My Vampire System - (ระบบแวมไพร์พลิกชะตา) - บทที่ 1 แค่หนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่ง
บทที่ 1: แค่หนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่ง
“อย่าตายเพราะแค่สะดุดล้มล่ะ ควินน์!”
เสียงตะโกนตามหลังดังก้องไปทั่วโถงทางเดินของโรงเรียน
ควินน์ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขาเดินตรงไปข้างหน้าเหมือนทุกครั้ง การกลั่นแกล้งกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขาไปนานแล้ว แม้จะพยายามทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่มันก็ยังคงกวนใจเขาอยู่ทุกครั้ง และบางครั้งเขาก็อดไม่ได้ที่จะสวนกลับ
เขาหยุดเดิน พลางดันแว่นตาเก่าคร่ำที่เลื่อนตกลงมาบนสันจมูกขึ้น ใส่กับใบหน้าเขาไม่พอดีเลยสักนิด ขาแว่นหนึ่งข้างพันด้วยเทปเสื่อมสภาพที่แทบจะหลุดอยู่แล้ว
จากนั้นเขาหันกลับไป ยกนิ้วกลางขึ้นอย่างไม่แคร์โลก
“พนันได้เลยว่าแกยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันชูขึ้นมากี่นิ้ว!”
ใบหน้าของเด็กชายที่อยู่ข้างหลังบิดเบี้ยวด้วยความโกรธทันที เขากำหมัดแน่น ก่อนจะเริ่มวิ่งพุ่งตรงมาทางควินน์
“ไอ้ขยะเลเวล 1! เมื่อไหร่แกจะเข้าใจว่าแกมันไม่มีที่ยืนในโลกนี้!”
เด็กชายรวบมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน พลังเวทย์แสงสีเขียวเริ่มก่อตัวขึ้นระหว่างฝ่ามือ
เมื่อเขาเข้าใกล้ควินน์จนเหลือเพียงไม่กี่เมตร ก็เหวี่ยงมือออกไป ลำแสงพุ่งออกจากฝ่ามือด้วยความเร็วสูง
ควินน์ไม่มีทางหนี และไม่มีเวลาพอจะหลบได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือกัดฟันแน่นแล้วเตรียมรับแรงกระแทก
ทันทีที่ลำแสงกระทบร่างเขา ร่างของควินน์ก็ปลิวกระเด็นขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะกระแทกกับผนังทางเดินด้านหลังเสียงดังสนั่น
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
นักเรียนคนหนึ่งอุทานเมื่อเห็นเหตุการณ์ ความชุลมุนเริ่มขึ้นเมื่อฝูงชนมารวมตัวกันใกล้จุดเกิดเหตุ นักเรียนหญิงคนหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปยังผนังที่เสียหายเพื่อตรวจดูว่าผู้ที่ถูกโจมตียังปลอดภัยหรือไม่
เมื่อฝุ่นค่อยๆ จางลง ร่างของควินน์ในเสื้อผ้าเรียบง่ายและผมสีดำหยิกเล็กน้อยก็เริ่มปรากฏขึ้น
ทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร นักเรียนหญิงก็ผงะถอยออก และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ควินน์เห็นว่าเธอกลับไปหาเพื่อนๆ แล้วโดนหัวเราะเยาะ
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอจะพยายามช่วยเขาน่ะ!”
“ฉันไม่เห็นว่าเป็นใครนี่นา…” เธอโต้กลับ หน้าแดงก่ำด้วยความอาย
ควินน์ลุกขึ้นช้าๆ แล้วเก็บแว่นตาที่หล่นลงพื้นขึ้นมา ขาแว่นอีกข้างก็หักหลุดออก
“ให้ตายสิ… ไม่เอาอีกแล้ว”
นี่เป็นวันสุดท้ายของปีการศึกษา และควินน์ก็แค่หวังว่าจะผ่านไปโดยไม่มีใครหาเรื่องเขาอีกสักวัน แต่ไม่เลย มันไม่เคยง่ายอย่างนั้น
เขาเบื่อกับเรื่องทั้งหมดนี้จนถึงขีดสุด และเขาก็ไม่ใช่คนที่จะก้มหน้ารับโดยไม่ตอบโต้ เขาเคยเห็นคนที่ยอมทน และรู้ว่าผลลัพธ์มันเลวร้ายยิ่งกว่า
ควินน์ไม่ตั้งใจจะอยู่ในโรงเรียนต่อเหมือนนักเรียนคนอื่น เขาเดินผ่านกลุ่มเพื่อนที่กำลังร่ำลากัน บ้างหัวเราะ บ้างก็ร้องไห้ เพราะรู้ว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พบกันอีก
แต่ควินน์ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของภาพนั้น และเขาก็ไม่อยากเป็น
เมื่อกลับถึงบ้าน ควินน์เริ่มลงมือทำทันที
เขาอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ขนาดเล็กหนึ่งห้องนอน มีเตียงเดี่ยว โต๊ะทำงาน และทีวีติดผนังที่เขาใช้แค่เป็นเสียงพื้นหลังเท่านั้น
อพาร์ตเมนต์นี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลจัดสรรให้ หลังจากเขากลายเป็นเด็กกำพร้าในวัยเพียง 16 ปี
บนเตียงมีเพียงกระเป๋าเดินทางใบเดียว บรรจุข้าวของทั้งหมดของเขา
ควินน์เปิดลิ้นชักโต๊ะทันที ด้านในมีหนังสือเล่มหนึ่ง วางอยู่เงียบๆ มันเป็นเล่มใหญ่ หนักราวครึ่งกิโลกรัม หน้าปกสีดำสนิท ลวดลายตรงกลางเป็นวงแหวนที่แตกแขนงออกไปคล้ายรอยแยกของสายฟ้า
“ลองอีกครั้งก็แล้วกัน…” เขาพึมพำ พลางวางหนังสือลงบนโต๊ะ
เขารีบไปหยิบหลอดทดลองขนาดเล็กที่มีของเหลวใสอยู่ข้างใน
“การทดสอบที่ 112… กรดไฮโดรคลอริก มาดูกันว่าแกจะทำตัวยังไง”
เขาค่อยๆ เทของเหลวลงบนปกหนังสือ รอให้มันแสดงปฏิกิริยาอะไรสักอย่าง
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้น…” ควินน์ยังคงเทต่อจนของเหลวหมดหลอด
หนังสือยังคงเหมือนเดิม ไม่เสียหายแม้แต่น้อย
“ล้มเหลวอีกแล้ว… ให้ตายสิ แกจะเปิดออกมาบ้างไม่ได้รึไง? แล้วพ่อกับแม่มีของแบบนี้ไว้ทำไมกัน?”
112 ครั้งแล้วที่เขาพยายามเปิดหนังสือเล่มนี้ เขาเคยพยายามเผา ตัด หลอม แม้แต่จุ่มมันลงในน้ำกรด แต่ไม่มีอะไรทำให้มันเปิดออก หรือแม้แต่ทำให้เกิดรอยขีดข่วน
ควินน์ถอนหายใจ แล้วล้มตัวลงบนเตียง เปิดทีวีเพื่อให้มีเสียงคนอื่นในห้อง
“สนธิสัญญาสันติภาพกับเผ่าพันธุ์ดัลกี้ดำเนินมาเป็นเวลาห้าปีแล้ว… แต่เจ้าหน้าที่เตือนว่าความตึงเครียดกำลังกลับมาอีกครั้ง…”
สงคราม ดัลกี้ และความหวาดกลัว—เรื่องพวกนี้อยู่ในข่าวมาตลอดชีวิตของเขา
ดัลกี้ปรากฏตัวเมื่อสามสิบปีก่อน พวกมันเหมือนมนุษย์ ยกเว้นหางและผิวที่มีเกล็ดคล้ายมังกร พวกมันต้องการให้มนุษย์ยอมจำนน—เป็นทาสให้
แน่นอนว่ามนุษย์สู้กลับ แต่พวกเขารู้เร็วมากว่าเทคโนโลยีของมนุษย์ใช้การไม่ได้ กระสุนไม่ระคายผิวดัลกี้ รถถังก็ถูกเรือเหาะของอีกฝ่ายบดขยี้
จนกระทั่งผู้มีพลังพิเศษกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้น—พวกเขาคือความหวังสุดท้ายของมนุษยชาติ
แต่แทนที่ความสามารถเหล่านั้นจะถูกแบ่งปันให้กับทุกคน รัฐบาลกลับผูกขาดมันไว้ให้เฉพาะคนรวย คนธรรมดาอย่างควินน์จึงไม่มีทางแตะต้องมันได้เลย
ตอนพ่อแม่ของเขาเสียชีวิต เขาได้รับแค่หนังสือเล่มนี้จากเจ้าหน้าที่รัฐ—ไม่มีจดหมาย ไม่มีคำอธิบาย มีเพียงแค่คำว่า “ของจากพ่อแม่ของเธอ”
“โลกมันโหดร้ายชะมัด…” เขาบ่นพึมพำ
ควินน์ลุกจากเตียง เดินกลับไปที่โต๊ะ หยิบแว่นที่หักไว้ขึ้นมา
เลนส์หนึ่งข้างหลุด เขาพยายามดันมันกลับเข้าไปอย่างแรง
“เข้าไปสิ!”
เสียง ‘เป๊าะ!’ ดังขึ้น เลนส์แตกเป็นเสี่ยงๆ และเศษกระจกชิ้นหนึ่งบาดนิ้วโป้งเขาเป็นทางยาว
“…โลกนี้มันเกลียดฉันจริงๆ”
เขารีบเก็บเศษแก้ว และในจังหวะที่หยิบเศษชิ้นหนึ่งขึ้นจากหนังสือ เลือดจากแผลที่นิ้วก็หยดลงกลางปกพอดี
ทันใดนั้น วงแหวนกลางหนังสือเรืองแสงขึ้น
หนังสือลอยขึ้นจากโต๊ะอย่างไร้แรงดึงดูด
“อะไรกันเนี่ย!”
หนังสือสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ แสงสว่างจ้ากระจายออกมาจนต้องหลับตา ปกหนังสือค่อยๆ เปิดออก หน้ากระดาษเริ่มพลิกไปอย่างรวดเร็ว
ตัวอักษรบนหน้าหนังสือไม่ใช่ภาษาใดที่เขาเคยเห็น แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขากลับเข้าใจมัน
และเมื่อหน้าสุดท้ายพลิกผ่าน หนังสือก็เริ่มสลายกลายเป็นผง เศษฝุ่นลอยกระจาย
ร่างกายควินน์อ่อนแรงลง ดวงตาเริ่มปิดลงอย่างช้าๆ
ก่อนที่สติจะดับวูบ เขาได้ยินเสียงเพียงประโยคเดียว…
<ขอแสดงความยินดี คุณได้รับ Va…>
และทุกอย่างก็ดับวูบลง