ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 387-1 พ่อลูกเปิดอก องค์หญิงหรงหวำ
เหลยเจิ้นถิงมองบุตรชายเบื้องหน้าด้วยความปลื้ม อกปลื้มใจ แม้ว่าอายุสามสิบกว่าเข้าไปแล้วแต่ยังขอบตา แดงก่ าช่างไม่เหมาะสมวัยเอาเสียเลย แต่นี่กลับเป็นสี หน้าที่เหลยเถิงเฟิงเผยออกมาต่อหน้าเขาอย่างแท้จริงใน ระยะเวลาหลายปีมานี้
เหลยเจิ้นถิงเดินไปยังเบื้องหน้าเหลยเถิงเฟิง ยกมือ ขึ้นตบไหล่เขา พยักหน้าเอ่ยว่า “พ่อเชื่อว่าเจ้าจะไม่ท าให้ พ่อผิดหวัง นั่งลงเถิด มาคุยเรื่องม่อซิวเหยากันเสีย หน่อย” ก่อนหน้านี้เนื่องจากเหลยเถิงเฟิงปลิดชีพตนตาม อ าเภอใจจึงท าให้เขาโมโห ยังไม่ทันได้พูดคุยเรื่องม่อซิว เหยาและคนอื่นๆ ที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นเลย เหลยเจิ้นถิ งเองก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าการปกป้องบุตรของตนตลอด หลายปีมานี้จะเป็นเรื่องที่ดีต่อเหลยเถิงเฟิงในอนาคต หรือไม่ แต่ในฐานะบิดาเขาก็ไม่อาจบังคับให้ลูกไปตก
书呆子
ระก าล าบากทุกข์ยากล าเค็ญอย่างที่คนธรรมดาทั่วไปรับ ไม่ได้เหล่านั้นเพื่อหวังให้ลูกเป็นมังกรผู้ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน เหลยเจิ้นถิงยึดมั่นกับชัยชนะที่มีต่อต าหนักติ้งอ๋องและม่ อหลิวฟาง แต่เขาไม่เคยคิดจะเอาความยึดติดนี้ฝืนยัด เยียดไปให้ลูกชายเลยสักครั้ง
เหลยเถิงเฟิงพยักหน้า เดินไปนั่งบ้างบิดา บอกเล่า เรื่องที่เจอม่อซิวเหยาในสนามรบให้ฟังอย่างละเอียด เหลยเจิ้นถิงฟังเขาเล่าจบก็ทอดถอนใจออกมาเบาๆ เอ่ย ว่า “เถิงเฟิง เจ้าโดนม่อซิวเหยาหลอกแล้ว เขาพาก าลัง เสริมกลับมาไม่ทันหรอก” เหลยเถิงเฟิงขมวดคิ้ว สีหน้า ฉายแววแค้นเคืองใจ คาดว่าคงจะห่างชั้นกับติ้งอ๋องอยู่อีก มากจริงๆ เหลยเจิ้นถิงอมยิ้มมองเขาแล้วเอ่ยว่า “แต่เจ้า ก็ไม่ต้องเสียใจไป ข้ากลับดีใจที่เจ้ามิได้หุนหันพลันแล่น น าทหารไปเข่นฆ่าเขา” ต่อให้ท าลายกองทัพตระกูล ม่อแสนกว่านายใต้บังคับบัญชาของหนานโหวและมู่หรง
书呆子
เจิ้นได้ ก็เป็นเพียงชัยชนะเล็กๆ เท่านั้น กระทั่งเรียกได้ว่า เป็นชัยชนะเล็กน้อยที่ไม่เป็นส่งผลใดๆ ต่อสถานการณ์ ใหญ่โดยภาพรวม และท าร้ายม่อซิวเหยาให้บาดเจ็บไม่ได้ แน่นอน ทว่าหากท าให้ม่อซิวเหยาเดือดดาลขึ้นมา เขา สามารถสังหารเหลยเถิงเฟิงได้อย่างง่ายดาย การ แลกเปลี่ยนเช่นนี้กลับได้ไม่คุ้มเสียส าหรับซีหลิงและ ต าหนักเจิ้นหนานอ๋อง
เหลยเถิงเฟิงมองเหลยเจิ้นถิงด้วยความฉงน ชั่ว พริบตาก็พลันกระจ่างแจ้ง ด้วยวรยุทธของม่อซิวเหยา หากต้องการสังหารตนย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายดายสุดแสน เขามองแววตาอมยิ้มของเสด็จพ่อ แล้วก้มหน้าลงด้วย ความทุกข์ใจจากความรู้สึกผิด “ลูกท าให้เสด็จพ่อเป็น ห่วงแล้ว”
เหลยเจิ้นถิงพยักหน้าด้วยความปลื้มใจ เหลยเถิง เฟิงสามารถคิดได้ ภายหน้าก็จะไม่ท าเรื่องหุนหันพลัน
书呆子
แล่นอีก ขอเพียงเขาสามารถควบคุมจิตใจให้เยือกเย็น เอาไว้ได้ ด้วยความสามารถของเขาไม่ว่าอย่างไรการ รักษาชีวิตไว้ถือว่าไม่เป็นปัญหาส าหรับเขา
“เอาล่ะ เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว ทัพเราโจมตีเวยเฉิง ได้ถือเป็นความดีความชอบของเจ้าเช่นกัน ยามนี้ทัพ ใหญ่ต้าฉู่กับซีหลิงของเราต่างบุกประชิดพรมแดนในเวลา เดียวกัน ทัพเราช่วงชิงรุ่ยชางกับเวยเฉิงมาได้ติดต่อกัน ยามนี้พวกเรายังคงความได้เปรียบอยู่” เหลยเจิ้นถิงเอ่ย เหลยเถิงเฟิงพยักหน้า เอ่ยว่า “เสด็จพ่อ ก าลังกังวลทาง ฝั่งม่อจิ่งหลีหรือ หากทัพเราสามารถรั้งติ้งอ๋องและแม่ทัพ นายกองส่วนใหญ่ของทัพตระกูลม่อไว้ได้ ทางฝั่งม่อจิ่งหลี ก็น่าจะสามารถรับมือได้” แม่ทัพที่มีชื่อเสียงในกองทัพ ตระกูลม่อมีมากมาย ทว่าเขตแดนที่พวกเขาต้องคอย รักษาการณ์ก็มีมากเกินไปเช่นกัน จางฉี่หลันที่เป็นหนึ่งใน สามแม่ทัพใหญ่ของกองทัพตระกูลม่อก็เฝ้ารักษาการณ์ที่
书呆子
เมืองหลวงแห่งซีหลิงช่วยคุณชายสวีสี่ปกครองดูแลซีหลิง ไม่มีทางกลับมาร่วมทัพได้อยู่แล้ว เหลิ่งไหวก็ต้องเฝ้า ประจ าการอยู่ที่ฉู่จิง ใช้ก าลังสยบชาวเป่ยจิ้งที่กลับกลอก พลิกลิ้นอยู่ที่ตะวันออกเฉียงเหนือ แม่ทัพหยวนเผยอายุ มากแล้ว เฝ้ารักษาเมืองพอได้แต่จะให้ขี่ม้าออกศึกเข่นฆ่า ศัตรู เกรงว่าจะมีก าลังวังชาไม่เพียงพอ ดังนั้นแล้ว กองทัพตระกูลม่อจึงเหลือเพียงหนานโหว หลี่ว์จิ้นเสียน มู่หรงเซิ่นและคนอื่นๆ ส่วนอวิ๋นถิง โจวถิง เหอซู่และยอด ฝีมือรุ่นหลังคนอื่น บางทีการพัฒนาในอนาคตอาจดีงาม มาก แต่ยามนี้เกรงว่าจะยังไม่อาจเป็นคู่แข่งที่ สมน้ าสมเนื้อกับแม่ทัพอาวุโสของซีหลิงได้ อย่างไรเสีย บุคคลที่มีสามารถปราบปรามแคว้นน้อยใหญ่มากมายได้ ตั้งแต่อายุสิบกว่าปีอย่างม่อซิวเหยาก็นับว่าเป็นบุคคล พิเศษของต าหนักติ้งอ๋อง
书呆子
เหลยเจิ้นถิงขมวดคิ้วเอ่ยว่า “เจ้าอย่าลืมสิว่ายัง มีเยี่ยหลีอีกคน”
เหลยเถิงเฟิงเลิกคิ้ว เขาลืมเยี่ยหลีไปจริงๆ แต่สตรี นางนี้ดันเป็นคนที่ไม่อาจท าให้คนลืมเลือนได้มากที่สุด แม้ว่ายามปกติจะเหมือนไม่เผยความสามารถให้เห็น แต่ หากคิดให้ละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ผลการรบของนางไม่ด้อย ไปกว่าแม่ทัพผู้โด่งดังในยุคนี้คนใดเลย หากนางประมือ กับม่อจิ่งหลี ผลแพ้ชนะของม่อจิ่งหลีก็เป็นเรื่องน่ากังวล อยู่จริงๆ
“เรียนท่านอ๋อง จดหมายลับจากแดนเหนือมาถึง แล้วพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์เอ่ยรายงานอยู่ด้านนอกเสียง ขรึม เหลยเจิ้นถิงแววตาเข้มขึ้น เอ่ยเสียงเรียบว่า “ส่งเข้า มา” ในเมื่อม่อซิวเหยากลับมาแล้ว สถานการณ์ทาง เหนือย่อมไม่ใช่ความลับอีกต่อไป องครักษ์ผลักประตูเข้า มาส่งจดหมายให้แล้วออกไป เหลยเจิ้นถิงคลี่จดหมายลับ
书呆子
ออกอ่านรอบหนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปมาในที่สุดก็ท าเพียง ถอนหายใจ เขายื่นมือส่งจดหมายไปให้เหลยเถิงเฟิง
เหลยเถิงเฟิงรับจดหมายมาอ่านด้วยความสงสัย ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปมาก เอ่ยอย่างหวาดหวั่นพรั่น พรึงว่า “นึกไม่ถึงว่าม่อซิวเหยาจะสังหารกองทัพใหญ่เป่ย หรงทั้งหมดไปแล้ว เยียหลี่ว์เหยี่ยกับเฮ่อเหลียนเจินล้วน ตายแล้วจริงๆ” มองสถานการณ์ศึกสุดท้ายระหว่าง กองทัพตระกูลม่อกับเป่ยหรงที่เขียนในจดหมายลับ แม้ว่าปมในใจจะคลายไปแล้ว แต่อารมณ์ของเหลยเถิง เฟิงก็ยังคงซับซ้อนอยู่มาก
ว่ากันตามตรง จากสายตาของเหลยเถิงเฟิง มองไม่ ออกจริงๆ ว่าศึกนี้มีความประณีตวิจิตรที่ตรงใด แทบจะ เรียกได้ว่าเป็นศึกโจมตีในยามวิกาลที่ไม่ธรรมดาอย่าง มากศึกหนึ่ง แต่ดันท าลายล้างกองทัพใหญ่เป่ยหรงที่ กวาดล้างแดนเหนือของต้าฉู่เมื่อสองสามปีก่อนได้ในครา
书呆子
เดียว เขาเงยหน้ามองเหลยเจิ้นถิง เหลยเจิ้นถิงยืนอยู่ หน้าแผนที่ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นาน จึงชี้ไปต าแหน่งหนึ่ง บนแผนที่ แล้วเอ่ยถามว่า “เจ้าว่าเป็นที่ใด”
“หุบเขาลมหวนรึ”
เหลยเจิ้นถิงเอ่ยว่า “นี่เป็นสถานที่ที่กองทัพตระกูล ม่อพ่ายแพ้อย่างย่อยยับเมื่อสิบเก้าปีก่อน ห่างจากที่นี่ไป ไม่ไกล เป็นที่ที่ม่อซิวเหวินป่วยตาย”
เหลยเถิงเฟิงตกตะลึง แต่พริบตาก็สูดหายใจลึกเอ่ย ว่า “เสด็จพ่อหมายความว่า ติ้งอ๋องจงใจล่อกองทัพเป่ย หรงมาที่หุบเขาลมหวนเพื่อท าลายล้างหรือ และอันที่จริง …ก่อนหน้านี้เขาก็สามารถท าลายล้างกองทัพใหญ่เป่ย หรงได้อย่างนั้นหรือขอรับ” ม่อซิวเหยาช่าง…
เหลยเถิงเฟิงเอ่ยอย่างไม่แยแสว่า “ก็ไม่แน่ว่าจะ เป็นเช่นนี้ หากครึ่งปีก่อนกองทัพตระกูลม่อไม่จงใจพ่าย แพ้ให้ จะสามารถท าให้เยียหลี่ว์เหยี่ยเชื่อได้อย่างไรว่า
书呆子
ก าลังของกองทัพตระกูลม่อสูสีพอๆ กันกับเป่ยหรง จน สามารถท าให้เยียหลี่ว์เหยี่ยลดความระมัดระวังลง คิดไป เองว่าสามารถโจมตีค่ายทหารใหญ่ตระกูลม่อในยาม วิกาลได้อย่างไร”
เหลยเถิงเฟิงพยักหน้า ที่เสด็จพ่อวิเคราะห์มาก็ไม่ ผิด แต่ม่อซิวเหยาสามารถทนมองรุ่ยชางกับเวยเฉิงถูก ข้าศึกยึดได้ ทั้งยังต้องยืดเวลาออกไปท าลายล้างกองทัพ ใหญ่เป่ยหรงจนสิ้นที่หุบเขาลมหวน ความกล้าหาญของ เขาพอที่จะได้รับการยอมรับจากผู้อื่น จวบจนกระทั่งการ ต่อสู้นี้ถูกป่าวประกาศสู่ใต้หล้า ชื่อเสียงบารมีและความ น่าเชื่อถือของกองทัพตระกูลม่อกับต าหนักติ้งอ๋องย่อม โด่งดังสูงส่งขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนขวัญก าลังใจของทหาร ตระกูลม่อก็จะมากกว่ายามนี้ขึ้นอีกมาก ยามเผชิญหน้า กับทัพของซีหลิงและต้าฉู่ที่ร่วมมือกันก็จะไร้ซึ่งความ กังวลและหวาดกลัวอีก
书呆子
เหลยเจิ้นถิงถอนหายใจ เอ่ยว่า “เถิงเฟิง เจ้ารีบ ออกไปพบม่อจิ่งหลี ก่อนที่สองทัพของเราจะพบกันไม่ อาจให้ไอ้โง่เง่านั่นพ่ายแพ้ให้แก่เยี่ยหลีได้” ความหมาย ในค าพูดนั้น นึกไม่ถึงว่าเหลยเจิ้งถิงจะมั่นใจว่าแล้วว่าเยี่ย หลีต้องรุดหน้าไปขวางกองทัพต้าฉู่
เหลยเถิงเฟิงขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ม่อจิ่งหลีเป็นคนหัว รั้นและไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เกรงว่าจะไม่ ฟังค าลูก”
เหลยเจิ้นถิงครุ่นคิด พยักหน้าเอ่ยว่า “ข้าจะเขียน จดหมายฉบับหนึ่งให้เจ้า เจ้าเอาไปมอบให้เขา ส่วน… หากเขาฟังเจ้าก็แล้วไป แต่หากถือทิฐิไม่ยอมฟัง…ก็สุด แล้วแต่เขาเถิด แล้วเจ้าก็แอบพากองก าลังไปซุกซ่อนไว้ ด้วย หากม่อจิ่งหลีพ่ายศึก…”
เหลยเจิ้นถิงกระจ่างแจ้ง พยักหน้าเอ่ยว่า “ลูก ทราบแล้ว”
书呆子
เหลยเจิ้นถิงพยักหน้าอย่างพอใจ เอ่ยว่า “จ าเอาไว้ ว่าหากต้องประมือกับเยี่ยหลี อย่าได้บุ่มบ่ามสะเพร่า เด็ดขาด แม้เยี่ยหลีจะเป็นสตรี แต่มีแผนการมากมาย นางถนัดเรื่องล่อลวงศัตรูที่สุด”