ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 381-1 แผนกำรของท่ำนพ่อ
ในค่ายทหารกองทัพตระกูลม่อ ม่อตัวน้อยนั่งคัด อักษรอยู่ที่มุมหนึ่งในกระโจมใหญ่อย่างน่ารักน่าเอ็นดู อีก ด้านหนึ่งก็ไม่ลืมที่จะกางหูแอบฟังม่อซิวเหยาและเยี่ยหลี สนทนากับเหล่าแม่ทัพนายกองไปด้วย ม่อซิวเหยาส่งห ลี่ว์่จิ้นเสียนและเหล่าแม่ทัพที่สามารถรับมือได้ด้วยตัวคน เดียวไปยังแนวรบทางใต้ ดังนั้นผู้ที่อยู่ร่วมแนวรบทาง เหนือที่น าโดยม่อซิวเหยากับเยี่ยหลีจึงเหลือเพียงแค่อวิ๋ นถิง เฉินอวิ๋นแม่ทัพนายกองรุ่นเยาว์ แต่มีค าที่กล่าวว่า ลูกวัวแรกเกิดนั้นไม่กลัวเสือ คนรุ่นใหม่กล้าคิดกล้าท าไร้ ซึ่งความหวาดกลัว และนี้เป็นครั้งแรกที่เหล่าแม่ทัพวัย หนุ่มได้รับมอบหมายให้ท างานส าคัญ จึงเป็นธรรมดาที่ จะเต็มไปด้วยความมั่นใจและทะเยอทะยาน เมื่อท า สงครามชนะมาได้หลายครั้ง จึงโยนความกังวลที่เดิมมีอยู่
书呆子
น้อยนิดนั้นทิ้งไปอีกด้าน แต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยขวัญ ก าลังใจอันฮึกเหิม
ม่อซิวเหยามองไปทางเหล่าแม่ทัพที่ยังเยาว์วัย ด้านล่าง พลางเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าราบเรียบ “หลายวันมา นี้ทุกท่านมีความรู้สึกเช่นไรกันบ้าง เอ่ยออกมาให้ข้าฟัง สักหน่อยดีหรือไม่” เหล่าแม่ทัพนายกองต่างมองหน้ากัน ไปมา และหันไปมองพระชายาติ้งอ๋องที่นั่งเงียบยิ้มบางๆ อยู่อีก อวิ๋นถิงเอ่ย “ท่านอ๋องรู้สึกว่าการที่พวกเราชนะ สงครามติดต่อกันหลายวันมานี้…มีสิ่งใดไม่ถูกต้องหรือพ่ะ ย่ะค่ะ” ม่อซิวเหยาเอ่ยยิ้มๆ “ไม่มีสิ่งใดไม่ถูกต้อง ข้า เพียงถามพวกเจ้าว่ามีความเห็นเช่นใด”
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง เฉินอวิ๋นเอ่ยว่า “แม้ว่าหลาย วันมานี้พวกเราจะได้รับชัยชนะติดต่อกัน แต่มากกว่าครึ่ง เป็นเพราะชาวเป่ยหรงไม่เชี่ยวชาญการปกป้องเมือง ถ้า หากว่าชาวเป่ยหรงยอมละทิ้งการปกป้องเมืองและ
书呆子
เปลี่ยนกลับมาปะทะกันซึ่งๆ หน้า เกรงว่า…พวกเราจะ ไม่ได้ชัยชนะอย่างง่ายดายเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอวิ๋นเอ่ยจบ ทุกคนก็พากันเงียบอย่างอดมิได้ เป็นความจริงที่ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยได้ปะทะฝีมือ กับชาวเป่ยหรงตรงๆ เลย ถ้าหากชัยชนะสามารถได้มา อย่างง่ายดายเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็คงไม่ต้องใช้เวลาท าศึก นานขนาดนี้ ชาวเป่ยหรงมีความกล้าหาญชาญชัย เชี่ยวชาญการสู้รบ ไม่ได้แค่แตะถูกก็แตกหักเหมือนกับที่ พวกเขาคิด เพียงแต่หลายวันที่ท าสงครามมานี้ เราเป็น ฝ่ายมีชัยติดต่อกัน จึงมีบางอย่างที่มองไม่เห็น ท าให้พวก เขามีความรู้สึกไปเองว่าชาวเป่ยหรงก็มีความสามารถ เพียงเท่านี้ การไม่เกรงกลัวศัตรูนั้นเป็นเรื่องดี แต่ดูแคลน ศัตรูของตนเองมากเกินไปกลับไม่ใช่เรื่องดีอันใด ดังนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาร้องขอความช่วยเหลือจากทุก คน เยี่ยหลีก็ยังท าเป็นมองไม่เห็นต่างจากปกติ ความจริง
书呆子
แล้วเฉินอวิ๋น อวิ๋นถิงและเหล่าแม่ทัพนายกองได้ผ่านการ เรียนรู้และขัดเกลามาหลายปีแล้ว ด้านการน าทหารออ กรบ พวกเขามีความเข้าใจได้ไม่ด้อยไปกว่าแม่ทัพเก่าแก่ คนใด สิ่งที่พวกเขาขาดแคลนมีเพียงประสบการณ์ในการ เดิมพันกับสถานการณ์ และความคิดที่ไม่ใส่ใจต่อผลแพ้ ชนะเท่านั้น
ทว่าความคิดเช่นนี้จ าเป็นต้องผ่านการขัดเกลาจาก การท าสงครามทั้งที่ได้ชัยชนะและพ่ายแพ้ถึงจะได้มา นี่ จึงเป็นสิ่งที่ท าให้พวกเขามีท่าทีดีใจจนลืมตัวได้ง่ายกว่า แม่ทัพที่เคยผ่านศึกมาก่อน และเมื่อพ่ายแพ้สภาพจิตใจก็ จะย่ าแย่ได้ง่ายกว่าแม่ทัพที่เคยผ่านศึกมาก่อนเช่นกัน
ภายในกระโจมเงียบงันเป็นเวลานาน ม่อซิวเหยา ถึงได้ผงกศีรษะและเอ่ยว่า “พวกเจ้าเข้าใจได้ก็ดี” เมื่อ ทุกคนเห็นว่าท่านอ๋องมิได้มีโทสะจากการที่พวกเขาดีใจ จนลืมตัวในหลายวันมานี้ ก็พากันโล่งอก อวิ๋นถิงลังเลอยู่
书呆子
ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า “หรือว่าความหมายของท่านอ๋อง คือ แคว้นเป่ยหรงใกล้จะเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการท า สงครามแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ม่อซิวเหยาตอบ “หากพ่ายแพ้สงครามติดต่อกัน แล้วไม่ยอมเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ ชาวเป่ยหรงคงหมดทาง เยียวยาแล้วจริงๆ พวกเจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่าควรจะท า เช่นไร” ทุกคนเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียงว่า “ข้าน้อย เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ม่อซิวเหยาผงกศีรษะ เอ่ยขึ้นโดยไม่ถามว่าพวกเขา เข้าใจอันใดกันแน่ “เข้าใจแล้วก็ไปเตรียมตัวเถิด”
ทุกคนกล่าวลา ถอยออกไปจากกระโจมใหญ่ ม่อ ซิวเหยาหันหน้าไปมองม่อตัวน้อยที่พังพาบตัวอยู่บนโต๊ะ ฟังทุกคนสนทนากันด้วยสีหน้าเพลิดเพลิน เมื่อเห็นแม่ ทัพทุกคนออกไปแล้ว บนใบหน้านั้นยังคงเหลือเค้าความ เสียดายที่เก็บกลับมาไม่ทัน ม่อซิวเหยาหรี่ตามองเขา ม่อ
书呆子
ตัวน้อยหดศีรษะ รีบก้มหน้าแสร้งท าเป็นคัดอักษรด้วย ความตั้งใจ ม่อซิวเหยามองเขาแล้วเอ่ยถามอย่างเอื่อย เฉื่อยว่า “บทสนทนาเมื่อครู่นี้ เจ้าฟังเข้าใจหรือไม่” ม่อ ตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมา นัยน์ตากลมโตที่ฉลาดเฉลียว เหลือบมองซ้ายขวาอยู่หลายที ก็พบว่าม่อซิวเหยาไม่ได้ สนทนากับบุคคลอื่น จึงรีบส่งรอยยิ้มเอาใจไปให้ “เรียน ท่านพ่อ ฟังเข้าใจแล้ว” ม่อซิวเหยาถาม “ฟังสิ่งใด เข้าใจ”
ม่อตัวน้อยตอบค าถามอย่างว่าง่าย “ท่านพ่อเตือน ท่านแม่ทัพเหล่านั้นว่าไม่สามารถดีใจจนลืมตัวและดู แคลนศัตรูของตนเองเพียงเพราะชัยชนะที่ได้มาเพียงชั่ว ครู่ สาเหตุที่หลายวันมานี้กองทัพของพวกเราสามารถ เป็นฝ่ายมีชัยได้อย่างง่ายดาย ล้วนเป็นเพราะกองทัพ แคว้นเป่ยหรงไม่เชี่ยวชาญการรักษาเมือง กองทัพของ พวกเราใช้จุดแข็งของตนเองโจมตีจุดอ่อนของศัตรู เมื่อ
书呆子
ชาวเป่ยหรงเปลี่ยนกลยุทธ์ท าศึก กองทัพของพวกเราก็ อาจจะตื่นตระหนกจนท าอันใดมิถูกเพราะความชะล่าใจ พ่ะย่ะค่ะ” ม่อซิวเหยาผงกศีรษะ ถือว่าพอเห็นด้วยกับ วาจาของม่อตัวน้อย เลิกคิ้วมองไปทางเขา พลางเอ่ยว่า “เช่นนั้น เจ้าลองเอ่ยดูสิว่า ถ้าหากแคว้นเป่ยหรงปะทะ กับกองทัพของพวกเราโดยตรง ควรจะท าเช่นไร”
“เอ่อ…เรื่องนี้…” ม่อตัวน้อยขมวดคิ้ว ใบหน้าเล็กๆ ฉายแววครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนนัยน์ตาจะเป็นประกาย ขึ้นมา มองไปทางม่อซิวเหยา พลางเอ่ยด้วยสีหน้า เฝ้าคอย “ทหารม้าของแคว้นเป่ยหรงนั้นเชี่ยวชาญการ ท าศึกบนที่รกร้าง ทั้งยังรวดเร็วเป็นอย่างมาก พวกเรา สามารถล่อพวกเขาเข้าไปกลางภูเขาได้ ชาวเป่ยหรงที่ไม่ คุ้นเคยกับสภาพภูมิประเทศ ทหารม้าไม่เชี่ยวชาญการท า ศึกในพื้นที่ภูเขา พวกเราก็สามารถรบชนะได้แล้วพ่ะย่ะ
书呆子
ค่ะ!” เอ่ยจบ ม่อตัวน้อยก็กะพริบตาอย่างพึงพอใจ นัยน์ตากลมโตนั้นเต็มไปด้วยค าว่า ชมข้าสิ ชมข้าสิ
ม่อซิวเหยายิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ยกมือดีดไปที่หน้าผาก ของเขาครั้งหนึ่ง เอ่ยขณะยิ้มบางๆ ว่า “จากอายุของเจ้า สามารถคิดออกมาได้มากขนาดนี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว”
ม่อตัวน้อยตะลึง ขึงตามองท่านพ่อของตนอย่างไม่ พอใจ นี่ถือว่าเป็นการชมเชยหรือ ท่านลุงใหญ่กับท่านปู่ ยังไม่เคยชมเชยผู้ใดแบบนี้ ท่านปู่ล้วนกล่าวว่าเฉินเอ๋อร์ ฉลาดมาก!
ม่อตัวน้อยที่รู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าถูกท่านพ่อของ ตนเองเหยียดหยามจึงโผเข้าไปในอ้อมกอดของเยี่ยหลี อย่างแง่งอนทันที “ท่านแม่ ท่านพ่อรังแกข้า!” เยี่ยหลี ตบศีรษะเล็กๆ แผ่วเบาด้วยความขบขัน เอ่ยยิ้มๆ ว่า “ท่านพ่อของเจ้าชมเชยเจ้าอยู่ชัดๆ เหตุใดถึงได้ กลายเป็นรังแกเจ้าได้เล่า” ม่อตัวน้อยเบะปากเล็กๆ “ม่อ
书呆子
ตัวน้อยไม่ใช่เด็ก คิดได้เยอะขนาดนี้ก็ไม่เลวแล้ว เห็นๆ อยู่ว่าความคิดของม่อตัวน้อยนั้นดีมาก ท่านปู่กับท่านลุง ใหญ่ล้วนชมว่าม่อตัวน้อยฉลาดมาก”
เยี่ยหลีถอนหายใจอย่างจนปัญญา มองไปที่ม่อตัว น้อยยิ้มๆ “แต่ว่าสิ่งที่เจ้าคิดเหล่านี้ ทุกคนล้วนสามารถ คิดได้เช่นกัน ไม่ได้มีอันใดที่ยอดเยี่ยมมากเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้น…เจ้าออกไปถามพวกเฉินอวิ๋นดูสิ ดูว่าพวก เขาก็สามารถคิดได้เหมือนกันใช่หรือไม่” ความจริงแล้ว การที่ผู้ใหญ่จะชมเชยเด็กว่าฉลาดนั้นเป็นเรื่องธรรมดา มากเรื่องหนึ่ง อีกทั้งม่อตัวน้อยก็คู่ควรกับค าชมจากผู้อื่น ที่ชมว่าเขาเฉลียวฉลาดจริงๆ หน าซ้ าก็ต้องจนใจที่คนชม เขาล้วนไม่ใช่คนธรรมดา ดังนั้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ม่อตัวน้อย จะมีนิสัยโอ้อวดว่าตนเองเฉลียวฉลาดจนไร้ศัตรูในใต้หล้า คราวนี้เมื่อถูกม่อซิวเหยาพูดท าร้ายจิตใจเข้านิดหน่อย จึง ไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
书呆子
“อึก…” ม่อตัวน้อยที่นอนพาดอยู่บนตักเยี่ยหลี มองมาทางเยี่ยหลีด้วยท่าทางน่าสงสาร
เยี่ยหลียิ้มบางๆ ขณะลูบศีรษะเล็กๆ ของบุตรชาย พลางเอ่ยว่า “อีกอย่างท่านพ่อของเจ้าก็เอ่ยมิผิด เจ้าอายุ ยังน้อย อ่านหนังสือและพบเห็นเรื่องราวก็น้อยกว่าผู้ใหญ่ จึงเป็นธรรมดาที่จะมีเรื่องราวอีกมากที่คิดไม่ถึง แต่นั่น ไม่ได้หมายความว่าม่อตัวน้อยของพวกเราไม่ฉลาด” ม่อ ซิวเหยาที่อยู่ด้านข้างเลิกคิ้ว หยิบหนังสือสองเล่มมาวาง ไว้ด้านหน้าม่อตัวน้อยแล้วเอ่ยขึ้นว่า “อ่านหนังสือสอง เล่มนี้ให้จบ หลังจากนั้นเขียนสิ่งที่เจ้าคิดว่าสงครามครั้งนี้ ควรจะสู้รบเช่นไรออกมาให้ข้าดู ถ้าหากว่าเขียนได้ไม่เลว ข้าจะยอมรับว่าเจ้าฉลาดมาก”
ม่อตัวน้อยนัยน์ตาเป็นประกาย การได้รับการ ยอมรับและชื่นชมจากบิดาเป็นเรื่องที่เด็กทุกคน ปรารถนาเป็นอย่างมาก แต่ความสัมพันธ์ของม่อตัวน้อย
书呆子
กับม่อซิวเหยาเกิดจากการปะทะคารมกันครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าในยามปกติม่อตัวน้อยจะมีท่าทางรังเกียจท่านพ่อ แต่กลับยึดมั่นต่อค าชื่นชมจากม่อซิวเหยามากยิ่งกว่า แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้ ม่อซิวเหยาเพิ่งจะเอ่ยจบ ม่อตัว น้อยก็คว้าหนังสือมาไว้ในอ้อมกอด พลางเอ่ยว่า “ค าไหน ค านั้น! ถ้าหากว่าข้าคิดวิธีการที่ดีออกมาได้ ท่านพ่อ จะต้องใช้วิธีการของข้าในการท าศึกกับศัตรูนะพ่ะย่ะ ค่ะ!”