ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 384-1 เป่ยหรงปรำชัยย่อยยับ
ภายในกระโจมใหญ่ของเป่ยหรง เยียหลี่ว์เหยี่ย กับเฮ่อเหลียนเจินนั่งอยู่ภายใน เฮ่อเหลียนเจินมีสีหน้า เคร่งขรึมเงียบงันไม่พูดไม่จา เยียหลี่ว์เหยี่ยเดินไปมาใน กระโจมด้วยความร้อนรน คิ้วคมขมวดมุ่น สีหน้าเจือแวว ความกังวลอยู่ไม่สุข
ไม่รู้ว่าเดินกลับไปกลับมากี่รอบแล้ว ในที่สุดเยียห ลี่ว์เหยี่ยนั่งยองๆ มองเฮ่อเหลียนเจินพลางเอ่ยว่า “ท่าน ลุง ทางด้านแม่ทัพเฮ่อเหลียนคงไม่เกิดปัญหาใดขึ้นหรอก กระมัง” เฮ่อเหลียนเจินสงบจิตสงบใจ เอ่ยเสียงขรึมว่า “องค์ชายอย่าได้ทรงกังวลไป ทางเผิงเอ๋อร์มิได้ส่งข่าวดี อันใดมาก็จริง แต่เราก็ไม่อาจเกิดความขัดแย้งภายใน ได้”
เยียหลี่ว์เหยี่ยพยักหน้า เงียบอยู่นาน เอ่ยเสียงขรึม ว่า “ไม่รู้เพราะเหตุใด ข้าจึงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ”
书呆子
เฮ่อเหลียนเจินเงียบงันไม่พูดอันใด ไม่รู้ว่ากังวล เกินไปหรือเกิดเรื่องใดขึ้นจริงๆ กันแน่ ไม่เพียงแค่เยียห ลี่ว์เหยี่ยคนเดียวที่ไม่สบายใจ ขนาดเฮ่อเหลียนเจินเองยัง แอบคิดว่าแปลกเลย
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เฮ่อเหลียนเจินก็ลุกขึ้นเอ่ยว่า “ข้าส่ง คนไปสืบข่าวดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
บางทีอาจเพราะรู้สึกไม่ดีจริงๆ เยียหลี่ว์เหยี่ยจึง พยักหน้าเอ่ยว่า “ท่านลุงส่งคนไปให้มากหน่อย ไม่ว่าจะ มีข่าวใดก็ให้พวกเขารีบกลับมารายงาน”
“พ่ะย่ะค่ะ” เฮ่อเหลียนเจินขานรับแล้วหันหลัง ออกจากกระโจมใหญ่ไป
เฮ่อเหลียนเจินเพิ่งออกจากกระโจมใหญ่มา ก็เห็น แสงไฟยิงพุ่งเข้ามาจากด้านนอกค่าย ตกลงบนยอด กระโจมในค่ายทหารใหญ่เป่ยหรงอย่างแม่นย า แม้ว่า ยามนี้จะเป็นฤดูหนาวที่อากาศหนาวยะเยือก บนกระโจม
书呆子
หลายหลังมีเกล็ดน้ าค้างหนาวเย็นปกคลุม จึงมิได้ติดไฟ ลุกไหม้ในทันที แต่กลับท าให้คนไม่น้อยตกใจ เฮ่อเหลียน เจินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรีบดึงสติกลับมาตะโกนขึ้น อย่างดุดันว่า “ข้าศึกโจมตี!”
เยียหลี่ว์เหยี่ยที่เดิมอยู่ในกระโจมใหญ่ได้ยินเสียง เขาก็พลันพุ่งตัวออกมา เอ่ยเสียงเคร่งว่า “เกิดอันใดขึ้น!” เฮ่อเหลียนเจินตาแดงก่ า เอ่ยว่า “คนในกองทัพตระกูลม่ ออยู่นอกค่าย! ต้านข้าศึก!”
เกาทัณฑ์ติดไฟดอกนั้นท าเอาทั้งค่ายใหญ่เป่ยหรง ตื่นตระหนกกันยกใหญ่ หลังจากนั้นไม่นาน ภายในค่าย ใหญ่ก็เกิดเสียงแตรทุ้มต่ าดังขึ้น ทั่วทั้งกองทัพพลันหยิบ อาวุธของตัวเองมุ่งไปด้านนอกกระโจมเตรียมต้านข้าศึก กันเต็มที่ เสียดายก็แต่ ทหารที่อยู่หน้าสุดเพิ่งจะปรากฏ ตัวอยู่นอกประตูเมือง สิ่งที่ต้อนรับพวกเขาก็คือห่า เกาทัณฑ์จ านวนมหาศาล ท่ามกลางความมืดมิด ศัตรูอยู่
书呆子
ในที่ลับพวกเขาอยู่ในที่แจ้ง กระทั่งเกาทัณฑ์มาถึง เกือบจะตรงหน้าแล้วถึงได้มองเห็นชัด
“เป็นกองทัพตระกูลม่อ!” มีคนตะโกนขึ้นมาเสียง ดัง
ทั่วทั้งค่ายเป่ยหรงพลันโกลาหลขึ้นทันใด เฮ่อ เหลียนเจินโมโหโกรธา ออกค าสั่งเสียงดังแก่เหล่าแม่ทัพ ให้น ากองทัพไปต่อต้านศัตรู
ด้านนอกไม่ไกลจากค่ายทหารใหญ่เป่ยหรงนัก ม่อ ซิวเหยากับเยี่ยหลีเคียงบ่าเคียงไหล่กันอยู่บนหลังม้า ด้านหลังมีเฟิ่งจือเหยาในอาภรณ์สีแดงตลอดร่าง และจั๋วจิ้ง หลินหานกับคนอื่นๆ คอยมองกองทัพใหญ่เป่ย หรงที่ถูกทหารตระกูลม่อโจมตีจนรับมือไม่ทัน ได้เห็น อย่างนั้นอารมณ์ของทุกคนต่างดีขึ้นมาไม่น้อยอย่างห้าม ไม่อยู่
书呆子
ม่อตัวน้อยนั่งอยู่ด้านหลังม่อซิวเหยา โดยมีชุดศึก ตัวใหญ่คลุมอยู่ โผล่มาแค่ศีรษะน้อยๆ ดวงตากลมโตมี ชีวิตชีวาทอดมองไปยังแสงไฟแดงโร่ที่ลุกโหมสู่ฟ้า เสียง เข่นฆ่าดังระงมขึ้นในค่ายใหญ่เป่ยหรง เขาดูออกจะ เพลิดเพลินกับภาพที่เห็นอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากผ่านการสูญเสียในหลายวันมานี้ เดิมที จ านวนคนและม้าของกองทัพนั้นเหลือพอๆ กับของ กองทัพตระกูลม่ออยู่แล้ว เมื่อทหารของกองทัพใหญ่เป่ย หรงส่วนใหญ่ถูกเฮ่อเหลียนเผิงน าออกไปอีกแล้ว จึงท าให้ ยามนี้คนและม้าของเป่ยหรงเหลือน้อยกว่ากองทัพ ตระกูลม่อ อีกทั้งยังโดนโจมตีกะทันหัน กองทัพใหญ่เป่ย หรงจึงยิ่งพ่ายแพ้อย่างยับเบิน ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม สถานการณ์ทั้งหมดก็เริ่มมีเร่มเข้าทางกองทัพตระกูลม่อ แล้ว
书呆子
เฮ่อเหลียนเจินพาทหารคนสนิทข้างกายไปช่วย เยียหลี่ว์เหยี่ย พลางเอ่ยกับเยียหลี่ว์เหยี่ยว่า “องค์ชาย เราตกหลุมพรางเสียแล้ว เกรงว่าเผิงเอ๋อร์คงเร่งรุด กลับมาไม่ทัน เราถอยก่อนเถิด!”
“ถอยรึ! เราจะถอยไปที่ใดได้อีก” เยียหลี่ว์เหยี่ยสี หน้าเขียวคล้ า มิใช่เพราะเขาพูดจาน่าโมโห แต่เพราะที่ที่ เขาอยู่ยามนี้ห่างจะชายแดนเป่ยหรงไม่ถึงสองร้อยลี้แล้ว หากถอยต่อไป เกรงว่าคงได้ถอยกลับเข้าไปในดินแดน เป่ยหรงแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าศึกที่เริ่มเปิดกับต้าฉู่ อย่างดุเดือดและกินเวลาติดต่อกันมาสองสามปีนี้ สุดท้าย จะมีบทสรุปที่น่าอับอายที่สุด
เยียหลี่ว์เหยี่ยย่อมไม่ยอม แต่สถานการณ์ยามนี้ กลับจ าต้องยอมอย่างช่วยไม่ได้ จะล่าถอย หรือจะสู้จน ตัวตายเพื่อรอให้เฮ่อเหลียนเผิงกลับมา แต่ไม่ว่าเฮ่อ เหลียนเผิงจะกลับมาได้หรือไม่ แต่สิ่งที่เขาจะต้องเสียไป
书呆子
หากสู้อย่างเอาเป็นเอาตายไม่ใช่สิ่งที่เยียหลี่ว์เหยี่ยยินดีที่ จะแบกรับไว้ เขาทอดมองไปยังทิศทางที่ผู้น ากองทัพ ตระกูลม่ออยู่ไกลออกไป แล้วเอ่ยเสียงเคียดแค้นว่า “ถอย!”
เสียงแตรถอยทัพดังขึ้นท่ามกลางราตรีกาล ทหาร เป่ยหรงที่เดิมทีขวัญก าลังใจถดถอยพลันล่าถอยตาม เยียหลี่ว์เหยี่ยไปดั่งน้ าหลาก แม้ทหารตระกูลม่อจะไล่ ตามอยู่ด้านหลัง แต่มิได้ไล่บี้กระชั้น เพียงแค่รักษา ความเร็วให้ไม่ช้าและไม่เร็วจนเกินไปเท่านั้น เฮ่อเหลียน เจินรู้สึกตงิดใจ ทว่าสถานการณ์ยามนี้กลับมีเพียงสอง ทางให้เขาเลือก ไม่ล่าถอยต่อ ก็ต้องกลับไปสู้ พวกเขา ย่อมไม่อาจหันกลับไปใช้ไม้แข็งชนแข็งกับกองทัพตระกูล ม่อได้ เช่นนั้นจึงจ าต้องล่าถอยต่อไป
อีกด้านหนึ่ง เฮ่อเหลียนเผิงที่ถูกหน่วยกิเลนล้อมไว้ ในที่สุดหลังจากนั้นหนึ่งชั่วยามก็สลัดหลุด พอเขาจัด
书呆子
ระเบียบกองทัพแล้วก็พุ่งเข้าใส่กองทัพใหญ่ของอวิ๋นถิงที่ เข้ามาล้อมไว้ ฟากฟ้าทิศบูรพาปรากฏเป็นแสงอรุณอยู่ ร าไร
ด้านหลัง อวิ๋นถิงและพรรคพวกมองทิศทางที่ กองทัพใหญ่เป่ยหรงจากไปด้วยรอยยิ้มเรียบเฉย คนใน หน่วยกิเลนคนหนึ่งเอ่ยอย่างอึดอัดใจว่า “เหตุใดเราจึงไม่ สังหารเขาเล่าขอรับ ซ้ ายังปล่อยเขาไปอีก” แม้ว่าวรยุทธ ของเฮ่อเหลียนเผิงจะร้ายกาจ แต่ส าหรับหน่วยกิเลนที่มี ประสบการณ์รับมือศัตรูที่ฝีมือสูงส่งมาไม่น้อย อีกทั้งยัง ฝึกฝนมาโดยตลอด เฮ่อเหลียนเผิงกลับไม่เรียกว่ามีฝีมือ สูงส่งที่สุด การเอาชีวิตของเฮ่อเหลียนเผิงจึงเป็นเรื่องไม่ ช้าก็เร็วเท่านั้น
สวีชิงเฟิงตบหน้าผากของผู้ใต้บังคับบัญชาแล้วเอ่ย ว่า “ในเมื่อท่านอ๋องสั่งเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลของเขา เราก็ ไปกันเถิด อย่าพลาดโอกาสชมความคึกคักนี้เลย”
书呆子
ทุกคนเอ่ยเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง เก็บกวาด เล็กน้อยเสร็จก็ตามไปยังทิศที่กองทัพใหญ่ของเฮ่อเหลียน เผิงจากไปทันที
กว่าเฮ่อเหลียนเผิงกับเยียหลี่ว์เหยี่ยจะได้พบกัน ฟากฟ้ากลับสว่างเจิดจ้าแล้ว แม้จะเป็นเพราะหมอกหนา ครึ้มปกคลุมในเช้ามืดท าให้พวกเขามองเห็นไม่ชัด และ เสี่ยงต่อการเข่นฆ่ากันเอง แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังรวมตัวกัน ในที่เดียว
การหยุดอยู่ในภูมิประเทศที่มีหมอกหนาไม่คุ้นเคย เช่นนี้กลับไม่ปลอดภัยนัก แต่เหล่าทหารเป่ยหรงผ่านการ วิ่งไล่เข่นฆ่ามาค่อนคืนจึงง่วงงุนสุดจะฝืนกันนานแล้ว เฮ่อ เหลียนเจินจึงจ าต้องหาสถานที่ที่โล่งกว้างพักผ่อน เล็กน้อย แต่เมื่อได้นับจ านวนทหารและม้ากลับท าให้สี หน้าเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ า ทหารที่เดิมทียังเหลือหลาย แสนนาย ผ่านการเข่นฆ่าคืนหนึ่งนึกไม่ถึงว่าจะเหลือไม่ถึง
书呆子
สองแสนแล้ว หนึ่งในนั้นอย่างน้อยๆ มีเก้าส่วนในสิบที่ เป็นทหารของเฮ่อเหลียนเผิงพากลับมา ไม่คิดเลยว่า ทหารที่ทิ้งไว้เฝ้ารักษาการณ์ในค่ายแทบจะไม่เหลือรอด แล้ว
เฮ่อเหลียนเจินมองเยียหลี่ว์เหยี่ยที่ยืนเหม่อลอยอยู่ ด้านข้างด้วยสีหน้าล าบาก เขามองเฮ่อเหลียนเผิงแล้วเอ่ย ว่า “เผิงเอ๋อร์ เจ้าหาพวกเราเจอได้อย่างไรรึ” เฮ่อเหลียน เผิงขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงขรึมว่า “หลังจากที่ลูกเข่นฆ่าฝ่า ฟันออกจากกองทัพอวิ๋นถิงได้ ก็เจอการสกัดกั้นของ ทหารตระกูลม่อสี่ห้ากองมาตลอดทาง เข่นฆ่าจนมาถึง ที่นี่ก็เจอเข้ากับท่านพ่อและฝ่าบาทพอดีขอรับ”
คิ้วเข้มของเฮ่อเหลียนเจินขมวดมุ่น เอ่ยเสียงเคร่ง ว่า “นี่มันแปลกพิกล…เราวิ่งหนีไปด้านหน้าตลอด ทัพ ตระกูลม่อตามเรามาด้านหลัง ต่อให้หลงทิศหลงทาง
书呆子
ใหญ่โตแต่ก็ไม่ควรผิดทางจนไกลเกินไปได้ เจ้าถูกไล่ ตามมาตลอดทางจะมาเจอพวกเราเข้าพอดีได้อย่างไร”
เฮ่อเหลียนเผิงอดใจกระตุกมิได้ ทันใดนั้นก็ถลึงตัว ขึ้นเอ่ยว่า “ท่านพ่อ!”
เฮ่อเหลียนเจินมองเขา เฮ่อเหลียนเผิงสีหน้าอึมค รึม กัดฟันเอ่ยว่า “เราตกหลุมพรางม่อซิวเหยาเข้าแล้ว!” เฮ่อเหลียนเจินตะลึงงัน หน้าพลันถอดสี เขาจับเฮ่อเห ลียนเผิงไว้พลางเอ่ยอย่างร้อนรนว่า “เจ้าหมายความว่า …”