ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 388-2 ม่อจิ่งหลีฮ่องเต้แห่งฉู
มู่เลี่ยหันหน้ามามองเหยาจีที่มีรอยยิ้มบางเบาไม่รู้ ว่านางก าลังคิดอะไรอยู่ เขาเลิกคิ้วเอ่ยว่า “ท่านแม่ ยิ้ม อะไรหรือ”
เหยาจีเลิกคิ้วงามขึ้น ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าดูจะคุ้นปาก ขึ้นทุกวันนะ”
มู่เลี่ยเงยหน้าขึ้น เอ่ยอย่างเย่อหยิ่งว่า “ข้าไม่เคย ไม่ชินสักครั้ง ท่านเป็นแม่ข้ามิใช่รึ” เหยาจีอมยิ้มกอดเขา ไว้ ยกมือลูบท้ายทอยเขาอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยว่า “แล้วมิใช่หรือไร ข้าเป็นแม่เจ้าอย่างไรเล่า!” บางทีอาจ เพราะเริ่มเรียนวรยุทธไวเกินไปจึงท าให้เอ็นได้รับ บาดเจ็บ แม้อายุที่แท้จริงของมู่เลี่ยจะสิบสองปีเข้าไปแล้ว แต่ดูแล้วกลับยังเหมือนเด็กเจ็ดแปดปีเท่านั้น ทั้งคู่รู้จักกัน มาหลายปีจึงมีความผูกพันกัน มู่เลี่ยจึงนับเหยาจีเป็นแม่ บุญธรรมจากใจจริง
书呆子
ส่วนเหยาจีก็รักใคร่และเอ็นดูมู่เลี่ยอย่างจริงใจ ยิ่ง ไปกว่านั้นเด็กคนนี้ในตอนอายุยังน้อยก็ท าการใหญ่ให้ ต าหนักติ้งอ๋องได้ส าเร็จ ภายหน้าต้องอนาคตยาวไกลเป็น แน่ ภายใต้สถานการณ์ที่ทราบถึงสถานะของนางดีเขายัง ยืนกรานจะนับถือนางเป็นแม่บุญธรรม เหยาจีย่อมยิ่งชื่น ชอบเขา และยิ่งรักใคร่เอ็นดูเขามากกว่าเดิม
มู่เลี่ยยิ้มตาหยีให้เหยาจี เหยาจีรู้สึกสันหลังเย็น วาบอย่างอดไม่อยู่ ได้ยินเพียงเสียงเนิบช้าของมู่เลี่ยเอ่ย ว่า “ลืมบอกท่านแม่ไปเลย ไม่กี่วันก่อนข้าก็เพิ่งนับถือผู้ บัญชาการฉินเป็นพ่อบุญธรรมเช่นกัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าเหยาจีพลันแข็งค้าง มองสีหน้า ท่าทางปรีดาของมู่เลี่ยอย่างหมดค าจะพูดไปครู่ใหญ่
ราวกับมู่เลี่ยไม่ได้เห็นสีหน้าของเหยาจีอย่างไร อย่างนั้น เขาพิงเก้าอี้เอ่ยด้วยรอยยิ้มตาหยีว่า “อีกไม่ นานเราก็จะได้กลับบ้านกันแล้ว หรือท่านไม่คิดว่า
书呆子
หลังจากกลับไปแล้วจะเอาอย่างไรต่อกับพ่อบุญธรรมข้า ดี” เดิมทีก็ไม่มีอะไรหรอก แค่ว่ามู่เลี่ยมีพ่อแม่บุญธรรม แต่พอพูดรวมกันแล้วกลับท าให้นางอดหน้าแดงไม่ได้ นางกรอกตาใส่มู่เลี่ยไปอย่างจนปัญญา เอ่ยว่า “เป็นเด็ก เป็นเล็ก จะมาสนใจเรื่องไร้สาระพวกนี้ไปไย”
มู่เลี่ยยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “เรื่องไร้สาระหรือ ข้ามีแค่ พ่อบุญธรรมคนหนึ่ง แม่บุญธรรมอีกคนหนึ่งแล้ว ไม่ อยากไปนับถือพ่อบุญธรรมหรือแม่บุญธรรมเพิ่มหรอกนะ แม่บุญธรรม ท่านว่าใช่หรือไม่”
เหยาจียกมือขึ้นฟาดหนังสือในมือลงบนหน้ามู่เลี่ย เบาๆ “เจ้าอย่าพูดเพ้อเจ้อ ระวังหน่อย อย่าได้ดีใจจนลืม ตัว หากใกล้จะส าเร็จแล้วควบคุมไม่ดีจนเกิดปัญหา เจ้า จะได้โดนคนหัวเราะเยาะเอา” มู่เลี่ยถูจมูกไปมา และ เข้าใจดีว่าเหยาจีพูดถูก ยิ่งใกล้จะสิ้นสุดเท่าใดก็ยิ่งต้อง ระมัดระวังให้มาก
书呆子
“แม่ทัพมู่” เสียงองครักษ์ดังขึ้นจากด้านนอก กระโจม มู่เลี่ยกับเหยาจีสบตากันแวบหนึ่งแล้วลุกขึ้นกัน ทั้งคู่ มู่หยางเดินเข้ามาจากด้านนอก เห็นหนังสือในมือมู่ เลี่ย รอยยิ้มก็ปรากฎบนสีหน้าอย่างอดไม่ได้ เขายื่นมือไป ตบบ่ามู่เลี่ยแล้วยิ้มเอ่ยว่า “เลี่ยเอ๋อร์ช่างขยันขันแข็งนัก แต่ก็อย่าหักโหมจนเกินไปล่ะ” มู่เลี่ยพยักหน้าเงียบๆ แอบกรอกตาอยู่ในใจ หากมองด้วยใจคุณธรรมแล้วท่าน พ่อไม่เอาไหนคนนี้ปฏิบัติต่อเขาอย่างจริงจังและไม่เลว ทีเดียว เสียดายก็แต่…ใครให้ตระกูลมู่ล่วงเกินท่านติ้งอ๋อง กันเล่า หากสุดท้ายให้มู่หยางกับมู่หยางโหวผู่เฒ่าได้รู้ว่า หลานชายอย่างเขาที่ตนรักใคร่เอ็นดูมานานหลายปีเป็น เพียงแค่ตัวปลอม อีกทั้งยังเป็นสายลับเสียอีก ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะเดือดดาลกันขนาดไหน มู่เลี่ยคิด ได้ดังนั้นก็มองมู่หยางอย่างเห็นอกเห็นใจอยู่เล็กน้อย
书呆子
มู่หยางย่อมไม่อาจเข้าใจความนัยจากดวงตาคู่นี้ได้ เขาคิดว่าลูกชายเพียงแค่กังวลเรื่องเรียน จึงยิ้มเอ่ยว่า “เด็กโง่ สิ่งที่เจ้าร่ าเรียนมามันมากมายเสียยิ่งกว่าเด็ก แปดเก้าขวบธรรมดาแล้ว อย่ากดดันตัวเองเกินไปนัก”
ใบหน้าดวงน้อยของมู่เลี่ยอึมครึมขึ้นมาทันที สิ่งที่ เขาร่ าเรียนมาย่อมมากกว่าเด็กแปดเก้าขวบอยู่แล้ว เพราะเขามิใช่เด็กแปดเก้าขวบ แม้จะท าภารกิจได้ สะดวกมาก แต่หลายปีมานี้รูปร่างเขาไม่สูงขึ้นเลย นี่เป็น ความเจ็บปวดภายในใจมู่เลี่ยที่ไม่อาจแตะต้องได้
อากาศหนาวเย็นขึ้นแล้ว ขอให้มู่หยางกับจวนมู่ หยางโหวผู้เฒ่าตกตายไปเร็วๆ เถิด
มู่หยางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างตั่งนุ่ม เหยาจีรินชาร้อน บนโต๊ะให้เขา อมยิ้มถามว่า “เวลานี้เหตุใดยังว่างมาหาได้ อีกเจ้าคะ” กองทัพใหญ่เพิ่งจะมาถึงไม่ไกลจากแนวหน้า กองทัพตระกูลม่อเท่าใดนัก หลายวันมานี้มู่หยางกับมู่
书呆子
หยางโหวผู้เฒ่าต่างยุ่งกับกิจการทหารด้วยกันกับม่อจิ่ง หลี แม้เหยาจีและมู่เลี่ยจะติดตามมู่หยางมาในกองทัพ ด้วย แต่ก็ไม่ได้พบเขามาหลายวันแล้วเช่นกัน
มู่หยางเอ่ยว่า “กองทัพตระกูลม่อที่น าทัพโดยติ้ง อ๋อง ได้ท าลายล้างกองทัพใหญ่เป่ยหรงไปจนราบคาบ ยามนี้ติ้งอ๋องกลับมาถึงด่านเฟยหงคุมเชิงกับเหลยเจิ้นถิ งอยู่ กองทัพใหญ่ของหลี่ว์จิ้นเสียนก าลังเคลื่อนทัพไป ข้างหน้า ระยะนี้ข้าเกรงว่าจะไม่มีเวลามาดูแลพวกเจ้า ตอนนี้พอมีเวลาจึงกลับมาหาเสียหน่อย” เหยาจียิ้มหวาน เอ่ยว่า “ข้าจะดูแลเลี่ยเอ๋อร์เป็นอย่างดี ท่านไม่ต้องเป็น ห่วงเราหรอกเจ้าค่ะ”
มู่หยางพยักหน้า จับมือเหยาจีไว้แล้วยิ้มเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ดี ตามข้ามารบด้วยเช่นนี้ ล าบากเจ้าแล้ว” เหยาจีหลุบตาลง ยิ้มบางเอ่ยว่า “ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าควรท า จะล าบากล าบนอันใดกันเจ้าคะ”
书呆子
มู่หยางมองดวงหน้างดงามอ่อนโยนของเหยาจี มี ความชื่นใจและอ่อนโยนอยู่ในแววตา เขากุมมือเหยาจี แล้วพยักหน้าเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ดี ข้าต้องกลับก่อนแล้ว พวกเจ้าดูแลตัวเองให้ดีด้วย”
เหยาจีกับมู่เลี่ยลุกขึ้นส่งมู่หยางกลับ แล้วหัน กลับมานั่งลงดังเดิม มู่เลี่ยขมวดคิ้วเอ่ยว่า “มู่หยางไม่มี เวลากลับมา หน าซ้ าเรายังไม่อาจไปไหนมาไหนข้างนอก ตามอ าเภอใจได้ ถึงเวลานั้นจะรู้ข่าวและการจัดวางกอง ก าลังของกองทัพม่อจิ่งหลีได้อย่างไร”
เหยาจียิ้มบางเอ่ยว่า “ไม่ต้องร้อนใจไป ปัญหาทุก อย่างย่อมมีทางออก ถึงเวลานั้นค่อยคิดหาวิธีติดต่อแม่ ทัพหลี่ว์ก็พอแล้ว” มู่เลี่ยพยักหน้า พระชายาไม่ได้สั่งให้ พวกนางต้องไปเอาภาพการจัดวางกองก าลังของต้าฉู่ คง จะมีเรื่องดีๆ ที่ส าคัญกว่านี้ต้องสั่งกับพวกนางกระมัง
书呆子
พวกนางแค่ต้องรอข่าวอย่างเงียบๆ และให้การช่วยเหลือ กองทัพตระกูลม่อในยามจ าเป็นก็พอแล้ว
ณ กระโจมใหญ่ของค่ายทหารใหญ่ต้าฉู่ เนื่องจาก ฮ่องเต้น าทัพด้วยพระองค์เอง มาตรฐานในกระโจมใหญ่ จึงย่อมแตกต่างจากแม่ทัพทหารทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมีความกว้างขวางและหรูหรายิ่งกว่าเดิมอย่าง ชัดเจน แม้ว่าอากาศแดนเหนือจะยังคงหนาวเหน็บอย่าง ร้ายแรงอยู่ แต่ยังมีการปูพรมผืนหนาที่มาจากแดน ตะวันตก ถ่านชั้นดีเผาไหม้อยู่เงียบๆ ภายในกระโจมใหญ่ ทั้งอบอุ่นและสบาย
ทว่าสีหน้าของม่อจิ่งหลีกลับมิได้อ่อนโยนเพราะ ความอบอุ่นและสบายของกระโจมเลยสักนิด กลับกันสี หน้าเขาดูจะอึมครึมมากกว่าเดิม เหล่าแม่ทัพใต้บังคับ บัญชาต่างก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้ามองขึ้นไป ยังฮ่องเต้ผู้สูงส่ง เรื่องปกครองใต้หล้านี้กลับมิได้ท าให้
书呆子
อารมณ์ม่อจิ่งหลีกลับมาดีได้เลย ตั้งแต่หลังจากคืนนั้นที่ ต าหนักหลีอ๋องเมื่อปีก่อน บรรยากาศเย็นยะเยือกรอบๆ ตัวม่อจิ่งหลีก็เพียงพอที่จะท าให้ทุกคนถอยไปไกลถึง สามสิบลี้แล้ว คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวไม่กล้าเอ่ยปากถาม คน จ านวนน้อยที่รู้ก็ไม่กล้าท าอะไร ทุกคนรู้เพียงว่าฮ่องเต้ น้อยพลันประชวรหนักจนสิ้นพระชนม์ไป จากนั้นก็ให้หลี อ๋องขึ้นครองราชย์ ทั้งหมดนี้รวดเร็วเสียจนคนมากมาย ล้วนไม่ทันตั้งตัว หลีอ๋องก็ขึ้นครองราชย์ด้วยความเผด็จ การเสียแล้ว ทว่าม่อจิ่งหลีที่ขึ้นครองราชย์มาแล้วกลับยิ่ง อารมณ์เย็นชากว่าแต่ก่อนอย่างแปลกประหลาด ทั้งยัง เจ้าอารมณ์อย่างมาก ประมุขที่เพิ่งขึ้นครองบัลลังก์เป็น ฮ่องเต้ แต่ไม่สนใจปลอบขวัญเหล่าขุนนาง ราชนิกุลและ ชาวประชา กลับมัวแต่ยุ่งอยู่กับการน าทัพออกรบ ม่อจิ่ง หลีถือว่าเป็นประมุขคนแรกที่ท าเช่นนี้
书呆子
“เป่ยหรงพ่ายศึกแล้ว ความสนใจของม่อซิวเหยา ต้องมาตกอยู่ทางใต้แน่ ยามนี้ ม่อซิวเหยาส่งหลี่ว์จิ้น เสียนน าทัพสี่แสนนายต้านกองทัพใหญ่ต้าฉู่ของเรา ทุก ท่านมีความเห็นเช่นไร” ม่อจิ่งหลีเอ่ยถามเสียงขรึม
แม่ทัพทุกคนมองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าพูดสักคน เป่ยหรงไม่เพียงแต่แพ้ย่อยยับ ทั้งกองทัพยังตายกัน เกลี้ยง นี่ท าให้ในใจของแม่ทัพทุกคนหนาวยะเยือกขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้น การที่ต้าฉู่จับมือเป็นพันธมิตรกับซีหลิง ใช้ จังหวะที่กองทัพตระกูลม่อกับเป่ยหรงสู้รบกันแล้วลอบ ตลบหลังเดิมทีก็น่าละอายแก่ใจอยู่แล้ว ซีหลิงกับกองทัพ ตระกูลม่อเป็นศัตรูต่อกันขนานแท้ ย่อมเล่นงานกันทุก วิถีทาง แต่ต้าฉู่กับกองทัพตระกูลม่อแม้นจะหักกระดูให้ ขาดจากกันไปแล้วแต่ยังคงเหลือเส้นเอ็นที่เชื่อม ประสานกันไว้อยู่ การที่หลีอ๋องท าเช่นนี้จึงท าให้ชาว ประชาและเหล่าขุนนางรู้สึผิดหวังอย่างเลี่ยงไม่ได้