ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 383-3 โจมตียำมวิกำล
ทว่า อวิ๋นถิงเข้าร่วมทัพตั้งแต่เด็ก เคยติดตามมา ทั้งมู่หรงเซิ่น จางฉี่หลันและหลี่ว์จิ้นเสียน จากทหาร เล็กๆ ธรรมดาคนหนึ่งจวบจนกระทั่งมาเป็นถึงแม่ทัพ หนุ่มอายุน้อยที่สามารถน าทัพเองได้อย่างเช่นยามนี้ สิบ กว่าปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเข้าร่วมศึกไม่ต่ ากว่าร้อยครา แล้ว จะปล่อยให้เฮ่อเหลียนเผิงได้รับความดีความชอบไป ง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร
อวิ๋นถิงนั่งอยู่บนหลังม้า อมยิ้มมองเฮ่อเหลียนเผิง เอ่ยว่า “ท่านแม่ทัพเฮ่อเหลียนไม่ต้องรีบร้อนไป มาประ มือกับข้าก่อนดีกว่า”
“รนหาที่ตายนัก!” เฮ่อเหลียนเผิงมั่นใจในวรยุทธ ของตนยิ่ง แม้จะอยู่ในส านักบู๊ลิ้มของจงหยวนก็มีคู่ต่อสู้ที่ น้อยมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแม่ทัพอายุน้อยอย่างอวิ๋นถิงเลย กระบี่ยาวในมือยื่นออกไป ทะยานกายเหาะไปยังอวิ๋นถิง
书呆子
เมื่อแม่ทัพทั้งสองฝ่ายเริ่มเข้าห้ าหั่นกัน ทหารเบื้องล่าง ย่อมไม่เกรงใจกันอีกต่อไป กู่ร้องให้เข่นฆ่าเข้าโรมรันพันตู กันด้วยความรวดเร็ว
อวิ๋นถิงแสยะยิ้มกว้างให้แก่เฮ่อเหลียนเผิง แต่ตน กลับไม่ต้านรับเขาโดยตรง เมื่อเห็นเฮ่อเหลียนเผิงโจมตี มาก็รีบดึงบังเหียนควบไปอีกทาง เฮ่อเหลียนเผิงเหาะ ทะยานขึ้นลงไม่กี่คราก็ตามอวิ๋นถิงทัน “จะหนีไปไหน!”
อวิ๋นถิงหันกลับมายิ้มให้เขา “ข้ารู้ว่าแม่ทัพเฮ่อเห ลียนวรยุทธสูงส่งแกร่งกล้า จึงได้เชิญเหล่ายอดฝีมือมา ประมือกับท่านแม่ทัพโดยเฉพาะ” ในขณะที่พูดนั้น เงา ด าหลายสายต่างออกมาจากที่ลับ เฮ่อเหลียนเผิงเหลือบ มองลวดลายบนอาภรณ์ของบุรุษชุดด าแวบหนึ่ง แล้วเอ่ย เสียงเคร่งว่า “หน่วยกิเลน”
书呆子
“ถูกต้อง” บุรุษชุดด าที่อยู่หน้าสุดหัวเราะเสียงต่ า พอเขาคนนั้นเงยหน้าขึ้น กลับเป็นคุณชายสามสกุลสวี อย่างสวีชิงเฟิง
อวิ๋นถิงสลัดเฮ่อเหลียนเผิงได้ก็รีบประสานมือให้สวี ชิงเฟิงทันที ยิ้มเอ่ยว่า “นายพลสวี รบกวนท่านต้อนรับ แม่ทัพเฮ่อเหลียนด้วยขอรับ” กล่าวจบก็ดึงบังเหียนเข้า สนามรบไปอีกครั้ง
ยามนี้เฮ่อเหลียนเผิงกลับมีสีหน้าที่ดูไม่ได้สุดๆ หลายวันมานี้หน่วยกิเลนของทหารตระกูลม่อและ หน่วยหยาจื้อของเขาประมือกันมาไม่ต่ ากว่าสิบครั้งทั้งใน ที่ลับและที่แจ้ง แต่หน่วยกิเลนกลับพ่ายแพ้น้อยครั้งมาก กลับกัน เป็นหน่วยหยาจื้อของเขาที่เดิมทีตั้งความหวัง เอาไว้สูง แต่การต่อสู้ในหลายเดือนที่ผ่านมาท าให้ บาดเจ็บล้มตายจนแทบจะสิ้น เฮ่อเหลียนเผิงรู้ดีอยู่แก่ใจ ถึงความแตกต่างระหว่างหน่วยกินเลนและหยาจื้อ ใน
书呆子
เวลาเดียวกันก็ยิ่งเกลียดชังพระชายาติ้งอ๋องที่ฝึกฝน หน่วยกิเลนขึ้นมามากขึ้นไปอีก
ยามนี้คนเหล่านี้ที่ปิดล้อมตนไว้ แม้ว่าหากได้สู้กัน ตัวต่อตัวจะมิใช่คู่ต่อสู้ของตน ทว่าหากกรูเข้ามาพร้อมกัน ก็คงยากที่จะรับมือเช่นกัน ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่คน เหล่านี้จะสังหารเขาได้หรือไม่ แค่เพียงปิดล้อมตนไว้ได้ หลายชั่วยามจนไร้ทางกลับไปช่วยเหลือทัพใหญ่ ทุกอย่าง ก็จบเห่แล้ว
“คุณชายสวีสามหรือ” เฮ่อเหลียนเผิงจ้องมองสวี ชิงเฟิงพลางเอ่ย “คิดไม่ถึงว่าสกุลสวี ที่เป็นครอบครัว ปัญญาชน มีการสืบทอดความรู้และวัฒนธรรมประเพณี อันดีงามกลับมีคุณชายสามที่เป็นนายพลเช่นนี้” สวีชิง เฟิงไม่สนใจที่เขาเหน็บแนม ยิ้มเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อนว่า “จะร่ าเรียนทางด้านบุ๋นหรือบู๊ล้วนเป็นไปตามความ สมัครใจ สกุลสวีของข้าไม่เคยเรียกร้อง ข้าน้อยแม้ทิ้ง
书呆子
อาชีพปัญญาชนมาเป็นทหารก็ไม่ท าให้วีรบุรุษที่ล่วงลับ ไปแล้วของสกุลสวีต้องเสื่อมเสียเกียรติหรอก” แม้สวีชิง เฟิงจะบอกว่าชื่นชอบด้านการทหาร แต่อย่างไรเสียก็ เติบโตมาในสกุลสวี ถูกบ่มเพาะอักษรกลอนกวีมาตั้งแต่ เล็ก แม้ว่าความรู้ความสามารถจะด้อยกว่าบุตรคนอื่นๆ ในตระกูลไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับคนธรรมดาแล้วกลับ เหนือกว่ามากนัก ยิ่งไปกว่านั้นแต่ไหนแต่ไรมาสวีชิงเฟิง ไม่เคยเสียใจกับการเลือกของตัวเองเลยสักครั้ง และไม่ เคยคิดว่าตนท าผิดไป ประโยคที่ไม่เจ็บไม่แสบของเฮ่อ เหลียนเผิงนี้ กระทั่งจะเกาให้คันยุบยิบก็ยังมิได้เลย
เฮ่อเหลียนเผิงทราบดีว่าค าพูดของตนไร้ประโยชน์ ในสถานการณ์เช่นนี้มากเพียงใด ไม่สู้สลัดการปิดล้อม ของหน่วยกิเลนไปให้โดยไวที่สุดแล้วน าทัพกลับไป ช่วยเหลือเป่ยหรงจะดีกว่าหรือ เขาปรับสีหน้า เอ่ยเสียง
书呆子
ขรึมว่า “เช่นนั้น ข้าจะให้หน่วยกิเลนสอนไม้เด็ดให้หน่อย ก็แล้วกัน”
สวีชิงเฟิงและคนอื่นๆ ก็ไม่พูดพร่ าท าเพลง หยิบ อาวุธของตนออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่ ข้อดีของเหล่าหน่วย กิเลนคือแบ่งกลุ่มย่อยร่วมมือกันรบ แม้ว่าก าลังเดี่ยวๆ จะไม่เพียงพอ แต่หากหลายคนรุมล้อมโจมตีแล้วล่ะก็ เพียงไม่นานก็ท าให้เฮ่อเหลียนเผิงตกเป็นฝ่ายรับได้
อีกด้านหนึ่ง อวิ๋นถิงกลับพาทหารใต้บังคับบัญชา บุกฝ่าเข้าไปกลางศึกอันวุ่นวาย ทหารเป่ยหรงมากมายที่ ยังไม่ทันตั้งตัวต่างกลายเป็นวิญญาณใต้ดาบ ท่ามกลาง หุบเขาและท้องทุ่งนั้นเต็มไปด้วยเสียงการเข่นฆ่ากันดัง ระงม
และในขณะเดียวกันเยี่ยหลีกับม่อซิวเหยากลับ ปรากฏตัวขึ้นไม่ไกลจากค่ายใหญ่ของทหารเป่ยหรง มอง ค่ายเป่ยหรงที่ยังคงมีแสงไฟสว่างไสว ริมฝีปากม่อซิว
书呆子
เหยาเผยเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบออกมา เห็นได้ชัดว่า ภายในค่ายทหารใหญ่เป่ยหรงนั้นเยียหลี่ว์เหยี่ยและคน อื่นๆ ก าลังรอข่าวคราวของเฮ่อเหลียนเผิงอยู่ เพียงแต่ เยียหลี่ว์เหยี่ยกลับไม่มีทางคาดคิดเลยว่า คนที่พวกเขา คิดจะลอบโจมตีนั้นกลับพาคนมาปรากฏตัวอยู่ที่ค่ายตน โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว
เยี่ยหลีกระตุกม้าไปยืนอยู่ข้างกายม่อซิเหยา เคียง บ่าเคียงไหล่เขามองไปยังค่ายใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล ยิ้มเอ่ย เสียงเรียบว่า “ยามนี้เฮ่อเหลียนเผิงคงจะประมือกับอวิ๋ นถิงอยู่” ขอเพียงเฮ่อเหลียนเผิงได้ประมือกับอวิ๋นถิง การคิดจะถอยทัพภายในระยะเวลาอันสั้นก็คงเป็นไป ไม่ได้ พวกนางเองก็จะมีเวลามากพอที่จะจัดการกับเยียห ลี่ว์เหยี่ยและเฮ่อเหลียนเจินเช่นกัน
书呆子
ม่อซิวเหยาพยักหน้าเอ่ยว่า “ถูกต้อง ไม่รู้ว่าเฮ่อ เหลียนเจินจะรู้ตัวหรือไม่ว่ายามนี้ข้ามาอยู่ด้านนอกค่าย ใหญ่ของเขาแล้ว”
เฟิ่งจือเหยาที่อยู่อีกด้านหนึ่งยิ้มเอ่ยว่า “ยามนี้เฮ่อ เหลียนเจินย่อมนึกล าพองใจว่าท่านอ๋องตกใจจากการถูก เฮ่อเหลียนเผิงโจมตีอย่างฉับพลันน่ะสิพ่ะย่ะค่ะ” เดิมทีที่ ค่ายทหารใหญ่ของกองทัพตระกูลม่อจัดงานเฉลิมฉลอง รื่นเริงก็เพื่อวางหลุมพรางนี้ให้ชาวเป่ยหรงเท่านั้น นิสัย อย่างม่อซิวเหยาจะดีใจจนลืมตัว เฉลิมฉลองทั่วทั้ง กองทัพในขณะที่ยังตัดสินแพ้ชนะไม่ได้เช่นนี้ได้อย่างไร น่าเสียดายที่เฮ่อเหลียนเจินไม่รู้จักนิสัยของม่อซิวเหยา เลยแม้แต่น้อย
“เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง” ม่อซิวเหยาเอ่ยถาม เสียงเรียบ
书呆子
เฟิ่งจือเหยาพยักหน้าตอบว่า “เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะ ค่ะ ซุนเหย้าอู่พาทหารตีโอบล้อมข้าศึกจากทางด้านซ้าย เฉินอวิ๋นพาทหารตีล้อมจากทางด้านขวา โจวหมิ่นพาท หารไปรอที่หุบเขาลมหวนก่อนนานแล้ว เราเข้าโจมตีทาง ด้านหน้า หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม อวิ๋นถิงจะปล่อยเฮ่อ เหลียนเผิงออกมาสมทบกับเยียหลี่ว์เหยี่ย รับรองว่าจะ ไม่ให้ชาวเป่ยหรงหลบหนีไปได้แม้แต่คนเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
ม่อซิวเหยาพยักหน้าชมว่า “ดีมาก ข้าขอดูเสีย หน่อยว่า…เฮ่อเหลียนเจินมีความสามารถพอจะกอบกู้ วิกฤตนี้ได้หรือไม่” แม้ว่าจะพูดจาด้วยรอยยิ้ม แต่ในวาจา ของม่อซิวเหยากลับมีไอสังหารอันเย็นเยียบแผ่ซ่าน ออกมา
“ท่านอ๋อง จะลงมือตอนนี้เลยหรือไม่” เฟิ่งจือเห ยาคันไม้คันมืออยากจะลองเต็มแก่
“ลงมือเถิด” ม่อซิวเหยาพยักหน้า
书呆子
เฟิ่งจือเหยาแย้มยิ้ม หยิบเกาทัณฑ์ดอกหนึ่งจาก ด้านหลังมา ยกธนูขึ้นง้างออก เกาทัณฑ์ยาวติดไฟพุ่ง ทะยานไปยังค่ายทหารใหญ่เป่ยหรงทันที