ยอดหญิงอันดับหนึ่ง - ตอนที่ 288.2 กำแพงวังกางกั้น ตั้งใจสละราชย์ (2)
หมู่นี้แม้อวิ๋นหว่านชิ่นจะรอคลอดอยู่ตำหนักฝูชิง แต่ก็ได้ยินข่าวคราวว่ายามนี้ทั้งในราชสำนักและในหมู่ชาวบ้านเกิดเหตุการณ์นองเลือดคละคลุ้ง
สำหรับขุนนางฝักฝ่ายที่สนับสนุนไท่จื่อ เดิมทีมีความเมตตาและคุณธรรมให้ เมื่อครองราชย์ใหม่ๆ ไม่ได้ไล่สังหารไปให้สิ้นก็เพื่อที่จะได้รับชื่อเสียงอันดีงาม เรื่องลอบสังหารในวันนี้กลับเรียกโทสะจากฮ่องเต้ขึ้น สั่งให้สังหารให้สิ้น อย่าได้เหลือแม้แต่คนเดียว
หลายวันมานี้ ข่าวคราวอันน่าตกใจทยอยเข้าหูมาไม่ขาด
นอกจากขุนนางพรรคเก่าที่สนับสนุนไท่จื่อวางแผนลอบสังหารจะถูกประหารชีวิตและฆ่าล้างตระกูลแล้ว คนอื่นๆ ที่ไม่ได้สนับสนุนไท่จื่อก็โดนหางเลขไปด้วย
เมื่อวันก่อน เจ้ากรมจากกรมขุนนางและพรรคพวกลดขั้นลง
เมื่อวาน แม่ทัพทหารม้าจู่โจมสกุลหลี่และครอบครัวถูกเนรเทศ
วันนี้ ท่านอาจารย์ของไท่จื่อหยางไท่ฟู่ หยางจิ้งก็ถูกให้กลับถิ่นฐานบ้านเกิด
ทั้งหมดล้วนเป็นขุนนางเก่าที่สนับสนุนไท่จื่อทั้งสิ้น
“ชิ่นเอ๋อร์ มีเรื่องในใจหรือ” ซย่าโหวซื่อถิงเลิกคิ้ว
“เปล่าหรอก…ข้าแค่กำลังคิดถึงเรื่องของจื่อหลิงอยู่เจ้าค่ะ” นางไม่รู้ว่าจะเอ่ยเรื่องนี้กับเขาอย่างไรดี จึงจำต้องพูดเรื่องจื่อหลิงขึ้นมาก่อน
“พระชายาซื่ออ๋องน่ะรึ อาการบาดเจ็บดีขึ้นแล้วมิใช่หรือ”
“เจ้าค่ะ วันนี้ยังวิ่งออกจากตำหนักข้างไปอยู่เลย ได้ยินมอมอบอกว่า เกือบจะได้พบหน้ากับอี๋ซื่ออ๋องแล้วด้วย”
“หืม”
“หลายวันมานี้อี๋ซื่ออ๋องรอเข้าวังตรงหน้าประตูอู่เหมินทุกวี่ทุกวันมิใช่หรอกหรือ หมู่นี้ฝนตกหนัก ลมก็แรง ได้ยินว่าตากลมเสียจนเป็นไข้ จื่อหลิงยังให้มอมอส่งร่มออกไปด้วยนะเจ้าคะ”
ซย่าโหวซื่อถิงหยักยิ้มมุมปาก “ดูท่าแล้วทั้งคู่ไม่ได้มีความแค้นลึกล้ำดั่งมหาสมุทร ยังมีทางให้ไกล่เกลี่ยกลับคืนมาได้”
ดวงตาดุจดาราพราวพร่างของนางกะพริบไหว “เจ้าค่ะ น่าเสียดายนัก ยามนี้วังหลวงมีกฎอัยการศึก อี๋ซื่ออ๋องเข้ามาไม่ได้ จึงมาเยี่ยมจื่อหลิงไม่ได้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่สามารถประกอบเก็บความรู้สึกกันได้ดีเสียด้วย”
ซย่าโหวซื่อถิงรู้ว่านางหมายความว่าอย่างไร “วังหลวงห้ามคนนอกเข้า กฎเกณฑ์ไม่เปลี่ยนแปลง อี๋ซื่ออ๋องเข้ามาไม่ได้ แต่พระชายาซื่ออ๋องออกไปได้ พรุ่งนี้ข้าจะให้ฉีไหวเอินหาเหตุผลมาสักข้อ ส่งนางออกจากวัง ไปจวนซื่ออ๋องที่เมืองหลวง”
นางสบายใจขึ้นมาไม่น้อย เล่นหมากรุกไปสองตาก็กลับมาเงียบงันอีก ความคิดไม่มั่นคงหลายครั้ง
“เมื่อครู่กังวลแทนพระชายาซื่ออ๋อง แล้วยามนี้เล่า” ซย่าโหวซื่อถิงจะดูว่านางจะฝืนไปถึงเมื่อใด
“…ไม่มีนี่เจ้าคะ”
“หากเจ้ายังใจลอยอีก หมากของเจ้าได้ยุ่งเหยิงแน่” ซย่าโหวซื่อถิงดวงตาเป็นประกายประหลาดวาบผ่าน ริมฝีปากบางหยักยกเป็นรอยยิ้มจาง “หมากยุ่งเหยิง ก็ยังดีกว่าชาติบ้านเมืองยุ่งเหยิง” นางเห็นว่าเขามองความคิดนางออกแต่แรกแล้ว ในที่สุดจึงเอ่ยขึ้น
เขาย่อมรู้ความกังวลใจของนาง นิ้วเรียวยาวชะงัก หมากดำหยุดอยู่กลางอากาศ ไม่เอ่ยอะไรออกมาอยู่นาน
“หยางไท่ฟู่กับคนอื่นๆ ไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับการลอบสังหาร ไม่เกี่ยวข้องกับคดีลอบสังหารเลย สองปีมานี้ พวกเขาก็ยอมสวามิภักดิ์ต่อท่านอ๋องแล้ว ยามนี้วิธีการกระทำของท่านอ๋องที่มีต่อพวกเขาร้ายแรงเกินไปหรือไม่…”
นิ้วมือเขาเคลื่อนลง หมากตกลงบนกระดาน กระแทกหมากดำตัวอื่นๆ โดยรอบให้ระเนระนาด “จะไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร เจ้าดูสิ หมากตัวเดียวก็สามารถลากทั้งหมดให้ยุ่งได้”
อวิ๋นหว่านชิ่นเข้าใจในความหมายของเขาทันที แม้ว่าขุนนางฝ่ายไท่จื่อคนอื่นๆ จะไร้โทษ แต่ครานี้หากไม่ใช้โทษสถานหนัก ภายหน้าจิตใจที่ยังไม่ยอมแพ้ของขุนนางเก่าคนอื่นๆ ก็จะถูกการลอบสังหารครานี้กระตุ้นปลุกปั่นขึ้นมาอีก
นางถอนหายใจเบาๆ “ข้าแค่กลัวว่าท่านจะถูกคนทั้งแผ่นดินว่าเอาได้”
“ถูกแล้ว โดนคนทั้งแผ่นดินว่าเอา” เขาถอนใจ ดวงตาเป็นประกายกระเพื่อมไหวจดจ้องนาง “ใครบ้างจะไม่กลัวโดนคนด่าว่า เจ้าบอกมาสิ รอให้เรื่องนี้จบลง เราก็จะออกท่องเที่ยวไปแต่ละแคว้น ทำตัวเป็นคนว่างงานเหมือนกับเฟิ่งจิ่วหลังดีหรือไม่”
นางหลุดหัวเราะออกมา “ท่านนี่ก็ช่างกล้าคิดอะไรไปทั่วเสียจริง…”
ยังพูดไม่ทันจบ รอยยิ้มพลันแข็งค้าง เขาไม่ได้พูดเล่น เขาจริงจัง
สายตาเขายังคงจดจ้องอยู่บนดวงหน้านาง “คนชั่วและการกระทำเลวทรามที่ไม่กตัญญู ข้าล้วนทำมาหมดแล้ว ชาติกำเนิดไม่ชัดเจน สายเลือดต่างแคว้นทั้งยังโลภอยากจะได้บัลลังก์ สังหารขุนนางเก่าของไท่จือ…เรื่องดีๆ ที่เหลือก็ให้ซวินเอ๋อร์ไปทำเถิด”
ดวงตานางจดจ้อง มืองามกำน้อยๆ
ที่แท้ เขากวาดล้างขุนนางเก่าในราชสำนักอย่างกำเริบเสิบสานในคราวนี้ ไม่ได้เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู หรือทำให้เหล่าขุนนางตกใจกลัว แต่เพื่อเบิกทางให้ซวินเอ๋อร์ สละบัลลังก์ให้ซวินเอ๋อร์
ชาติก่อน ราชวงศ์หงจยาของเขาไม่ยืนยาวนัก เนื่องจากเขาจากไปตั้งแต่ยังหนุ่ม
ชาตินี้ เขาปกครองได้ไม่กี่ปี นึกไม่ถึงว่าจะเกิดความคิดสละราชย์เสียแล้ว
“ท่าน คิดตัดสินใจเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน” เนิ่นนานทีเดียว นางจึงได้เอ่ยขึ้น
เขาเก็บงำแววตา แพขนตาขยับไหว “ในชั่วขณะที่เจ้าเกือบจะโดนแทงที่ตำหนักเจียสี่”
เขาไม่มีทางจะคาดคิดได้เลยว่า หากมีดคมนั้นแทงเข้าร่างนางไป เขาจะทำเช่นไร
วันคืนภายหน้าของเขากับนางไม่ควรเน่าสลายอยู่ในสุสานทองคำแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยอันตรายหนักหนาแห่งนี้
ลำคอนางราวกับถูกบางอย่างขัดคาไว้ “กว่าท่านจะมาถึงจุดนี้ได้ไม่ง่ายดายเลย ท่านยินดีจริงๆ หรือ”
เขายกยิ้ม เอ่ยด้วยท่าทางเอ้อระเหยว่า “ข้าเดินมาถึงจุดนี้กับเจ้าก็ไม่ง่ายดายเช่นกัน” ตอนแรกคิดอยากจะปีนขึ้นมาถึงตำแหน่งนี้ ก็เพราะความไม่พอใจในจิตใจ
ไม่พอใจที่เหตุใดฮ่องเต้มีโอรสมากมาย ชีวิตจึงแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ไม่พอใจที่เหตุใดเป็นโอรสบิดาเดียวกัน บางคนได้รับความรักความโปรดปรานจนหมดสิ้น แต่เขาดันต้องรับความทุกข์ยากร่วมกับเสด็จแม่
“เจ้าเล่า ยินดีหรือไม่” เขาเอ่ยเสียเบา
นางวางมือลงบนท้องเบาๆ ดวงตาดำขลับเป็นประกาย จดจ้องฟ้าดินอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ไกลออกไปจากหน้าต่างแกะสลักลายดอกไม้ “ท่านอ๋องก็ลองเดาดูสิ”
วันรุ่งขึ้น เฉินจื่อหลิงถูกเกี้ยวนุ่มส่งออกจากวังไปยังจวนซื่ออ๋องในเมืองหลวง
ฉีไหวเอินร่วมเดินทางไปด้วยตามราชโองการ
……
เฉินจื่อหลิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง กำลังกินถั่วห้าสีในจานทองใบเล็กอยู่
ตงเอ๋อร์ช่วยนางแกะเปลือก เหลือบมองคนรับใช้ที่มาขอร้องอ้อนวอนอยู่นอกหน้าต่างกันไม่หยุด
ตงเอ๋อร์ก็ติดตามขบวนของอี๋ซื่ออ๋องมาจากเจียงเป่ยเช่นกัน กลับมาปรนนิบัติรับใช้ข้างกายนายหญิงในวันเดียวกันกับที่เฉินจื่อหลิงถูกรับเข้ามาในจวนซื่ออ๋องที่อยู่ในเมืองหลวง
ห้าวันเข้าไปแล้วที่คุณหนูจากวังหลวงเข้าจวนซื่ออ๋องไป
ฉีไหวเอินเป็นคนไปส่งคุณหนูที่จวนด้วยตัวเอง ผู้ที่ติดตามมาด้วยนั้นยังมีบรรดาสาวใช้และมอมอตำหนักฝูชิงที่รับใช้คุณหนูอีก พวกนางมาเพื่อดูแลคุณหนู
ในวันนั้น เฉินจื่อหลิงสั่งให้พวกมอมอเฝ้าหน้าประตูลานบ้านไว้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากนาง ไม่ให้ใครเข้ามาเด็ดขาด จากนั้นก็อ้างว่าป่วย ไม่ออกไปไหน เลี่ยงหลบไม่พบหน้าอี๋ซื่ออ๋อง
มีคนในวังมาขวางไว้ บีบบังคับโจมตีไปตรงๆ ไม่เหมาะ เกิดทำนางโมโหแล้วหนีไปอีก หามกลับมาอีกคงยากแล้ว อี๋ซื่ออ๋องลูบคาง
กุ้งมีทางของกุ้ง ปูก็มีทางของปู
ดังนั้นแล้ว ทุกๆ ค่ำคืน เรือนที่พักของเฉินจื่อหลิงจึงมีคนรับใช้ในจวนซื่ออ๋องมาใช้วาทะศิลป์เกลี้ยกล่อม
วันนี้ผู้ที่มาคือผู้ดูแลรองที่ดูแลงานโยธาจากจวนซื่ออ๋องในเมืองหลวง
ทุกๆ วันจะส่งคนมาขอร้อง ล้มเหลวไปก็จะลากไปจัดการตามกฎของบ้านที่เรือนท้าย จากนั้นก็ไล่ออกจากจวน อืม นี่สมกับเป็นอี๋ซื่ออ๋องอย่างยิ่ง
ผู้ดูแลรองขอร้องอย่างขมขื่น “พระชายาโปรดพบหน้าซื่ออ๋องด้วยเถิด”
จวนซื่ออ๋องที่เมืองหลวงเป็นคฤหาสน์ที่ได้รับพระราชโองการให้ก่อสร้างขึ้น อี๋ซื่ออ๋องผู้เป็นเจ้าของเพียงหนึ่งเดียวอยู่ที่เจียงเป่ยมานมนาน
พวกที่เป็นคนรับใช้ที่นี่ เงินเดือนสูง สินบนหนา ทั้งยังไม่ต้องโดนควบคุมจากนาย ทำอะไรก็อิสระ เป็นคนรับใช้ตัวอวบอ้วนในหมู่คนรับใช้อวบอ้วนชัดๆ
ทว่า โน้มน้าวพระชายาซื่ออ๋องให้ยกโทษแก่ซื่ออ๋องนั้น เป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่ายาก
แม้ว่าเขาจะกวาดล้างจวนซื่ออ๋องในเมืองหลวงจนว่างเปล่าแล้ว เฉินจื่อหลิงก็ยังหนักแน่นดั่งเขาไท่ซาน
สามวันมาแล้ว เนื่องจากการขอร้องล้มเหลว เขาจึงไล่ผู้ดูแลจวนไปสองคน รวมถึงวันนี้อีกหนึ่งคน รวมเป็นสามคน
“ได้เวลาแล้ว” ตงเอ๋อร์มองธูปหอมที่เผาไหม้จนหมดแวบหนึ่ง
ผู้ดูแลรองจำต้องค้อมหลังออกจากลานบ้านไปรับโทษด้วยตัวเองและเก็บข้าวของสำภาระ
……
ณ ประตูวงพระจันทร์ของลานบ้าน
อี๋ซื่ออ๋องมองคนรับใช้ที่กลับมาอย่างหมดอาลัยตายอยากอีกคน ดึงคอเสื้อผู้ดูแลใหญ่ข้างกายขึ้นมาด้วยสีหน้าอึมครึม “เจ้าบอกเองว่าคนรับใช้เหล่านี้ยามปกติประจบประแจงได้เก่งกาจที่สุดในจวนมิใช่หรือ ตายแล้วยังสามารถพูดพลิกให้ฟื้นคืนชีพได้ ไม่มีสตรีนางไหนไม่ซาบซึ้งใจมิใช่รึ บอกว่าสตรีขี้ใจอ่อน นางไม่อยากลากคนรับใช้ให้มีผลกระทบไปด้วยจะต้องยอมปล่อยผ่านมันไปได้แน่มิใช่หรือไร”
ผู้ดูแลใหญ่ข้างกายร้องห่มร้องไห้น้ำตาท่วมหน้า “บ่าวไม่รู้ว่าพระชายาซื่ออ๋อง…ไม่ใช่สตรีธรรมดานี่นา ซื่ออ๋องอย่าร้อนใจไป นี่ก็โน้มน้าวมาหลายวันแล้ว ไม่แน่ว่าพระชายาอาจจะใจอ่อนแล้วก็ได้ ให้บ่าวส่งคนรับใช้ไปเพิ่มอีกเพื่อใช้ความรู้สึกทำให้นางเข้าใจ…”
“ข้าไม่พึ่งพวกเจ้าแล้ว ไสหัวไป!”
เขาตวาดออกไป สั่นสะเทือนม่านราตรี ผู้ดูแลใหญ่จากไปอย่างเศร้าหมอง
ห้าวันเข้าไปแล้ว นางถูกส่งกลับมาห้าวันแล้ว เขากลับไม่ได้เห็นแม้กระทั่งหน้านางตรงๆ เลยสักครั้ง!
รอไม่ได้แล้ว เขาลงมือเองดีกว่า!