ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 387-2 พ่อลูกเปิดอก องค์หญิงหรงหวำ
“พ่ะย่ะค่ะ ลูกจะจดจ าการชี้แนะของเสด็จพ่อไว้”
ณ ด่านเฟยหง
เนื่องจากเสียการป้องกันเวยเฉิง กองทัพตระกูลม่อ จึงถอยร่นไปถึงแนวด่านเฟยหงและภูเขาหลิงจิ่ว แม่ทัพ อาวุโสหยวนเผยที่ปักหลักปกป้องด่านเฟยหงเห็นติ้งอ๋อง กับพระชายาควบม้ามาก็ดีใจอย่างมาก แม้ว่าเขาจะไม่ กลัวตายในสนามรบ แต่ก็รู้ดีว่าตัวเองอายุมากแล้ว ก าลัง วังชาไม่มากมายเหมือนแต่ก่อน คิดจะคว้าชัยจากเจิ้น หนานอ๋องแห่งซีหลิงนั้นยิ่งเป็นเรื่องยาก ยามนี้ติ้งอ๋องกับ พระชายากลับมาก าจัดภัยสงครามอันวุ่นวายของชาวซีห ลิงกว่าสิบล้านคนในด่านเฟยหงได้ทันเวลาพอดี เขาเอง ย่อมปรีดาเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว
หนานโหวกับมู่หรงเซิ่นต้อนรับขบวนของเยี่ยหลี เข้าด่านเฟยหงมานั่งจนเรียบร้อยแล้วจึงคุกเข่าลงขอรับ
书呆子
โทษกันทันที “ขอท่านอ๋องโปรดลงโทษที่ข้าน้อยท าให้ เสียเมืองไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ม่อซิวเหยาอมยิ้มประคองทั้งสองขึ้นพลางเอ่ยว่า “เหตุใดทั้งสองท่านต้องท าเช่นนี้ด้วย ศึกนี้มิใช่ความคิด ของท่านแม่ทัพทั้งสอง หากมิใช่เพราะข้ายืดเยื้อเวลา ออกไป จะเสียเวยเฉิงไปได้หรือ กล่าวเช่นนี้แล้วก็คงต้อง ลงโทษข้าก่อนถึงจะถูกกระมัง”
หนานโหวรีบเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอ๋องยืดเวลาออกไป ย่อมมีเหตุผลของท่านอ๋อง แต่เสียรุ่ยชางกับเวยเฉิงไป กลับเป็นความผิดของข้าที่ไร้สามารถพ่ะย่ะค่ะ”
ม่อซิวเหยาส่ายหน้าเอ่ยว่า “หนานโหวกับแม่ทัพมู่ หรงอย่าได้ท าเช่นนี้ เรื่องนี้เดิมทีก็ไม่โทษท่านทั้งสองอยู่ แล้ว หากไม่ได้ท่านทั้งสองต้านเหลยเจิ้นถิงไว้อย่าง สุดก าลังแล้วล่ะก็ เกรงว่าข้าก็คงไม่มีเวลาไปท าลายล้าง กองทัพใหญ่เป่ยหรงให้ส าเร็จเช่นนี้ได้ หากท่านทั้งสองยัง
书呆子
ยืนกรานจะขอรับโทษ คนอื่นจะไม่มาว่าข้าปูนบ าเหน็จ และลงโทษได้อย่างอยุติธรรมหรอกหรือ”
ทั้งคู่เห็นม่อซิวเหยาไม่ถือโทษจริงๆ จึงรีบเอ่ย ขอบคุณ ม่อซิวเหยายิ้มเอ่ยว่า “หลายวันมานี้ล าบากท่าน ทั้งสองแล้ว นั่งลงเถิด”
แม่ทัพหยวนเผยที่นั่งอยู่อีกด้านกลับอดรนทนไม่ ไหว เขารีบเอ่ยถามว่า “ท่านอ๋อง ท่านอ๋องท าลายล้าง กองทัพใหญ่เป่ยหรงจนพินาศแล้วจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ม่อซิวเหยาพยักหน้ายิ้มเอ่ยว่า “ใช่”
เฟิ่งจือเหยาที่นั่งข้างล่างรีบบอกเล่าเรื่องราวที่สู้รบ กับเป่ยหรงด้วยความยิ้มแย้มทันที หลังจากแม่ทัพอาวุโส หยวนเผยได้ยินว่ากองทัพใหญ่เป่ยหรงถูกท าลายราบ คาบไม่มีใครได้กลับไปเป่ยหรง รวมถึงเฮ่อเหลียนเจินถูก ประหารเขาก็ยิ่งร้องไห้พลั่งพรูออกมา เอ่ยปากว่าดียิ่งๆ ไม่หยุด หนานโหวพยักหน้ายิ้มเอ่ยว่า “พอข่าวนี้แพร่
书呆子
ออกไป ขวัญก าลังใจของกองทัพตระกูลม่อเราต้อง เพิ่มพูนมากขึ้นเป็นแน่ ท่านอ๋องกับพระชายากลับมาแล้ว จะต้องกลัวกองทัพใหญ่ซีเป่ยไปไยอีก”
ม่อซิวเหยาพยักหน้าด้วยความพอใจ เอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ดียิ่งแล้ว ทว่า ยามนี้ม่อจิ่งหลีน าทหารต้าฉู่ แปดแสนนายมาถึงแดนเหนือแล้ว ไม่รู้ว่าแม่ทัพท่านใด จะไปรับศัตรูได้บ้าง”
ภายในห้องเงียบงันลง มู่หรงเซิ่นกับหนานโหวสี หน้ามีความลังเลฉายชัด แม้พวกเขาจะสวามิภักดิ์ต่อ กองทัพตระกูลม่อแล้ว แต่อย่างไรเสียตนก็เคยเป็นขุน นางของต้าฉู่มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าทหารของกองทัพ ตระกูลม่อหรือทหารของต้าฉู่ล้วนเคยเป็นประชาชน ชาวต้าฉู่มาด้วยกันทั้งสิ้น มาเข่นฆ่ากันเองเช่นนี้ ย่อมไม่ เต็มที่เหมือนครั้งท าสงครามกับศัตรูแน่นอน
书呆子
ม่อซิวเหยากวาดตามองสีหน้าของทั้งสองคนแวบ หนึ่ง พลันกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ เขาจึงไม่ไปบังคับฝืนใจ หากทั้งสองไร้ซึ่งความลังเลต่อกองทัพต้าฉู่โดยสิ้นเชิงนั่น แหละจึงจะน่าเป็นห่วง เขาหันไปมองเยี่ยหลีแล้วเอ่ยถาม ว่า “อาหลีคิดว่าควรจัดการอย่างไรดี”
เยี่ยหลีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ให้หลี่ว์จิ้น เสียนเป็นคนน าทัพสี่แสนนายไปดีหรือไม่” หลี่ว์จิ้นเสียน กับจางฉี่หลันมีสมญานามว่าปราการคู่แห่งกองทัพ ตระกูลม่อ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถหรืออ านาจชื่อเสียง ล้วนเพียงพอในการบัญชาทัพ หากให้พวกเขาเป็นแค่นาย พลอยู่แนวหน้า กลับจะเป็นการใช้คนที่มีความสามารถ ไม่เหมาะสมกับงานไป แม้ยามนี้หลี่ว์จิ้นเสียนจะมิได้อยู่ ที่นี่ แต่เขากลับไม่อาจมีความเห็นต่างใดๆ ต่อค าสั่ง ของม่อซิวเหยาได้
书呆子
หยวนเผยเอ่ยด้วยความกังวลว่า “สี่แสนนายจะ น้อยไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยหลีส่ายหน้ายิ้มเอ่ยว่า “แม้แม่ทัพหลี่ว์มีทหารสี่ แสนนาย แต่ฉู่จิงกลับยังมีกองทัพใหญ่เกือบสองแสนนาย ของแม่ทัพเหลิ่งไหวอีก แม้ว่ายังไม่พอที่จะเทียบกับ กองทัพใหญ่ต้าฉู่ได้ แต่แค่ดูจากก าลังทหารแล้วกองทัพ ตระกูลม่อกลับแข็งแกร่งกว่าต้าฉู่ แม่ทัพหลี่ว์ใช้ทหาร อย่างช่ าชอง ย่อมไม่แพ้กองทัพต้าฉู่แน่นอน”
ม่อซิวเหยาได้ยินเยี่ยหลีกล่าวเช่นนั้นก็ไตร่ตรองอยู่ พักหนึ่งจึงพยักหน้าเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ท าตามที่เยี่ยบอก เถิด”
พอประชุมเสร็จสิ้น ม่อซิวเหยากับเยี่ยหลีพาม่อตัว น้อยที่ง่วงเหงาหาวนอนกลับไปยังด่านเฟยหงที่ ตระเตรียมห้องพักไว้เรียบร้อยแล้ว พอเห็นม่อตัวน้อย
书呆子
หลับสนิทไป ม่อซิวเหยาจึงได้ดึงเยี่ยหลีมานั่งข้างๆ อมยิ้ม เอ่ยถามว่า “อาหลีมีอันใดอยากจะพูดรึ”
เยี่ยหลีลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้าเอ่ยว่า “ข้ากะว่า จะไปต้าฉู่เป็นแนวหน้ากับแม่ทัพหลี่ว์ด้วย”
เดิมคิดว่าม่อซิวเหยาคงปฏิเสธ แต่ไม่นึกเลยว่าเขา จะท าเพียงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วพยักหน้าเอ่ยว่า “เช่นนี้ ก็ดีเหมือนกัน เพียงแต่ อาหลีต้องรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี นะ” ม่อซิวเหยามองสีหน้าตกใจของนางก็ยิ้มบาง ก้ม หน้าสัมผัสเบาๆ ลงบนคิ้วนาง ยิ้มบางเอ่ยว่า “อาหลีคิด ว่าข้าจะคัดค้านหรือ”
เยี่ยหลีเลิกคิ้ว ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่จะออกไปไหน ล้วนต้องต่อรองกันเป็นครึ่งค่อนวัน นี่ยังไม่ชัดเจนอีกรึ
ม่อซิวเหยาดึงนางมาไว้ในอ้อมกอดอย่างอารมณ์ดี ยิ้มเอ่ยว่า “เพราะข้ามีลางสังหรณ์ แต่นี้ต่อไปอาหลีไม่ อาจห่างกายข้าไปได้แม้แต่ก้าวเดียวแล้ว ดังนั้น…ครานี้
书呆子
อาหลีอยากจะไปก็ไปเถิด” ม่อซิวเหยาเข้าใจดีว่าหลังจาก ครั้งนี้ไป สภาพการณ์ของแผ่นดินนี้อย่างน้อยที่สุดใน อนาคตยี่สิบปีข้างหน้าจะไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอน ส่วน หลังจากยี่สิบปีนั้น…นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของเขาแล้ว
เยี่ยหลีพยักหน้า ยิ้มบางเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ ขอบคุณท่านอ๋องแล้ว”
ม่อซิวเหยาลูบผมยาวสีด าขลับของนางแผ่วเบา ยิ้ม เอ่ยว่า “หลังจากครั้งนี้ไป เราจะไม่ต้องท าสงครามอีก อา หลีก็ไม่มีเหตุผลให้ห่างจากข้าไปนั่นมานี่ตัวคนเดียวอีก เช่นกัน แต่ไม่ต้องเป็นห่วง อาหลีอยากจะไปที่ใด ข้าจะ ไปกับอาหลีด้วย” เยี่ยหลีพิงอกเขาเบาๆ รู้สึกแค่ว่าในใจ อบอุ่นอ่อนโยนดั่งสายน้ า พลันนึกขึ้นได้ว่าว่าผ่านมาจะ สิบสองปีเข้าไปแล้ว จากแรกเริ่มที่คิดเพียงว่าจะใช้ชีวิต ด้วยกัน จนกระทั่งยามนี้ช่วยเหลือจากความยากล าบาก ด้วยกัน สองดวงใจรักใคร่กัน นึกไม่ถึงว่าทั้งคู่จะเดินร่วม
书呆子
ทางกันมาสิบกว่าปีแล้ว พวกเขามีลูกด้วยกันสามคนแล้ว ท าให้การครองคู่กันไปชั่วนิรันดร์อย่างแท้จริงได้เป็นจริง ขึ้น เรื่องนี้ในตอนแรกเริ่มเยี่ยหลีกลับไม่เคยคิดฝันไว้มา ก่อน
“ซิวเหยา รอให้ซินเอ๋อร์กับหลินเอ๋อร์โตเสียก่อน เราค่อยออกไปท่องเที่ยวกันดีหรือไม่” เยี่ยหลีที่พิงอยู่ใน อ้อมอกม่อซิวเหยาเอ่ยขึ้นเสียงเบา
ม่อซิวเหยาพยักหน้ายิ้มเอ่ยว่า “เรื่องที่อาหลีชอบ ข้าย่อมท ากับเจ้าด้วย” แต่ในใจกลับไม่เห็นด้วยที่จะรอ ให้ซินเอ๋อร์และหลินเอ๋อร์โตก่อน รอม่อตัวน้อยโตแล้วก็ พอ พี่ชายมีไว้ดูแลน้องๆ มิใช่หรือไร มิฉะนั้นเขาจะมีไว้ ท าไมกัน
ดังนั้น ม่อตัวน้อยผู้น่าสงสารในสายตาของผู้เป็น พ่อไม่เพียงแต่เป็นตัวเลือกในการคอยตามล้างตามเช็ด
书呆子
เท่านั้น แต่ยังเป็นพี่เลี้ยงของน้องชายน้องสาวทั้งสองอีก ด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้น เยี่ยหลีก็ออกจากด่านเฟยหงไปยัง ค่ายหลี่ว์จิ้นเสียนอย่างเงียบๆ หลังจากแม่ทัพในด่านเฟ ยหงพบว่าพระชายาไม่อยู่ก็ไม่สนใจ พวกเขาชินชากับ การที่พระชายาหายตัวไปท าธุระส าคัญเป็นครั้งคราวเสีย แล้ว มีเพียงม่อตัวน้อยที่อารมณ์บูดบึ้ง เพราะหลังจาก ท่านแม่ไปแล้ว ท่านพ่อก็เริ่มบีบคั้นตนอย่างหนักหน่วง ขึ้น
ณ เป่ยหรง
เหนือทุ่งหญ้าอันเย็นยะเยือกที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ น้ าแข็ง ราชวงศ์ของเป่ยหรงตั้งอยู่ส่วนลึกของทุ่งแห่งนี้ แตกต่างจากอาคารสว่างเรืองรองสะดุดของฉู่จิงและเขต พระราชฐานซีหลิง เขตพระราชฐานเป่ยหรงเรียบง่าย และหยาบกว่าอย่างชัดเจน ราวกับคูเมืองแห่งหนึ่งที่ก่อ
书呆子
ด้วยก้อนหิน แม้ว่าที่แห่งนี้จะเป็นสถานที่ทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของเป่ยหรง แต่ผู้ที่ พ านักอยู่ในเมืองอย่างแท้จริงนั้นกลับมีเพียงราชวงศ์ของ เป่ยหรงอ๋องเท่านั้น ประชาชนธรรมดาและชนชั้นสูงของ เป่ยหรงยังคงอาศัยอยู่ในกระโจมของแต่ละคน ดังนั้น เนื้อที่ทั้งหมดของราชวงศ์เป่ยหรงจึงแทบจะยังไม่เท่า พระราชวังของต้าฉู่ด้วยซ้ า