ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 381-2 แผนกำรของท่ำนพ่อ
ม่อซิวเหยาพยักหน้า เอ่ยยิ้มๆ อย่างไร้ซึ่งความ ลังเล “ไม่มีปัญหา สองสามวันนี้เจ้าก็นั่งวิเคราะห์หนังสือ สองเล่มนี้อยู่ในกระโจมอย่างเป็นเด็กดีก็แล้วกัน ข้าจะให้ คนน าเอกสารเกี่ยวกับแคว้นเป่ยหรงมาให้เจ้าศึกษา อ้างอิง ขอเพียงแค่เจ้าสามารถเสนอวิธีการที่ผ่านการ พิจารณาและทดสอบได้ ข้าไม่เพียงแต่จะใช้วิธีการของ เจ้า แต่ยังจะประกาศไปทั่วทั้งใต้หล้าได้รู้ว่าสงครามใน ครั้งนี้มีเจ้า ม่อตัวน้อยเป็นผู้วางแผน”
“เป็นม่ออวี้เฉิน!” ม่อตัวน้อยเอ่ยขึ้นอย่าง ภาคภูมิใจอีกครั้ง ม่อตัวน้อยอะไรนั่นไม่สง่างามเอา เสียเลย เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่า ถ้าหากหลังจากที่ เขากระท าเรื่องที่มีชื่อเสียงไปทั่วหล้าแล้วได้ยินผู้คน สนทนากันว่า “ม่อตัวน้อยแห่งต าหนักติ้งอ๋องนั้น จุด จุด จุด จริงๆ…” จะเป็นความรู้สึกแบบใด
书呆子
“ได้” ม่อซิวเหยาพยักหน้า เอ่ยว่า “ขอเพียงแค่เจ้า ท าได้ นับตั้งแต่นั้นข้าก็จะไม่เรียกเจ้าว่าม่อตัวน้อยอีก แต่ ในทางกลับกัน หากเจ้าท าไม่ได้…เจ้าจะต้องตะโกนเสียง ดังว่าข้าคือซื่อจื่อมีนามว่า ม่อตัวน้อย ต่อหน้าคนทั้งค่าย ทหารสามครั้ง”
“ได้ ค าไหนค านั้น วาจาของวิญญูชน[1]…”
ม่อซิวเหยามองม่อตัวน้อยที่เตี้ยม่อต้อด้วยความ รังเกียจ เอ่ยเสริมอีกประโยคด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย “ไม่มี วันคืนค า”
ดังนั้นม่อตัวน้อยที่มีเป้าหมายขึ้นมาอย่างกะทันหัน จึงอุ้มหนังสือเล่มหนาๆ สองเล่ม พลางหันศีรษะไปโบก มือให้เยี่ยหลี ก่อนจะวิ่งออกไปนอกกระโจมอย่างรวดเร็ว “ท่านแม่ รอลูกช่วงชิงเกียรติยศมาให้ท่านนะ” เยี่ยหลี ยกมือขึ้นอ าพรางรอยยิ้มกลัดกลุ้มบนใบหน้าอย่างจน ปัญญา บุตรชาย แม้ว่ามารดาจะคุ้นเคยกับการเรียกเจ้า
书呆子
ว่าม่อตัวน้อย แต่มารดาก็ยังไม่หวังให้คนทั้งใต้หล้ารู้ว่า เจ้ามีนามว่าม่อตัวน้อยนะ
“ท่านอ๋องได้ขุดหลุมพรางใส่เด็กอายุไม่กี่ขวบคน หนึ่งแล้วท่านดูสบายอกสบายใจจริงนะ…” เยี่ยหลี มองม่อซิวเหยาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม พลางเอ่ยด้วย น้ าเสียงราบเรียบ
ม่อซิวเหยาเลิกคิ้ว เอ่ยยิ้มๆ “เห็นอยู่ชัดๆ ว่าข้าท า สัญญากับเขาอย่างเปิดเผย เหตุใดถึงเรียกว่าขุด หลุมพรางกันเล่า” เยี่ยหลีเอ่ย “เช่นนั้นหรือ กว่าม่อตัว น้อยจะอ่านหนังสือสองเล่มนั้นที่ท่านมอบให้กับเอกสาร ที่ท่านให้คนน าไปมอบให้เขาจนจบ และคิดหาวิธีการ ออกมาได้ ก็เกรงว่าคงจะผ่านไปเดือนสองเดือนแล้ว กระมัง” ถึงตอนนั้นไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องที่จะจัดการกับ ทหารม้าของแคว้นเป่ยหรงเลย เกรงว่าสงครามระหว่าง กองทัพตระกูลม่อและแคว้นเป่ยหรงก็คงได้บทสรุปแล้ว
书呆子
ม่อตัวน้อยจะเฉลียวฉลาดเพียงใดก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ตอนที่ลูกหลานของตระกูลคนธรรมดาทั่วไปอายุเจ็ดแปด ขวบก็เพิ่งจะเริ่มเรียนหนังสือพื้นฐานเท่านั้น หนังสือที่ม่อ ซิวเหยามอบให้สองเล่มนั้นไม่เพียงแค่หนา แต่ยังมีเนื้อหา ลึกซึ้งยากที่จะเข้าใจอีกด้วย กระทั่งอวิ๋นถิงที่อ่านหนังสือ เล่มนั้นยังต้องใคร่ครวญอยู่สองสามเดือนกว่าจะจบ ยิ่งไม่ ต้องเอ่ยถึงม่อตัวน้อย ซึ่งเป็นเด็กที่กระทั่งตัวอักษรก็ยัง รู้จักไม่หมดเลย
ดังนั้นการเดิมพันในครั้งนี้จึงเป็นบทสรุปจาก แผนการที่ม่อซิวเหยาใช้โจมตีม่อตัวน้อย
“ในเมื่ออาหลีรู้แล้ว เหตุใดจึงไม่เอ่ยออกมาเล่า” ม่อซิวเหยาเอ่ยยิ้มๆ “อาหลีก็รู้สึกว่าข้าท าได้ไม่เลวใช่ หรือไม่”
เยี่ยหลีหมดค าจะกล่าว ม่อตัวน้อยมีนิสัยชอบอวด เก่งอยู่บ้างจริงๆ ไม่อย่างนั้นจะมีปฏิกิริยารุนแรงต่อวาจา
书呆子
ที่ม่อซิวเหยาถือว่าเป็นค าชมเชยขนาดนั้นได้อย่างไร การ ถูกท าให้เสียความมั่นใจบ้างเล็กน้อยก็ไม่ใช่สิ่งไม่ดีอะไร ถึงอย่างไรก็มีคนจ านวนมอบพร้อมจะเติมเต็มความมั่นใจ ให้เขาอยู่แล้ว
เยี่ยหลีมองม่อซิวเหย่าที่แย้มรอยยิ้มอันตรายอย่าง จนปัญญา “ระวังว่าเขาจะมาโวยวายกับท่าน” ม่อซิว เหยาหัวเราะเสียงเบา พลางเอ่ยว่า “สิ่งที่เจ้าเด็กนั่น ช านาญมากที่สุดก็คือแสวงหาความโชคดี หลีกเลี่ยงความ โชคร้าย ปรับตัวไปตามสถานการณ์ เขาจะโวยวายแต่กับ เจ้าเท่านั้นแหละ” ม่อตัวน้อยนั้นรู้ซึ้งถึงความใจแข็งไร้หัว จิตหัวใจของท่านพ่อของเขาตั้งนานแล้ว ดังนั้นปกติจะไม่ พาลหาเรื่องอย่างไร้เหตุผลกับม่อซิวเหยา อีกอย่าง เป้าหมายของเขาคืออยู่เหนือม่อซิวเหยา เพื่อหลังจากนั้น เขาจะได้เหยียบลงบนศีรษะของท่านพ่อเขาอย่างเต็มที่ ถ้าหากว่าตอนนี้ไปโวยวายหาเรื่องกับท่านพ่อ รอจน
书呆子
หลังจากเขาชนะท่านพ่อแล้วถูกท่านพ่อหยิบยกเรื่องนี้ ออกมาป่าวประกาศ นั่นจะไม่ท าให้ความน่าเกรงขามของ เขาที่เป็นซื่อจื่อแห่งต าหนักติ้งอ๋องอันตรธานหายไป หรอกหรือ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยหลีก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกจน ปัญญา
เป็นอย่างที่ม่อซิวเหยาคาดการณ์เอาไว้จริงๆ วันรุ่งขึ้นกองทัพแคว้นเป่ยหรงก็เปลี่ยนกลยุทธ์ในการท า สงคราม ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ ที่รอให้กองทัพตระกูล ม่อมาโจมตีถึงเมือง แต่เป็นฝ่ายน าทหารม้าลุยออกมา จากเมืองก่อน และท าการสู้รบกับกองทัพตระกูลม่อด้าน นอกเมืองห่างไปหลายลี้ แม้ว่ากองทัพตระกูลม่อจะ เตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว แต่กระนั้นก็ยังถูกทหารม้าเป่ยหรง บุกทะลวงจนสร้างความปั่นป่วนให้ไม่น้อย ไม่เพียง จ านวนทหารที่ได้รับบาดเจ็บและสิ้นชีพจะเพิ่มสูงขึ้น
书呆子
และยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการโจมตีเมือง กระทั่งก าแพงเมือง ก็ยังไปไม่ถึง แม้ว่าแคว้นเป่ยหรงจะมีการสูญเสียเช่นกัน แต่อย่างมากก็สูญเสียพอๆ กันทั้งสองฝ่าย แต่ละฝ่ายล้วน เสียหาย แตกต่างจากเมื่อก่อนที่ได้รับชัยชนะมาอย่าง ง่ายดายไม่รู้เท่าใด
เมื่อกลับมาถึงค่ายทหาร แม่ทัพนายกองทุกคนก็นั่ง ปรึกษาร่วมกันเรื่องที่ว่าจะจัดการกับทหารม้าของแคว้น เป่ยหรงอย่างไรดี ความจริงแล้วกองทัพตระกูลม่อมี ประสบการณ์มากมายในการจัดการกับทหารม้าของ แคว้นเป่ยหรง ถึงอย่างไรจ านวนครั้งที่กองทัพตระกูลม่อ ท าศึกสงครามกับแคว้นเป่ยหรงก็ไม่น้อย สาเหตุที่หน่วย เฮยอวิ๋นฉีของกองทัพตระกูลม่อสามารถแข็งแกร่งได้ เช่นนี้ เป็นเพราะการคงอยู่ของทหารม้าแคว้นเป่ยหรง แต่การท าศึกสงครามที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ในประวัติศาสตร์ ของทั้งสองแว่นแคว้นนั้นพบเห็นได้ไม่บ่อยครั้ง แม้ว่าในปี
书呆子
นั้นกองทัพตระกูลม่อจะเสียหายอย่างน่าอนาถ แต่ก็เป็น เพราะว่าเหล่าทหารหาญเหล่านั้นล้วนสิ้นชีพโดยไม่คาด ฝัน ไม่ได้สิ้นชีพจากการท าสงคราม ถ้าหากกล่าวว่า สิ้นชีพเพราะการท าศึกสงครามแล้วล่ะก็ เกรงว่าจะไม่ เยอะไปกว่าครั้งนี้ ดังนั้นในวันนี้หากใช้ทหารม้าสู้รบกับ ทหารม้าคงไม่ค่อยจะเหมาะสมเท่าใด การพัฒนาของ หน่วยเฮยอวิ๋นฉีในช่วงหลายปีมานี้ ก็ขยายก าลังทหาร ขึ้นมาเป็นเพียงห้าแสนนายเท่านั้น ทว่ากองทัพแคว้นเป่ย หรงเกือบทั้งหมดล้วนเป็นทหารม้า
“เป็นเช่นไรบ้าง ทุกคนมีความคิดอะไรดีๆ หรือไม่” เฉินอวิ๋นเอ่ยถาม
ซุนเย่าอู่ที่อยู่อีกด้านหัวเราะแหะๆ “อาชาของ แคว้นเป่ยหรงนั่นยอดเยี่ยมจริงๆ แต่หากอาชาของพวก เขาวิ่งไม่ได้เล่า…” ซุนเย่าอู่ก็นับว่าเป็นผู้น าทัพที่ปฏิบัติ ตนนอกกรอบผู้หนึ่ง แต่ไหนแต่ไรก็ท าสงครามด้วยวิธีการ
书呆子
ต่ าช้า อวิ๋นถิงที่ไม่ค่อยเข้าใจจึงขมวดคิ้ว พลางเอ่ยว่า “วางยาม้าศึกของพวกเขาหรือ แต่ม้าศึกเป็นรากเหง้า ของกองทัพแคว้นเป่ยหรง พวกเขาจะต้องสั่งการให้คน เฝ้าดูแลอย่างเข้มงวดแน่นอน หากคิดจะวางยา…แม้ว่า จะมีหน่วยกิเลนคอยช่วยเหลือก็เกรงว่าจะยากมาก” ยิ่ง ไปกว่านั้น ม้าศึกมากมายขนาดนั้นต้องใช้มากเท่าใดถึง จะสามารถวางยาได้หมด อีกทั้งยังจ าเป็นต้องลงมือพร้อม กันถึงจะประสบความส าเร็จ แต่ม้าศึกหลายแสนตัว… จะต้องใช้คนจ านวนเท่าใดในการวางยากัน
ซุนเย่าอู่กลอกตามองบนใส่พวกเขาอย่างไม่สบ อารมณ์ พลางเอ่ยว่า “แน่นอนว่าไม่ได้ส่งคนไปวางยาพิษ เกรงว่าการส่งคนไปลอบฆ่าเยียหลี่ว์เหยี่ยจะน่าเชื่อถือได้ มากกว่าวางยาใส่ม้าศึกเสียอีก” เวลาที่ทุกคนอยู่ร่วมกันก็ ไม่น้อยแล้ว จึงเข้าใจนิสัยของแต่ละคนดี เมื่อได้ยินอวิ๋ นถิงเอ่ยจึงไม่ได้โมโห เพียงมองซุนเย่าอู่แล้วเอ่ยว่า
书呆子
“เช่นนั้นท่านมีความคิดเช่นใด คงมิใช่พูดประโยคนั้น ขึ้นมาเฉยๆ หรอกกระมัง”
ซุนเย่าอู่เอ่ยยิ้มๆ “ข้าจะกล่าววาจาไร้สาระไปไย กัน พวกเราสามารถท าเช่นนี้ได้…” ซุนเย่าอู่โค้งตัวไป ด้านหน้า กระซิบเอ่ยข้างหูอีกฝ่ายสองสามประโยค อวิ๋ นถิงที่ได้ยิน นัยน์ตาพลันเป็นประกาย เอียงตัวไปกระซิบ ข้างหูเฉินอวิ๋นอยู่ครู่หนึ่ง ทุกคนนั่งล้อมรอบกองไฟ บรรยากาศครึกครื้นขึ้นมาทันที วิธีการของซุนเย่าอู่ดู เหมือนว่าจะเปิดลู่ทางความคิดของพวกเขา ทุกคนจึง ผลัดกันเอ่ยข้าค าเจ้าค า สนทนากันด้วยความ กระตือรือร้น
“ข้าคิดว่าแบบนี้ก็ได้…” อวิ๋นถิงเอ่ย
“ข้าคิดว่าแบบนี้จะดีกว่า…” โจวหมิ่นเอ่ยด้วย ท่าทางภูมิใจ
书呆子
“ความจริงแล้วข้าคิดว่าแบบนี้จะดียิ่งกว่า…” เฉินอวิ๋นเอ่ยส าทับ
ในมุมอับซึ่งถูกอ าพรางเอาไว้ที่อยู่ไม่ไกลนัก เยี่ยหลี ยืนอมยิ้มมองเหล่าแม่ทัพนายกองที่ล้อมวงสนทนากันใน ค่ายอยู่ข้างกายม่อซิวเหยา พลางเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ดู เหมือนว่าการตักเตือนก่อนหน้านี้จะมีประโยชน์ สงคราม ในวันนี้ไม่ได้ลดขวัญก าลังใจของพวกเขาลงเลยแม้แต่ น้อย อีกทั้งเมื่อถึงเวลายังมีความมุ่งมั่นในการต่อสู้มาก ยิ่งขึ้น” ม่อซิวเหยาพยักหน้า เอ่ยว่า “ถ้าหากว่ากระทั่ง ความล้มเหลวเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ก็ยังเอาชนะไม่ได้ พวก เขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะอยู่ในกองทัพตระกูลม่อแล้ว
“ซิวเหยาคิดว่าวิธีการของพวกเขาจะใช้ได้หรือ”
“ได้หรือไม่ได้รอดูพรุ่งนี้ก็รู้แล้ว”
书呆子
[1] วาจาของวิญญูชน แม้รถเทียมม้าสี่ตัวก็ยากที่จะตามทัน หมายถึง วาจาที่ถูกกล่าวออกมาแล้วนั้นไม่ สามารถเก็บกลับคืนมาได้