ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 382-2 ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด
“ท่านคิดจะท าอันใด” เยี่ยหลีขึงตามองเขาอย่าง ระแวดระวัง
ม่อซิวเหยาโผร่างเข้าหาเยี่ยหลี มอบจุมพิตให้นาง ด้วยจิตใจเบิกบาน พลางเอ่ยว่า “ในเมื่อถูกเห็นเข้าแล้ว หากข้าไม่ท าอันใดสักหน่อยจะเป็นการให้เฟิ่งซานหัวเราะ เยาะเฉยๆ มิใช่หรือ”
“ม่อซิวเหยา!” เยี่ยหลีแกล้งท าเป็นมีโทสะ ขึงตา มองเขาอย่างดุร้าย
ม่อซิวเหยาจิตใจรื่นรมย์ มองเยี่ยหลีด้วยรอยยิ้ม เบิกบาน “ข้าจะกระท าเรื่องที่บุรุษและสตรีไม่ท ากันใน ช่วงเวลากลางวัน!”
เยี่ยหลีหน้าแดงระเรื่อ ขึงตามองเขาด้วยความ โมโห การท าเรื่องราวที่ไม่เหมาะสมในช่วงเวลากลางวัน
书呆子
เป็นเรื่องที่เอ่ยถึงแล้วสมควรจะทะนงตนด้วยหรือ เมื่อ เห็นรอยยิ้มภูมิใจบนใบหน้าของม่อซิวเหยาแล้ว เยี่ยหลีก็ ก้มศีรษะขบริมฝีปากเขาด้วยความกลุ้มใจไปค าหนึ่ง ม่อ ซิวเหยาตะลึง หลังจากนั้นก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา ก้ม ศีรษะลงไปเชยชมแก้มที่แดงระเรื่อเล็กน้อยของภรรยาที่ รัก นัยน์ตาเจือไปด้วยอารมณ์โกรธ “อาหลี อาหลี…เจ้า งดงามจริงๆ…”
เยี่ยหลียังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ กลีบปากสี แดงสดก็ถูกริมฝีปากบางของใครบางคนครอบครองอย่าง ร้อนแรงเสียแล้ว ในชั่วพริบตาทั้งสองคนก็คลอเคลียและ จมอยู่ในห้วงแห่งความรักอันเร่าร้อน…
สงครามระหว่างกองทัพตระกูลม่อและแคว้นเป่ย หรงยังคงด าเนินต่อไป แต่การเปลี่ยนแปลงมากมายจาก สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นไม่คู่ควรที่จะเล่าให้บุคคลภายนอก ฟัง สุดท้ายแล้วราชทูตที่เพิ่งจะมาถึงค่ายทหารแคว้นเป่ย
书呆子
หรง ผู้ปรารถนาที่จะแทรกแซงอ านาจทางกองทัพของ แคว้นเป่ยหรงก็สิ้นชีพลงหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน เหตุผล เพียงเพราะไม่ชินกับสภาพดินฟ้าอากาศ รอจนคนของ เยียหลี่ว์หงมาถึง กระทั่งเก็บศพก็ยังไม่ทัน เนื่องจากถูก เยียหลี่ว์เหยี่ยใช้ไฟเผาเสียจนไม่เหลือแม้กระทั่งขี้เถ้าไป แล้ว
แน่นอนว่าคนของเยียหลี่ว์หงนั้นมีสีหน้าบึ้งตึง เพราะอาการโมโห แต่เมื่อมีประสบการณ์กับวิธีการของ เยียหลี่ว์เหยี่ยจึงไม่กล้าเป็นศัตรูกับเขาซึ่งๆ หน้า จึงส่ง สารลับฉบับหนึ่งกลับไปยังราชส านักแคว้นเป่ยหรง ร้องเรียนถึงหน้าพระพักตร์เป่ยหรงอ๋องแทน
แน่นอนว่าเป่ยหรงอ๋องย่อมต้องบันดาลโทสะ เดิม เยียหลี่ว์เหยี่ยน าทัพบุกโจมตีต้าฉู่ หลังจากได้ครอบครอง ดินแดนผืนใหญ่ของต้าฉู่แล้วก็มีผลงานทางการทหารที่ เกริกก้องเกรียงไกรจนสามารถกล่าวได้ว่าเป็นทั้งองค์ชาย
书呆子
และผู้น ากองทัพท่ามกลางบรรดาองค์ชายทั้งหมด และ เริ่มที่จะไม่ฟังบัญชาเสียแล้ว หลังจากนั้นก็ท าให้ชิงอีน่าที่ เป่ยครงอ๋องทั้งรักและทะนุถนอมต้องสิ้นชีพอย่างไม่มี เหตุผล เมื่อเยียหลี่ว์หงกลับมาจึงเป็นธรรมดาที่จะใส่สีตี ไข่เข้าไปอีกเล็กน้อย ท าให้เป่ยหรงอ๋องไม่ไว้วางใจในตัว เยียหลี่ว์เหยี่ยมากขึ้น แต่แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้รู้สึก ว่าเยียหลี่ว์เหยี่ยมีใจคิดเป็นอื่นแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อ เยียหลี่ว์เหยี่ยขอก าลังสนับสนุน เป่ยหรงอ๋องจึงไม่กล่าว อันใดให้มากความ ทั้งยังเลื่อนต าแหน่งให้เฮ่อเหลียนเจิน ที่เดิมพระองค์ก็ไม่ค่อยชื่นชอบให้น าก าลังทัพไป สนับสนุน ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่า ครานี้ตนเองส่งราชทูตไป ต าหนิเขาไม่กี่ประโยค ราชทูตคนนั้นก็สิ้นชีพอย่างไร้เหตุ ไร้ผลเสียแล้ว หากกล่าวว่าไม่คุ้นชินกับสภาพดินฟ้า อากาศ เป่ยหรงอ๋องก็มิเชื่อแม้แต่น้อย สาเหตุที่กษัตริย์ แคว้นเป่ยหรงส่งเขาไปประกาศราชโองการที่ต้าฉู่ ก็ เพราะว่าเขาเคยไปเยือนต้าฉู่มาก่อน
书呆子
หลังจากที่เป่ยหรงอ๋องบันดาลโทสะด้วยความ เดือดดาลเสร็จ ก็มีบัญชาให้เยียหลี่ว์เหยี่ยเดินทางกลับ แคว้นเป่ยหรงในทันที ส าหรับเรื่องการท าศึกสงครามกับ กองทัพตระกูลม่อและอ านาจทางการทหารทั้งหมดจะ มอบให้เยียหลี่ว์หงผู้เป็นรัชทายาทจัดการแทน เมื่อได้รับ พระราชโองการจากเป่ยหรงอ๋องแล้ว เยียหลี่ว์หงก็ถึงกับ ลิงโลด เก็บสัมภาระควบม้ามุ่งหน้ามายังต้าฉู่โดยไม่กล่าว อันใดให้มากความทันที
ในสนามรบ หลายวันมานี้ที่กองทัพเป่ยหรงและ กองทัพตระกูลม่อท าศึกติดต่อกัน ผลัดกันแพ้ผลัดกัน ชนะ แต่แนวรบของกองทัพเป่ยหรงกลับค่อยๆ ถอยร่น ไปด้านหลังเรื่อยๆ ยามนี้พื้นที่ทางเหนือก็ยิ่งหนาวเหน็บ มากยิ่งขึ้น เขตแดนของแคว้นเป่ยหรงนั้นปกคลุมไปด้วย น้ าแข็งที่หนาวเหน็บและมีหิมะอันขาวโพลนที่ปลิวว่อน ไปทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าจะเรื่องเสบียงอาหารหรือก าลัง
书呆子
ทหารล้วนน ามาสนับสนุนได้ยาก ส่วนพื้นที่ต้าฉู่ที่พวกเขา ครอบครองอยู่นั้น หลายปีมานี้ก็ถูกท าลายจนแห้งแล้ง เพาะปลูกไม่ขึ้น ว่างเปล่าไร้ผู้คน ดังนั้นเมื่อเทียบกับ กองทัพตระกูลม่อที่ภายหลังมีเสบียงอาหารของกองทัพ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในเหมันตฤดูนี้ เหล่าทหารกล้าของ แคว้นเป่ยหรงจึงเรียกได้ว่ามีสภาพที่น่าเวทนาทีเดียว
วันนี้ม่อตัวน้อยพุ่งตัวออกมาจากกระโจมของ ตนเองด้วยท่าทางดีอกดีใจ และพุ่งเข้าไปในกระโจมใหญ่ ของม่อซิวเหยาอย่างรวดเร็วปานสายลม ในมือก็โบก กระดาษที่เต็มไปด้วยอักษรหลายหน้าไปมา “ท่านพ่อ! ท่านแม่! ข้าคิดออกแล้ว!”
ยามนี้ใกล้จะถึงปลายปีแล้ว ม่อซิวเหยาและเยี่ยหลี ก าลังปรึกษาหารือกับแม่ทัพนายกองว่าขั้นต่อไปจะท า เช่นไรดี แม้ว่าทางฝ่ายพวกเขาจะเห็นความส าเร็จอยู่ใน ก ามือ ทว่าการประลองฝีมือกับเหลยเจิ้นถิงในทางใต้นั้น
书呆子
ยากล าบากมากจริงๆ แม้ว่าจะมีแม่ทัพผู้มากฝีมือหลาย คนร่วมมือกันขัดขวางเหลยเจิ้นถิง แต่หากพวกเขายังยื้อ ต่อไป รอจนกระทั่งกองทัพของม่อจิ่งหลีเดินทางมาถึง ก็ เกรงว่าสถานการณ์ศึกสงครามในแนวรบทางใต้จะ พังทลายลงในทันที
เมื่อเห็นม่อตัวน้อยพุ่งตัวเข้ามา แม่ทัพนายกองก็ อดไม่ได้ที่จะมองม่อตัวน้อยด้วยความประหลาดใจ ม่อซิว เหยาเลิกคิ้ว รับวิธีการที่ม่อตัวน้อยเขียนมาอ่านโดยไม่ เอ่ยวาจาใด ม่อตัวน้อยยิ้มอย่างภูมิใจ พลางเอ่ยว่า “เป็น เช่นไรบ้าง ท่านพ่อ ความคิดของลูกไม่เลวเลยใช่ หรือไม่”
ม่อซิวเหยาส่งกระดาษให้เยี่ยหลี เยี่ยหลีอ่านแล้วก็ ยิ้มบางๆ ให้ม่อตัวน้อย จากนั้นก็ส่งให้อวิ๋นถิงที่ยืดคอยาว อยู่ด้านล่างนานแล้ว ม่อตัวน้อยเห็นท่านแม่ยิ้มให้ตนเอง ในใจก็สงบลงทันที
书呆子
ด้านล่าง เหล่าแม่ทัพนายกองหลายคนพากัน กระซิบกระซาบ อ่านสิ่งที่อยู่ในมือของอวิ๋นถิงแล้วผงก ศีรษะชื่นชม “ใช้กับดักขังทหารม้าแคว้นเป่ยหรงเอาไว้ ยังมีอาวุธที่ท าจากหนามแหลม…อืม ตัดขาม้า…ล่อ กองทัพเป่ยหรงเข้าไปกลางภูเขา โอบล้อมศัตรูแล้วโจมตี …เป็นความคิดที่ดี นี่คือสิ่งที่ซื่อจื่อคิดออกมาเองจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ” แต่ก็ไม่ได้กล่าวว่าวิธีการเหล่านี้จะยอด เยี่ยมเสียจนท าให้ผู้คนตกตะลึง ถึงอย่างไรวิธีการส่วน ใหญ่ พวกเขาก็ใช้ไปแล้วในหลายวันมานี้ ยิ่งไปกว่านั้นยัง มีบางสิ่งที่ต้องเรียนรู้ด้วยตนเองจากการต่อสู้กับทหารม้า แต่ม่อตัวน้อยนั้นไม่เหมือนกัน เขาเพิ่งจะอายุเจ็ดแปด ขวบ สามารถคิดออกมาได้มากขนาดนี้ จนถึงขั้นเข้าใจใน จุดเด่นเรื่องก าลังทหารของกองทัพแคว้นเป่ยหรงและ ชัยภูมิที่ทั้งสองฝ่ายต้องต่อสู้กัน นี่จะต้องไม่ใช่สิ่งที่เด็ก ทั่วไปสามารถท าได้อย่างแน่นอน ทุกคนจึงอดไม่ได้ที่จะ
书呆子
ชื่นชมอยู่ในใจเงียบๆ สมกับที่เป็นซื่อจื่อน้อยแห่ง ต าหนักติ้งอ๋อง มีสติปัญญาล้ าหน้าเหนือผู้คนจริงๆ
ม่อตัวน้อยจ้องมองม่อซิวเหยาด้วยความภาคภูมิใจ ขณะรอให้เขาเอ่ยยอมแพ้
ม่อซิวเหยามองเขาอย่างเฉื่อยชาอยู่ครู่หนึ่ง ชี้นิ้วไป ทางซุนเย่าอู่ พลางถามว่า “เย่าอู่ ท่านว่าแผนการฉบับนี้ ของซื่อจื่อสามารถใช้ได้จริงหรือไม่” ซุนเย่าอู่มองใบหน้า ที่เต็มไปด้วยการเฝ้ารอของซื่อจื่อตัวน้อยด้วยความ ล าบากใจอยู่บ้าง ลังเลอยู่ครู่ก่อนจะเอ่ยว่า “คือว่า… แผนการของซื่อจื่อนั้นไม่เลว ทว่า…ชัยภูมินี้อยู่ห่างจาก สถานที่ที่พวกเราอยู่ในตอนนี้ถึงหนึ่งร้อยสองร้อยลี้ ยาม นี้พวกเราสามารถขี่ม้าห้อเหยียดบนพื้นที่ราบได้ ซื่อจื่อ… ท่านจะล่อฝ่ายตรงข้ามให้เข้าไปในหุบเขาลึกแล้วค่อยตีวง ล้อมโจมตีฆ่าศึกนั้นเกรงว่าจะยากล าบากอยู่บ้างพ่ะย่ะ ค่ะ”
书呆子
หือ ม่อตัวน้อยมึนงงขึ้นมาในทันที มองใบหน้าบิดา ตนเองที่ยิ้มหวานแล้วกระทืบเท้าอย่างไม่ยินยอม “นี่ไม่ ยุติธรรม! ท่านแม่ทัพซุนกล่าวเพียงว่าแผนการของข้า สามารถใช้ได้จริงในสถานการณ์ก่อนหน้าหรือไม่ก็ พอแล้ว”
ซุนเย่าอู่ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาด้วย ความจริงใจว่า “แม้จะมีจุดด่างพร้อยอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ สุดท้ายแล้วจุดด่างพร้อยเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นมิอาจ ปิดบังจุดเด่นได้ น่าจะได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านพ่อ…” ม่อตัวน้อยหันหน้ากลับมาอย่างภูมิใจ ม่อซิวเหยามองเขายิ้มๆ เอ่ยด้วยน้ าเสียงอ่อนโยนที่เจือไป ด้วยความรักความเมตตา “ม่อตัวน้อยเอ๋ย มีประโยคหนึ่ง ที่แม้ว่าพ่อจะไม่รู้ว่าเคยมีคนสอนเจ้าหรือไม่ ทว่าก็ จ าเป็นต้องบอกกับเจ้า มีค ากล่าวว่า…ปัจจัยที่ส าคัญที่สุด ในการท าสงครามคือความคล่องแคล่วว่องไว ระยะเวลา
书呆子
ในตอนนี้ห่างจากตอนนั้นไปหนึ่งเดือนกว่าแล้ว ถ้าหากให้ เจ้าน าทหารไปท าศึกสงคราม เจ้าจะกล่าวกับเยียหลี่ว์เห ยี่ยหรือว่าข้ายังคิดกลยุทธ์สงครามไม่ออก ผ่านไปอีกหนึ่ง เดือนพวกเราค่อยท าสงครามก็แล้วกันหรือ หืม”
ใบหน้าภูมิใจของม่อตัวน้อยหงอยลงในทันที มอง ไปทางเยี่ยหลีด้วยท่าทางน่าสงสาร เยี่ยหลีมองเขาด้วย รอยยิ้มเบิกบานใจ แค่เห็นสีหน้าของท่านแม่ ม่อตัวน้อยก็ รู้แล้วว่าหมดหวังที่จะขอความช่วยเหลือ ในอีกด้านหนึ่ง ม่อตัวน้อยก็เข้าใจว่าสิ่งที่ม่อซิวเหยาเอ่ยนั้นไม่ผิด เขานึก ว่าตนเองฉลาดกว่าผู้อื่น แต่หากให้เขาน าทหารไปสู้รบ จริงๆ ศัตรูก็ไม่ใช่ว่าจะให้เวลาหนึ่งเดือนกับเขาในการคิด กลยุทธ์มิใช่หรือ และเมื่อได้ฟังสถานการณ์ในการท าศึก ของกองทัพตระกูลม่อที่ผ่านมาหนึ่งเดือนกว่านี้ ใบหน้า เนียนใสของม่อตัวน้อยก็หมองเศร้าลงทันทีด้วยเพราะรู้ ว่าตนเองไม่ได้ฉลาดเหมือนอย่างที่ตนเองคิ