลับบ้านมาหลายเดือนจึงทำให้พึ่งมารู้
เรื่องที่น้องชายน้องสาวมาเปิดร้านขายของในเมืองอำเภอ
เพราะงานที่โรงงานยุ่งมากจริง ๆ บอกตามตรงเขายังไม่
อยากจะเชื่อเลยว่าโรงงานที่ทำอยู่จะมีความเสี่ยงเจอกับวิกฤต
จนต้องหางานใหม่
เพราะทุกวันนี้มีรายการสั่งซื้อผ้ามากมายเข้ามาจน
ทำงานกันแทบไม่ทัน แต่เรื่องแบบนี้เขาก็ฟังน้องสาวที่แนะนำ
ให้ดูลู่ทางอาชีพเพิ่มเติมไว้ก็ไม่เสียหายอะไร
เมื่อคุยกับพี่ชายคนโตต่ออีกเพียงครู่เดียว ซีอินกับ
พี่ชายคนรองก็ขอตัวกลับก่อน เพราะวันนี้เป็นวันหยุดร้านซึ่ง
ตรงกับวันหยุดเรียนของเด็ก ๆ ที่ไม่ต้องไปโรงเรียน เธอก็
อยากอยู่กับเจ้าหัวผักกาดน้อยบ้างเหมือนกัน ส่วนพี่ชายคน
รองเองก็เห็นว่าวันนี้จะกลับไปที่หมู่บ้านชนบทด้วย
เหมือนกัน…
“ตูตู ไคไค แม่กลับมาแล้ว”
ตึก ตึก ตึก เสียงฝีเท้าน้อย ๆ ที่วิ่งเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ทำ
ให้เธอรู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นลูกน้อยของเธอแน่ ๆ
“แม่ค้าบบบ” เสียงเรียกหากังวานสดใสดังมาแต่ไกล
“แม่กลับมาแย้วววว แม่คับตูตูหิวมากก” เจ้าตัวแสบ
คนนี้เห็นหน้าแม่ก็บอกแต่หิวตลอดจนตัวกลมไปหมด
“หืม ไหนดูสิพุงของตูตูยังไม่เหี่ยวเลยน้าาาา หิวแล้ว
หรอ” มือบางลูบพุงกลมๆ ของลูกชายคนโตไปมาอย่างเอ็นดู
“หิวแล้วคับ ตูตูหยักจินเฟ็ดฟายต้อด” ชื่ออาหารที่ออก
เสียงได้ไม่ชัดออกจากริมฝีปากน้อย ๆ ทันที
“ไคไค ก็หยักกินเฟ็ดฟายด้วย” ไคไคที่ค่อย ๆ เดินเข้า
มาหาแม่ด้วยเหมือนกัน ซีอินจึงยื่นมือไปลูบแก้มยุ้ย ๆ ที่แดง
ระเรื่ออย่างสุขภาพดีของไคไคไปมาเบา ๆ พร้อมคิดในใจว่า
แก้มลูกนี่มันนุ่มนิ่มดีจริง ๆ เลย
“จ้า งั้นเดียวแม่ทำเฟรนช์ฟรานส์ทอดให้นะ แล้วเชา
เชาละอยากกินอะไรดี”
“กินเหมือนน้องคับ” อี้เชาตอบออกมาเสียงเบา ๆ เขา
ไม่ได้เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังเหมือนตูตู ไคไค เพียงยืนส่งยิ้ม
ให้คุณอาสะใภ้สามเท่านั้นจนซีอินอดลูบหัวทุย ๆ นั้นอย่าง
เอ็นดูไม่ได้ ส่วนอี้เหวินตอนนี้กำลังอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัว
สอบเทียบชั้นอยู่โดยมีฉิงเฟิ่งที่กำลังช่วยทบทวนให้อยู่ไม่ไกล
กันนั่นเอง
“ภรรยาคุณกลับมาแล้ว” เสียงเอ่ยพูดขึ้นอย่างดีใจ
พร้อมร่างสูงโปร่งที่เร่งรีบเดินเข้ามาหา ไม่ได้มีแต่ลูก ๆ หรอก
ที่รอเธอแต่ตัวฉิงเฟิ่งเองก็รอเธอเหมือนกัน
ซีอินรู้สึกว่าทุกวันนี้เธอเหมือนมีลูกชายอยู่ห้าคนโดย
มีฉิงเฟิ่งเป็นคนโตเลย…
ผ่านไปเพียงสองวันเท่านั้นพี่ใหญ่หลินและพี่สะใภ้ใหญ่
หลินก็มาหาเธอถึงที่ร้านค้า
“น้องเล็ก”
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ เข้ามาก่อนสิคะ ฉิงเฟิ่งคะฉันฝาก
ดูหน้าร้านครู่หนึ่งนะคะ” เมื่อเห็นว่าเป็นพี่ใหญ่และพี่สะใภ้มา
หาจึงรีบให้เข้ามานั่งด้านในก่อนจะหันไปบอกสามี
“ได้ครับ” เสียงทุ้มรับคำทันที
“พี่ไปคุยกับผู้จัดการโรงงานว่าจะขอซื้อผ้าแล้วนะ ได้ใน
ราคาที่ถูกมากด้วย เพราะผ้าพวกนั้นมีตำหนิบางจุดที่ไม่ผ่าน
มาตรฐานส่งไปขายไม่ได้เลยน่ะ แต่ผ้าบางส่วนก็ยังดี ๆ อยู่เลย
พี่ดูแล้วสามารถเอามาตัดเย็บแปรรูปแบบที่น้องเล็กบอกได้”
เมื่อทั้งสองคนเข้ามานั่งตรงชุดโต๊ะนั่งด้านในร้านแล้ว พี่ใหญ่
หลินก็เอ่ยปากทันที
“ดีเลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันไปหยิบหนังสือแบบการ
ตัดผ้ามาให้พี่สะใภ้นะคะ” เพราะเธอไม่ค่อยมีหัวทางด้านการ
ออกแบบจึงทำให้ไม่สามารถวาดแบบเสื้อผ้ามาตัดขายเองได้
คิดว่าเอาหนังสือให้พี่สะใภ้ใหญ่หลินไปลองศึกษาดูเองดีว่า
ซึ่งก็เป็นอย่างที่เธอคิด นอกจากพี่สะใภ้ใหญ่หลินจะหัว
ไวเรื่องการตัดเย็บแล้วยังดูมีหัวทางด้านการออกแบบและ
เข้าใจเรื่องการตัดเย็บได้ง่ายด้วย
“ส่วนเรื่องจักรเย็บผ้าคงต้องรอหาคูปองอุตสาหกรรม
ก่อนแล้วค่อยไปสั่งจองที่สหกรณ์”
“ที่ฉันมีคูปองอุตสาหกรรมอยู่เยอะเลยค่ะ พี่ใหญ่เอาไป
ใช้ก่อนได้เถอะค่ะจะได้รีบไปลงชื่อจองจักรเย็บผ้าที่สหกรณ์”
“ได้ งั้นพี่ใหญ่ยืมคูปองที่น้องเล็กก่อน ไว้พี่หาได้จะรีบ
เอามาคืนนะ”
“ได้ค่ะ” ตอนนี้การซื้อของบางอย่างยังต้องใช้คูปอง
ควบคู่กันอยู่ด้วย แต่อีกไม่นานคูปองพวกนี้จะถูกยกเลิกแล้ว
ไม่นานพี่ใหญ่หลินและพี่สะใภ้ใหญ่หลินก็ขอตัวกลับก่อน
เพราะจะแวะไปจองจักรเย็บผ้าที่สหกรณ์อำเภอเลย
ซีอินมองตามหลังพี่ชายและพี่สะใภ้ไปด้วยรอยยิ้ม
ตอนนี้ทุกคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นบ้านหลินหรือบ้านเซียว
ก็เริ่มก่อร่างสร้างตัวพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กที
ละน้อยของประเทศ เชื่อว่าอนาคตทุกคนย่อมไม่ลำบาก
แน่นอน…
เสียงหวูดรถไฟและเสียงเครื่องจักรพ้นไอน้ำดังออกมา
อยู่เป็นระยะ ๆ ขณะที่ผู้คนมากมายเดินขึ้นเดินลงสวนกันไป
มาตามเวลาเดินทางของรถไฟ เซียวฉิงไห่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่
ทางสถานีจัดไว้มากมายให้ผู้โดยสารได้นั่งรอในชานชาลา เขา
นั่งอย่างนิ่งสงบเพื่อรอขบวนรถไฟเที่ยวที่ลู่ฉิงจะกลับมา
รถไฟเทียบชานชาลาผ่านไปหลายขบวน จนกระทั่ง
ขบวนที่พึ่งเทียบชานชาลาล่าสุด ร่างบางที่ดูทรุดโทรมผอม
แห้งจนแทบจะเหลือแต่กระดูกหน้าตาดูซูบซีดค่อย ๆ เดินไป
ตามทางอย่างเชื่องช้า สายตาเหม่อมองบรรยากาศรอบข้าง
อย่างตื่น ๆ
อิสระที่เพิ่งได้รับมากับสภาพแววล้อมที่ดูคึกคักกว่าที่
เคย ทำให้ลู่ฉิงไม่เคยชินและดูไม่เข้าพวกอยู่อย่างมาก เธอคิด
ว่าจะนั่งพักที่ชานชาลาสักหน่อยก่อนจะค่อยๆเดินทางกลับเข้า
หมู่บ้านเพื่อกลับไปบ้านเซียวหาสามีและลูก
เมื่อมองเห็นที่นั่งจึงรีบเดินเข้าไปนั่งก่อนจะหยิบเอา
แผ่นแป้งทอดแห้ง ๆ ที่ได้รับแจกจากเจ้าหน้าที่ในสถานกักกัน
นำมาแจกให้คนที่จะได้ออกจากที่นั่นในวันนี้มานั่งกินช้า ๆ
เพียงไม่นานก็รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา ลู่ฉิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ก่อนพบว่าคนที่มองอยู่คือผู้ชายที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และ
ไม่คิดว่าเขาจะมารับเธอถึงที่นี่
“ฉะ ฉิงไห่”
“น้ำครับ” เขาไม่ได้พูดอะไรนอกจากนั่งลงข้าง ๆ และ
รอให้เธอกินแผ่นแป้งจนหมดแล้วยืนน้ำให้ดื่ม
สภาพของภรรยาในตอนนี้เป็นสิ่งที่เหนือความ
คาดหมายเซียวฉิงไห่อยู่มาก ลู่ฉิงดูทรุดโทรมแววตาดูอ่อนลง
ไม่มีแววเจ้าเล่ห์ร้ายกาจหรือถือดีอะไรอยู่อีก ก่อนที่ทั้งสองจะ
เดินตามกันที่จอดรถจักรยานที่บ้านน้องสามทิ้งไว้ให้ใช้
“คุณเกาะผมไว้ดี ๆ” มือที่ผอมแห้งเห็นแต่กระดูกและ
หยาบกร้านยื่นออกไปกำเสื้อด้านหลังของเขาก่อนจะค่อย ๆ
โอบเอวสอบไว้ช้า ๆ
ระหว่างทางไม่มีคำพูดใด ๆ ทั้งสิ้น พวกเขาเดินทางกัน
เงียบ ๆ แต่เซียวฉิงไห่รับรู้ได้ว่าลู่ฉิงกำลังเอาศีรษะพิงกับหลัง
ของเขาอยู่และเขารู้สึกว่ามันเปียก…ใช่มันเปียกเพราะลู่ฉิง
กำลังร้องไห้อยู่นั้นเอง
การถูกจับไปปรับทัศนคติครั้งนี้เหมือนเป็นบทเรียน
ราคาแพงมากที่สุดในชีวิตสำหรับลู่ฉิง นอกจากถูกใช้แรงงาน
แล้วยังได้รับการปรับทัศนคติความคิดเรื่องความเท่าเทียมกัน
ของชายหญิงเพื่อขจัดปัญหาของคนในประเทศที่ยังมีความคิด
เป็นปิตาธิปไตยอยู่ และปลุกจิตสำนึกเรื่องการรักประเทศชาติ
ถ้าเทียบกันแล้วชีวิตในทุ่งนาที่ได้อยู่ในชนบทยังมีอิสระ
มากกว่าที่นั่นเสียอีก การได้อยู่ที่นั่นทำให้เธอสำนึกแล้วจริง ๆ
ว่าความคิดอิจฉาและการวางแผนร้ายเพื่อสนองความสะใจ
ของตัวเองนั้น จะนำพาความหายนะมาสู่ชีวิตเธอให้ไม่เหลือ
อะไรเลย
ทั้งตอนที่อยู่ที่นั้นยังเกิดเรื่องน่ากลัวขึ้น เมื่อญาติผู้พี่สาร
เลวลู่เกาและฉางไช่พยายามหลบหนีออกจากสถานกักกันชาย
แต่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับได้และขัดขืนจนถูกยิงตายที่หน้าค่าย
ทั้งคู่ เป็นเรื่องราวสะเทือนขวัญสำหรับคนที่อยู่ในสถานกักกัน
เป็นอย่างมาก
ดังนั้นไม่เอาอีกแล้ว เข็ดแล้วไม่เอาแบบนั้นอีกแล้วจริง
ๆ เธอจะปรับปรุงตัวใหม่ ลู่ฉิงได้แต่คิดสำนึกในใจไปตลอด
เส้นทางที่กลับบ้าน…
ช่วงเวลาเย็นที่บ้านสามเซียวในเมืองอำเภอ…
“จริงสิที่ผมกลับบ้านคราวก่อนนั้น ผมเจอพี่สะใภ้รอง
ด้วยครับ” เซียวฉิงทู่เอ่ยขึ้นเมื่อพึ่งนึกได้ว่าตนเองลืมบอกเรื่อง
นี้ให้พี่สามและพี่สะใภ้สามรู้เลย
“กลับมาแล้วหรือ” ฉิงเฟิ่งเอ่ยถามเสียงนิ่งๆ
“ครับ กลับมาแล้วต้าเป่ากับเหมียวเหมี่ยวดีใจมากที่ได้
เจอแม่”
“แล้วเธอเป็นยังไงบ้างน้องสี่ เปลี่ยนไปได้บ้างหรือ
เปล่า” ซีอินเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง
“พี่สะใภ้รองเปลี่ยนไปเยอะมากครับราวกับคนละคน
เลย ตื่นเช้ามาก ทำอาหารโดยไม่ต้องให้ใครบอก งานบ้านต่าง
ๆ ซักผ้าเก็บกวาดลานบ้านเอง กับเหมียวเหมี่ยวก็ดูพี่สะใภ้รอง
ใส่ใจมากขึ้นเยอะเลยครับ ไม่ได้สนใจแต่ต้าเป่าเหมือน
เมื่อก่อนแล้ว แล้วก็ดูไม่ค่อยกล้าพูดมากเท่าไหร่ ตาม
ความรู้สึกผมเหมือนว่าพี่สะใภ้รองจะตื่นกลัวการที่ต้องพูดคุย
กับคนเยอะ ๆ นะครับ เหมือนว่าจะระมัดระวังการพูดจาอยู่
ตลอดเวลา”
ซีอินได้ฟังพร้อมคิดว่าน่าจะเป็นอาการตื่นกลัว ไม่รู้ว่า
สถานกักกันสตรีนั้นมีวิธีควบคุมคนและปรับทัศนคติเหล่าคนที่
เคยร้ายกาจยังไงบ้าง แต่ที่เคยได้ยินก็คือเข้มงวดมากและที่นั่น
สามารถทำให้คนเปลี่ยนความคิดได้จริง ๆ เป็นแบบนี้ก็ดีต่อไป
ก็ต่างคนต่างอยู่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องข้องเกี่ยวกัน
“ดีแล้วล่ะพี่รอง ต้าเป่า และเหมียวเหมี่ยวจะได้มี
ความสุขสักที” ฉิงเฟิ่งพูดเสียงนิ่ง ๆ คิดว่าหากพี่สะใภ้รองคิด
ได้จริง พี่ชายและหลาน ๆ จะได้มีความสุข เขารู้ว่าพี่รองนั้น
รักพี่สะใภ้รองอยู่ ทั้งชิงเหมี่ยวและต้าเป่าเองก็ต้องการแม่แท้
ๆ มากกว่าแม่เลี้ยงอยู่แล้ว
“นั้นสิครับ” เซียวฉิงทู่เองก็เห็นด้วย
เมื่อช่วยกันเตรียมอาหารเย็นเสร็จแล้ว ก็นั่งล้อมวงกัน
กินหม้อไฟด้วยกัน หม้อไฟนี่ถือเป็นของโปรดของบ้านสาม
เซียวเลยทีเดียว
“แม่คับ ๆ พ่อคับ ๆอาฉี่คับ” เสียงเจ้าตัวแสบที่เอ่ย
เรียกผู้ใหญ่ทุกคนอย่างกระตือรือร้นเหลือเกิน
“จ้า ว่าไงจ๊ะตูตู” ซีอินที่กำลังคีบผักให้ไคไคอยู่หันมา
มองเจ้าหัวผักกาดคนโตที่เอ่ยเรียก ทางฉิงเฟิ่งและเซียวฉิงทู่
เองก็เงยหน้ารอฟังที่เจ้าตัวแสบจะพูด
“ตูตูจะเล่าให้ฟังคับ ที่โยงเยียนตูตูมีอันนั้นแล้วนะ อัน
นั้น ๆ”
“อันนั้น? คืออะไรละจ๊ะ”
ฉิงเฟิ่งก็หยุดมือแล้วรอฟังลูกชายคนโตไปด้วยว่าอันนั้น
ที่ว่าคืออะไร
“อืมม เรียกว่าอะไยนะไคไค”
“ลูกน้อง ๆ”
“โอ้ววว! ช่ายยย ตูตูมีลูกน้องแล้วคับ ฮิ ฮิ”
“ตัวแค่นี้มีลูกน้องแล้วหรือ” ซีอินเอ่ยถามพร้อมเลิกคิ้ว
ขึ้น
“นั้นสิ อยู่โรงเรียนมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไหนลองเล่า
ให้พ่อฟังสิ” ฉิงเฟิ่งถามอย่างเริ่มเป็นกังวลเมื่อได้ฟังว่าลูกชาย
มีลูกน้องแล้ว แสดงลูกชายคนโตเขากลายเป็นลูกพี่น่ะสิ นี่ไม่
เท่ากับว่าที่โรงเรียนมีการแบ่งกลุ่มอันธพาลเด็กกันแล้วหรือ
ไม่ได้แล้วเขาคงต้องหาเวลาไปเฝ้าสังเกตการณ์ดูเด็ก ๆ ที่
โรงเรียนหน่อยเสียแล้วสิ
“วันนี้ตูตูเดินไปดูลูกน้อง พวกนั้นน่าสงสารมากไม่มี
อะไรให้จินเท่าไหร่คับ ตูตูจำได้ว่ามีข้าวเปลือกไก่น้อยอยู่ใน
กระเป๋าเลยเอามาโรยให้จิน” เสียงเจื้อยแจ้วยังเล่าต่อ พอเล่า
จบประโยคหนึ่งก็เอาตะเกียบคีบหมูขึ้นมากิน พอกินหมดก็เริ่ม
เล่าต่ออีก
“ลูกน้องตูตูกินข้าวเปลือกหรือจ๊ะ” ซีอินที่เริ่มเข้าใจ
แล้วเอ่ยถามขึ้น
“ใช่คับ ๆ ลูกน้องตูตูกินเยอะมากเลยคับแม่” เพราะตูตู
ที่ยังเคี้ยวตุ้ย ๆ อยู่ไคไคที่เงียบมาตลอดจึงตอบแม่ด้วยหน้าตา
นิ่ง ๆ
“พอกินหมดแล้วลูกน้องก็มาเดินตามตูตูเลย คุณครูมา
เห็นเลยบอกว่าตูตูมีลูกน้องแล้วคับ”
ยิ่งฟังเด็ก ๆ เล่าสีหน้าของผู้ใหญ่แต่ละคนก็ยิ่งมีความ
แตกต่างกัน เซียวฉิงทู่ฟังหลานเล่าไปก็ยังทำหน้างง ๆ อยู่ ซี
อินที่เริ่มเข้าใจบ้างแล้วก็ยิ้มขำไม่หยุด ส่วนฉิงเฟิ่งนั้นยังคงหน้า
นิ่วคิ้วขมวดเพราะเริ่มกังวลแล้วจริง ๆ
“คิก คิก สามีคุณไม่ต้องทำหน้ากังวลขนาดนั้นหรอกค่ะ
ฉันพอจะรู้แล้วว่าลูกน้องของลูกชายคุณคืออะไร”
“หมายความว่าไงครับ”
“ไหนตูตูบอกแม่สิว่าลูกน้องชอบพูดอะไรเวลาเดิน
ตามหลังตูตูมา”
“อืม ลูกน้องพูดว่า ก้าบ ก้าบ ก้าบคับ ฮิ ฮิ ตอนนี้ตูตูมี
ลูกน้องเป็นเป็ดน้อยที่โยงเยียนแล้ว งั้นไก่น้อยที่บ้านให้เป็น
ลูกน้องของไคไคนะ” เจ้าตัวแสบพูดไปโดยไม่ได้ดูสีหน้าของ
พ่อกับอาสี่เลยว่าอึ้งไปขนาดไหนแล้ว สรุปลูกน้องที่ว่าก็คือ
‘เป็ด’
“อืม ได้ ๆ ไก่น้อยที่บ้านเป็นลูกน้องไคไคหมด”
“พี่เซาเซาเดี๋ยวตูตูแบ่งลูกน้องให้นะ” เพราะกลัวว่าพี่
อี้เชาจะเสียใจที่ไม่มีลูกน้องเดินตามจึงคิดจะแบ่งให้ด้วย
“ได้ ขอบใจตูตูมากนะ”
“เอ่อ ของพี่ไม่ต้องก็ได้นะตูตู ไม่งั้นเดี๋ยวลูกน้องของตูตู
จะหมดเอาได้” อี้เหวินรีบพูดขึ้นทันทีที่เห็นตูตูมองมาที่ตัวเอง
ก่อนที่จะถูกยกตำแหน่งให้กลายเป็นลูกพี่ของพวกลูกเป็ด
ลูกไก่
“จริงด้วย งั้นพี่เหวินเหวินไม่ต้องมีลูกน้องก็ได้คับ”
จากนั้นบทสนทนาระหว่างกินหม้อไฟยังคงเป็นเรื่อง
ลูกน้องที่เป็นเป็ดเป็นไก่ของตูตูกับไคไคต่อไป….