ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 382-1 ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด
เรื่องที่เป่ยหรงอ๋องส่งราชทูตมาเยือนต้าฉู่นั้นย่อมมิ อาจปิดบังต าหนักติ้งอ๋องได้ ในค่ายทหารกองทัพตระกูล ม่อ เยี่ยหลีอ่านสารที่เพิ่งจะส่งมาถึงมือแล้วขมวดคิ้ว พลางเอ่ยว่า “การที่เป่ยหรงอ๋องส่งราชทูตมาในยามนี้… เพราะเริ่มไม่ไว้วางใจในตัวเยียหลี่ว์เหยี่ยแล้วหรือ”
ม่อซิวเหยาเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ไม่ถึงกับไม่ไว้วางใจ แต่ว่า …หลายวันมานี้เยียหลี่ว์เหยี่ยพ่ายแพ้สงครามติดต่อกัน ก าลังทหารในกองทัพเป่ยหรงนั้นมีไม่ถึงครึ่งของตอนที่ ครอบครองต้าฉู่ จึงเป็นธรรมดาที่เป่ยหรงอ๋องจะเกิด ความไม่พอใจในตัวเขา ทว่า…ราชทูตที่ได้รับเลือกมาผู้นี้มี ความน่าสนใจอยู่บ้าง เกรงว่าตอนนี้เป่ยหรงอ๋องคงจะไม่ วางใจเยียหลี่ว์เหยี่ยแล้วแล้ว”
เยี่ยหลีอ่านอย่างตั้งใจ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ราชทูตผู้นี้…เป็นคนของเยียหลี่ว์หงหรือ”
书呆子
ม่อซิวเหยาผงกศีรษะด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูแล้ว พอใจมาก “เยียหลี่ว์หงไม่ท าให้ข้าผิดหวังจริงๆ สามารถ ท าได้ถึงระดับนี้…สามารถนั่งอยู่ในต าแหน่งรัชทายาท แห่งแคว้นเป่ยหรงมานานหลายปี ไม่ใช่คนธรรมดาที่ไร้ ค่าจริงๆ”
“เยียหลี่ว์หงอยากให้เยียหลี่ว์เหยี่ยสงสัยว่าเป่ยหรง อ๋องไม่ไว้วางใจในตัวเขา จนตอนนี้เขาคิดมีใจเป็นอื่นสินะ เขาไม่กลัวว่าเป็นการโอ้อวดแสดงฝีมือ แต่สุดท้ายกลับ กลายเป็นการปล่อยไก่ แล้วถูกเยียหลี่ว์เหยี่ยที่จะกลับไป ยังแคว้นเป่ยหรงในภายภาคหน้าหาเรื่องเขาใช่ไหม” เยี่ย หลีเลิกคิ้ว ม่อซิวเหยาเอ่ยยิ้มๆ “เป็นเพราะเขามั่นใจมา กว่าเยียหลี่ว์เหยี่ยจะไม่ได้กลับแคว้นเป่ยหรงน่ะสิ แม้ว่า จะโชคดีได้กลับไป…แต่ก็คงไม่มีก าลังไปยื้อแย่งกับเขา อีก”
书呆子
เยี่ยหลีพยักหน้า แต่เมื่อคิดดูแล้วก็ส่ายหน้าเอ่ยว่า “เยียหลี่ว์หงคิดจะเข้าควบคุมก าลังทหารของเยียหลี่ว์เห ยี่ย เกรงว่าคงจะไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น กลับกัน…ราชทูตผู้ นั้นก็อาจจะท าชีวิตหล่นหายไปได้” แม้ว่าจะได้ท าความ รู้จักกับเยียหลี่ว์เหยี่ยไม่บ่อยนัก แต่เยี่ยหลีก็พอจะเข้าใจ นิสัยของเขาหลายส่วน มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะสงสัย ว่าเป่ยหรงอ๋องไม่ไว้วางใจในตัวเขาแล้วเกิดมีใจคิดเป็น อื่น จนถึงขั้นกระท าเรื่องที่ไม่สมควรท าบางอย่างออกมา แต่การที่เยียหลี่ว์หงคิดอยากจะแทรกแซงอ านาจทาง การทหารของเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากว่าเยียหลี่ว์หง จะมาเยือนด้วยตนเอง มิเช่นนั้น เกรงว่าคนที่เขาส่งมา สุดท้ายแล้ว จะล้วนตายในมือของเยียหลี่ว์เหยี่ยหมด
“พวกเราจะลอบช่วยเหลือพวกเขาสักครั้งดี หรือไม่”
เยี่ยหลีถาม
书呆子
ม่อซิวเหยาส่ายหน้า “ไม่ต้อง เยียหลี่ว์เหยี่ยอยาก จะท าเช่นไรก็ให้เขาท าไป ถ้าหากว่าเขาฆ่าคนของเยียห ลี่ว์หงไม่ได้ พวกเราก็สามารถช่วยเขาได้” เยี่ยหลีที่ลังเล เล็กน้อย เข้าใจความหมายของม่อซิวเหยาทันที พวกเขา ร่วมมือกับเยียหลี่ว์หงชั่วคราว แต่ไม่ได้เป็นพันธมิตรต่อ กัน จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่ต้องช่วยเหลือเขาไปเสียทุก เรื่อง ยิ่งไปกว่านั้น เยียหลี่ว์หงคิดอยากจะควบคุมก าลัง ทหารและถอนทหารแคว้นเป่ยหรงส่วนนั้นกลับไปนอก ด่าน ส่วนสิ่งที่ม่อซิวเหยาต้องการคือให้ทหารแคว้นเป่ย หรงเหล่านี้สิ้นชีพอยู่ในด่านทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าจุดยืน ของทั้งสองฝ่ายไม่เหมือนกัน ในเมื่อเยียหลี่ว์หงอยากจะ แย่ง ก็สามารถให้พวกเขาสองพี่น้องเข่นฆ่ากันเองได้ ส่วน พวกเขาก็เป็นบุคคลที่สามที่จะมาฉกฉวยโอกาสคว้าเอา ผลประโยชน์ไปแทน
书呆子
เยี่ยหลีผงกศีรษะ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “แผนการของ ท่านอ๋องช่างดีเลิศ”
ม่อซิวเหยายิ้มให้เยี่ยหลีอย่างได้ใจ “ภรรยาก็คิดว่า สามีฉลาดมากใช่หรือไม่” เยี่ยหลีอมยิ้มโดยไม่เอ่ยอันใด แต่ในใจกลับลอบปาดเหงื่อเงียบๆ เล่ห์กลของม่อซิวเหยา นั้นไม่เพียงแต่ฉลาดเฉลียว บนโลกใบนี้มีคนฉลาดอยู่ มากมาย แต่มักจะขาดบางสิ่งบางอย่างไป ยกตัวอย่าง เช่นสวีหงอวี่ที่ขาดจิตใจทะเยอทะยาน ส่วนคุณชายชิง เฉินก็ขาดความเหี้ยมโหด แต่ม่อซิวเหยากลับไม่ขาดสิ่งใด เลยแม้แต่น้อย สิ่งส าคัญที่สุดก็คือ เขายังสามารถห่อหุ้ม สิ่งเหล่านี้เอาไว้ภายใต้เปลือกนอกที่ไร้พิษภัย มิเช่นนั้นใน ปีนั้นม่อจิ่งฉีก็คงไม่ใจกว้างต่อเขาได้นานหลายปีเช่นนี้ ความฉลาดเฉลียว การตัดสินใจเด็ดขาด ความอดทนอด กลั้น ความทะเยอทะยาน ความโหดเหี้ยม ม่อซิวเหยาไม่ ขาดสิ่งใดเลยจริงๆ ดังนั้นเขาถึงสามารถท าให้ต าหนักติ้ง
书呆子
อ๋องที่จะล้มแหล่มิล้มแหล่มีสภาพอย่างในวันนี้ได้ด้วยตัว คนเดียว และสามารถเริ่มวางแผนการตั้งแต่หลายปีก่อน จนท าให้ทุกสถานการณ์ในใต้หล้าล้วนอยู่ภายใต้การ ควบคุมของเขาเช่นในวันนี้
“อาหลี ข้าไม่ฉลาดหรือ” ม่อซิวเหยาคลอเคลียอยู่ บนร่างของเยี่ยหลีอย่างไม่ยินยอม เยี่ยหลีเอ่ยอย่างจน ปัญญา “ในโลกหล้านี้ผู้ใดจะกล้ากล่าวว่าติ้งอ๋องไม่ฉลาด กัน” ผู้ที่คิดว่ามีสติปัญญาเหนือกว่าติ้งอ๋องนั้นคือคนโง่ ประเภทหนึ่ง ส่วนอีกประเภทหนึ่งนั้นเป็นคนที่เฉลียว ฉลาดจริงๆ คนประเภทแรกนั้นสิ้นชีพไปนานแล้ว ส่วน ประเภทหลังนั้นคือคนที่รู้ว่าสิ่งใดพูดได้สิ่งใดพูดไม่ได้
ม่อซิวเหยาถึงได้พยักหน้าด้วยความพอใจ จุมพิต บนแก้มของเยี่ยหลี “ดังนั้น เจ้าจึงเป็นภรรยาที่รักของข้า อาหลีก็เป็นสตรีที่ฉลาดที่สุดเช่นกัน” เยี่ยหลีกลอกตา มองบนอย่างจนปัญญา ฝ่ามือหนึ่งดันใบหน้าหล่อเหลา
书呆子
ของเขาออกไป พลางเอ่ยว่า “ท่านอ๋องวางแผนจะคุยโว โอ้อวดตนเองที่นี่กับข้าหรือ ไม่กลัวว่าผู้อื่นจะหัวเราะ เยาะเอาหรือ”
“ผู้ใดกล้าหัวเราะเยาะอาหลีของข้า ข้าจะฆ่าพวก เขาให้หมด” ม่อซิวเหยาเอ่ยเสียงเบา
สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจดันใบหน้าหล่อเหลาที่ถูกล้อม กรอบด้วยเรือนผมสีขาวออกไปได้ เยี่ยหลีจึงเปลี่ยนเป็น ยื่นมือออกไปบีบแก้มของเขาแล้วออกแรงนวดไปมาแทน หลายปีมานี้ ท่านอ๋องหน้าหนามากยิ่งขึ้นไปอีก แตกต่าง จากบุรุษผู้มีกิริยามารยาทงดงาม สุภาพเรียบร้อย เจือไป ด้วยกลิ่นอายเหินห่างที่พบกันในคราแรกราวฟ้ากับดิน เยี่ยหลีเลยนึกสงสัยว่าสายตาของตนเองในตอนนั้นจะมี ปัญหา
“อาหลีชื่นชอบใบหน้าของข้าหรือ ชอบมากเสียจน ไม่อยากปล่อยเลยใช่หรือไม่ ไม่เป็นไร หากอาหลีชอบล่ะ
书呆子
ก็ บีบนวดได้ตามใจเจ้าเลย” เป็นไปไม่ได้ที่เยี่ยหลีจะ บีบม่อซิวเหยาจนเจ็บจริงๆ ดังนั้นม่อซิวเหยาจึง เพลิดเพลินกับมันอย่างมีความสุข แนบใบหน้าลงบนตัก ของเยี่ยหลี หลับตาลงและเอ่ยยิ้มๆ
เมื่อถูกเขาพูดเช่นนี้ เยี่ยหลีกลับบีบต่อไปไม่ลง และเก็บมือกลับมาอย่างเขินอาย “ท่านอ๋อง ข้าพบว่า นับวันท่านยิ่ง…”
“ท่านอ๋อง ข้า…” เฟิ่งจือเหยาเดินเข้ามาอย่างเร่ง รีบ และตัวแข็งทื่ออยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นท่าทางคนทั้ง สองที่อยู่ในห้อง เฟิ่งจือเหยาก็รู้สึกลึกๆ ว่าตอนที่ตนเอง เดินออกมาคงจะลืมดูปฏิทินเสียแล้ว เฟิ่งจือเหยา กระแอมไอเสียงเบาก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทางจริงจังว่า “พวกท่านเชิญต่อเถิด ข้าขอตัว”
ม่อซิวเหยาลุกขึ้นมา มองไปทางเฟิ่งจือเหยา ถาม ด้วยน้ าเสียงไม่สบอารมณ์ “มีเรื่องอันใด”
书呆子
เฟิ่งจือเหยาโบกสิ่งของที่อยู่ในมือ พลางเอ่ยว่า “ก็ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด ราชทูตที่เพิ่งมาอยู่ค่ายทหารแคว้น เป่ยหรงผู้นั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ไหวแล้ว”
“เร็วขนาดนั้นเชียวหรือ” เยี่ยหลีประหลาดใจ แม้ จะเดาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วว่าราชทูตผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ นาน แต่เพิ่งจะสองวันก็ไม่ไหวแล้ว นี่จะเร็วเกินไปหน่อย หรือไม่ เฟิ่งจือเหยาเอ่ย “เรื่องนี้น่ะ…ว่ากันว่าปรับตัวให้ เข้ากับสภาพดินฟ้าอากาศและอาหารการกินไม่ได้” เหตุการณ์ที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพดินฟ้า อากาศและอาหารการกินได้นั้นก็ไม่ใช่ว่าไม่มีมาก่อน แต่ หนักหนาสาหัสเสียจนถึงแก่ชีวิตนั้นพบเห็นได้น้อยมาก อีกทั้งโดยปกติแล้วการจากสถานที่ที่อยู่เหนือสุดมาเยือน สถานที่ทางใต้สุด หรือจากสถานที่อากาศหนาวแห้งเย็น ยะเยือกไปยังสถานที่ร้อนชื้น แม้ว่าทางเหนือของต้าฉู่จะ มีความแปลกกว่าแคว้นเป่ยหรงอยู่บ้าง แต่ในฤดูกาลนี้ก็
书呆子
ไม่ได้ชัดเจนแจ่มแจ้งขนาดนั้น เมื่อเทียบกับเหมันตฤดู ของแคว้นเป่ยหรงแล้วก็ไม่ได้หนาวขนาดนั้นเท่านั้นเอง ใครจะไปเชื่อว่าราชทูตผู้นี้จะสิ้นชีพเพราะปรับตัวให้เข้า กับสภาพดินฟ้าอากาศและอาหารการกินไม่ได้กัน เชื่อ หรือไม่เชื่อนั้นไม่ส าคัญ มีเหตุผลก็เพียงพอแล้ว
ม่อซิวเหยาครุ่นคิดและเอ่ยว่า “ส่งจดหมายให้คน ของเยียหลี่ว์หง ส่วนเรื่องที่ว่าพวกเขาจะมาช่วยชีวิตคน ทันหรือไม่นั้น ก็ไม่เกี่ยวอันใดกับต าหนักติ้งอ๋องแล้ว” เฟิ่งจือเหยาเข้าใจ พยักหน้าเอ่ยยิ้มๆ ว่า “อีกสักครู่ ไม่สิ …กระหม่อมจะให้คนไปส่งสารในวันพรุ่งนี้” อย่างน้อย ต้องใช้เวลาอีกสองสามวันกว่าจะส่งถึงมือคนของเยียหลี่ว์ หง กว่าคนของเยียหลี่ว์หงมาถึง ก็สามารถเก็บศพราชทูต ผู้นั้นได้พอดี
书呆子
เฟิ่งจือเหยาที่มองซ้ายมองขวาแล้วไม่มีเรื่องอันใด อีกยึงลูบจมูกตนเองอย่างมีจิตส านึก พลางเอ่ยว่า “ข้าน้อยขอตัวก่อน”
ม่อซิวเหยาแค่นเสียงเบาอย่างเหยียดหยามโดยไม่ สนใจเขา เฟิ่งจือเหยายักไหล่และหมุนตัวเดินออกไปยืน อยู่หน้าประตูกระโจม แหงนหน้ามองท้องฟ้าเงียบๆ เรื่อง ที่ถูกเขามองเห็นอันใดนั่น ผู้ที่ต้องใบหน้าแดงระเรื่อด้วย ความเขินไม่ควรจะเป็นพระชายาหรือ เหตุใดพระชายา ถึงมีสีหน้าปกติ แต่ท่านอ๋องกลับใบหน้าแดงระเรื่อกัน เล่า
เมื่อเห็นเฟิ่งจือเหยาจากไปด้วยใบหน้าท่าทาง ประหลาดแล้ว เยี่ยหลีก็หันหน้าไปมองใบหน้าหล่อเหลา ที่ถูกบีบจนแดงของม่อซิวเหยา และอดหัวเราะออกมา มิได้ ม่อซิวเหยาลูบใบหน้าตนเอง เข้าใจว่านางก าลัง
书呆子
หัวเราะสิ่งใดอยู่ จึงทอดถอนใจเสียงเบาอย่างจนปัญญา ว่า “อาหลี…ในเมื่อถูกเฟิ่งจือเหยาเห็นเข้าแล้ว…”