ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 399-1 ‘ควำมจริง’ ของกำรบำดเจ็บสำหัสของ ติ้งอ๋อง - ตอนที่ 400-3 กำรสืบข่ำวครำวของแต่ละฝ่ำย
- Home
- ชายาเคียงหทัย
- ตอนที่ 399-1 ‘ควำมจริง’ ของกำรบำดเจ็บสำหัสของ ติ้งอ๋อง - ตอนที่ 400-3 กำรสืบข่ำวครำวของแต่ละฝ่ำย
ตอนที่ 399-1 ‘ควำมจริง’ ของกำรบำดเจ็บสำหัสของ ติ้งอ๋อง
กว่าเยี่ยหลีและคนอื่นๆ จะเร่งเดินทางมาถึงด่านเฟ ยหงก็เป็นเวลากลางคืนของวันที่สองแล้ว เฟิ่งจือเหยารอ อยู่นอกด่านเฟยหงตั้งแต่เช้า เขาเห็นคณะของเยี่ยหลีมา จึงพลันโล่งใจ “พระชายา ท่านกลับมาเสียที” เมื่อเยี่ย หลีเห็นสีหน้าของเฟิ่งจือเหยา จึงรู้สึกหน่วงในใจ ถามขึ้น ว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น” เฟิ่งจือเหยาถอนหายใจพูดว่า “ท่านอ๋องถูดคนของภูเขาชางหมางลอบวางแผนล้าง แค้น”
“เขาถูกคนลอบวางแผนเล่นงานง่ายดายเช่นนี้ได้ อย่างไร” เยี่ยหลีเลิกคิ้วถาม มิต้องพูดถึงวิชาการต่อสู้อัน เก่งกาจของม่อซิวเหยา ทั้งๆ ที่ได้บัญชีรายชื่อของคน ภูเขาชางหมางที่แฝงตัวอยู่ในต าหนักติ้งอ๋องมาตั้งนาน แล้ว เหตุใดจึงยังถูกลอบวางแผนเล่นงานอีกเล่า
书呆子
เฟิ่งจือเหยายิ้มเฝื่อนพูดว่า “เพราะพวกเราสะเพร่า เกินไป พวกเขาลงมือกะทันหัน… จนซื่อจื่อน้อยเกือบถูก ท าร้าย ท่านอ๋องท าไปเพื่อ…”
เฟิ่งจือเหยาเห็นสีหย้าเยี่ยหลีถอดสี จึงรีบพูดขึ้นว่า “พระชายาโปรดวางใจ ซื่อจื่อน้อยมิได้รับบาดเจ็บพ่ะย่ะ ค่ะ” เยี่ยหลีเห็นความเหนื่อยล้าบนใบหน้าอันสง่างาม ของเฟิ่งจือเหยา จึงพยักหน้าพูดว่า “ล าบากเจ้าแล้ว ซิว เหยาเป็นอย่างไรบ้าง”
เฟิ่งจือเหยาขมวดคิ้วพูดว่า “ท่านอ๋อง… พระชายา เรากลับไปค่อยคุยกันเถิด”
เมื่อกลับเข้าไปในด่านเฟยหง เนื่องจากทหารส่วน ใหญ่ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องกับติ้งอ๋อง จึงไม่รู้ว่าพระชายา กลับมากะทันหันเช่นกัน คนที่มารับเยี่ยหลีจึงมีเพียง หยวนเผย หนานโหว และมู่หรงเซิ่น ม่อซิวเหยาอาศัยอยู่ ในจวนแม่ทัพในด่านเฟยหงเป็นการชั่วคราว เมื่อคนทั้ง
书呆子
ขบวนกลับไปถึงต าหนักจึงมุ่งไปเรือนของม่อซิวเหยา ทันที เมื่อเข้าไปในห้อง ภาพเบื้องหน้าก็ท าให้เยี่ยหลี ชะงักงัน นางเหลียวหลังกลับไปถามเฟิ่งจือเหยาว่า “เกิด อะไรขึ้น”
บนเตียงมีคนนอนอยู่ บนล าตัวมีผ้าห่มชิ้นหนา ปกปิดเกือบครึ่งศีรษะ มีเพียงผมยาวสยายที่ปรากฏอยู่ ข้างนอก แม้เยี่ยหลีไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ แต่เห็นเพียงแวบ เดียวก็รู้แล้วว่าคนที่อยู่บนเตียงไม่ใช่ม่อซิวเหยา
เฟิ่งจือเหยายิ้มเฝื่อน เมื่อคนบนเตียงได้ยินเสียงเยี่ย หลีก็ลุกพรวดลงจากเตียงทันที ใบหน้าสง่างามพูด ขึ้นกับเยี่ยหลีว่า “ท่านกลับมาเสียที แกล้งนอนตายอยู่ ที่นี่ทุกวัน เหนื่อยจะตายชัก”
“หานหมิงซี?” เยี่ยหลีเลิกคิ้ว กวาดตามอง เฟิ่งจือเหยาและคนอื่นๆ ด้วยสายตาเรียบเฉย เฟิ่งจือเห ยาพูดเสียงเคร่งเครียด “ท่านอ๋องหายตัวไปพ่ะย่ะค่ะ”
书呆子
“หายตัวไป?” เยี่ยหลีขมวดคิ้วจ้องเฟิ่งจือเหยา เขม็ง แม้จะไม่แสดงอาการโมโห แต่เฟิ่งจือเหยากลับรู้สึก ขนหัวลุก อานุภาพของพระชายาเมื่อโกรธกริ้วนั้นไม่น้อย ไปกว่าท่านอ๋องเลย เขาได้แต่ผงกศีรษะ และรีบเล่าเรื่อง ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง
ที่แท้ ในวันนั้นม่อตัวน้อยเด็กขี้เล่นและซุกซนถูก คนลักพาตัวไป ฝ่ายตรงข้ามทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้ว่า ให้ม่อซิวเหยามาคนเดียว ไม่เช่นนั้นเขาไม่รับรองความ ปลอดภัยของม่อตัวน้อย ม่อซิวเหยาย่อมต้องปกป้องม่อ ตัวน้อยไม่ให้เขาถูกท าร้าย จึงไปตามที่ที่นัดกันไว้คนเดียว ตามสัญญา เมื่อเฟิ่งจือเหยาและคนอื่นๆ ตามไปเจอ สถานที่นั้น ก็พบพียงม่อตัวน้อยที่ถูกสกัดจุดนอนสลบอยู่ และเห็นคราบเลือดเต็มพื้น แต่ไม่พบร่องรอยของม่อซิว เหยาเลย หลังจากวันเกิดเหตุ เฟิ่งจือเหยาและคนอื่นๆ จึงสั่งคนให้ลอบค้นหาบริเวณโดยรอบ แต่กลับไม่พบ
书呆子
แม้แต่เงาของม่อซิวเหยา เขาจึงท าได้เพียงกุเรื่องที่ม่อซิว เหยาบาดเจ็บขึ้นอย่างไม่มีทางเลือก อย่างน้อยก็ต้องท า ให้ผู้คนคิดว่าติ้งอ๋องยังอยู่ในค่าย
คิ้วเยี่ยหลีขมวดเป็นปม เรื่องที่เฟิ่งจือเหยาเล่าฟัง เหมือนปกติ แต่กลับท าให้นางรู้สึกตงิดใจ เพราะทุกอย่าง ดูสมเหตุสมผลเกินไป “บัญชีรายชื่อที่ข้าให้คนส่งกลับมา ซิวเหยาจัดการอย่างไร”
“บัญชีรายชื่อหรือ” เฟิ่งจือเหยาขมวดคิ้ว เมื่อนึก ขึ้นได้จึงพูดว่า “บัญชีรายชื่อที่พระชายาให้คนส่งกลับมา เมื่อครั้นอยู่เจียงหนาน ท่านอ๋องอ่านแล้วก็เก็บไว้ จากนั้น ก็ยุ่งแต่กับศึกสงครามกับเป่ยหรง เหมือนว่าท่านอ๋อง…” เหมือนกับว่าไม่เคยเห็นม่อซิวเหยาจัดการเรื่องนี้เลย หาก ให้พูดถึงคนที่เยี่ยหลีไว้ใจที่สุดก็คงเป็นฉินเฟิงและจั๋วจิ้ง ส่วนคนสนิทที่ม่อซิวเหยาไว้ใจก็คือเฟิ่งจือเหยา หาก เฟิ่งจือเหยาไม่รู้เห็นเรื่องนี้ เช่นนั้นก็แสดงว่าม่อซิวเหยา
书呆子
ไม่ได้จัดการเรื่องนี้เลย ทว่านี่ช่างไม่สมเหตุสมผลเอา เสียเลย การที่มีคนของภูเขาชางหมางคอยสอดแนมอยู่ ในกองทัพตระกูลม่อ ม่อซิวเหยาย่อมต้องไม่ปล่อยปละ ละเลยเช่นนี้ นอกเสียจากว่า… ม่อซิวเหยาจะปล่อยพวก เขาไว้เพื่อประโยชน์บางอย่าง
หานหมิงซีหัวเราะเยาะพูดขึ้นว่า “ใครบางคนอวด ฉลาด แต่กลับยิ่งท ายิ่งเสียสินะ”
“หมิงซี…” หานหมิงเย่ว์ที่เพิ่งเดินเข้ามาได้ยินสิ่งที่ หานหมิงซีพูด จึงต าหนิเขาไปทีหนึ่ง หานหมิงเย่ว์เหลือบ มองเยี่ยหลีที่ก าลังหน้านิ่วคิ้วขมวด เขารู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่ เวลาพูดล้อเล่น จึงพูดอย่างรู้สึกผิดว่า “นาย… พระชายา ข้าไม่ได้…”
เยี่ยหลีฉีกยิ้มเล็กน้อย พูดว่า “ข้ารู้ คุณชายหมิง เย่ว์ มีข่าวอะไรบ้างหรือไม่” หานหมิงเย่ว์ส่ายศีรษะ ขมวดคิ้วพูดว่า “จากข้อมูลของทุกฝ่าย ตอนนี้นอกจาก
书呆子
พวกเราเองแล้ว ไม่ว่าจะเป็นม่อจิ่งหลีหรือเหลยเจิ้นถิงยัง ไม่รู้เรื่องการหายตัวไปของม่อซิวเหยา นั่นหมายความว่า … สายสืบคนนั้นของม่อจิ่งหลียังไม่ได้กลับไป อาจเป็นไป ได้ว่า…ตายแล้ว หรือไม่ก็หนีไปแล้ว”
เมื่อเปรียบเทียบความเป็นไปได้สองอย่างนี้แล้ว การตายมีความเป็นไปได้สูงกว่า หากยังมีชีวิตอยู่ เป็นไป ไม่ได้ที่เขาจะไม่กลับไปหาม่อจิ่งหลีเพื่อรายงานข่าว ของม่อซิวเหยา แต่หากเขาท าส าเร็จ ก็ยิ่งไม่จ าเป็นต้อง หนี หากเขาฆ่าม่อซิวเหยาได้ รางวัลที่ม่อจิ่งหลีจะตบให้ คงเพียงพอที่จะท าให้เขาได้กินอยู่อย่างสบายไปทั้งชีวิต มิหน าซ้ า สิ่งที่ต้องเผชิญจากการหนีไปเพียงล าพังคือการ ไล่ฆ่าของต าหนักติ้งอ๋อง แล้วเขาจะหนีไปไหนได้เล่า ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นม่อซิวเหยา หรือสายสืบคนนั้น พวก เขาก็ไม่ทราบข่าวใดๆเลย
书呆子
เยี่ยหลีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “คนนั้น คือใคร”
สีหน้าเฟิ่งจือเหยาไม่สู้ดีนัก พูดว่า “เป็นองครักษ์ ข้างกายของท่านอ๋อง คนขององครักษ์ลับ” วิชาการต่อสู้ ของท่านอ๋องนั้นเก่งกาจยิ่งนัก ความต้องการที่ต้องมี อารักขานั้นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ส่วนคนข้างกายของม่อ ซิวเหยาที่มีฝีมือดีก็มีมาก ปรากฏตัวอย่างไม่ขาดสาย ไม่ มีความจ าเป็นที่ต้องฝึกฝนพวกเขาด้วยตนเอง เหมือนกับเยี่ยหลี ดังนั้นเมื่อเทียบกับต าแหน่งของจั๋วจิ้ง และคนอื่นๆ แล้ว องครักษ์ลับของท่านอ๋องจึงไม่ส าคัญ นัก และตั้งแต่ที่ส่วนหนึ่งขององครักษ์ลับถูกแทนที่ด้วย หน่วยกิเลนแล้ว องครักษ์ลับเหล่านี้ก็ยิ่งไม่เป็นจุดสนใจ ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้ แต่องครักษ์ลับก็ยังคงเป็นก าลัง ส าคัญของต าหนักติ้งอ๋อง ส าคัญกว่ากองทัพตระกูลม่อ และหน่วยเฮยอวิ๋นฉี เพราะว่าเมื่อเทียบกับกองทัพทหาร
书呆子
แล้ว พวกเขาที่อยู่ในที่ลับจะยิ่งใกล้ชิดกับติ้งอ๋อง ไม่คิด เลยว่าภูเขาชางหมางจะสามารถส่งคนมาแฝงตัวใน องครักษ์ลับได้ โชคดีที่ตอนนี้ภูเขาชางหมางสูญสิ้นแล้ว ไม่เช่นนั้นเกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อต าหนักติ้งอ๋อง
“เรียกม่อหวามาหาข้า” เยี่ยหลีพูดขึ้น “พวกเจ้า กลับไปพักผ่อนเถิด สองสามวันนี้เหนื่อยแย่แล้ว มีเรื่อง อื่นใดพรุ่งนี้ค่อยมาคุยกัน”
ทุกคนมองเยี่ยหลีด้วยความกังวล สองสามวันนี้ พวกเขาไม่ง่ายเลยจริงๆ แต่สีหน้าของพระชายาที่ เดินทางหามรุ่งหามค่ าติดต่อกับสองวันสองคืนดูไม่ดีเสีย ยิ่งกว่า หานหมิงเย่ว์และเฟิ่งจือเหยาสบตากันครู่หนึ่ง เฟิ่งจือเหยาพยักหน้าพูดว่า “พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยขอตัว พระชายาก็พักผ่อนด้วยเถิด”
书呆子
เยี่ยหลีพยักหน้าไม่พูดอะไรอีก ทุกคนออกจากห้อง ไปเงียบๆ เหลือเพียงนางคนเดียวนั่งเหม่ออยู่ใต้แสง เทียน
“ท่านแม่” ดึกมากแล้ว ห้องหนังสือเงียบสงัด มี เพียงเสียงไส้เทียนที่ถูกเผาดัง เปรี้ยะ เบาๆ เป็นครั้งคราว เยี่ยหลีก าลังนั่งครุ่นคิดอยู่ข้างหลังกองหนังสือ แล้วจู่ๆ ก็ มีเสียงกระซิบดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง เยี่ยหลีเงยศีรษะ ขึ้นไปมอง ม่อตัวน้อยสวมเสื้อตัวในสีขาว ไม่มีชุดคลุม ชั้นนอก ยืนมองตนเองตาปริบๆ อยู่หน้าประตูห้อง
书呆子
ตอนที่ 399-2 ‘ควำมจริง’ ของกำรบำดเจ็บสำหัสของ ติ้งอ๋อง
แม้จะเพิ่งเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่ไม่ว่าจะกลางวัน หรือกลางคืนในซีเป่ยล้วนไม่มีความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย แววตาเยี่ยหลีเผยให้เห็นแววกังวล นางรีบลุกไปหยิบชุด คลุมที่อยู่ข้างกายและเดินไปคลุมตัวเขาไว้ เมื่อชุดคลุม ของผู้ใหญ่มาคลุมอยู่บนตัวม่อตัวน้อย เขาจึงถูกชุดคลุม ห่อไว้ทั้งตัว เยี่ยหลีอุ้มเขาขึ้นมาอย่างล าบากเล็กน้อย จากนั้นจึงเดินไปนั่งลงที่ด้านข้าง “ท าไมไม่ใส่เสื้อผ้าให้ดี ก่อนออกมาเล่า”
“ท่านแม่…” ม่อตัวน้อยมองเยี่ยหลี ดวงตากลมโต ดวงนั้นมีน้ าตาคลอ เขาพูดเสียงสะอื้นเล็กน้อยว่า “ท่าน แม่… ตัวน้อยไม่ได้ตั้งใจ ฮือๆ… ตัวน้อยไม่ได้ตั้งใจท าให้ ท่านพ่อหายไป ตัวน้อยผิดไปแล้ว ท่านแม่…”
书呆子
“ร้องท าไม” เยี่ยหลียกมือขึ้นเช็ดน้ าตาบนใบหน้า น้อยๆ ของเขา แล้วลูบแก้มที่มีสีชมพูระเรื่อ พูดว่า “แม่รู้ ไม่ใช่ความผิดเจ้า ไม่ต้องกลัว… ท่านพ่อของเจ้าไม่เป็น อะไร จะกลับมาเร็ววันนี้แน่นอน”
“อื้ม” ม่อตัวน้อยสูดน้ ามูก พูดจริงจังว่า “ท่านพ่อ กลับมา ตัวน้อยจะไม่ท าให้ท่านพ่อโกรธอีก ท่านแม่ ต่อไปตัวน้อยจะเชื่อฟัง” เยี่ยหลีก้มศีรษะลงหอม หน้าผากบุตรชายตนอย่างปวดร้าวใจ “แม่รู้ว่าตัวน้อย เป็นเด็กดี ไม่ต้องกลัวนะ ไม่เป็นอะไรหรอก…” ม่อตัว น้อยเป็นเด็กฉลาดกว่าเด็กทั่วไป ซึ่งนั่นหมายความว่าเขา ถูกก าหนดไว้แล้วว่าเขาจะรู้เรื่องมากกว่าเด็กในอายุรุ่น ราวเดียวกัน แม้เฟิ่งจือเหยาและคนอื่นๆ มิได้พูดต่อหน้า เขา และไม่เคยพูดถึงเรื่องหารหายตัวไปของม่อซิวเหยา แต่เขากลับรู้แต่แรกแล้ว เพียงแต่ว่าช่วงนี้ทุกคนที่รู้เรื่อง ในต าหนักติ้งอ๋องต่างพากันว้าวุ่นใจ จนไม่มีเวลา และก็
书呆子
ไม่มีใครสังเกตความเคลื่อนไหวของเขา เขาเองก็ไม่เคย บอกผู้ใด
แต่เด็กจะฉลาดอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งอยู่ วันยังค่ า เมื่อตอนนี้ได้เจอแม่ที่เดินทางกลับมาแล้วจึงทน ไม่ไหวอีกต่อไป เขาหลบเลี่ยงองครักษ์ลับ ย่องมาหาเยี่ย หลีที่ห้องหนังสือโดยไม่แม้แต่ใส่เสื้อนอก
ม่อตัวน้อยนั่งในอ้อมกอดของเยี่ยหลี ดวงตากลม โตที่ชื้นไปด้วยน้ าตาดวงนั้นเต็มไปด้วยความกังวล “ท่าน แม่ ท่านพ่อ…ไม่เป็นอะไรจริงๆหรือ” เยี่ยหลียิ้มให้ เล็กน้อยพูดว่า “วางใจเถอะ ไม่เป็นอะไรหรอก ดึกมาก แล้ว ตัวน้อยกลับไปนอนก่อนดีไหม”
ม่อตัวน้อยยกมือขึ้นขยี้ตา “ตัวน้อยอยากอยู่เป็น เพื่อนท่านแม่”
“ก็ได้ แม่ยังมีธุระอีกเล็กน้อย ถ้าลูกง่วงก็นอนก่อน นะ” เยี่ยหลีดึงกระชับชุดคลุมบนตัวเขาพร้อมพูดอย่าง
书呆子
อ่อนโยน หลังจากม่อตัวน้อยพยักหน้าแล้ว จึงนั่งอยู่ใน อ้อมอกของเยี่ยหลีเบิกตามองสมุดพับในมือผู้เป็นมารดา สองสามวันนี้ม่อซิวเหยาหายตัวไปกะทันหัน จึงท าให้ เรื่องที่ต้องให้ม่อซิวเหยาและเยี่ยหลีจัดการด้วยตนเอง ล่าช้าออกไปมาก
เยี่ยหลีอ่านสมุดพับฎีกาไปสองเล่ม ก็ก้มลงมองม่อ ตัวน้อย เขาหลับตานอนหลับไปแล้ว สองสามวันนี้คนที่ ตกใจและเหนื่อยล้าไม่ใช่เพียงผู้ใหญ่ ส าหรับเด็กเองก็ยิ่ง หวั่นไหว ม่อตัวน้อยจึงเหนื่อยล้าเช่นกัน เมื่อได้นั่งอยู่ใน อ้อมอกของท่านแม่ เขาจึงผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าน้อยม่อหวาขอเข้าพบพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของม่อหวาดังขึ้นบริเวณประตู พู่กันในมือของเยี่ย หลีหยุดชะงัก นางวางพู่กันลง พูดเสียงเบาว่า “เข้ามา เถิด” ม่อหวาเดินเข้ามา เมื่อเห็นม่อตัวน้อยในอ้อม อกเยี่ยหลีจึงชะงักไป “พระชายา ซื่อจื่อน้อย…”
书呆子
เยี่ยหลีโบกมือพูดว่า “รอประเดี๋ยว” นางอุ้มม่อตัว น้อยขึ้นแล้วหันหลังเดินเข้าไปในห้องพักผ่อนที่ถูกกั้น ออกจากห้องหนังสือ เยี่ยหลีวางเขาลงบนเตียงและห่มผ้า ให้ จากนั้นจึงเดินออกมาถามม่อหวาว่า “เจ้าเป็นคนพามู่ ฉิงชังไปหรือ”
ม่อหวาแสดงแววตาประหลาดใจ พูดเสียงขรึมว่า “ข้าน้อยไปช้า พระชายาโปรดอภัยด้วย”
เยี่ยหลีส่ายศีรษะ มองไปที่เขาพูดว่า “ท่านอ๋อง หายไปไหน”
“ข้าน้อย… มิทราบพ่ะย่ะค่ะ” ม่อหวาพูดพร้อม หลุบตาลง
“มิทราบหรือ” เยี่ยหลีเลิกคิ้ว มองม่อหวาราวกับ จะยิ้มพูดว่า “หากเจ้าไม่รู้ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าต้องให้มู่ฉิง ชังมาช่วยข้า เท่าที่ข้ารู้มา คนที่รู้ที่อยู่ของมู่ฉิงชังและยัง สามารถเชิญเขามาได้นั้นมีไม่มาก หนึ่งในนั้น…น่าจะไม่
书呆子
รวมถึงผู้บัญชาการม่อ อีกอย่าง สถานที่กบดานของมู่ฉิง ชังห่างจากที่หลิงเถี่ยหานดักฆ่าข้า ต้องใช้เวลาเดินทางถึง สามวัน ไปจากด่านเฟยหงด้วยม้าเร็วยังต้องใช้เวลาสอง วันกว่า นั่นหมายความว่า…ตั้งแต่ที่ท่านอ๋องยังไม่บาดเจ็บ เจ้าก็ออกเดินทางแล้ว ผู้บัญชาการม่อรู้ล่วงหน้าว่าท่าน อ๋องจะหายตัวไป และเมื่อข้ากลับมาจะถูกหลิงเถี่ยหาน สกัดฆ่าใช่หรือไม่” คนที่สามารถต่อสู้กับเยี่ยหลีและ หน่วยกิเลนได้บนโลกใบนี้มีไม่มาก หากไม่ใช่หลิงเถี่ยหาน และเหลยเจิ้นถิงออกโรงเอง ก็มิจ าเป็นต้องยืมมือมู่ฉิงชัง เสียด้วยซ้ า มิหน าซ้ า เหลยเจิ้นถิงในตอนนี้อาจจะสู้ไม่ได้ แล้วด้วยซ้ า ดังนั้นหากไม่มีข่าวสารหรือการไตร่ตรอง ล่วงหน้าที่ถูกต้องแม่นย า ม่อหวาคงไปหามู่ฉิงชังมาช่วย ตนได้ไม่ทัน
ม่อหวาเงียบไม่พูดอะไร เยี่ยหลีมองเขาอย่าสงบ พยักหน้าพูดว่า “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าเพียงบอกข้าว่าซิว
书呆子
เหยายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ส่ายศีรษะหรือไม่ก็พยักหน้า” แม้ม่อหวาจะเป็นคนหยิ่งยโสเล็กน้อย แต่ก็เป็นคนที่ รักษากฎระเบียบ หากไม่ใช่เพราะไม่สามารถพูดได้จริงๆ เขาคงไม่ปฏิเสธเยี่ยหลีด้วยวิธีการเงียบใส่เช่นนี้
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดม่อหวาก็พยักหน้า
เยี่ยหลีถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก ไม่ว่าอย่างไร ม่อซิวเหยายังมีชีวิตอยู่ก็คือเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว ไม่มีใครรู้ว่า แม้เยี่ยหลีคาดเดาในใจไว้แล้ว แต่จังหวะที่รอให้ม่อหวา พยักหน้านั้น หัวใจของนางราวกับถูกก ามือบีบไว้แน่น นางไม่อยากจะคิดเลยว่าหากค าตอบของม่อหวาไม่ เป็นไปตามที่ตนคิด นางจะเป็นอย่างไร
เยี่ยหลีพยักหน้าเล็กน้อย ที่ม่อหวาไม่ยอมพูดย่อม เป็นเพราะม่อซิวเหยาสั่งไม่ให้เขาพูด แม้นางจะไม่พอใจ ที่ม่อซิวเหยามีความลับแม้แต่กับนาง แต่เยี่ยหลีก็รู้ว่าการ เก็บความลับในหลายๆ เรื่องเป็นสิ่งส าคัญมาก ถึงอย่างไร
书呆子
แม้นางจะได้บัญชีรายชื่อที่ตงฟางโยวมอบให้ม่อจิ่งหลี แต่ …ใครจะรับรองได้ว่ารายชื่อที่ตงฟางโยวให้มานั้นคือทั้ง หมดแล้ว
“มู่ฉิงชังไปไหนแล้ว” หลังจากยืนยันแล้วว่าม่อซิว เหยาไม่เป็นอะไร เยี่ยหลีจึงค่อยมีอารมณ์สนใจเรื่องอื่น นางไม่เคยคิดเลยว่าตอนนั้นที่ไว้ชีวิตมู่ฉิงชังไว้ วันหนึ่งตน จะถูกเขาช่วยชีวิตไว้
ม่อหวาตอบอย่างนอบน้อม “อาจารย์มู่พามู่หยาง โหวไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ม่อหวาไม่ได้พูดต่อว่า มู่ฉิงชัง บาดเจ็บสาหัส เกรงว่าคงไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเป็น เหมือนเดิมได้ภายในสิบปีนี้ แต่ส าหรับม่อหวาแล้ว การที่ เขาสามารถช่วยให้พระชายาหลุดรอดจากเงื้อมมือของ ประมุขส านักเยี่ยนอ๋องได้ การบาดเจ็บของมู่ฉิงชังถือเป็น สิ่งที่มีคุ้มค่ามาก
书呆子
“หลิงเถี่ยหาน…” เยี่ยหลีขมวดคิ้ว ตอนนี้ม่อจิ่งหลี ไม่อยู่ หากหลิงเถี่ยหานยังมาหาเรื่องพวกเขาอีก จะเป็น ปัญหาใหญ่ เช่นนั้นเยี่ยหลีคงต้องหาวิธีก าจัดเขาไปก่อน แม้จะเพิ่งรอดชีวิตมาได้หวุดหวิด แต่เยี่ยหลีไม่รู้สึกเป็น อคติต่อหลิงเถี่ยหานมากนัก นางเองก็ไม่อยากเป็น ปรปักษ์กับเขา ไม่ใช่เพียงเพราะมิตรไมตรีของพี่ใหญ่ที่มี กับเขา อันที่จริงเยี่ยหลีรู้ดีแก่ใจว่าหลิงเถี่ยหานไม่ได้ตั้งใจ ฆ่านางจริงๆ วันนั้นหากมู่ฉิงชังมาไม่ทัน สุดท้ายแล้วนาง คงบาดเจ็บหนักและถูกหลิงเถี่ยหานพาตัวไป ด้วย ความสามารถของหลิงเถี่ยหาน หากเขาต้องการฆ่านาง จริงๆ มีโอกาสให้เขาลงมือมากมาย
ม่อหวาพูดขึ้นว่า “หลิงเถี่ยหานให้สัญญากับเหลย เจิ้นถิงเพียงว่าจะสกัดฆ่าพระชายาระหว่างทางกลับด่าน เฟยหง ในเมื่อพระชายากลับมาถึงแล้ว หลิงเถี่ยหานย่อม ไม่ลงมืออีก นอกจากนี้ ตามข่าวสารที่ได้รับมา หลิงเถี่ย
书呆子
หานพาคนกลับส านักเยี่ยนอ๋องไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อีกทั้ง ครั้งนี้ส านักเยี่ยนอ๋องก็ใช่ว่าจะไม่สูญเสียเลย การ ต้องการหยุดหน่วยกิเลนอันทรงพลังของทหารตระกูลม่อ แม้เพียงครึ่งชั่วยามส านักเยี่ยนอ๋องก็ต้องแลกกับการ สูญเสียที่หนักหนาสาหัส เกรงว่าส านักเยี่ยนอ๋องจะไม่มี มือสังหารไปอีกหลายปี นอกเสียจากว่าหลิงเถี่ยหาน เหลิ่งหลิวเย่ว์ และบัณฑิตขี้โรคจะออกโรงเอง
书呆子
ตอนที่ 399-3 ‘ควำมจริง’ของกำรบำดเจ็บสำหัสของ ติ้งอ๋อง
เยี่ยหลีพยักหน้าอย่างพึงพอใจพูดว่า “ดีมาก เจ้า กลับไปพักผ่อนเถิด”
ม่อหวาก้มศีรษะอย่างนอบน้อม “ข้าน้อยขอตัว”
หลังจากม่อหวาปิดประตูและจากไป เยี่ยหลีมอง เปลวเทียนที่เคลื่อนไหวไปมา บนใบหน้าสละสลวย ปรากฏรอยยิ้มอันเยือกเย็น “ม่อซิวเหยา… เจ้าเสพติด การเล่นพนันไปแล้วหรืออย่างไร”
ณ สถานที่ที่ลึกลับแห่งหนึ่งในต าหนักติ้งอ๋อง ติ้ง อ๋องในชุดขาวและผมขาวโพลนนั่งเอนตัวอยู่บนเตียง อย่างเกียจค้าน พลางเล่นปิ่นปักผมสีเขียวหยกสวยเรียบ ที่อยู่ในมือ เสื้อคลุมที่คลุมอย่างลวกๆ บนล าตัวยังมีผ้า ห่มสีขาวชั้นหนาทับอยู่อีกชั้น ใบหน้าสง่างามนั้นแลดูซีด เซียวเล็กน้อย แต่สีหน้ากลับดูสดใส ม่อซิวเหยามองดูปิ่น
书呆子
ปักผมในมือแล้วได้แต่ถอนหายใจด้วยความเสียใจ อาหลี กลับมาแล้ว แต่เขากลับไม่สามารถกลับไปหานางได้ ช่าง น่าร าคาญนัก
“ฮัดเช่ย!” ท่านติ้งอ๋องจามอย่างไม่รักษาภาพพจน์ นัก เขากระชับชุดคลุมบนตัวพลางแสดงความประหลาด ใจ เพราะด้วยความแข็งแรงของเขาแม้จะไม่ใส่ชุดคลุมก็ คงไม่ถึงกับรู้สึกหนาวจนเป็นไข้หวัดเช่นนี้
เช้าวันต่อมา ทุกคนต่างตื่นแต่เช้ามาขอเข้าพบเยี่ย หลีที่ห้องหนังสือ แม้พระชายากลับมาแล้ว แต่กลับยังคง ไม่มีข่าวคราวของท่านอ๋องแม้แต่น้อย แนวโน้มในสนาม รบก็เริ่มเป็นไปในทางที่ไม่ดี ท าให้เหล่าแม่ทัพกังวลจน นอนไม่หลับ จึงมาที่เรือนเยี่ยหลีกันตั้งแต่เช้าโดยไม่ได้นัด หมาย
ผ่านไปครู่หนึ่ง เยี่ยหลีจูงมือม่อตัวน้อยเดินออกมา จากข้างใน ม่อตัวน้อยใส่เสื้อแพรลายมังกรขด แม้จะดู
书呆子
อ่อนวัย แต่ใบหน้ากลับมีสง่าราศี ราวกับเป็นผู้ใหญ่ตัว น้อยคนหนึ่ง
“ทุกท่านนั่งเถิด” เยี่ยหลีพูดราบเรียบ จูงม่อตัว น้อยให้นั่งลงบนที่นั่งประธาน เฟิ่งจือเหยามองม่อตัวน้อย ที่อยู่ข้างๆ เยี่ยหลี พลันมีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง เขา ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “พระชายา… ซื่อจื่อน้อย …” เฟิ่งจือเหยาต้องการพูดว่า ตอนนี้พวกเขาก าลังจะ ประชุมหารือเรื่องส าคัญ ซื่อจื่อน้อยอยู่ที่นี่น่าจะไม่ค่อย เหมาะสมนัก หากพูดถึงเรื่องของท่านอ๋องขึ้นมา แล้วท า ให้ซื่อจื่อน้อยตกใจจะท าอย่างไร
เยี่ยหลีพูดว่า “ไม่เป็นไร ข้าบอกอวี๋เฉินไปหมดแล้ว เขารู้ว่าต้องท าอย่างไร”
ทุกคนสบตากันไปมา ต่างทราบดีว่าท่านอ๋องไม่เคย เรียกขานนามจริงของซื่อจื่อน้อย พระชายาที่แต่เดิมยืน หยัดจะเรียกชื่อจริงยังถูกท่านอ๋องพาเรียกชื่อเล่นของ
书呆子
ซื่อจื่อน้อยตามไปด้วย และเมื่อพระชายาพูดชื่อม่ออวี้เฉิน สามค านี้ ก็หมายความว่านี่เป็นการตัดสินใจอันแน่วแน่ แล้ว
ใบหน้าน้อยๆ อันสง่าของม่อตัวน้อยพยักหน้าอย่าง จริงจัง
เฟิ่งจือเหยากระตุกมุมปากเล็กน้อย ถามว่า “พระ ชายาหมายถึง?”
เยี่ยหลีพูดราบเรียบว่า “ปล่อยข่าวออกไป ติ้งอ๋อง อาการย่ าแย่ ส่งจดหมายกลับไปเมืองหลี เชิญอาจารย์ เสิ่นมาให้เร็วที่สุด หลังจากครึ่งเดือน… ก็จัดงานศพให้ ท่านอ๋องเถิด”
ห้ะ?!
ทุกคนจ้องไปที่พระชายาติ้งอ๋องสีหน้าเรียบนิ่งใน ชุดสีเขียวด้วยความตกใจ นานๆ ทีจะเห็นเฟิ่งจือเหยาพูด
书呆子
ตะกุกตะกักว่า “พระชายา ข้าน้อยคิดว่า…ท่านอ๋อง…” ม่อซิวเหยา คนที่ท าอย่างไรก็ไม่ตาย ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มี ข่าวคราว เฟิ่งจือเหยาจึงเดาได้เพียงว่าอย่างมากสุดเขาก็ แค่โชคร้ายท าขาขาดจนคลานกลับมาไม่ได้ แต่ไม่เคยคิด ว่าเขาจะตายไปเช่นนี้ อีกอย่างพระชายาที่รักไคร่ลึกซึ้ง กับม่อซิวเหยาพูดเช่นนี้ออกมา จึงท าให้เขายากที่จะรับ ได้จริงๆ
“ตอนนี้เขาบาดเจ็บหนักสลบไม่ฟื้น ต่างจากคน ตายอย่างไรเล่า ท าตามนี้เถิด” เยี่ยหลีพูด
หานหมิงเย่ว์ที่อยู่ข้างๆ เยี่ยหลีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เยี่ยหลีหยุดหานหมิงซีที่ก าลังจะพูดบางอย่าง นางชิงพูด ก่อนว่า “การจัดงานศพเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว การเชิญ อาจารย์เสิ่นมาก็ยิ่งท าให้ผู้คนเชื่อง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นม่อ จิ่งหลีหรือเจิ้นหนานอ๋องคงไม่สงสัยเป็นแน่”
书呆子
เมื่อนางพูดขึ้นเช่นนี้ ทุกคนพลันกระจ่าง ตนคงฟัง ผิดไป การจัดแจงเช่นนี้ของพระชายาไม่ได้หมายความว่า พระชายาเชื่อว่าท่านอ๋องเสียชีวิตแล้ว แต่เพื่อท าให้ผู้อื่น เชื่อว่าท่านอ๋องเสียแล้ว เฟิ่งจือเหยาพลันดีใจ มองเยี่ยหลี พูดว่า “พระชายารู้ว่าท่านอ๋องอยู่ไหนแล้วหรือพ่ะย่ะ ค่ะ”
เยี่ยหลีส่ายศีรษะอย่างเสียใจ พูดว่า “ตอนนี้ไม่ต้อง สนใจท่านอ๋องก่อน สั่งให้คนที่ถูกส่งออกไปตามหาท่าน อ๋องกลับมาให้หมด ตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องท าคือรักษา สถานการณ์ตอนนี้ให้คงที่ หนานโหว?”
หนานโหวลุกขึ้น พูดอย่างสุภาพว่า “ก่อนหน้านี้ ทหารของข้าและทหารซีหลิงเคยปะทะกันหลายครั้ง เป็น เพราะพิชัยสงครามอันปราดเปรื่องของท่านอ๋อง ทหาร ข้าจึงเป็นฝ่ายชนะเสียมากกว่า เพียงแต่ว่า ตั้งแต่ที่ท่าน อ๋อง… การจู่โจมของเหลยเจิ้นถิงก็แข็งแกร่งขึ้นมาก ท า
书呆子
ให้ทหารของข้ายากที่จะรับมือ” แม้ทหารตระกูลม่อกล้า หาญชาญชัย แต่ทหารซีหลิงก็ไม่น้อยหน้า ยิ่งมิต้อง กล่าวถึงจ านวนทหารที่มีมากกว่าทหารตระกูลม่อ มากมาย แต่เดิมเมื่อครั้นม่อซิวเหยายังอยู่จึงมิได้รู้สึก อะไรนัก แต่ทันทีที่ม่อซิวเหยาหายไป จุดด้อยของทหาร ตระกูลม่อจึงถูกเปิดเผยออกมาทันที
เยี่ยหลีพยักหน้า พูดว่า “ทุกท่านอย่าต าหนิตนเอง เลย ช่วงนี้ล าบากพวกท่านมากแล้ว บัดนี้ด้วยความ แข็งแกร่งของทหารซีหลิง พวกเราไม่จ าเป็นต้อง เผชิญหน้ากับพวกเขาโดยตรง พยายามหลีกเลี่ยงการ ปะทะซึ่งหน้าเถิด”
“พระชายาหมายถึง” มู่หรงเซิ่นเอ่ยถาม
เยี่ยหลีอธิบายว่า “เลี่ยงการปะทะกับศัตรูอันทรง พลัง โจมตีจุดอ่อนที่ส าคัญ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แม่ ทัพน าทัพแยกย้ายไปตามทาง และท าศึกสงครามของตน
书呆子
เถิด ส่วนด่านเฟยหงยังคงมีข้าและท่านแม่ทัพหยวนเผย ก ากับดูแล” หลังจากที่ทหารตระกูลม่อเสริมสร้าง รากฐานอันแข็งแกร่งของด่านเฟยหงมาตลอดสิบปี ท าให้ ความง่ายที่จะรักษายากจะโจมตีนั้นไม่น้อยหน้าด่านหาน กู่ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นด่านอันยิ่งใหญ่แห่งจง หยวนเลย ตอนนี้ทหารตระกูลม่อจึงไม่มีเหตุจ าเป็นใดๆ ที่ต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับทหารซีหลิงเลยจริงๆ
“แต่ว่าพระชายา หากเหลยเจิ้นถิงส าแดงศักยภาพ ทั้งหมดที่มีสู้กับด่านเฟยหง เกรงว่าท่านและท่านแม่ทัพ หยวนเผย…”
เยี่ยหลียิ้มพูดว่า “ดังนั้น พวกเจ้าต้องพยายาม หาทางให้เขาไม่สามารถส าแดงศักยภาพอย่างเต็มที่ได้ อย่างไรเล่า ข้าเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ทหารตระกูลม่อและหน่วย เฮยอวิ๋นฉีถนัด แล้วก็ เรื่องของด่านเฟยหงเจ้าก็ไม่ต้อง เป็นห่วง พวกเรายังมีอะไรสนุกๆ ให้เล่นอีกมากมายและ
书呆子
จะไปถึงด่านเฟยหงด้วยความรวดเร็ว หากเหลยเจิ้นถิง ยังคงต้องการตีด่านเฟยหงให้แตก ก็คงต้องใช้ชีวิตคนเข้า แลก ข้าเองก็อยากรู้นักว่าเขาจะยอมสละทหารมาก เพียงใดเพื่อโจมตีด่านเฟยหง”
แม้จะคิดสงสัยในใจว่าของเล่นสนุกๆ ที่พระชายา พูดถึงคืออะไร แต่เมื่อเห็นท่าทีแน่วแน่มั่นคงของเยี่ยหลี ทุกคนจึงโล่งใจขึ้นมาก ต่างประสานมือพูดโดยพร้อม เพรียงกันว่า “ข้าน้อยรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
书呆子
ตอนที่ 400-1 กำรสืบข่ำวครำวของแต่ละฝ่ำย
อาจจะเป็นเพราะชื่อเสียงของเยี่ยหลีในกองทัพ ตระกูลม่อมีมากพอ หรืออาจจะเป็นเพราะแม่ทัพนายก องทั้งบนและล่างในกองทัพตระกูลม่อแสดงออกมาได้ อย่างสงบนิ่งและเยือกเย็น หลังจากข่าวคราวที่ม่อซิว เหยาได้รับบาดเจ็บสาหัสแพร่กระจายออกไปแล้ว ทั้ง กองทัพตระกูลม่อจึงไม่เกิดความโกลาหลและก าลังใจ ทหารท้อแท้อย่างที่เฟิ่งจือเหยาและคนอื่นๆ เป็นกังวล กระทั่งสิบวันให้หลังที่ข่าวการตายของม่อซิวเหยาแพร่ ออกไป ขณะที่ทั่วทั้งกองทัพตระกูลม่อสวมชุดขาวไว้ อาลัย ในค่ายทหารยังคงไม่เกิดปัญหาใหญ่โตอันใด แค่ เพียงแม่ทัพและทหารกองทัพตระกูลม่อทั้งหมดมีความ เกลียดชังในศัตรูและมีศัตรูคู่แค้นร่วมกันมากกว่าเดิม
เมื่อได้รับแจ้งข่าวการตายของม่อซิวเหยาจริงๆ ทุก คนอดไม่ได้ที่จะตะลึงค้าง แม้แต่ม่อจิ่งหลีที่เต็มไปด้วย
书呆子
ความมั่นอกมั่นใจกับเหลยเจิ้นถิงที่เดิมยังคงเป็นกังวลยัง ยากที่จะเชื่อ ม่อซิวเหยา…บุคคลที่ท าให้คนทั้งใต้หล้า อิจฉาและย าเกรงผู้นั้น คาดไม่ถึงเลยว่า บุรุษที่สิบปีมานี้ พลิกฟ้าคว้าฝน ใช้เล่ห์เหลี่ยมพลิกแพลงไปมาอย่างเหนือ ชั้น ควบคุมใต้หล้ามากกว่าครึ่งเอาไว้…จะสิ้นชีพทั้งแบบ นี้?
เหลยเจิ้นถิงมองสารที่ส่งมาถึงตรงหน้าแล้วถอน หายใจด้วยสีหน้าซับซ้อน
“เสด็จพ่อ?” เหลยเถิงเฟิงที่ยืนอยู่อีกด้าน เห็น เหลยเจิ้นถิงมีสีหน้าคล้ายยินดีระคนโศกเศร้า จึงเอ่ยขึ้น อย่างไม่เข้าใจ การตายของม่อซิวเหยาถือเป็นเรื่องดี แต่ เขากลับไม่รู้ว่าเหตุใดเสด็จพ่อถึงได้มีสีหน้าเช่นนี้ จึงท าให้ เหลยเถิงเฟิงอดที่จะคาดเดาไปในทางไม่ดีมิได้ “เสด็จพ่อ หรือว่า…ข่าวการตายของม่อซิวเหยามีพิรุธอันใดพ่ะย่ะ ค่ะ?”
书呆子
ความจริงแล้วเหลยเถิงเฟิงก็ไม่กล้าเชื่อว่าม่อซิว เหยาจะตายแบบนี้เช่นกัน ความเจ้าเล่ห์กลับกลอกและ การแปรเปลี่ยนไปมาของม่อซิวเหยาทิ้งความประทับใจ อันลึกซึ้งเอาไว้ให้กับเหลยเถิงเฟิงเช่นกัน จึงท าให้เขาอด สงสัยไม่ได้ว่าม่อซิวเหยาแกล้งตายใช่หรือไม่ แต่ภายใน ระยะเวลาอันสั้น เขากลับไม่ค่อยเข้าใจนักว่า การแกล้ง ตายของม่อซิวเหยาจะมีประโยชน์อันใด เดิมสงครามครั้ง นี้ก าลังค่อยๆ เอนเอียงไปทางต าหนักติ้งอ๋อง ขอเพียงไม่ เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น แม้จะต้องเผชิญกับทางตันที่ เดินหน้าด้วยกันไม่ได้ทั้งสองฝ่ายต่อไปอีกสองสามปี การ ที่ต าหนักติ้งอ๋องจะเป็นฝ่ายมีชัยในท้ายที่สุด ก็มากกว่า ต าหนักเจิ้นหนานอ๋องอยู่ดี เมื่อม่อซิวเหยาท าเช่นนี้ จึง ถือเป็นการละทิ้งข้อได้เปรียบทั้งหมดในระยะแรกไป
เหลยเจิ้นถิงขมวดคิ้ว ส่ายหน้า พลางเอ่ยว่า “ดู เหมือนจะไม่เหมือนเท่าใดนัก แต่ก็มิอาจประมาท ต้องส่ง
书呆子
คนไปสืบข่าวดูอีกครั้งเพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าม่อซิวเหยา ตายแล้วจริงๆ” หากม่อซิวเหยาแกล้งตายจริงๆ ล่ะก็ นั่น หมายความว่าจะต้องคิดท าการใหญ่อันใดอยู่แน่นอน เรา จึงไม่อาจประมาทเลินเล่อได้ ทว่าสถานการณ์ในยามนี้ เราก็ไม่อาจนิ่งเฉย ละทิ้งโอกาสเช่นนี้ไปโดยไม่ท าอันใด ได้”
“ลูกเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ” เหลยเถิงเฟิงพยักหน้าอย่าง จริงจัง เขาย่อมเข้าใจความส าคัญของเรื่องนี้ และคนที่มี ความคิดเช่นเดียวกันกับเหลยเจิ้นถิง ก็คือม่อจิ่งหลีที่อยู่ ไกลถึงด่านหานกู่
ป้อมปราการลับแห่งหนึ่งในต าหนักติ้งอ๋อง ม่อซิว เหยาอ่านรายงานลับที่ผู้ใต้บังคับบัญชาน ามาให้แล้วอด รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกขึ้นมาทันที ขณะที่อ่าน รายงานที่มีตัวอักษรเต็มพรืดตรงหน้าตนเองแล้ว ยังอด พึมพ าไม่ได้ว่า “อาหลีจะต้องโมโหแล้วแน่นอน…แย่จริงๆ
书呆子
แต่ว่า…ยากนะกว่าจะมีโอกาสเช่นนี้…” ทว่าในเมื่ออาหลี ประกาศข่าวคราวการตายของตนเองไปแล้ว เชื่อว่านาง ต้องมีวิธีท าให้ผู้คนภายนอกเชื่อว่าข่าวนี้เป็นความจริง อย่างแน่นอน นี่เป็นแผนการลับส าหรับเขา แต่กลับมี ประโยชน์อย่างที่สุด เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ การที่มิได้ ปิดบังอาหลีเอาไว้ในคราแรกนั้นเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิด เลย หากว่าด่านเฟยหงในยามนี้มีเฟิ่งจือเหยาและคน อื่นๆ เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ทั่วไปแล้วล่ะก็ เกรงว่าจะ เป็นการปล่อยไก่ไปเสีย นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่อง ความสามารถ แต่เฟิ่งจือเหยาและคนอื่นๆ ไม่ได้มี ชื่อเสียงและฐานะเหมือนกับเยี่ยหลี รวมถึงไม่ได้เข้าใจ จุดประสงค์ที่แท้จริงของม่อซิวเหยาโดยไม่จ าเป็นต้อง พูดคุยให้ชัดเจนเช่นนี้
“ท่านอ๋อง…” ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ มอง ท่านอ๋องยืนพึมพ าอยู่ตรงหน้า พลางเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
书呆子
ม่อซิวเหยาแย้มริมฝีปากยิ้ม ขณะเอ่ยว่า “เรื่องการ ท าสงครามมอบให้พวกอาหลีกับเฟิ่งซานเถอะ พวกเรา ควรจะไปเตรียมตัวแล้วเช่นกัน” โอกาสที่จะไปจากสนาม รบโดยไม่ถูกสงสัยนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ ถึงอย่างไรวิทยา ยุทธ์ของเขาก็แข็งแกร่งเกินไป หากไม่มีค าอธิบายที่ สมเหตุสมผล ต่อให้เอาศพของตนไปวางตรงหน้าเหลย เจิ้นถิง ก็เกรงว่าเหลยเจิ้นถิงจะเห็นว่าเป็นคนอื่นแปลง โฉมมา ภูเขาซางหมาง…นั่นเป็นข้ออ้างที่ดีข้อหนึ่งจริงๆ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น แน่นอนว่าเขาจะต้องยืมโอกาสนี้ใน การมอบของขวัญล้ าค่าที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินให้กับ เหลยเจิ้นถิงกับม่อจิ่งหลี
“แต่ว่าท่านอ๋อง…บาดแผลของท่าน…”
ม่อซิวเหยาก้มศีรษะเหลือบมองแผงอกครู่หนึ่ง โบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจแล้วเอ่ยว่า “นี่นับว่าเป็น บาดแผลอะไรได้ ไม่เป็นอะไรมากแล้ว ไปเถิด”
书呆子
“พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยทูลลา”
เป็นธรรมดาที่เรื่องใหญ่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน อย่างการตายของติ้งอ๋องจะไม่สามารถท าอย่างขอไปทีได้ ดังนั้นเมื่อข่าวคราวนี้แพร่ออกไป ทั้งค่ายทหารกองทัพ ตระกูลม่อและด่านเฟยหงจึงสวมชุดขาวไว้อาลัยในทันที ทุกหนทุกแห่งล้วนมีผ้าขาวแขวนอยู่ ทหารทั้งกองทัพพา กันไว้ทุกข์ รวมถึงประชาชนที่อยู่ห่างจากด่านเฟยหงไป ไม่ไกลพอได้ทราบข่าว แต่ละครอบครัวก็พากันสวมชุด ขาวไว้อาลัยเช่นกัน ประชาชนจ านวนมากถึงขั้นร่ าไห้ด้วย ความเจ็บปวด ท่ามกลางแผ่นดินที่ไร้ซึ่งความสงบสุขใน ยามนี้ ประชาชนทั่วทั้งซีเป่ยกลับสามารถใช้ชีวิตได้อย่าง อยู่เย็นเป็นสุขมาโดยตลอด ทั้งหมดนี้ล้วนพึ่งพาอาศัย การปกป้องคุ้มครองจากต าหนักติ้งอ๋องทั้งสิ้น ความ เจ็บปวดของเหล่าประชาชนในยามนี้ ไม่เพียงแต่เป็น
书呆子
กังวลในเรื่องอนาคตของตนเอง แต่ที่มากกว่าคือความ อาลัยและเศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของม่อซิวเหยา
“ทูลพระชายา เจิ้นหนานอ๋องแห่งแคว้นซีหลิงมา พ่ะย่ะค่ะ” ในด่านเฟยหง เยี่ยหลีก าลังจัดการรายงาน กองโตที่วางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าในห้องหนังสือ การ “เสียชีวิต” อย่างกะทันหันของม่อซิวเหยา ท าให้นางมี เรื่องที่ต้องจัดการนับไม่ถ้วนเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น ด่านเฟยหงหรือว่าต าหนักติ้งอ๋องที่อยู่เมืองหลีล้วนยุ่ง วุ่นวายกันทุกคน หลังจากสวีหงอวี่ สวีชิงเฉินและคนอื่นๆ ที่พ านักอยู่เมืองหลีสั่งให้คนมาส่งสารฉบับหนึ่งแล้วก็ยุ่ง จนหาเวลาว่างมิได้อีก
เยี่ยหลีเงยศีรษะขึ้นมามองฉินเฟิง ขมวดคิ้ว พลาง เอ่ยว่า “เหลยเจิ้นถิง เขามาท าอันใดกัน”
ฉินเฟิงตอบ “แน่นอนว่ามาเพื่อแสดงความอาลัย ต่อท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” แม้ว่ายามนี้ทั้งสองฝ่ายจะเป็น
书呆子
ศัตรูกัน แต่ในเมื่อเหลยเจิ้นถิงมาแสดงความอาลัยถึงที่นี่ โดยอาศัยนามของแคว้นซีหลิง กองทัพตระกูลม่อก็ไม่ สามารถกระท าสิ่งใดต่อเขาได้จริงๆ
เยี่ยหลีวางฎีกาไว้ด้านข้างแล้วลุกขึ้นยืน “แสดง ความอาลัย? มาสืบข่าวมากกว่าสินะ? ข้าคิดว่าเขาควร จะให้เหลยเถิงเฟิงมาถึงจะถูก” ฉินเฟิงครุ่นคิด เอ่ยเสียง เบายิ้มๆ “ในความคิดของข้าน้อย เขาน่าจะกลัวว่า พระ ชายาจะปลิดชีพเหลยเถิงเฟิงด้วยโทสะนะพ่ะย่ะค่ะ” เหลยเถิงเฟิงเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเหลยเจิ้นถิง และในวันนี้เหลยเจิ้นถิงก็อายุใกล้จะหกสิบปีแล้ว หาก เขาคิดจะให้ก าเนิดบุตรชายออกมาเลี้ยงดูอีกคน เกรงว่า คงจะไม่ทันการเสียแล้ว
“ช่างเถิด ไปพบหน้าสักหน่อย เจ้าให้คนเตรียมตัว ให้พร้อม ม่อจิ่งหลีก็น่าจะมาแล้วเช่นกัน” เยี่ยหลีเอ่ย
书呆子
“ม่อจิ่งหลี?” ฉินเฟิงขมวดคิ้ว “เขากล้ามาหรือพ่ะ ย่ะค่ะ?” ม่อจิ่งหลีไม่ใช่บุคคลที่มีวรยุทธ์สูงส่งและความ กล้าหาญอะไร เรื่องอย่างการมาเยือนค่ายทหารของศัตรู นั้นไม่เหมือนสิ่งที่ม่อจิ่งหลีจะท า เยี่ยหลีเดินไปด้านนอก พลางเอ่ยว่า “เขาน่าจะได้รับข่าวแล้ว เท่าที่ข้ารู้จักม่อจิ่ง หลี เขาจะต้องไม่พลาดโอกาสนี้เด็ดขาด” ถึงอย่างไร ใน ชีวิตของม่อจิ่งหลี ม่อซิวเหยาก็สิ้นชีพเป็นครั้งแรก และก็ อาจจะเป็นเพียงแค่ครั้งเดียวเช่นกัน
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฉินเฟิงพยักหน้าเอ่ย ตอบ
ภายในห้องโถง เหลยเจิ้นถิงดื่มชาไป พลาง พิจารณามองห้องโถงไป คฤหาสน์หลังนี้เดิมเป็นคฤหาสน์ ของแม่ทัพที่ตั้งมั่นรักษาการณ์ด่านเฟยหง จึงไม่ได้ กว้างขวางหรืองดงามมากมายนัก หลังจากที่ม่อซิวเหยา และคนอื่นๆ เข้ามา เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีการตั้งใจตกแต่ง
书呆子
อันใดเป็นพิเศษ และในยามนี้ทั่วทั้งคฤหาสน์ล้วนถูกปก คลุมไปด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเยือกเย็น หนักแน่นและจริงจังมากขึ้นอีกหลายส่วน
เฟิ่งจือเหยาและเหลิ่งเฮ่าอวี่ที่เพิ่งจะรีบร้อนกลับมา จากฉู่จิงล้วนใช้สายตาที่ไร้ซึ่งความเป็นมิตรขึงมองใส่ เหลยเจิ้นถิง ทว่าเหลยเจิ้นถิงที่ถูกปฏิบัติด้วยเช่นนี้กลับ ไม่ได้โมโห เพียงแต่นั่งดื่มชาไปเงียบๆ หลังจากเข้าไปจุด ธูปท าความเคารพในห้องโถงเซ่นไหว้ผู้ตายเมื่อครู่ เหลย เจิ้นถิงก าลังครุ่นคิดว่าต้องท าเช่นไร จึงจะสามารถเห็น ศพของม่อซิวเหยากับตาได้ ในคฤหาสน์ที่มีการเฝ้า รักษาการณ์อย่างเข้มงวด คิดอยากจะลอบเข้าไป ตรวจสอบอย่างลับๆ นั้น เห็นได้ชัดว่าคงเป็นไปไม่ได้
书呆子
ตอนที่ 400-2 กำรสืบข่ำวครำวของแต่ละฝ่ำย
“ข้าน้อยคารวะพระชายา”
เยี่ยหลีสวมชุดไว้ทุกข์สีขาว เรือนผมเป็นคลื่นคล้าย เมฆานั้นรวบขึ้นเป็นมวยผมเรียบง่ายสบายๆ บนมวยผม แซมด้วยดอกไม้เล็กๆ สีขาวดอกหนึ่ง มองดูแล้วเพิ่ม ความเย็นยะเยือกและซีดเผือดให้กับตัวนางขึ้นหลายส่วน ทางขวาของเยี่ยหลีมีม่อตัวน้อยที่สวมเสื้อแพรสีด า และ คลุมทับด้วยผ้าแพรสีขาวตัวหนึ่ง พอเขาเดินเข้าประตูมา ม่อตัวน้อยพลันขึงตาดุใส่เหลยเจิ้นถิงทีหนึ่ง
เหลยเจิ้นถิงเห็นม่อตัวน้อยเอาแต่ขึงตาดุใส่ตนเอง เช่นนั้น ก็ระบายยิ้มอย่างอดมิได้ ในใจลอบชื่นชมว่าม่อ ซิวเหยาให้ก าเนิดบุตรชายที่ดีคนหนึ่ง แม้จะอายุยังน้อย แต่กลับมีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญเหมือนกับผู้เป็นบิดา เพียงแค่เห็นนัยน์ตากลมโตที่คล้ายจะดูน่ารัก ทว่ากลับมี
书呆子
กลิ่นอายเฉลียวฉลาดที่ยากจะปิดบัง ก็รู้แล้วว่าเจ้าเด็กคน นี้ไม่ได้น่ารักเหมือนกับที่เห็นภายนอก
“พระชายาติ้งอ๋อง ซื่อจื่อ ขอแสดงความเสียใจ ด้วย” เหลยเจิ้นถิงลุกขึ้นประสานมือคารวะขณะเอ่ย
เยี่ยหลีพยักหน้าเล็กน้อย ยิ้มเรียบๆ พลางเอ่ยว่า “ล าบากเจิ้นหนานอ๋องมาเยือนด้วยตนเองแล้ว เจิ้น หนานอ๋อง เชิญนั่ง” เหลยเจิ้นถิงมองเยี่ยหลีพร้อมเอ่ย ด้วยสีหน้าจริงใจ “จู่ๆ ติ้งอ๋องก็สิ้นชีพเช่นนี้ ข้ารู้สึก เสียใจยิ่งนัก แม้ว่าต าหนักติ้งอ๋องกับแคว้นซีหลิงจะเป็น ศัตรูกัน แต่ก็เป็นคู่ต่อสู้ที่ข้ายกย่องนับถือ ที่ข้ามาเยือน ในครั้งนี้ ประการแรกเพื่อเป็นการไว้ทุกข์ให้กับติ้งอ๋อง ประการที่สองคือต้องการเจรจาขอสงบศึกกับต าหนักติ้ง อ๋อง” เหลยเจิ้นถิงยิ้มเมื่อเห็นประกายตกตะลึงพาดผ่าน นัยน์ตาของเยี่ยหลีด้วยความพึงพอใจ โดยไม่เอ่ยอันใด
书呆子
เฟิ่งจือเหยาและเหลิ่งเฮ่าอวี่ขึงตาใส่เหลยเจิ้นถิง ด้วยสีหน้าไม่เชื่อถือพร้อมกัน ต าหนักติ้งอ๋องกับแคว้นซีห ลิงมีความเกี่ยวข้องกันเช่นไร ทุกคนล้วนรู้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง เมื่อเหลยเจิ้นถิงมั่นใจว่าติ้งอ๋องไม่อยู่แล้วจริงๆ จะต้องกลืนกินต าหนักติ้งอ๋องทันทีโดยไม่เอ่ยอันใดให้ มากความอย่างแน่นอน คราวนี้ที่เขามาท าตัวเป็นวิญญู ชน ไม่รังแกแม่หม้ายเด็กก าพร้า ใครเชื่อคนนั้นก็เป็นคน โง่แล้ว
เยี่ยหลีเลิกคิ้วงาม มองเหลยเจิ้นถิงที่อยู่ตรงหน้า ด้วยรอยยิ้มบางๆ “เจรจาสงบศึก?”
เหลยเจิ้นถิงพยักหน้า “ถูกต้อง ยามนี้ติ้งอ๋องสิ้นชีพ ไปแล้ว เชื่อว่า…พระชายาติ้งอ๋องคงต้องวุ่นวายไปพัก หนึ่ง หากว่าพระชายาเห็นด้วย ซีหลิงยินยอมที่จะเจรจา สงบศึกกับต าหนักติ้งอ๋อง” เยี่ยหลีเอ่ยยิ้มๆ “หากเป็น
书呆子
เช่นนั้นจริง ต าหนักติ้งอ๋องคงยินดียิ่งที่เป็นเช่นนี้ ข้าต้อง ขอบคุณเจิ้นหนานอ๋องมาก”
เหลยเจิ้นถิงเห็นยิ้มอย่างเรียบร้อยเหมาะสม แต่ นัยน์ตากลับยากจะปกปิดท่าทางอิดโรยเศร้าโศกเสียใจ เอาไว้ได้แล้วก็ขมวดคิ้วในใจ ชั่วครู่หนึ่งที่รู้สึกไม่มั่นใจว่า ท่าทางของเยี่ยหลีในตอนนี้เป็นการแสดงหรือว่าเรื่องจริง กันแน่ จากประสบการณ์ในการอ่านผู้คนมานับไม่ถ้วน ถึงกับมองไม่เห็นช่องโหว่ของเยี่ยหลีเลยแม้แต่น้อย ที่ตน กล่าวว่าจะขอเจรจาสงบศึกเมื่อครู่นี้ เป็นเพียงหยั่งเชิง ความคิดของเยี่ยหลีและต าหนักติ้งอ๋องแห่งฉู่จิงเท่านั้น ทว่าท่าทีของเยี่ยหลีกลับท าให้เขาคาดเดาไม่ได้ว่า สถานการณ์ภายในต าหนักติ้งอ๋องยามนี้เป็นเช่นไรกันแน่
“ทูลพระชายา ฮ่องเต้แห่งต้าฉู่ขอพบอยู่ที่นอกด่าน พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ที่อยู่ด้านนอกประตูรายงานเสียงดัง
书呆子
เหลยเจิ้นถิงนัยน์ตาวูบไหวเล็กน้อย แต่สีหน้าดูไม่ ประหลาดใจเลยแม้แต่นิดเดียว เขาหันหน้าไปมองเยี่ยหลี ที่นั่งอยู่ด้านหน้า อยากจะรู้ว่านางวางแผนจะจัดการ อย่างไร แต่ก็ได้ยินเยี่ยหลีเอ่ยเรียบๆ ว่า “ฮ่องเต้แห่งต้าฉู่ เดินทางมาจากแดนไกล เชิญเขาเข้ามาเถอะ เฟิ่งซาน เจ้าพาซื่อจื่อไปต้อนรับฉู่หวงที” มารยาทที่เป็นทางการ ไม่ควรจะผิดพลาดไม่ว่าด้วยเพราะเหตุอันใดทั้งสิ้น แม้ว่า ตอนนี้มองดูแล้วเจิ้นหนานอ๋องจะมีอ านาจยิ่งใหญ่กว่าม่อ จิ่งหลี แต่สุดท้ายแล้วม่อจิ่งหลีก็เป็นฮ่องเต้แห่งแคว้น การส่งคนออกไปต้อนรับจึงเป็นมารยาทที่สมควรกระท า
“ข้าน้อยน้อมรับค าสั่งพ่ะย่ะค่ะ” เฟิ่งจือเหยารับค า เสียงเข้ม
“ลูกน้อมรับค าสั่ง” ม่อตัวน้อยกระโดดลงจากเก้าอี้ ที่อยู่ด้านข้างเยี่ยหลี แล้วเดินตามเฟิ่งจือเหยาออกไป ด้วยกัน
书呆子
“แม่ทัพนายกองของต าหนักติ้งอ๋องนั้นมีความ จงรักภักดีมากกว่าคนทั่วไปจริงๆ” เหลยเจิ้นถิงมอง เฟิ่งจือเหยาเดินออกไป พลางเอ่ยขึ้นอย่างมีนัยยะลึกซึ้ง ด้วยนิสัยหยิ่งผยองของเฟิ่งจือเหยา ให้ออกไปต้อนรับม่อ จิ่งหลีนั้น มากพอที่จะอธิบายได้ถึงการยอมรับของคน เหล่านี้ที่มีต่อเยี่ยหลี เห็นได้ชัดว่าที่ยามนี้ต าหนักติ้งอ๋อง ตกมาอยู่ในความดูแลของเยี่ยหลี ไม่มีความวุ่นวายใดๆ เกิดเข้นเลย แม้จะมีการสูญเสียจริงๆ…แต่ก็เป็นเพียงม่อ ซิวเหยาเท่านั้น เมื่อคิดถึงจุดนี้ แววตาที่เหลยเจิ้นถิงม องเยี่ยหลีจึงซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ในใจเขาลอบเสียใจเงียบๆ ที่หลายวันก่อนเยี่ยหลีสามารถหลบพ้นการโจมตีที่ถึงแก่ ชีวิตของหลิงเถี่ยหานไปได้
เหลิ่งเฮ่าอวี่ที่นั่งอยู่อีกด้านแค่นเสียงเบา เอ่ยยิ้มๆ ว่า “เจิ้นหนานอ๋องกล่าวชมกันเกินไปแล้ว ขุนนางสุจริต มิมีสองนาย พวกข้าเพียงท าในสิ่งที่พวกข้าสมควรท า
书呆子
เท่านั้น” เหลยเจิ้นถิงยิ้มบางๆ ให้กับเหลิ่งเฮ่าอวี่ที่ส่ง สายตาไม่เป็นมิตรมาให้อย่างไม่สนใจ
เยี่ยหลีมองไปทางเหลิ่งเฮ่าอวี่ยิ้มๆ ครู่หนึ่งโดยไม่ คัดค้าน “เจิ้นหนานอ๋องกล่าวได้ถูกต้องยิ่งแล้ว หลายวัน มานี้ หากไม่ใช่เพราะมีพวกเขาคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ ข้าคงจะ…มีเพียงแรงใจ แต่แรงกายมิไหวอยู่บ้างจริงๆ”
“เช่นนั้น เหตุใดพระชายาติ้งอ๋องจึงไม่เชิญคุณชาย ชิงเฉินมาควบคุมสถานการณ์เล่า” เหลยเจิ้นถิงถาม นี่ เป็นจุดที่เขาสงสัยมากที่สุด โดยทั่วไปแล้ว หากม่อซิว เหยาตายแล้วจริงๆ เช่นนั้นต าหนักติ้งอ๋องก็จ าเป็นต้อง สนับสนุนให้ม่ออวี้เฉินขึ้นสืบทอดต าแหน่ง แต่ในยามนี้ อายุของม่ออวี้เฉินยังไม่เต็มเก้าขวบดี จึงเป็นธรรมดาที่ จะไม่สามารถควบคุมดูแลต าหนักติ้งอ๋องและกองทัพ ตระกูลม่อได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรู้สึกหรือ ว่าเหตุผลก็สมควรจะเชิญสวีชิงเฉินหรือสวีหงอวี่มา
书呆子
ควบคุมดูแลสถานการณ์ที่ด่านเฟยหง ทว่ายามนี้คน ตระกูลสวีกลับไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นเลยแม้แต่คนเดียว จึง ท าให้เหลยเจิ้นถิงมีท่าทีสงสัยในเรื่องการตายของม่อซิว เหยาอย่างไม่มีทางเลือก
เยี่ยหลีส่ายหน้า ยิ้มเจื่อนเล็กน้อย “เมืองหลีก็ จ าเป็นต้องมีพี่ใหญ่คอยควบคุมสถานการณ์ ยิ่งไปกว่านั้น …” เยี่ยหลีส่ายหน้าแต่ไม่ได้เอ่ยอันใดต่อ ซึ่งไม่ต้องสงสัย เลยว่ากิริยาท่าทางของนางจะท าให้ผู้คนจินตนาการ เชื่อมโยงกันมากกว่าเดิม แน่นอนว่าเหลยเจิ้นถิงรู้ถึง ความส าคัญที่ทั่วทั้งซีเป่ยมีต่อต าหนักติ้งอ๋อง ยิ่งไปกว่า นั้น หลังจากข่าวการตายของม่อซิวเหยาแพร่ออกไป เขา ได้แอบสั่งการให้ทหารที่อยู่ในแคว้นซีหลิงเคลื่อนพลไป ทางเหนือ อย่างไม่ได้ต้องการที่จะบุกโจมตีเมืองหลวง แห่งซีหลิงเช่นเดิม แต่เพื่อสกัดกั้นทัพใหญ่ของจางฉี่หลัน ที่ประจ าการอยู่ทางทิศตะวันตก
书呆子
ยังมีแคว้นเป่ยหรงที่ม่อซิวเหยาเพิ่งจะท าลายก าลัง ทหารไปเกือบครึ่งหนึ่งกับองค์ชายสิ้นพระชนม์ไป พระองค์หนึ่งด้วย ยามนี้เมื่อได้ยินข่าวการตายของม่อซิว เหยา เป่ยหรงอ๋องจะไม่ก้าวออกมาสร้างเรื่องเพื่อกอบกู้ หน้าตาของตนเองได้อย่างไร ดังนั้น ตอนนี้ทางซีเป่ย โดยเฉพาะเมืองหลีจะสามารถตรึงเอาไว้ได้หรือไม่นั้นก็มี ความส าคัญมากเป็นพิเศษอย่างเห็นได้ชัด ขอเพียงแค่ซี เป่ยยังอยู่ แม้ว่ากองทัพตระกูลม่อจะพ่ายแพ้ในครั้งนี้ แต่ ก็ยังมีสถานที่ให้สามารถถอยร่นไปหลบพักอาศัยได้ รอ จนผ่านไปอีกหลายปี เมื่อม่ออวี้เฉินเติบใหญ่ กองทัพ ตระกูลม่อจะไม่หวนกลับมามีอ านาจอีกได้อย่างไร ถึง อย่างไร จากความเข้าใจที่เหลยเจิ้นถิงมีต่อการสืบทอด สายเลือดที่ใกล้เคียงกับปีศาจของต าหนักติ้งอ๋องแล้ว การที่ม่ออวี้เฉินสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวคนเดียวในยาม ที่อายุสิบขวบก็ไม่มีอันใดให้ต้องสงสัยเลย แน่นอนว่า เหลยเจิ้นถิงไม่ได้วางแผนจะมอบโอกาสนี้ให้กับเขา
书呆子
เมื่อเห็นท่าทางลังเลของเยี่ยหลี เหลยเจิ้นถิงจึงเชื่อ ในข่าวการตายของม่อซิวเหยาเพิ่มขึ้นอีกสองส่วน เยี่ยหลี ไม่ใช่สตรีทั่วไปที่จะร้องห่มร้องไห้ ท่าทางของสตรีที่ได้รับ ความตื่นตระหนกตกใจนั้น เหลยเจิ้นถิงไม่สนใจ ถึง อย่างไรเยี่ยหลีก็ไม่ใช่สตรีธรรมดา ถ้าหากว่าในยามนี้ เจ็บปวด เศร้าเสียใจจนไม่เป็นตัวของตัวเองจริงๆ เหลย เจิ้นถิงคงจะสงสัยหรือนึกดูแคลนนางขึ้นมา
“พระชายา! พระชายา ไม่ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” นอก ประตู องครักษ์นายหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานอย่างเร่งรีบ เยี่ยหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะเอ่ยถามว่า “มีอันใดหรือ” องครักษ์เหลือบมองไปทางเหลยเจิ้นถิงครู่หนึ่ง แล้วถึง เอ่ยด้วยความล าบากใจ “ซื่อจื่อ…ซื่อจื่อท าให้ฮ่องเต้ แห่งต้าฉู่ได้รับบาดเจ็บพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นล้วนตกตะลึง ไม่ว่าม่อตัวน้อย จะเก่งกาจเพียงใด แต่ก็เป็นเด็กที่อายุเก้าขวบคนหนึ่ง จะ
书呆子
ท าม่อจิ่งหลีรับบาดเจ็บได้อย่างไรกัน? องครักษ์เห็นแวว ตาสงสัยของทุกคนจึงรีบเอ่ยว่า “เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ ซื่อจื่อ…ซื่อจื่อกัดฮ่องเต้แห่งต้าฉู่อย่างแรงไปทีหนึ่งพ่ะย่ะ ค่ะ”
“ซื่อจื่อไม่เป็นอะไรนะ” เหลิ่งเฮ่าอวี่รีบเอ่ยถาม แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยตั้งความหวังในเรื่องนิสัยของม่อจิ่ง หลีอยู่แล้ว ม่อจิ่งหลีที่ใจแคบยิ่งกว่าไส้ไก่ผู้นั้นคงไม่มีทาง ไม่คิดเล็กคิดน้อยเพียงเพราะเห็นว่าม่อตัวน้อยเป็นเด็ก คนหนึ่ง องครักษ์ปาดเหงื่อ พลางเอ่ยว่า “ซื่อจื่อมิเป็นอัน ใดขอรับ…แต่ว่า ซื่อจื่อกล่าวว่าจะปลิดชีพฮ่องเต้แห่งต้าฉู่ คุณชายเฟิ่งซานห้ามเอาไว้ไม่อยู่ พระชายาได้โปรดรีบไป ดูเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
书呆子
ตอนที่ 400-3 กำรสืบข่ำวครำวของแต่ละฝ่ำย
เยี่ยหลีหลุบตาลง อ าพรางความขบขันที่พาดผ่าน นัยน์ตาไปแล้วลุกขึ้นยืน พลางเอ่ยกับเหลยเจิ้นถิงอย่าง เป็นกังวล “เจิ้นหนานอ๋อง ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ข้าคง ต้องขอตัวก่อน” เหลยเจิ้นถิงเอ่ยยิ้มๆ “พระชายาเกรงใจ เกินไปแล้ว ไม่สู้ให้ข้าไปดูพร้อมกับพระชายาดีหรือไม่?” เยี่ยหลีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้านทานความเป็น ห่วงที่มีต่อบุตรชายเอาไว้ไม่ไหว จึงพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “เชิญเจิ้นหนานอ๋อง”
“เชิญพระชายา”
เยี่ยหลีไม่เกรงใจเขาอีก รีบเป็นฝ่ายก้าวน าออกไป จากห้องโถงก่อนทันที
สถานที่ที่อยู่ไม่ไกลจากประตูต าหนัก ขบวน เดินทางของม่อจิ่งหลีบวกกับองครักษ์ของต าหนักติ้งอ๋อง ขวางเส้นทางที่เดิมก็ไม่ได้กว้างเอาไว้จนน้ าก็มิอาจไหล
书呆子
ผ่านได้ ม่อจิ่งหลีสวมเครื่องแต่งกายสีเหลืองสดอย่างผู้ ด ารงต าแหน่งฮ่องเต้ ขึงตามองม่อตัวน้อยด้วยสีหน้า ท่าทางเดือดดาล มือซ้ายตรงด้านหน้าที่ถูกคนกัดจนเป็น รอยแผลนั้นมีเลือดรินไหล เห็นได้ชัดว่าผู้ที่ลงมือไม่ได้ยั้ง มือไว้ไมตรีเลยแม้แต่น้อย
ม่อตัวน้อยถูกเฟิ่งจือเหยากอดแน่นเอาไว้ในอ้อม แขนแน่นโผล่มาเพียงศีรษะ แต่เมื่อเห็นโทสะบนใบหน้า และการแยกเขี้ยวไปทางม่อจิ่งหลีด้วยท่าทางโหดเหี้ยม แล้วก็รู้ว่า หากไม่ใช่ว่าเฟิ่งจือเหยากอดได้แน่น ก็เกรง ว่าม่อตัวน้อยคงจะพุ่งตัวเข้าใส่อีกฝ่ายทันที
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น” เยี่ยหลีเดินฝ่ากลุ่มคนเข้าไป จากทางด้านหลัง ขมวดคิ้ว พลางเอ่ยถาม
เมื่อเห็นเยี่ยหลีมา เฟิ่งจือเหยาดูโล่งอกอย่างเห็นได้ ชัด เขาไม่ได้กลัวว่าซื่อจื่อจะกัดม่อจิ่งหลีจนได้รับบาดเจ็บ
书呆子
แต่เป็นห่วงว่าม่อจิ่งหลีจะบันดาลโทสะท าร้ายม่อตัวน้อย จนได้รับบาดเจ็บเสีย
“ท่านแม่…” พอเฟิ่งจือเหยาปล่อยม่อตัวน้อย ม่อ ตัวน้อยก็โผเข้าไปในอ้อมกอดของเยี่ยหลีอย่างเป็นฝ่าย ถูกรังแกทันที เขาถูไถใบหน้าอยู่ในอ้อมแขนเยี่ยหลี นัยน์ตากลมโตขึงใส่ม่อจิ่งหลี ใบหน้าได้รูปเต็มไปด้วย ความน่าสงสาร แตกต่างจากท่าทางที่จะพุ่งเข้าไปกัดคน อย่างดุดันเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว
เยี่ยหลีกอดบุตรชายไว้ในอ้อมแขน ตบเบาๆ ขณะ เอ่ยด้วยน้ าเสียงอ่อนโยนว่า “ตัวน้อยเป็นอันใดลูก ได้รับ บาดเจ็บหรือไม่”
ม่อตัวน้อยส่ายหน้าเล็กๆ ที่ซุกอยู่ในอ้อมกอดเยี่ย หลีไปมา เยี่ยหลีถึงได้โล่งใจ ลูบศีรษะเล็กๆ ของเขา พลางเอ่ยว่า “ไม่เป็นอะไรก็ดี ต้องระวังความปลอดภัย ด้วย ถ้าหากว่าได้รับบาดเจ็บขึ้นมาจะท าเช่นไร”
书呆子
“เขาเป็นคนไม่ดี! ตัวน้อยเกลียดเขา!” ม่อตัวน้อย เอ่ยออกมาอย่างน้อยใจ เสียงนุ่มอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาของ เด็กน้อยดังออกไปไกล ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์จึงอด ไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางม่อจิ่งหลี ต้องชั่วร้ายเพียงใด กันหนอ ถึงได้ท าให้ซื่อจื่อที่น่ารักของต าหนักติ้งอ๋อง เกลียดเขาได้เพียงนี้
ม่อจิ่งหลีมีสีหน้าอึมครึมทันที เขาเกือบจะถูกเจ้า เด็กผีนี่กัดจนเนื้อหลุด แต่เจ้าเด็กนี่กลับกล้าท าตัวเป็นคน ชั่วร้ายที่ฟ้องก่อนเสียนี่!
“เยี่ยหลี เจ้าสอนลูกเช่นนี้หรือ ช่างไร้มารยาทเสีย จริง!” ม่อจิ่งหลีเอ่ยเสียงเย็นพร้อมขึงตาใส่เยี่ยหลี
นัยน์ตาใสของเยี่ยหลีเข้มขึ้นเล็กน้อย ลุกขึ้นมองม่อ จิ่งหลีอย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้ เอ่ยด้วยน้ าเสียงราบเรียบ ว่า “ข้าจะสั่งสอนบุตรชายอย่างไร คงไม่จ าเป็นให้ฮ่องเต้
书呆子
แห่งต้าฉู่เข้ามายุ่มย่ามหรอก หากท่านมีเวลา มิสู้ไปสั่ง สอนบุตรชายของตนเองให้ดีจะดีกว่าหรือ”
“พรืด…” เฟิ่งจือเหยาที่อยู่ด้านข้างส่งเสียงหัวเราะ พรืดออกมาอย่างอดมิได้ พระชายาจะต้องเหยียบโดน จุดอ่อนของม่อจิ่งหลีแน่นอน ทั้งใต้หล้ามีผู้ใดที่ไม่รู้บ้างว่า ตอนนี้ม่อจิ่งหลีมีอายุสามสิบปีแล้ว ไม่ต้องพูดถึงบุตรชาย เลย แม้แต่บุตรสาวสักคนก็มิมี กระทั่งในหมู่ประชาชนยัง มีข่าวลือออกมาว่าหลีอ๋องเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ แน่นอนว่าเฟิ่งจือเหยาที่เป็นคนสนิทของต าหนักติ้งอ๋อง นั้นต้องรู้ชัดเจนกว่าอยู่บ้าง และก็เป็นเพราะรู้ดี เฟิ่งจือเห ยาจึงเกือบจะเห็นอกเห็นใจม่อจิ่งหลี เรื่องที่น่าเจ็บปวด มากที่สุดบนโลกใบนี้ไม่ใช่การไม่เคยมี แต่คือการมีแล้ว สูญเสียไปต่างหาก หน าซ้ าหลังจากได้รับคืนกลับมาจาก การสูญเสียไปยังต้องพบว่าเป็นการกระท าที่เหนื่อยเปล่า เสียอีก
书呆子
ดังนั้น ตอนนี้เกรงว่าการด่าทอม่อจิ่งหลีด้วยวาจา หยาบคายร้อยประโยค ยังไม่ท าให้ม่อจิ่งหลีเดือดดาลได้ เท่ากับประโยคเบาหวิวที่พระชายาติ้งอ๋องเอ่ยด้วยซ้ า
“เยี่ยหลี!” ม่อจิ่งหลีค ารามอย่างดุดัน เยี่ยหลีหัน กลับไปจูงมือม่อตัวน้อยมาเผชิญหน้ากับม่อจิ่งหลี พลาง เอ่ยเสียงขรึมว่า “ข้าเคารพที่ท่านเป็นฮ่องเต้แห่งแคว้น แต่หากฮ่องเต้แห่งต้าฉู่ไร้ซึ่งมารยาทของการเป็นแขกแล้ว ก็โปรดอภัยที่ข้ามิอาจไปส่งท่านได้ไกลกว่านี้”
ม่อจิ่งหลียิ้มอย่างมีโทสะ ยกมือของตนขึ้นเล็กน้อย พลางเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ข้ามาร่วมพิธีไว้อาลัยให้ผู้ที่สิ้นชีวีไป ด้วยความประสงค์ดี เพิ่งจะข้ามด่านมา ก็ถูกบุตรชายคน นี้ของเจ้ากัดเข้าให้ทีหนึ่ง นี่คือมารยาทในการต้อนรับ แขกผู้มาเยือนของต าหนักติ้งอ๋องหรือ”
ม่อตัวน้อยยืนอยู่ข้างกายเยี่ยหลี เชิดสันกรามที่ งดงามได้รูปขึ้น พลางเอ่ยว่า “ท่านมิได้มาร่วมพิธีไว้อาลัย
书呆子
ให้ท่านพ่อ ท่านมาเพื่อก่อกวน! ผู้ที่มาร่วมพิธีไว้อาลัย ให้กับท่านพ่อไม่สวมเครื่องแต่งกายเช่นท่านนี้หรอก!”
ทุกคนพลันเบนสายตาไปทางม่อจิ่งหลีอีกครั้ง แม้ ว่าม่อจิ่งหลีจะมีฐานะเป็นถึงฮ่องเต้ แต่ฐานะของ ต าหนักติ้งอ๋องกลับมิได้ด้อยไปกว่าต้าฉู่ ในฐานะแขกผู้มา เยือนไม่ได้มีข้อเรียกร้องให้สวมชุดไว้อาลัย ทว่าอย่าง น้อยก็ควรจะสวมเครื่องแต่งกายที่เรียบง่าย ไม่ใช่การ สวมเสื้อคลุมลายมังกรแวววาวเดินอวดโฉมเข้ามาอย่าง ที่ม่อจิ่งหลีท า เหลยเจิ้นถิงสวมเสื้อสีด าลายเส้นสีเข้มยืน อยู่อีกด้านรู้สึกได้ถึงสายตาไม่เป็นมิตรจากทหารตระกูล ม่อที่มองมาทางเขา เสื้อผ้าชุดนี้ของม่อจิ่งหลีไม่เหมือน มาเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยแก่ผู้วายชนม์ แต่เหมือนมาโอ้อวด แสนยานุภาพเพื่อท าลายพิธีมากกว่า
ม่อจิ่งหลีพูดไม่ออก เขาไม่ได้ตั้งใจมาร่วมพิธีไว้ อาลัยให้กับม่อซิวเหยาจริงๆ ม่อซิวเหยาตายไปแล้ว ถึง
书呆子
เขาจะฝันก็ยังอยากหัวเราะออกมา จะอยากมาร่วมพิธีไว้ อาลัยให้เขาได้อย่างไร เพียงแต่เมื่อตนมาถูกเด็กคนหนึ่ง เปิดโปงต่อหน้าผู้คนมากมาย จึงท าให้เขาหาทางลงไม่ได้ อยู่บ้าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ม่อจิ่งหลีถึงได้แค่นเสียงเบา มองไป ทางเยี่ยหลีพลางเอ่ยว่า “พระชายาติ้งอ๋อง ข้าเดินทาง รอนแรมมาจากแดนไกล เจ้าคิดจะขวางข้าอยู่ที่นี่ให้ได้ เช่นนี้หรือ?” เยี่ยหลีเหลือบมองเขาครู่หนึ่งด้วยสีหน้าเฉย ชา “ถ้าหากว่าฉู่หวงมาร่วมพิธีไว้อาลัยแก่ติ้งอ๋องด้วย ความจริงใจ ข้าย่อมมิกล้าขัดขวาง”
ม่อจิ่งหลีเอ่ยอย่างไม่ยอมถอยว่า “แน่นอนว่าข้ามา เพื่อการนั้น”
เยี่ยหลีพยักหน้าด้วยท่าทางสงบนิ่ง “ในเมื่อเป็น เช่นนั้น ก็เชิญหลีอ๋องไปจุดธูปท าความเคารพที่ห้องเซ่น ไหว้ด้านหน้าเถิด”
书呆子
ม่อจิ่งหลีไม่คัดค้าน พยักหน้าเอ่ยว่า “พอดีเลย ข้า อยากจะเห็นศพของติ้งอ๋องสักหน่อย ถึงอย่างไร…ก็มี ความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่ในวัยเยาว์ คิดว่า พระชายาติ้ง อ๋องคงจะไม่คัดค้านกระมัง?”
เยี่ยหลีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงราบเรียบ ว่า “เชิญฉู่หวง”