ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 397-1 สกัดฆ่ำระหว่ำงทำงกลับ ตอนที่ 398-3 สำยใยครอบครัว ยำกที่จะตัดขำด
- Home
- ชายาเคียงหทัย
- ตอนที่ 397-1 สกัดฆ่ำระหว่ำงทำงกลับ ตอนที่ 398-3 สำยใยครอบครัว ยำกที่จะตัดขำด
“พระชายา?” ทุกคนเบิกตาโตมองเยี่ยหลีอย่าง ตกใจ ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แม้พระชายาติ้งอ๋องมีอายุ ไม่มากไปกว่าทุกคนในที่นั้น แต่ความสามารถในการตั้ง สติและสงบอารมณ์นั้น แม้แต่แม่ทัพที่ผ่านศึกสงครามมา นับครั้งไม่ถ้วนอย่างหลี่ว์จิ้นเสียนยังอดชื่นชมนางไม่ได้ สิ่งที่ท าให้พระชายาสีหน้าเปลี่ยนแปลงได้เช่นนี้ เกรงว่า คงมีเพียงเรื่อง…
อวิ๋นถิงเดินขึ้นไปเก็บจดหมาย เขาก้มศีรษะลงไป มอง แล้วเกือบจะร้องตะโกนขึ้นว่า “ท่านอ๋อง…”
“เงียบไว้!” เยี่ยหลีดึงสติกลับมาได้ในทันที นางรีบ พูดขัดอวิ๋นถิง เยี่ยหลีหลับตาลง ก่อนจะลืมตาขึ้นพร้อม แววตาปกติและสงบ นางยื่นมือออกไป อวิ๋นถิ๋งอดกลั้น ความตกตะลึงไว้ น าจดหมายในมือยื่นให้เยี่ยหลี
书呆子
เยี่ยหลีรับจดหมายมา ก้มศีรษะดูอีกครั้ง แล้วถาม ขึ้นว่า “คนส่งจดหมายอยู่ที่ไหน ให้เขาเข้ามา” ผ่านไป ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มดวงตาแดงก่ าและเหน็ดเหนื่อยจากการ เดินทางไกลก็เดินเข้ามา “พระชายา”
“อาจิ่น” เยี่ยหลีพูดเสียงเบา อาจิ่นเป็นคนซื่อสัตย์ ที่อยู่ใกล้ชิดม่อซิวเหยาที่สุด และยังเป็นคนที่ไม่ค่อย ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน จึงไม่เป็นจุดสนใจของผู้อื่น เฟิ่งจือเหยาตัดสินใจเลือกอาจิ่นมาส่งจดหมายด้วยตนเอง ท าให้เยี่ยหลีรู้สึกไม่ดีนัก เยี่ยหลีพยายามตั้งสติ ถามเสียง เบาว่า “อาจิ่น ท่านอ๋องเป็นอะไร” อาจิ่นกัดริมฝีปาก มองเยี่ยหลีด้วยสายตาเศร้าหมอง ตอบว่า “ท่านอ๋อง… ท่านอ๋องสลบไม่ตื่น คุณชายเฟิ่งซานให้ข้ามาเชิญพระ ชายาให้รีบกลับไปพ่ะย่ะค่ะ” อาจิ่นรู้ดีว่าตนไม่ฉลาด เขา จึงมีความภักดีมากกว่าคนอื่น ท่านอ๋องและพระชายาก็ ไม่เพียงไม่ได้ดูถูกตนเพราะความไม่ฉลาด แต่กลับยิ่ง
书呆子
ไว้วางใจเขา ครั้งนี้คุณชายเฟิ่งซานให้ตนมาส่งจดหมาย ด้วยตนเอง ก็เพราะเขาเป็นคนเช่นนี้ ไม่เช่นนั้น ในขณะที่ ท่านอ๋องบาดเจ็บสาหัสอยู่นั้น เขาคงไม่ยอมห่างจากท่าน อ๋อง ถึงแม้จะเป็นค าสั่งของคุณชายเฟิ่งซานก็ตาม
เยี่ยหลีใจหล่นวูบ พยักหน้าพูดว่า “ข้ารู้แล้ว เจ้าไป พักผ่อนก่อนเถอะ เราจะออกเดินทางกันคืนนี้”
อาจิ่นผงกศีรษะ แม้คุณชายเฟิ่งซานจะปิดบังเรื่อง ที่ท่านอ๋องสลบไปได้ แต่หากท่านอ๋องไม่ปรากฏต่อหน้า ผู้คนเป็นเวลานาน คุณชายเฟิ่งซานคงมิสามารถปิดบังได้ อีกต่อไป หากพระชายารีบกลับไปได้ ก็จะจัดการกับทุก เรื่องได้อย่างง่ายดายขึ้น
หลังจากให้อาจิ่นออกไป จั๋วจิ้งและคนอื่นๆที่อยู่ ข้างๆ จึงได้เอ่ยปากพูดว่า “พระชายา ตอนนี้เรา…” เยี่ย หลียกมือขึ้นห้ามพวกเขาเอ่ยสิ่งที่จะถาม นางสูดหายใจ เข้าลึกก่อนจะพูดขึ้นว่า “ฉินเฟิง ข้าจะเขียนจดหมาย
书呆子
ฉบับหนึ่งให้เจ้าน าไปส่งให้แม่ทัพหลี่ว์ด้วยตนเอง จั๋วจิ้ง หลินหาน เก็บของให้เรียบร้อย เราจะออกเดินทาง เดี๋ยวนี้”
“พ่ะยะค่ะ พระชายา” จั๋วจิ้งและคนอื่นๆ ตอบรับ โดยพร้อมเพรียงกัน จากนั้นก็ออกจากค่ายกันอย่าง รวดเร็ว พวกเขาแยกย้ายกันไปตระเตรียมสิ่งของ เยี่ยหลี มองเหอซู่และอวิ๋นถิงที่เหลืออยู่ พูดว่า “หลังจากข้า กลับไปแล้ว แผนการจัดการทหารฉู่ของกองทัพตระกูล ม่อ ข้าขอส่งมอบให้ท่านแม่ทัพหลี่ว์เป็นผู้บัญชาการ ทั้งหมด พวกเจ้าทั้งสอง… จงปฏิบัติตามค าสั่งของแม่ ทัพหลี่ว์ เข้าใจหรือไม่”
อวิ๋นถิงและเหอซู่พยักหน้า ตอบอย่างนอบน้อม “ข้าน้อยรับทราบพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือด ของเยี่ยหลี อวิ๋นถิงจึงอดพูดขึ้นไม่ได้ว่า “พระชายา ท่าน
书呆子
อ๋องเป็นคนมีบุญวาสนาสูงส่ง เรื่องร้ายจะต้องถูก เปลี่ยนเป็นเรื่องดีแน่ พระชายาวางใจเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยหลียิ้มเล็กน้อย พยักหน้าพูดว่า “ข้ารู้แล้ว” ม่อ ซิวเหยาอายุยืนจะตายไป จะตายง่ายๆได้อย่างไรกัน เยี่ย หลียิ้มเล็กน้อย แต่ในสายตาของอวิ๋นถิงและเหอซู่แล้วสี หน้าพระชายากลับยิ่งแสดงความกังวล ทั้งสองสบตากัน ครู่หนึ่ง แล้วจึงจากไปอย่างมิสามารถท าสิ่งใดได้
ณ สถานที่แห่งหนึ่งในค่ายของทหารฉู่ ม่อจิ่งหลี เอนหลังนอนพิงเก้าอี้ที่ปูด้วยขนสัตว์อย่างหนาในค่ายที่ ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา เขาก าลังชื่นชมนางระบ าที่ก าลัง ร่ายร าอยู่ตรงหน้า ในอ้อมแขนยังมีสาวงามมากเสน่ห์อยู่ นางหนึ่ง สีหน้าที่แต่เดิมมีแต่ความเคร่งเครียด บัดนี้กลับ มีเพียงความล าพองใจ
แม่ทัพนายหนึ่งเดินเข้ามา เมื่อเห็นดนตรีและการ แสดงร่ายร า จึงอดขมวดคิ้วไม่ได้
书呆子
“ฮ่องเต้”
ม่อจิ่งหลีเลิกคิ้วถามว่า “มีเรื่องอันใด” แม่ทัพหลุบ ตาลง ยื่นจดหมายลับฉบับหนึ่งให้อย่างสุภาพ ม่อจิ่งหลี เปิดออก จากนั้นก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาทันที เขาลุก ขึ้นนั่ง มือข้างหนึ่งโอบเอวบอบบางของหญิงสาวไว้ มือ อีกข้างถือจดหมายไว้ด้วยความสุขเปี่ยมล้น “ดีมาก เยี่ยมมาก ไม่เสียเปล่าเลยจริงๆ… แม่ทัพหลี่ จงบัญชาลง ไป วางแผ่นสะท้อนแสงไว้ระหว่างทางที่ผ่านไปด่านเฟ ยหง ดักเยี่ยหลีไว้! แล้วก็ อย่าฆ่านาง… พานางมาหาเรา เราอยากเห็นเหลือเกินว่าใครจะเป็นคนหัวเราะจนถึง สุดท้าย!”
แม่ทัพหลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะ รายงานตามจริงว่า “ฮ่องเต้โปรดไตร่ตรอง หากพระ ชายาติ้งอ๋องเตรียมตัวจะกลับไปด่านเฟยหง ระหว่างทาง ต้องมีหน่วยกิเลนคอยคุ้มกัน การสังหารนางนั้นเป็นเรื่อง
书呆子
ไม่ง่าย แต่หากต้องการจับเป็น เกรงว่า…” ไม่ใช่เพราะ เขาดูถูกตนเอง ส าหรับหน่วยกิเลนที่ขู่ขวัญ ยศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งของหัวเมืองต่างๆ ได้ แม้จะส่งคน ที่เหมาะสมเพียงใดไปก็อาจไม่เพียงพอ แต่ฮ่องเต้ดันเพิ่ม ความยากด้วยการสั่งว่าห้ามฆ่าพระชายาติ้งอ๋อง
ม่อจิ่งหลีหน้าขรึมด้วยความไม่พอใจ ถามเสียงเย็น ชาว่า “ท าไม่ได้หรือ”
แม่ทัพหลี่ลังเลครู่หนึ่ง ท้ายสุดก็ท าได้เพียงลอบ ถอนหายใจ ช่างเถิด ถึงอย่างไรความเป็นไปได้ที่จะ สังหารพระชายาติ้งอ๋องได้ก็น้อยจนแทบจะไม่มีอยู่แล้ว หากปล่อยให้พระชายาติ้งอ๋องหลุดรอดไปเพราะการออม มือของตน ฮ่องเต้จะกล่าวโทษอย่างไรก็ยังพอคุยกันได้ “ข้าน้อยรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” ม่อจิ่งหลีจึงพยักหน้าอย่าง พึงพอใจ เมื่อเห็นสีหน้าแม่ทัพหลี่ยังคงปรากฏแวว
书呆子
คลางแคลง ม่อจิ่งหลีจึงเลิกคิ้ว ยิ้มพูดว่า “เจ้าอยากรู้ หรือไม่ว่าเหตุใดเยี่ยหลีจึงต้องรีบกลับไปกะทันหัน”
“ฮ่องเต้โปรดชี้แนะพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหลี่พูดอย่าง สุภาพ การไปของพระชายาติ้งอ๋องย่อมเป็นเรื่องดีส าหรับ พวกเขา แต่การที่พระชายาติ้งอ๋องจู่ๆ มาจากไป รวมทั้ง ความยินดีปรีดาอันท่วมท้นของฮ่องเต้เมื่อครู่นี้ แม่ทัพหลี่ พอรู้ว่าด่านเฟยหงคงเกิดเรื่องขึ้นแล้ว
ม่อจิ่งหลีหัวเราะร่า พูดว่า “ส าหรับพวกเราแล้ว เป็นเรื่องดีเหลือเกิน ม่อซิวเหยาจะตายแล้ว… ถือเป็น เรื่องดีหรือไม่”
เมื่อได้ยินดังนั้น แม่ทัพหลี่พลันตกใจ ถึงอย่างไรค า ว่า จะตายแล้ว สามค านี้ไม่สมควรใช้กับติ้งอ๋อง ในใต้หล้า นี้มีผู้คนมากมายเพียงใดที่คอยสาปแช่งให้ติ้งอ๋องตายตก ไปไวๆ แต่ผ่านมาหลายปีแล้ว ต าหนักติ้งอ๋องเคยประสบ ทั้งความตกอับและความรุ่งเรือง ติ้งอ๋องกลับยังคง
书呆子
เผชิญหน้ากับทุกคนได้อย่างภาคภูมิ ค าว่าติ้งอ๋องจะตาย แล้ว ส าหรับแม่ทัพหลี่แล้วเปรียบเสมือนฝันกลางวันของ คนที่นั่งอยู่ข้างบนนั้นมากกว่า
แม้แม่ทัพหลี่จะครุ่นคิดอย่างสติหลุดลอย แต่ ใบหน้าของเขากลับยังคงแสดงความนอบน้อม อีกทั้งยัง ไม่ลืมที่จะแสดงสีหน้าตกใจได้อย่างประจวบเหมาะ เมื่อ ม่อจิ่งหลีเห็นสีหน้าตกใจของผู้ใต้บัญชา เขาจึงยิ่งรู้สึกดีใจ นัก ตอนนี้เขาแทบจะอดใจรอเห็นสีหน้าของเยี่ยหลีไม่ ไหวแล้ว เหลยเจิ้งถิงและเหลยเถิงเฟิง… พ่อลูกคู่นี้ข้าม สะพานได้แล้วก็รื้อสะพานทิ้ง สุดท้ายม่อซิวเหยาก็ตาย ด้วยน้ ามือเขาอยู่ดี
“แค่กๆ ฮ่องเต้… ทางที่ดีเรื่องนี้ควรตรวจสอบให้ มั่นใจก่อนพ่ะย่ะค่ะ ถึงอย่างไรติ้งอ๋องก็เป็น…” แม่ทัพหลี่ ไอแห้งทีหนึ่ง พูดเตือนม่อจิ่งหลีอย่างสุภาพ อาการ บาดเจ็บของติ้งอ๋องในครานั้นสาหัสจนผู้คนใต้หล้าคิดว่า
书呆子
เขาต้องพิการแน่แล้ว แต่ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี ติ้ งอ๋องกลับน ากองทัพตระกูลม่อฟันฝ่าอุปสรรคกีดขวางทั้ง ปวง ท าให้ผู้คนต้องย าเกรง เมื่อเห็นท่าทีได้ใจของม่อจิ่ง หลี แม่ทัพหลี่จึงอดไม่ได้ที่จะเตือนเขาให้ไตร่ตรองให้ดี บนโลกใบนี้มีคนบางกลุ่มที่ทางที่ดีอย่าไปท าให้เขา เดือดร้อน แต่หากท าให้เขาเดือดร้อนเขาแล้ว ก็ต้องยิ่ง ระมัดระวัง นอกเสียจากว่าได้เห็นศพของเขาด้วยตา ตนเอง มิฉะนั้นอย่าได้ประมาท หาไม่แล้วคนที่โชคร้ายใน ตอนท้ายสุดอาจเป็นตนเอง
ม่อจิ่งหลีหรี่ตาลงเล็กน้อย เงียบไปครู่หนึ่ง ยากนัก ที่เขาจะฟังค าพูดของผู้อยู่ใต้ค าบัญชา ม่อจิ่งหลีพยักหน้า พูดว่า “เจ้าพูดถูก ต้องตรวจสอบให้รู้แน่ชัดเสียก่อน เพื่อ หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทุกประการ” ม่อซิวเหยา เราไม่ เชื่อว่าเจ้าจะตายยากเช่นนี้หรอก! ครั้งเดียวไม่ตาย ครั้งนี้ เจ้าจะไม่ตายอีกรึ!
书呆子
ตอนที่ 397-2 สกัดฆ่ำระหว่ำงทำงกลับ
กลางดึก ม้าเร็วสามสี่ตัวควบผ่านถนนสายหลักจน ฝุ่นตลบฟุ้งไปทั่ว
เยี่ยหลีขี่อยู่บนหลังม้า ตวัดแส้ในมือทยานตัวไป ข้างหน้า เนื่องจากเยี่ยหลีมีความทรงจ าของสองชาติ นาง จึงไม่ใช่คนบุ่มบ่าม เยี่ยหลีเป็นคนใจเย็นมาโดยตลอด ทว่าครั้งนี้ นางอดกระวนกระวายใจไม่ได้ นางปล่อยให้ ลมหนาวพัดโชยเสียดสีกับแก้ม ปอยผมทั้งสองข้างถูกพัด จนยุ่งเหยิง จั๋วจิ้งและคนอื่นๆ เร่งเดินทางตามหลังเยี่ยหลี ไปเช่นกัน ทุกคนรับมือไม่ทันกับการที่จู่ๆ เกิดเรื่องไม่ คาดฝันขึ้นในขณะที่ก าลังท าศึกสงครามได้อย่างราบรื่น
ทันใดนั้น ม้าตัวที่เยี่ยหลีขี่ก็ร้องเสียงดังขึ้น ขาหน้า ทั้งสองข้างยกขึ้นทันที
“พระชายาระวังพ่ะย่ะค่ะ!”
书呆子
บนหลังม้า เยี่ยหลีเหินตัวขึ้น ในขณะที่ทรงตัวบน พื้นได้มั่นคงแล้วนั้น ม้าดีที่แต่เดิมก าลังทะยานไป ข้างหน้าก็ล้มลงบนพื้นทันที
‘ฟิ้วฟิ้วฟิ้ว’ ธนูหลายดอกยิงมาจากสองข้างทาง ราวกับสายฝน
ดวงตาสดใสของเยี่ยหลีปรากฎแววอาฆาตแล่น ผ่าน ก่อนจะพูดเสียงขรึมว่า “จัดการให้หมด!” คนชุดด า นับไม่ถ้วนโผล่ออกมาจากความมืด จู่โจมมือธนูที่อยู่สอง ข้างทาง ส่วนเยี่ยหลีก็ขึ้นควบม้าดีอีกตัวหนึ่งและกระโจน ไปข้างหน้าต่อไปแล้ว หลินหาน จั๋วจิ้งและอาจิ่นที่อยู่ข้าง หลังเยี่ยหลีไม่ได้สนใจการฆ่าฟันเบื้องหน้า พวกเขาขี่ม้า ตามหลังเยี่ยหลีไปทันที
คืนพระจันทร์มืดมิดบนเส้นทางสายเก่าแห่งหนึ่ง บุรุษสูงสง่านายหนึ่งยืนอยู่ข้างทาง แหงนมองพระจันทร์ บนท้องฟ้า เสื้อสีน้ าเงินเข้มของเขาในค่ าคืนอันมืดสลัวยิ่ง
书呆子
ท าให้บรรยากาศมืดมน ความเฉยเมยและความกังวลใจ ของเขาก็ยิ่งเพิ่มพูน ในมือของชายผู้นั้นถือดาบหนักไว้ ราวกับว่าเพิ่งมายืนอยู่ตรงนั้น แต่ก็ราวกับว่ายืนอยู่ตรง นั้นมานานแสนนานแล้ว
บนทางที่ไกลออกไป เสียงเกือกม้าวิ่งดังมาแต่ไกล หญิงสาวชุดด านางหนึ่งและชายหนุ่มชุดเขียวนายหนึ่ง ปรากฏข้างกายชายผู้นั้น หญิงสาวชุดด าขมวดคิ้วถามว่า “พี่ใหญ่ เราจะท าเช่นนี้จริงๆ หรือ” ชายหนุ่มชุดเขียวพูด อย่างไม่เห็นด้วยนักว่า “พี่ใหญ่ หาเรื่องต าหนักติ้งอ๋อง มิใช่เรื่องฉลาดแต่อย่างใด”
ชายวัยกลางคนหันศีรษะไปด้านข้างเหลือบมอง น้องชายและน้องสาว พูดเสียงราบเรียบว่า “นี่เป็นเรื่อง ของข้า พวกเจ้าสองคนออกไปเดี๋ยวนี้”
ใบหน้าโหดเหี้ยมของชายหนุ่มปรากฏความกระวน วายใจแวบหนึ่ง เขาพูดอย่างไม่สบอารมณ์นักว่า “พี่ใหญ่
书呆子
หากเยี่ยหลีเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่นี่ พี่คิดว่าต าหนักติ้งอ๋อง จะปล่อยพวกเราไปหรือ หากเป็นเช่นนั้น พี่ใหญ่คนเดียว กับเราสามคนจะต่างกันอย่างไร”
ชายวัยกลางคนพูดว่า “นี่เป็นเรื่องของข้าคนเดียว พวกเจ้าจงกลับไป นี่คือ…ค าสั่ง!”
“แต่ว่า…” หญิงสาวชุดด าพูดพลางขมวดคิ้ว
“นอกเสียจากว่าพวกเจ้าไม่เห็นว่าข้าเป็นพี่ใหญ่ แล้ว ไม่อย่างนั้นก็รีบกลับไปเสีย!” ชายวัยกลางคนพูดขึ้น หญิงชุดด ากระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ กระตุกแขนชาย หนุ่มในนั้นแล้วหายไปในความมืด หลังจากทั้งสองเพิ่ง จากไปไม่นาน เสียงฝีเท้าม้าที่เมื่อครู่นี้ยังอยู่ไกลออกไปก็ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ คนที่มาคนแรกคือหญิงสาวสวมชุดคลุม สีขาว เมื่อนางเห็นชายวัยกลางคนก าลังยืนรออยู่ข้างทาง สีหน้าหญิงสาวฉายแววตกใจ พลางดึงบังเหียน
书呆子
ทุกคนที่อยู่ท่ามกลางความมืดเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเยี่ยหลีจะพูดเสียงเรียบว่า “ข้าไม่เคยคิดเลยว่า ใน หมู่คนที่คิดมิดีต่อข้าจะมีประมุขส านักเยี่ยนอ๋องร่วม ด้วย” ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็คือหลิงเถี่ยหาน ประมุข ส านักเยี่ยนอ๋องหนึ่งในสี่ยอดฝีมือแห่งใต้หล้า เมื่อครั้นมู่ ฉิงชังหายตัวไป เหลยเจิ้นถิงค่อยๆ แก่ตัวลงทุกวัน หลิง เถี่ยหานและม่อซิวเหยาก็กลายเป็นคนเพียงสองคนที่ เหลือที่เก่งกาจวิชาบู๊มากที่สุดในตอนนี้แล้ว อีกทั้งการ ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาทั้งชีวิตของเหลยเจิ้นถิงก็มิได้ จัดการได้ง่ายไปกว่ามู่ฉิงชัง ชั่วขณะที่เห็นเขาคนนั้น จั๋วจิ้งและคนอื่นๆ พลันเดินขึ้นหน้าไปคุ้มกันเยี่ยหลีไว้ ทันที
หลิงเถี่ยหานมิได้สนใจการกระท าของพวกเขาเลย เขาเพียงมองเยี่ยหลี ในใบหน้านิ่งขรึมปรากฏแวว เสียดายเล็กน้อย “ข้าก็ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้” ไม่ว่าจะ
书呆子
เป็นความนับถือซึ่งกันและกันของเขาที่มีต่อม่อซิวเหยา หรือความสัมพันธ์ที่มีต่อสวีชิงเฉิน หรือความชื่นชมที่มี ต่อสตรีตรงหน้าคนนี้ หลิงเถี่ยหานไม่เคยคิดเลยว่าวัน หนึ่งเขาจะต้องลงมือกับนาง น่าเสียดายที่…
จั๋วจิ้งยืนขวางหน้าเยี่ยหลีไว้ พูดเสียงขรึมว่า “ประมุขหลิง เจ้าเป็นถึงยอดฝีมือแห่งยุค แต่กลับท าให้ สตรีอย่างพระชายาของเราเดือดร้อน หากเรื่องแพร่ง พรายออกไป เจ้าไม่กลัวผู้คนจะเยาะเย้ยเอาหรือ” หลิง เถี่ยหานมองจั๋วจิ้งด้วยสีหน้าคล้ายเย้ยหยัน พูดขึ้นว่า “ลูกน้องของต าหนักติ้งอ๋องเป็นคนภักดีกล้าหาญเสียจริง พวกเจ้ารู้ดีว่าข้าจะท าอะไรมิใช่หรือ” ส านักเยี่ยนอ๋อง เป็นกลุ่มมือสังหารอยู่แล้ว เขาเคยใช้วิธีเลวทราม มากมายท าลายศัตรูของตน และในฐานะที่เป็นประมุข ของส านักเยี่ยนอ๋อง หลิงเถี่ยหานจึงไม่เคยให้ความส าคัญ กับชื่อเสียงของตน
书呆子
จั๋วจิ้งอ้ าอึ้ง การพูดเรื่องความยุติธรรมและชื่อเสียง ต่อหน้าคนที่เกิดมาเป็นนักฆ่า เขาเองก็รู้สึกว่าช่าง เหลวไหลสิ้นดี
“ข้าจ าได้ว่า ประมุขหลิงและเจิ้นหนานอ๋องแห่งซีห ลิงมีความแค้นต่อกัน” เยี่ยหลีกล่าว แค่ม่อจิ่งหลีคนเดียว มิสามารถขอร้องหลิงเถี่ยหานให้ท าเช่นนี้ได้เป็นแน่ เช่น นั่นก็คงมีเพียงเหลยเจิ้นถิงแล้ว หลิงเถี่ยหานไม่ปฏิเสธ พยักหน้าพูดว่า “ใช่แล้ว แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น… ข้า ก็ยังเป็นคนของซีหลิง”
เยี่ยหลีหลุบตาลง ขมวดคิ้วพูดขึ้นว่า “จะว่าไป… ไม่ค่อยมีคนรู้จักตัวตนของประมุขหลิงเลย ประมุขหลิง… ก็เป็นคนในราชวงศ์ซีหลิงใช่หรือไม่”
หลิงเถี่ยหานมองเยี่ยหลีอย่างตกใจ ก่อนจะพูดขึ้น ด้วยรอยยิ้มว่า “พระชายาติ้งอ๋องไม่ธรรมดาจริงๆ” เยี่ย หลีส่ายศีรษะด้วยความจนใจ “หากประมุขหลิงไม่
书呆子
ปรากฏอยู่ตรงนี้ ข้าก็คงคิดไม่ถึง” แม้จะมีผู้คนไม่น้อย คาดเดาตัวตนที่แท้จริงของหลิงเถี่ยหาน แต่ก็ยากตรงที่ เขาแทบจะไม่มีข้อผิดพลาดหรือช่องโหว่เลย หลายปีมานี้ ก็ไม่เห็นว่าเขาและเชื้อพระวงศ์ซีหลิงมีปฏิสัมพันธ์กัน เท่าไรนัก ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะเดาตัวตนของเขาได้ อย่างถูกต้อง แต่หลังจากที่เยี่ยหลีตัดตัวเลือกที่เป็นไปได้ ที่ท าให้หลิงเถี่ยหานช่วยเหลือเหลยเจิ้นถิงออก จึงเหลือ เพียงข้อสันนิษฐานนี้
ความสัมพันธ์อันย่ าแย่ระหว่างหลิงเถี่ยหานและ เหลยเจิ้นถิงนั้น ไม่ใช่การแสดงแต่อย่างใด การที่สามารถ ท าให้หลิงเถี่ยหานยอมลดละทิฐิที่มีมาหลายปีลงได้เพื่อ มาช่วยเหลยเจิ้นถิง ก็คงมีความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว คือหลิงเถี่ยหานเป็นคนของราชวงศ์ซีหลิงนั่นเอง
บนถนนสายเก่าใต้แสงจันทร์สลัวในฤดูหนาวอัน หนาวเหน็บและเปล่าเปลี่ยว ผ่านไปนานกว่าหลิงเถี่ย
书呆子
หานจะพูดขึ้นว่า “มารดาของข้า… เคยเป็นกุ้ยเฟยของ ฮ่องเต้องค์ก่อน” เยี่ยหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย ในวังย่อม หลีกเลี่ยงเรื่องการริษยาและเบียดเบียนซึ่งกันและกันมิได้ หลิงเถี่ยหานเป็นถึงลูกของฮ่องเต้องค์ก่อนของซีหลิงเชียว หรือ แต่กลับบอกเพียงว่าเป็นศัตรูกับแค่เพียงเหลย เจิ้นถิง ไม่ใช่ราชวงศ์ซีหลิง เยี่ยหลีจ าได้ว่าราชวงศ์ซีหลิง ในอดีตมีกุ้ยเฟยนางหนึ่งเป็นที่โปรดปรานอย่างมาก ภายหลังเหมือนว่าถูกฮ่องเต้องค์ก่อนฆ่าตาย แต่นี่เป็น เรื่องที่ผ่านมานานมาแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดสนใจ แม้แต่เยี่ย หลีเอง นางก็เพียงบังเอิญเห็นผ่านตาเมื่อตอนที่อ่าน เอกสารราชการของเหลยเจิ้นถิงเท่านั้น แม้แต่ชื่อสกุล ของกุ้ยเฟยท่านนั้นก็จ าไม่ได้แล้ว
เยี่ยหลีถอนหายใจ นางรู้ดีว่าสถานการณ์ตรงหน้านี้ มิสามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงพยักหน้าพูดว่า “ประมุขหลิง เชิญลงมือเถิด”
书呆子
หลิงเถี่ยหานขมวดคิ้ว “เจ้าไม่กลัวหรือ” หากจะ บอกว่าเยี่ยหลีมั่นใจว่าจะสู้หลิงเถี่ยหานได้นั้น ย่อมเป็น เรื่องตลกสิ้นดี หากหลิงเถี่ยหานสู้ด้วยความสามารถ ทั้งหมดที่มี อย่าว่าแต่เยี่ยหลีเลย แม้คนที่อยู่ในสนามรบ ทุกคนตอนนี้ร่วมมือกันก็สู้หลิงเถี่ยหานไม่ได้
书呆子
ตอนที่ 397-3 สกัดฆ่ำระหว่ำงทำงกลับ
เยี่ยหลียิ้มอย่างหมดหนทาง พูดว่า “กลัวแล้วจะ ท าอย่างไรได้” หากนางกลัวแล้วหลิงเถี่ยหานยอมปล่อย นางไป นางก็อยากแสดงให้เห็นว่าตนนั้นกลัวมากเพียงใด หลิงเถี่ยหานก้มศีรษะมองดาบในมือของตน พูดว่า “หาก พระชายายินยอมไปเป็นแขกที่ส านักเยี่ยนอ๋อง ข้าจะส่ง พระชายากลับมาหลังจากครึ่งเดือน”
หลิงเถี่ยหานแสดงออกอย่างชัดเจน เขาไม่อยากท า ให้เยี่ยหลีตกอยู่ในความล าบาก เขาเพียงต้องการรั้งนาง ไว้ไม่ให้นางกลับไปทันเวลาเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่าเยี่ยหลี จะอยู่หรือตายนั้น ส าหรับหลิงเถี่ยหานแล้วไม่มีความ แตกต่างแต่อย่างใด แต่มิตรไมตรีที่มีต่อสวีชิงเฉินและ ความชื่นชมที่มีต่อเยี่ยหลีนั้นท าให้หลิงเถี่ยหานไม่อยาก ลงมือกับนาง
书呆子
น่าเสียดายที่ถึงแม้หลิงเถี่ยหานจะคิดเช่นนี้ แต่เยี่ย หลีกลับไม่รับไว้ นางเพียงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า “เชิญประมุขหลิงลงมือ”
ในขณะที่เยี่ยหลีพูดนั้น จั๋วจิ้ง หลินหาน และอาจิ่น ก็เคลื่อนย้ายต าแหน่ง ดูราวกับจะล้อมรอบหลิงเถี่ยหาน ไว้อย่างไร้ซุ่มเสียง แต่กลับเป็นการคุ้มกันเยี่ยหลีโดยมิได้ นัดหมายเช่นกัน หลิงเถี่ยหานเห็นท่าทีของพวกเขา แวว ตาจึงเผยแววชื่นชม พยักหน้าพูดว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้า ต้องขออภัยแล้ว”
หลิงเถี่ยหานค่อยๆ ชักดาบในมือออกมา ท่าทาง เชื่องช้าราวกับก าลังลังเลว่าจะชักดาบออกมาดีหรือไม่ ในขณะเดียวกัน จั๋วจิ้ง หลินหาน และอาจิ่นก็กระโจนเข้า หาจากทั้งสามทิศทาง อันที่จริงนี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่จังหวะที่ร่างกายพวกเขา เคลื่อนตัวนั้น เห็นเพียงแสงวูบหนึ่งตัดผ่านความมืด ดาบ
书呆子
ยาวคมกริบในมือหลิงเถี่ยหานตวัดผ่านจั๋วจิ้งและคนอื่นๆ ด้วยความรวดเร็วและดุร้าย
ด้วยความสามารถของหลิงเถี่ยหาน หากพวกจั๋วจิ้ง ฝืนสู้กับเขา คงไม่ตายก็บาดเจ็บ ดังนั้น เมื่อเห็นแสงดาบ อันหนาวเหน็บวาดผ่าน ทั้งสามจึงเปลี่ยนทิศทาง ท าให้ รอดพ้นจากดาบที่ตวัดมาอย่างหวุดหวิด แต่กระนั้น ชายเสื้อของหลินหานก็ยังถูกเฉือนขาดเป็นวงกว้าง
พวกจั๋วจิ้งจ้องเขม็งไปที่ผู้ชายตรงหน้าอย่างตึง เครียด ตอนนี้พวกเขาเพิ่งรู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่าง ตนเองและยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ การเผชิญหน้ากับ ความน่าเกรงขามและความกดดันของหลิงเถี่ยหานที่ถา โถมเข้ามานั้น พวกเขาทั้งสามรู้สึกเพียงอาการปวดแสบ ปวดร้อนที่หน้าอก หากไม่ใช่เพราะพวกเขาทั้งสามฝึกจิต จนมั่นคง เกรงว่าตอนนี้คงล้มนอนบนพื้นจนลุกไม่ขึ้นแล้ว
书呆子
จั๋วจิ้งสูดหายใจเข้า ทันใดนั้นดาบยาวในมือพลัน ตั้งขึ้น ตวัดสองสามทีก่อนจะพุ่งไปทางหลิงเถี่ยหานอีก ครั้ง เห็นเพียงร่างตรงหน้าเหาะเหิน กลิ่นไอดาบพลุ่ง พล่านไปทั่ว แต่กระนั้น การออกตัวเต็มก าลังของจั๋วจิ้ง กลับไม่สามารถท าลายสมาธิของหลิงเถี่ยหานได้ ในขณะ ที่ปะทะกันนั้น หลิงเถี่ยหานยังมีพลังเหลือเฟือที่จะพูดว่า “ไม่เลว ศิลปะการต่อสู้ในใต้หล้า มีเพียงความเร็วที่ยาก จะยับยั้ง แต่… เจ้ายังเร็วไม่พอ!”
ความเร็วในการออกตัวของหลิงเถี่ยหานนั้นไม่ รวดเร็วนัก ทว่าแม้จั๋วจิ้งจะเร่งความเร็วอย่างไร ดาบ ของหลิงเถี่ยหานก็ตั้งรับไว้ตรงต าแหน่งที่เหมาะสมได้ อย่างง่ายดายทุกครั้ง การปะทะกันเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ สูญเสียก าลังกายและสมาธิ แต่ยังท าลายความมุ่งมั่นของ ฝ่ายตรงข้ามลงด้วย
书呆子
หลินหานและอาจิ่นสบตากันครู่หนึ่ง หลินหานถือ ดาบในมือจู่โจมเข้าไป แส้ยาวในมือของอาจิ่นสะบัดออก เสียงแส้ดังราวกับงูพิษที่ขู่เข็ญหลิงเถี่ยหาน
เยี่ยหลีที่ยืนอยู่ด้านข้างลอบถอนหายใจ ชักมีดสั้น ในแขนเสื้อออกมา และบุกตามเข้าไป หากพูดถึงการ ปะทะระยะประชิด บนโลกใบนี้มีคู่ต่อสู้ของเยี่ยหลีอยู่ไม่ มากนัก แต่หลิงเถี่ยหานคือคนหนึ่งในนั้น ‘ทักษะของ พระชายา… เสียดายที่ก าลังภายในอ่อนแอไปเล็กน้อย’ หลิงเถี่ยหานชมเชยจากใจจริง หากพูดกันในหมู่สตรีแล้ว ก าลังภายในของเยี่ยหลีไม่แย่นัก นางฝึกฝนก าลังภายใน มาไม่ถึงสิบปี แต่เทียบเท่ากับเหลิ่งหลิวเย่ว์ได้แล้ว แสดง ให้เห็นว่าเยี่ยหลีมีศักยภาพที่ไม่ธรรมดา เพียงแต่น่า เสียดายที่นางพลาดช่วงอายุที่ดีที่สุดในการฝึกก าลัง ภายในไป อีกทั้งเมื่อสู้กับปรมาจารย์อย่างหลิงเถี่ยหาน แล้ว ก็ไม่สมควรน ามาเทียบชั้นกันได้เลย
书呆子
เยี่ยหลีเคลื่อนไหวเร็วกว่าจั๋วจิ้งและหลิงหานเป็น เท่าตัว ทุกท่วงท่ามุ่งไปยังจุดส าคัญ แต่กระบวนท่าที่ เฉียบคมอันตรายเช่นนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าหลิงเถี่ยหานกลับ ไม่ควรค่าแม้แต่จะมองด้วยซ้ า เขาเป็นยอดฝีมือระดับ ปรมาจารย์เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถชิงใหญ่ชิงโตกับติ้ง อ๋องได้จริงๆ
แม้จะเป็นการต่อสู้แบบสี่ต่อหนึ่ง แต่พวกจั๋วจิ้งยิ่งสู้ ยิ่งท้อใจ สถานการณ์ตอนนี้เหมือนกับการต่อสู้ที่ไม่ สามารถเอาชนะติ้งอ๋องได้ พวกเขาเองก็ไม่มีวิธีเอาชนะคู่ ต่อสู้ของติ้งอ๋องอย่างหลิงเถี่ยหานได้เช่นกัน
“พระชายา รีบหนีไป!” จั๋วจิ้งพูดเสียงขรึม
เยี่ยหลียิ้มเฝื่อน แต่มือยังคงเคลื่อนไหวต่อไป ตอนนี้จะหนีไปไหนได้เล่า ตอนนี้หลิงเถี่ยหานยังไม่ออก แรงเต็มก าลังเลยด้วยซ้ า หากนางหนีไป เกรงว่าจั๋วจิ้งคง ได้ตายด้วยน้ ามือของหลิงเถี่ยหานภายในเศษเสี้ยวเวลา
书呆子
แล้ว ที่ส าคัญกว่านั้นคือ… ล าพังตัวนางคนเดียวก็ไม่มั่นใจ ว่าจะสามารถหลุดรอดจากการไล่ฆ่าของหลิงเถี่ยหานได้
“พระชายาติ้งอ๋อง ข้าขออภัยด้วย” เสียงของหลิง เถี่ยหานเย็นชา แฝงความเสียใจเล็กน้อย
ดาบยาวในมือขจัดจั๋วจิ้งและหลินหานออกไปได้ อย่างง่ายดาย ดาบพุ่งตรงไปทางเยี่ยหลีทันที
“พระชายา!”
พวกจั๋วจิ้งตะโกนขึ้นพร้อมกัน ในขณะเดียวกันร่าง ของจั๋วจิ้งและหลินหานก็เหาะเหินเข้าไปจากทางซ้ายและ ขวาทันที ดาบยาวในมือฟันออกไปอย่างรุนแรง ดาบเล่ม นี้ใช้พละก าลังทั้งหมดของทั้งสอง และมันก็สกัดดาบ ของหลิงเถี่ยหานได้จริงๆ อาจิ่นที่อยู่ด้านข้างถือโอกาสใช้ แส้ยาวดึงเยี่ยหลีกลับไปอยู่ข้างหลังตน “พระชายา รีบ ไป!” อาจิ่นพูดพลางจ้องเขม็งไปที่หลิงเถี่ยหานด้วยสีหน้า ไม่เป็นมิตรนัก
书呆子
“น่าสนุก” หลิงเถี่ยหานเลิกคิ้วมองจั๋วจิ้งและหลิน หานที่ล้มอยู่บนพื้น พวกเขาไม่ได้บาดเจ็บ เพียงแต่ใช้ พละก าลังทั้งหมดไปกับการสกัดดาบหลิงเถี่ยหานเมื่อครู่ นี้เท่านั้น ทว่าหากครั้งนี้ทั้งสองคนไม่ตาย จิตใจและ วิชาการต่อสู้ของพวกเขาจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด “คนของต าหนักติ้งอ๋อง ต่างจากคนทั่วไปจริงๆ เพียงแต่ … ดาบครั้งถัดไป จะมีใครช่วยสกัดอีกหรือ”
สีหน้าเยี่ยหลีเคร่งเครียด หลายปีมานี้ นางไม่เคย รู้สึกไร้หนทางเช่นนี้มาก่อน จนถึงตอนนี้หน่วยกิเลนยังมา ไม่ถึง คาดว่าคงถูกคนของส านักเยี่ยนอ๋องและเหลย เจิ้นถิงดักไว้แล้ว มิหน าซ้ า ที่ว่ากันว่าคนที่แข็งแกร่งเพียง หนึ่งคนสามารถเอาชนะนักสู้สิบคนได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าคน แข็งแกร่ง กลยุทธ์มากเพียงใดที่วางไว้ก็ไร้ประโยชน์
หลิงเถี่ยหานมองหญิงสาวชุดขาวตรงหน้าที่มี ท่าทางนิ่งราวกับน้ าไม่มีคลื่น เขาได้แต่ถอนหายใจ ค่อยๆ
书呆子
ยกดาบในมือขึ้น อาจิ่นตวัดแส้ออกไป แส้ยาวที่ช่างฝีมือผู้ ช านาญท าให้โดยเฉพาะถูกดาบฟันขาดอย่างง่ายดาย ดาบยาวกวาดไปทางเยี่ยหลีอย่างไม่ลดละ ส่วนพวกจั๋วจิ้ง ได้แต่เบิกตามองอย่างสิ้นหวัง
“ฟิ้ว!”
พลังอันรุนแรงถูกปล่อยออกมาจากป่าลึก ปะทะ กับดาบของหลิงเถี่ยหานในทันที ดาบยาวที่พุ่งไปทางเยี่ย หลีพลันชะงักลง สีหน้าหลิงเถี่ยหานเจื่อนไปเล็กน้อย สายตาพลันสอดส่ายไปในป่าลึก “ใคร!”
书呆子
ตอนที่ 398-1 สำยใยครอบครัว ยำกที่จะตัดขำด
ในป่าลึก ชายชุดด าค่อยๆ เดินก้าวออกมา แสง จันทร์สลัวท าให้เห็นเพียงใบหน้าแน่วแน่ของเขา เป็นชาย วัยกลางคนที่มีรอยเหี่ยวย่นลึกบนใบหน้า ราวกับใช้มีด สลักโครงหน้าอย่างชัดเจน ไรผมเริ่มมีสีดอกเลาแล้ว เขา ก าลังมองทุกคนใต้แสงจันทร์อย่างเฉยเมย
“มู่ฉิงชัง?” หลิงเถี่ยหานพึมพ า
“ประมุขหลิน ไม่เจอกันเสียนาน” มู่ฉิงชังพยักหน้า คนตรงหน้านี้คือมู่ฉิงชังปรมาจารย์อันดับหนึ่งของต้าฉู่ที่ จู่ๆ ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนั่นเอง มู่ฉิงชังเหลือบ มองเยี่ยหลีที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดว่า “พระชายาพาคนไปก่อน เถิด”
เยี่ยหลีเดินไปพยุงจั๋วจิ้งและหลินหาน พยักหน้าพูด ว่า “ล าบากอาจารย์มู่แล้ว”
书呆子
หลิงเถี่ยหานไม่พูดไม่จามองเยี่ยหลีพาทุกคนจาก ไป และมิได้ไล่ตามไป เขารู้ดีว่าหากไม่ก าจัดมู่ฉิงชัง เสียก่อน คืนนี้เขาอย่าริอาจคิดจะแตะต้องตัวเยี่ยหลี แม้แต่ปลายก้อย แม้เขามั่นใจว่าตนจะเอาชนะมู่ฉิงชังได้ แต่หนึ่งในสี่ยอดฝีมือในอดีตก็ไม่ใช่คนที่สามารถจัดการได้ ง่ายๆ อีกทั้งเขายังรู้สึกว่า มู่ฉิงชังต่างจากเมื่อสิบปีก่อน เมื่อสิบปีที่แล้วเขาบังเอิญมีโอกาสได้ประลองฝีมือกับมู่ฉิง ชังครั้งหนึ่ง ในตอนนั้นเขารู้สึกได้อย่างแน่ชัดว่าฝืมือมู่ฉิง ชังก าลังถดถอย ดังนั้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาจึงไม่เห็นมู่ ฉิงชังอยู่ในสายตาอีกเลย เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถ ถดถอยย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงมิได้ ทว่าในตอนนั้นมู่ฉิง ชังยังอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว แต่การพบหน้ากันในครั้งนี้ เขาพบว่ามู่ฉิงชังมิได้ย่ าแย่เหมือนที่เขาคาดคิดไว้ มิหน าซ้ า ฝีมือเขายังเก่งกาจขึ้นอีกด้วย
书呆子
หลิงเถี่ยหานมีเรื่องข้องใจอยู่เรื่องหนึ่ง เขาขมวดคิ้ว พูดขึ้นว่า “ไฉนข้าจึงมิรู้ว่ามู่ฉิงชังกลับไปเข้าหาต าหนักติ้ง อ๋อง” คนนอกอาจจะไม่รู้ แต่หลิงเถี่ยหานผู้เป็นผู้ควบคุม ส านักเยี่ยนอ๋องจะไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของมู่ฉิงชังได้ อย่างไร มู่หยางและมู่จิ้งหมินเพิ่งตกอยู่ในก ามือของ ต าหนักติ้งอ๋อง แต่มู่ฉิงชังกลับมาช่วยพระชายาติ้งอ๋อง เป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของหลิงเถี่ยหาน เหลือเกิน
“ข้ามิใช่คนของต าหนักติ้งอ๋อง” มู่ฉิงชังตอบอย่าง เย็นชา
หลิงเถี่ยหานเลิกคิ้ว “เช่นนั้นท่านพี่มู่คือ…”
มู่ฉิงชังพูดว่า “ข้าเพียงท าข้อแลกเปลี่ยนกับ ต าหนักติ้งอ๋องเท่านั้น ข้ารับปากว่าจะปกป้องพระชายา ติ้งอ๋องสามวัน หลังจากนั้นจะฆ่าจะจัดการอย่างไรก็ ตามแต่ใจเจ้า” หลิงเถี่ยหานถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
书呆子
พูดว่า “แม้ตอนนี้ข้าไม่อยากลงมือกับท่านพี่มู่ แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าจ าเป็นต้องลงมือแล้ว” หลังจากสามวัน เยี่ย หลีคงกลับไปถึงค่ายทหารตระกูลม่อแล้ว ถึงตอนนั้นมี ทหารตระกูลม่อกว่าแสนนายและหน่วยกิเลนอีกกว่าหนึ่ง พันนายคอยคุ้มกัน อย่าว่าแต่ฆ่าเยี่ยหลีเลย เกรงว่าจะ เข้าใกล้เยี่ยหลีก็ยังเป็นเรื่องยาก
“เชิญ” มู่ฉิงชังพยักหน้าอย่างไม่แยแส
ทันใดนั้น เงาคนสองคนก็ปะทะกันอย่างดุเดือดบน ถนนสายเก่าทันที ภายใต้แสงจันทร์ ร่างของทั้งสอง ประเดี๋ยวประชิดประเดี๋ยวห่าง พลังดาบรุนแรงน่าเกรง ขาม ความยิ่งใหญ่ของการปะทะกันของปรมาจารย์ที่ แท้จริงแตกต่างจากการสู้กับเยี่ยหลีและคนอื่นๆ เมื่อครู่ อย่างสิ้นเชิง
ในความมืด พวกเหลิ่งหลิวเย่ว์มองเยี่ยหลีและคน อื่นๆ ขี่ม้าจากไปไกล เหลิ่งหลิวเย่ว์ขมวดคิ้วพูดขึ้นว่า
书呆子
“เราจะช่วยพี่ใหญ่ขวางพวกเขาไว้ดีหรือไม่” ถึงแม้พวก เขาจะไม่เห็นด้วยกับการลงมือกับพระชายาติ้งอ๋อง แต่ใน เมื่อพี่ใหญ่ยืนหยัดที่จะท า พวกเขาในฐานที่เป็นน้องย่อม ท าได้เพียงช่วยเหลือให้ได้มากที่สุด
บัณฑิตขี้โรคส่ายศีรษะ พูดว่า “ไม่ ปล่อยพวกเขา ไป ต าหนักติ้งอ๋องไม่ใช่คนที่น่าหาเรื่อง อีกอย่าง… เมื่อ ครู่นี้พี่ใหญ่ก็ยั้งมือไว้แล้ว” ด้วยฝีมือการต่อสู้ของหลิงเถี่ย หาน หากอยากฆ่าเยี่ยหลีจริงๆ คงแอบซุ่มในที่มืดแล้วลง มือทันที แม้แต่ม่อซิวเหยามาเองหากไม่รู้ตัวล่วงหน้า ก็ เกรงว่าจะรับมือไม่ทันเช่นกัน พวกเขาเป็นนักฆ่า เหตุใด จึงต้องยืนอยู่ข้างทางรอให้คนมาถึงแล้วยังคุยไร้สาระอยู่ เป็นครึ่งค่อนวันด้วยเล่า
เหลิ่งหลิวเย่ว์ขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง พยักหน้าพูด ว่า “ก็ถูก ถึงอย่างไรพี่ใหญ่ก็ให้สัญญาว่าจะฆ่าเยี่ยหลี ระหว่างทาง หากเยี่ยหลีหนีไปได้และกลับไปถึงค่าย
书呆子
ทหารตระกูลม่อได้ ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเราแล้ว” มิหน าซ้ า ฝ่ายตรงข้ามยังมีหนึ่งในปรมาจารย์เข้ามาช่วย หากพี่ ใหญ่พลาดไป คนอื่นก็คงว่าอะไรมิได้
ในฐานะที่เป็นมือสังหาร ไม่ว่าจะเป็นเหลิ่งหลิวเย่ว์ ที่มีนิสัยเย็นชาหรือว่าบัณฑิตขี้โรคที่ร้ายกาจและดื้อรั้น โดยพื้นฐานแล้วเป็นคนใจเย็นและมีเหตุผล ด้วย ความสามารถของกองก าลังส านักเยี่ยนอ๋อง การปะทะ กับต าหนักติ้งอ๋องที่มีอ านาจครอบคลุมซีหลิงแต่เดิมและ ดินแดนส่วนใหญ่ของต้าฉู่ในตอนนี้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ดี จริงๆ ไม่ว่าม่อซิวเหยาจะบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ ขอเพียง ม่อซิวเหยายังไม่ตาย ทหารตระกูลม่อและต าหนักติ้งอ๋อง ยังคงด ารงอยู่อย่างน่าเกรงขาม ต้องรู้ว่า ในครานั้นที่ม่อ ซิวเหยาพิการขาทั้งสองข้าง และยังได้รับพิษรุนแรง แต่ กลับปกป้องต าหนักติ้งอ๋องที่สั่นคลอนได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
书呆子
อ านาจฤทธิ์เดชของต าหนักติ้งอ๋องในทุกวันนี้ ย่อมเป็น ช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุดอย่างไม่ต้องสงสัย
หากไม่ใช่เพราะครั้งนี้เหลยเจิ้นถิงส่งคนไปหาพี่ ใหญ่ พวกเขาคงไม่ได้รู้เสียด้วยซ้ าว่าพี่ใหญ่ที่ไม่มีบิดา มารดาตั้งแต่เล็กจะเป็นถึงองค์ชายของเชื้อพระวงศ์ซีหลิง ทว่าหลายปีมานี้ ราชวงศ์ซีหลิงและพวกเขาไม่มี ความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกันทั้งสิ้น พี่ใหญ่เองก็ไม่เคยได้รับ ผลประโยชน์ใดๆ จากราชวังซีหลิง มิหน าซ้ าพวกเขายัง เคยถูกเหลยเจิ้นถิงปราบปรามด้วย แล้วเหตุใดพี่ใหญ่ต้อง ต่อสู้กับต าหนักติ้งอ๋องเพื่อราชวังซีหลิงเล่า
การต่อสู้ของหลิงเถี่ยหานและมู่ฉิงชังยาวนาน ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันที่สอง แสงยามเช้าสาดส่องบนถนน สายเก่า หลิงเถี่ยหานยืนถือดาบอยู่ข้างทางหลุบตามองมู่ ฉิงชังที่ยืนอยู่ไม่ไกล เลือดแดงสดค่อยๆ ไหลลงมาตาม แขนในแขนเสื้อของเขา จนหยดลงบนพื้นเกรอะฝุ่นข้าง
书呆子
เท้าของเขา “ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งต้าฉู่ ชื่อเสียงสมค า ล่ าลือจริงๆ ” หลิงเถี่ยหานพูดเสียงเรียบ
ที่ที่ไม่ไกลจากเขาออกไป สีหน้ามู่ฉิงชังซีดเผือก คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น เหมือนกับว่าไหล่ขวาถูกแทงไป หลายที ส่วนท้องก็ถูกเลือดสีแดงสดอาบย้อมเป็นวงกว้าง ครั้งนี้ไม่เหมือนกับการต่อสู้สมัยก่อนของหลิงเถี่ยหาน และม่อซิวเหยาที่สู้กันเพียงผิวเผิน เพราะนี่คือการสู้เพื่อ ความเป็นความตาย สองสามปีมานี้ มู่ฉิงชังไม่สนใจเรื่อง ชื่อเสียงเรียงนาม เขามุ่งมั่นฝึกฝนวิชาการต่อสู้อย่างตั้งใจ เพื่อหลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการที่ผู้คนผูกไว้กับตัวเขา มู่ฉิงชังจึงค่อยๆ ฟื้นคืนความสามารถกลับมาอีกครั้ง มิหน าซ้ ายังเก่งกาจขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ถึงแม้จะน้อย กว่าหลิงเถี่ยหานอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อเขาถึงคราวเขา ต้านทานด้วยชีวิต หลิงเถี่ยหานก็ยังถูกเขาขวางไว้ที่นี่ ตลอดทั้งคืน
书呆子
มู่ฉิงชังเช็ดคราบเลือดข้างริมฝีปากออกอย่างลวกๆ ยิ้มเฝื่อนๆ พูดขึ้นว่า “ประมุขหลิงกล่าวเกินไปแล้ว ข้าน้อยยอมรับความพ่ายแพ้จากใจจริง”
หลิงเถี่ยหานส่ายศีรษะ ไม่ได้พูดสิ่งใด เหลิ่งหลิว เย่ว์และบัณฑิตขี้โรคปรากฏตัวต่อหน้าเขา เมื่อเห็นรอย เลือดแดงฉานบนพื้นข้างตัวหลิงเถี่ยหาน จึงจ้องเขม็งไป ที่มู่ฉิงชังที่บาดเจ็บสาหัสด้วยสายตาอาฆาต “พี่ใหญ่…”
มู่ฉิงชังยื่นมือไปขวางบัณฑิตขี้โรคที่อยากจะฆ่ามู่ฉิง ชังไว้ พูดว่า “รู้ผลแพ้ชนะแล้ว อย่าท าเกินเหตุเลย” บัณฑิตขี้โรคพยักหน้า ถามว่า “พี่ใหญ่… ตามไปอีก หรือไม่ขอรับ”
หลิงเถี่ยหานอมยิ้มเหลือบมองน้องทั้งสองคนที่มีสี หน้ากังวล ยกมือที่ถือดาบขึ้นพูดว่า “ข้าบาดเจ็บภายใน กลับกันเถิด”
书呆子
นัยน์ตาเหลิ่งหลิวเย่ว์และบัณฑิตขี้โรคพลันมี ประกายดีใจแล่นผ่าน พี่ใหญ่ไม่ได้คิดจะฆ่าพระชายาติ้ง อ๋องจริงๆ ด้วย
“เจ้าค่ะ พี่ใหญ่ พวกเรากลับกันเถิด” เหลิ่งหลิว เย่ว์เดินขึ้นหน้ามาพยุงหลิงเถี่ยหาน หลิงเถี่ยหานโบกมือ พูดว่า “มิต้อง ท่านพี่มู่ต้องการให้ข้าน้อยให้คนไปส่งท่าน หรือไม่”
“ขอบคุณประมุขหลิง แต่ต าหนักติ้งอ๋องจะดูแล อาจารย์มู่เอง” ไม่รู้ว่าม่อหวามาปรากฎตัวบนเส้นทาง สายเก่าตั้งแต่เมื่อไร เขายืนมองทั้งสามคนด้วยสีหน้า เยือกเย็น เมื่อเห็นม่อหวา หลิงเถี่ยหานพลันขมวดคิ้ว เล็กน้อย นักฆ่ามากมายที่ส่งไปขัดขวางหน่วยกิเลนและ องครักษ์ลับทหารตระกูลม่อเกรงว่าคงจบเห่แล้ว หลิงเถี่ย หานไม่รู้จักม่อหวา แต่ก็ดูออกว่าฝีมือการต่อสู้ของเขา เหนือชั้นกว่าจั๋วจิ้งและหลินหานมาก คนเช่นนี้ไม่ว่าจะอยู่
书呆子
ในราชวังหรืออยู่ในยุทธภพมักไม่มีชื่อเสียง ดูท่า ต าหนักติ้งอ๋องคงเป็นแหล่งของพยัคฆ์ระห่ า มังกรผยอง โลกจริงๆ
书呆子
ตอนที่ 398-2 สำยใยครอบครัว ยำกที่จะตัดขำด
ช่างประไร ส านักเยี่ยนอ๋อง… เขาเองก็รู้สึกเบื่อ หน่ายเมื่อท าอะไรเป็นเวลานานเกินไป หลิงเถี่ยหานพยัก หน้า พูดว่า “ขออ าลา หากติ้งอ๋องต้องการช าระแค้น ข้า พร้อมเสมอ” เหลิ่งหลิวเย่ว์อยากจะพูดอะไร แต่ก็ถูกหลิง เถี่ยหานเหลือบมอง นางจึงปิดปากเงียบอย่างไม่มี ทางเลือก และเดินจากไปพร้อมกับหลิงเถี่ยหาน
บนเส้นทางสายนั้นเหลือเพียงม่อหวาและมู่ฉิงชัง สองคน ม่อหวาพูดเสียงหนักแน่นว่า “ขอบคุณอาจารย์มู่ ที่ช่วยเหลือ อาการบาดเจ็บของอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง ขอรับ”
มู่ฉิงชังลุกขึ้นยืน ร่างโซเซคล้ายจะล้มลง แม้จะสู้ กับหลิงเถี่ยหานมาหลายชั่วยาม แต่อาการของเขาหนัก หนากว่าหลิงเถี่ยหานมากนัก หลิงเถี่ยหานบอกว่าตนเอง
书呆子
บาดเจ็บภายใน แต่มู่ฉิงชังรู้ดีแก่ใจว่า หลิงเถี่ยหาน บาดเจ็บเพียงผิวหนังภายนอกเท่านั้น
“เล็กน้อย หวังว่าต าหนักติ้งอ๋องจะท าตามสัญญา” มู่ฉิงชังจ้องม่อหวาเขม็ง
ม่อหวาพยักหน้า ยกมือขึ้นตบมือสองสามที ชาย ชุดด าสองคนก็พาผู้เฒ่าคนหนึ่งเข้ามา อันที่จริงใช้ค าว่า หิ้วมาน่าจะถูกต้องกว่า ผู้เฒ่าคนนั้นมีผมขาวโพลนราว กับหิมะทั้งศีรษะ ใบหน้าดูไปแล้วเหมือนคนที่ผ่านวัยชรา ไปนานแล้ว แต่คนที่รู้จักเขาย่อมรู้ว่าเขายังมีอายุไม่ถึงหก สิบปี และเมื่อครึ่งเดือนก่อน เขายังดูเหมือนชายวัย กลางคนที่อายุเพียงสี่สิบกว่าปีเท่านั้น
“พวกเจ้าท าอะไรเขา?!” แววตามู่ฉิงชังเยือกเย็น ถามเสียงขรึม
ม่อหวาพูดเสียงเรียบว่า “ไมได้ท าอะไรทั้งสิ้น เขา เป็นแบบนี้ตั้งแต่ตอนที่พากลับมาแล้ว” หลังจากเห็นศพ
书呆子
ของมู่หยาง มู่หยางโหวก็ราวกับแก่ลงไปยี่สิบสามสิบปี ภายในค่ าคืนเดียว อีกทั้งสติก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จิตใจ ล่องลอยไร้วิญญาณ ไม่ว่าผู้ใดท าอย่างไรกับเขา เขาก็ไม่มี ปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ บางครั้งบางคราวที่มีสติกลับคืนมา ไม่ว่าคว้าใครไว้ได้ก็เรียกแต่หยางเอ๋อร์ แม้แต่ม่อซิวเหยา ที่แต่เดิมอยากจะพบเขาก็ไร้ซึ่งความสนใจในตัวเขาแล้ว หากเขาไม่ได้เป็นเช่นนี้ มู่ฉิงชังก็อาจจะไม่ได้พบเขาอีก แล้ว
มู่ฉิงชังฝืนร่างกายที่โซเซไปมาเดินขึ้นหน้าไป ประคองมู่หยางโหว พูดเสียงเบาว่า “ท่าน…พ่อ”
ราวกับว่ามู่หยางโหวได้ยินค าว่าท่านพ่อสองค านี้ ดวงตาเลื่อนลอยของเขาพลันสอดส่ายไปมา แล้วจ้องมอง ไปที่มู่ฉิงชัง ก่อนจะเอ่ยปากว่า “หยาง… หยางเอ๋อร์?” นัยน์ตามู่ฉิงชังฉายแววโศกเศร้า ประคองมู่หยางโหวมา
书呆子
จากองครักษ์ลับชุดด าสองคน พูดว่า “ท่านพ่อ เรากลับ บ้านกันเถิด”
มู่หยางโหวปล่อยให้มู่ฉิงชังประคองตนเองไปอย่าง ไม่คัดค้านใดๆ ม่อหวาที่อยู่ข้างหลังพูดเสียงขรึมว่า “ตาม ข้อแลกเปลี่ยนที่เจ้าช่วยพระชายาไว้ เราส่งตัวมู่หยางโหว ให้เจ้า แต่… หากเขายังท าเรื่องที่มิสมควรกระท า อาจารย์มู่จงจ าค าพูดของท่านอ๋องไว้”
มู่ฉิงชังชะงักเล็กน้อย พูดเสียงขรึมว่า “ข้ารู้แล้ว ต่อไปพวกเจ้าจะไม่เห็นเขาและจะไม่ได้พบเจอข้าอีก” ม่ อหวามองแผ่นหลังของมู่ฉิงชังและมู่หยางโหวที่เดินจาก ไป องครักษ์ลับที่อยู่ข้างกายม่อหวาพูดขึ้นว่า “ผู้ บัญชาการ จะปล่อยให้พวกเขาไปง่ายดายเช่นนี้หรือ ขอรับ”
ม่อหวาพยักหน้า พูดเสียงขรึมว่า “มู่ฉิงชังช่วยชีวิต พระชายาไว้” เรื่องใดๆที่เกี่ยวข้องกับพระชายา ท่านอ๋อง
书呆子
มักท าตามสัญญาเสมอ มิหน าซ้ า หลายปีมานี้ท่านอ๋อง มิได้ฆ่ามู่ฉิงชัง ตอนนี้ก็ย่อมไม่ต้องการฆ่าเขา “กลับกัน เถิด ในค่ายยังมีเรื่องอีกมากนัก” ทันใดนั้น ร่างของชาย ชุดด าสามนายก็หายวับไปจากถนนสายเก่าแห่งนั้นทันที
บนถนนสายหลัก ศาลาพักม้าธรรมดาแห่งหนึ่ง เหลยเถิงเฟิงก าลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจ ถึงแม้ก่อนหน้า นี้เขาจะถูกม่อซิวเหยาหลอกล่อให้รีบกลับด่านอวี้หมิง แต่สถานการณ์หลังจากนั้นกลับไม่มีผลเสียต่อซีหลิงและ ต าหนักเจิ้งหนานอ๋องแม้แต่น้อย กลับกัน… ไม่คิดว่าม่อ จิ่งหลีจะท าให้ทุกคนตกตะลึง และท าให้ทหารซีหลิงที่แต่ เดิมเสียเปรียบอยู่นั้นรู้สึกสบายขึ้นไม่น้อย ดังนั้นสองสาม วันนี้เหลยเถิงเฟิงจึงอารมณ์ดีมากเป็นพิเศา
เมื่อเหลยเถิงเฟิงเห็นคนทั้งสามก าลังค่อยๆ เดินเข้า มาจากที่ที่ไม่ไกลออกไปนัก ใบหน้าของเขาก็ยิ้มระรื่น
书呆子
ถึงกับลุกขึ้นเดินออกไปต้อนรับ “เถิงเฟิงคารวะเสด็จ ลุง”
หลิงเถี่ยหานมองชายตรงหน้าอย่างเฉยชา “เป็น เพียงสามัญชนในยุทธภพ มิบังอาจรับคารวะซื่อจื่อ”
เหลยเถิงเฟิงยิ้มพูดว่า “มิได้ เสด็จลุงเป็นบุตรของ เสด็จปู่ และเป็นสายเลือดของราชวงศ์ซีหลิง เถิงเฟิงย่อม สมควรคารวะ” หลิงเถี่ยหานขมวดคิ้วมองส ารวจเขาอยู่ ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็เผยรอยยิ้มเย็นชา “เหลยเถิงเฟิง เสด็จ พ่อของเจ้ามิได้บอกให้เจ้า… อยู่ห่างจากข้าหน่อยหรือ”
เหลยเถิงเฟิงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ท่านพ่อเคย เตือนเขา แต่เขาใจร้อนเกินไป จึงมาที่นี่ด้วยตนเอง ไม่คิด ว่าจะพลาดจนท าเรื่องไม่เหมาะสม แม้ในใจจะคิดไป ต่างๆ นานา แต่สีหน้าเหลยเถิงเฟิงยังคงนิ่งเรียบ พูด อย่างนอบน้อมว่า “หลานไร้มารยาทเอง ประมุขหลิง โปรดอภัย”
书呆子
หลิงเถี่ยหานส่งเสียง ฮึ เบาๆเดินไปข้างหน้า เหลย เถิงเฟิงกวาดตามองแขนเสื้อของหลิงเถี่ยหานที่มีรอย เปื้อนเลือด เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย รีบเดินตามไปถามว่า “ประมุขหลิง ไม่ทราบว่าพระชายาติ้งอ๋อง…”
“พระชายาติ้งอ๋องไปแล้ว” หลิงเถี่ยหานพูดอย่าง สงบ
“อะไรนะ!” เหลยเถิงเฟิงโพล่งขึ้นทันใด เขาไม่คิด เลยว่าแม้แต่ประมุขส านักเยี่ยนอ๋องก็ยังไม่สามารถฆ่าเยี่ย หลีได้ ทั้งๆ ที่ท่านพ่อเคยบอกว่า ฝีมือของหลิงเถี่ยหาน ในตอนนี้อาจจะอยู่เหนือเขาไปแล้ว เป็นไปได้อย่างไรที่ จะไม่สามารถฆ่าเยี่ยหลีที่ยังไม่อาจนับว่าเป็นยอดฝีมือได้
หลิงเถี่ยหานเหลียวหลัง กวาดตามองชายหนุ่มข้าง หลังที่ก าลังตกตะลึง เหลยเถิงเฟิงรู้สึกชาไปทั้งศีรษะ กลับยังคงฝืนทนแรงกดดันจากหลิงเถี่ยหานพูดว่า “ประมุขหลิง ในเมื่อท่านให้สัญญากับเสด็จพ่อไว้แล้ว…”
书呆子
“ข้าบอกว่าข้าจะพยายามถึงที่สุด” หลิงเถี่ยหาน ตัดบท พูดว่า “ข้าพยายามสุดความสามารถแล้ว”
“แต่ว่า วิชาการต่อสู้ของเยี่ยหลีและคนข้างกาย นาง…” เหลยเถิงเฟิงพูดขึ้นอย่างไม่เชื่อ บัณฑิตขี้โรค เหลือบมองเหลยเถิงเฟิงพูดว่า “เจ้าไม่เห็นหรือว่าพี่ใหญ่ บาดเจ็บ หากเจ้าคิดว่ามีใครที่สามารถสู้กับมู่ฉิงชังได้แล้ว ยังสามารถไล่ตามเยี่ยหลีและฆ่านางได้ เหตุใดพวกเจ้ายัง ต้องมาหาพี่ใหญ่อีกเล่า”
“มู่ฉิงชัง…” เหลยเถิงเฟิงหนักใจ แม้พวกเขาจะคิด ละเอียดรอบคอบอย่างไรก็ไม่คิดว่ายังมีมู่ฉิงชังอีกคนหนึ่ง ที่เป็นอดีตปรมาจารย์อันดับหนึ่งของต้าฉู่ หลังจากเขา เงียบหายไปเกือบสิบปี สิ่งแรกที่ท าหลังจากกลับมา ปรากฏตัวอีกครั้ง กลับเป็นการท าลายงานใหญ่ของส า หนักเจิ้นหนานอ๋องไปเสียได้! “แต่ว่า…” เมื่อมองดูสภาพ เฉยชาของทั้งสามคน แม้เหลยเถิงเฟิงจะเป็นคนอารมณ์ดี
书呆子
อย่างไร ก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่เล็กน้อย สภาพของหลิงเถี่ย หาน ใครจะไปเชื่อว่าเขาไม่ได้ออมมือให้
อาจจะเป็นเพราะสีหน้าของเหลยเถิงเฟิงแสดงออก ชัดเจนเกินไป หลิงเถี่ยหานจึงขมวดคิ้ว มองเหลยเถิงเฟิง พูดว่า “เหลยเถิงเฟิง… เจ้าคิดว่าข้าบาดเจ็บแล้ว จะไม่ กล้าฆ่าเจ้าหรือ”
เหลยเถิงเฟิงหน้าถอดสี หลุบตาลงพูดว่า “หลานมิ บังอาจ เมื่อเป็นเช่นนั้น หลานขออ าลา”
หลิงเถี่ยหานไม่โต้ตอบกลับ กล่าวเพียงว่า “กลับไป บอกเหลยเจิ้นถิง บุญคุณที่ข้าติดค้างเขาไว้ข้าคืนให้ หมดแล้ว ต่อไป… ถึงเวลาช าระแค้นระหว่างข้ากับเขา แล้ว”
เหลยเถิงเฟิงกล่าวราบเรียบว่า “หลานจะส่งต่อให้ เสด็จพ่อ ลาก่อน” แม้จะไม่รู้ว่าตอนนั้นท่านพ่อและหลิง เถี่ยหานมีความแค้นอะไรต่อกัน แต่เหลยเถิงเฟิงรู้ว่า
书呆子
หลายปีมานี้ เหตุผลที่หลิงเถี่ยหานไม่เคยหาเรื่อง ต าหนักเจิ้งหนานอ๋องเลย เป็นเพราะหลิงเถี่ยหานติดหนี้ บุญคุณใหญ่หลวงของเสด็จพ่อไว้ ไม่เช่นนั้น แค่เพียงหลิง เถี่ยหานเลือกที่จะอยู่ฝ่ายฮ่องเต้ซีหลิง ด้วยอ านาจฤทธิ์ เดชของส านักเยี่ยนอ๋อง คงสามารถสร้างปัญหาให้เจิ้น หนานอ๋องต้องปวดศีรษะได้
书呆子
ตอนที่ 398-3 สำยใยครอบครัว ยำกที่จะตัดขำด
ในสายตาของหลิงเถี่ยหานแล้ว ไม่มีการช าระแค้น ด้วยการหักล้างบุญคุณ เมื่อคืนบุญคุณหมดแล้ว ก็ได้เวลา ทวงหนี้ ณ เวลานี้ เหลยเถิงเฟิงอดคิดไม่ได้ว่า เสด็จพ่อ และเขาคิดผิดหรือไม่ที่ขอให้หลิงเถี่ยหานเป็นคน จัดการเยี่ยหลี
เมื่อลาหลิงเถี่ยหานแล้ว เหลยเถิงเฟิงเร่งม้าเร็ว กลับค่ายซีหลิง เมื่อเหลยเจิ้นถิงเห็นสีหน้าหมดหวัง ก็อด ถอนหายใจไม่ได้ เขาไม่ทันรอให้เหลยเถิงเฟิงเอ่ยปากก็ ถามขึ้นก่อนว่า “หลิงเถี่ยหานท าภาระกิจล้มเหลวหรือ”
เหลยเถิงเฟิงพยักหน้า “เสด็จพ่อ…”
“หลิงเถี่ยหานจงใจปล่อยเยี่ยหลีไปหรือ” เหลย เจิ้นถิงถามขึ้นด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก แม้ตอนที่เขาไปหาหลิง เถี่ยหานจะค านึงถึงความเป็นไปได้ของเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่ห ลิงเถี่ยหานเป็นคนมีสัจจะ อีกทั้งไม่มีผู้ใดเหมาะสมไปกว่า
书呆子
เขาอีก เขาจึงได้แต่เชื่อใจหลิงเถี่ยหาน เหลยเถิงเฟิงพูด อย่างไม่มั่นใจนักว่า “หลิงเถี่ยหานก็บาดเจ็บ มู่ฉิงชัง ปรมาจารย์อันดับหนึ่งของต้าฉู่ที่หายสาบสูญไปมา ขัดขวางหลิงเถี่ยหานไว้ ทั้งสองสู้กันอย่างดุเดือดอยู่ยก หนึ่ง กว่าจะรู้ผลแพ้ชนะก็ตอนฟ้าสว่าง เยี่ยหลีและคน อื่นๆ จึงเข้าไปในเขตของต าหนักติ้งอ๋องแล้ว” หลิงเถี่ย หานออมมือให้หรือไม่เขาไม่รู้ แต่อย่างน้อยที่รู้คือ หลิง เถี่ยหานไม่กระตือรือร้นนักในเรื่องการฆ่าเยี่ยหลี
“มู่ฉิงชัง” เหลยเจิ้นถิงขมวดคิ้วพูดว่า “เหลวไหล เยี่ยหลีเพิ่งท าลายจวนมู่หยางโหว มู่ฉิงชังจะช่วยนางได้ อย่างไร”
เหลยเถิงเฟิงพูดว่า “ลูกส่งคนไปตรวจสอบแล้ว พบว่าดาบที่จู่ๆขวางดาบของหลิงเถี่ยหานไว้เป็นของมู่ฉิง ชังจริงๆ หลังจากที่ทั้งสองต่อสู่กันยกใหญ่ มู่ฉิงชังก็ บาดเจ็บสาหัส และยังน าตัวผู้เฒ่าคนหนึ่งจากคนของ
书呆子
ต าหนักติ้งอ๋องจากไป จากค ารายงานของลูกน้อง มีความ เป็นไปได้มากว่าคือผู้เฒ่ามู่หยางโหว มู่จิ้งหมิน แต่เดิม… หลิงเถี่ยหานเกือบจะฆ่าเยี่ยหลีได้แล้ว” เมื่อพูดถึงตรงนี้ เหลยเถิงเฟิงพลันรู้สึกเสียดาย แม้เขาเองจะชื่นชม ความสามารถและความเฉลียวฉลาดของเยี่ยหลี แต่พวก เขาเป็นศัตรูกัน เมื่อพลาดโอกาสอันดีนี้ไป จะไม่ท าให้ เหลยเถิงเฟิงรู้สึกเสียดายได้อย่างไร
เหลยเจิ้นถิงส่ายศีรษะพูดว่า “เอาเถิด ชะตาฟ้า ลิขิต ขอเพียงม่อซิวเหยาไม่ไหวแล้วจริงๆ เยี่ยหลีจะมี ชีวิตอยู่ก็มีชีวิตอยู่เถิด ตอนนี้เราต้องให้ความส าคัญกับ สถานการณ์ในสนามรบมากกว่า” เหลยเถิงเฟิงพยักหน้า เก็บอาการกังวล พูดเสียงขรึมว่า “ท่านพ่อพูดถูก บัด นี้ม่อซิวเหยาบาดเจ็บไม่ปรากฎตัว แม้ยังไม่รู้ว่าเป็นหรือ ตาย แต่ดูจากผลงานของทหารตระกูลม่อแล้ว เกรงว่าม่อ ซิวเหยาคงบาดเจ็บไม่เบาเลย ไม่เช่นนั้น เฟิ่งจือเหยาคง
书呆子
ไม่เร่งให้พระชายาติ้งอ๋องกลับไปหรอก” สองสามวันนี้ ทหารตระกูลม่อท าตัวลึกลับซับซ้อนต่างจากแต่ก่อน ท า ให้เหนื่อยกับการรับมือ เห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนผู้น าทัพแล้ว ม่อซิวเหยาบาดเจ็บสาหัสจนถึงขนาดที่ไม่สามารถก ากับ ควบคุมกองทัพได้ ส าหรับซีหลิงย่อมถือเป็นข่าวดียิ่งนัก
“ทหารกองหนุนหลายแสนนายของม่อจิ่งหลีก็ถึง ทางเหนือแล้ว เกรงว่าก าลังเตรียมตัวตอบโต้กลับ ขอ เพียงเราเอาชนะทหารตระกูลม่อทางนี้ได้ ถึงครานั้น หลี่ว์จิ้นเสียนก็คงไม่สามารถปลีกตัวกลับมาช่วยฝั่งนี้ได้” เหลยเถิงเฟิงพูด
เมื่อพูดถึงม่อจิ่งหลี เหลยเจิ้นถิงขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดว่า “ปล่อยให้เขาทนทุกข์ทรมานไปเถิด เขามี ประโยชน์เพียงเท่านี้ แต่ว่า… เถิงเฟิง ม่อจิ่งหลีคนนี้จิตใจ คับแคบคิดเล็กคิดน้อย เรื่องครั้งนั้นเขาต้องคิดแค้นอยู่ใน
书呆子
ใจ หากพบเขาในสนามรบ จงระวังเขาให้มาก ในยาม จ าเป็น… จงหาทางก าจัดเขาเสีย!”
“เสด็จพ่อ?” เหลยเถิงเฟิงชะงัก มองเหลยเจิ้นถิง ด้วยความไม่สบายใจนัก แม้ปกติแล้วเสด็จพ่อจะสอนเขา หลายเรื่อง แต่เรื่องการจัดการกับประมุขของแผ่นดินนั้น กลับไม่เคยคุยกับเขาเลย เหลยเจิ้นถิงยิ้มพูดว่า “เจ้าไม่ เด็กแล้ว ควรแบกรับหน้าที่ไว้เสียแต่เนิ่นๆ เมื่อศึก สงครามจบลง ต าหนักเจิ้นหนานอ๋องคงต้องมอบให้เจ้า แล้ว”
“เสด็จพ่อ?!” เหลยเถิงเฟิงตกใจ มองเหลยเจิ้นถิงอ ย่างเป็นกังวล เหลยเจิ้นถิงยิ้มให้เขาอย่างไม่สนใจนัก โบก มือพูดว่า “เอาเถิด ข้ามเรื่องนี้ไปก่อน ด่านอวี้หมิงเจ้า คอยเฝ้าปกป้องให้ดี ถึงอย่างไรในสายตาของทหาร ตระกูลม่อ เราก็เป็นศัตรูที่แท้จริง ในยามวิกฤต หลี่ว์จิ้น เสียนไม่แน่ว่าจะไม่ยอมละทิ้งจิ่งหลีแล้วน าทหารกลับมา
书呆子
ช่วยเหลือ” แม้พวกเขาจะไม่ยอมรับ แต่ความเป็น ปรปักษ์ของทหารตระกูลม่อที่มีต่อทหารฉู่ไม่มากเท่าที่มี ต่อซีหลิง แม้แต่ในสนามรบ การปะทะกันของทหาร ตระกูลม่อและทหารฉู่ก็ไม่รุนแรงเท่าการปะทะกับซีหลิง ไม่ใช่เพราะว่าลูกน้องของหลี่ว์จิ้นเสียนไม่แข็งแกร่งพอ แต่เพราะในใจลึกๆของทหารทั้งสองฝ่าย พวกเขายังคง ยอมรับว่าพวกเขาเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ดังนั้น หาก ถึงยามวิกฤตจริงๆ มีความเป็นได้สูงที่หลี่ว์จิ้นเสียนจะ ยอมละทิ้งทุกดินแดน เว้นแต่ด่านอวี้หมิง และกลับมา โจมตีทหารซีหลิงแทน
เหลยเถิงเฟิงพยักหน้าพูดว่า “ลูกเข้าใจแล้ว”
เหลยเจิ้นถิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจพูดว่า “เอาเถิด เจ้าไปจัดการธุระเถิด”
เหลยเถิงเฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยปากพูดว่า “ท่าน พ่อ ท่านรู้ว่าหลิงเถี่ยหานฆ่าเยี่ยหลีไม่ได้ตั้งแต่แรกอยู่
书呆子
แล้วใช่หรือไม่” เมื่อครู่ที่เขากลับมารายงาน แม้ท่านพ่อ จะไม่พอใจ แต่กลับไม่รู้สึกประหลาดใจและโมโหเลย เหลยเจิ้นถิงส่ายศีรษะพูดว่า “ฆ่าได้ย่อมเป็นการดีที่สุด ฆ่าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”
เหลยเถิงเฟิงมองเหลยเจิ้นถิงอย่างฉงนสงสัย คิ้ว ขมวดเป็นปม หลายปีมานี้ เป็นเพราะว่าหลิงเถี่ยหานค้าง หนี้บุญคุณท่านพ่อ เขาจึงไม่ได้ลงมือกับต าหนักเจิ้น หนานอ๋อง ตอนนี้เขาคืนหนี้บุญคุณแล้ว เช่นนี้ ต าหนักเจิ้นหนานอ๋องก็จะมีศัตรูเพิ่มมาอีกหนึ่งคนมิใช่ หรือ
เหลยเจิ้นถิงถอนหายใจ “แม้จะไม่มีเรื่องนี้ ข้าก็จะ หาวิธีทวงหนี้บุญคุณจากเขาอยู่แล้ว”
“ลูกโง่เขลานัก” เหลยเถิงเฟิงไม่เข้าใจความคิด ของท่านพ่อตนเองจริงๆ
书呆子
“เจ้าเด็กโง่ หลิงเถี่ยหานติดหนี้บุญคุณข้า ไม่ใช่ เจ้า” ส าหรับหลิงเถี่ยหานแล้ว ไม่มีการช าระแค้นด้วย การหักล้างบุญคุณเช่นกัน และก็ไม่มีการส่งต่อบุญคุณไป ยังรุ่นต่อไปด้วย ทว่าคนที่ท าผิดต่อหลิงเถี่ยหานในตอน นั้น ส่วนใหญ่กลับยังมีชีวิตอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของ ต าหนักเจิ้นหนานอ๋อง เขาต้องฆ่าหลิงเถี่ยหานก่อนตาย หรือไม่ก่อนตายก็ต้องฆ่าคนเหล่านี้ให้หมด ไม่เช่นนั้น ต่อไปหลิงเถี่ยหานจะมาหาเรื่องเหลยเถิงเฟิงอีก แต่ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองตัวเลือกนี้ช่างเป็นไปได้ยากนัก
เหลยเถิงเฟิงออกจากห้องไปอย่างคลางแคลงใจ เมื่อเดินถึงหน้าประตูพลันชะงักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ เขาก็ เข้าใจความหมายของท่านพ่อ เหลยเถิงเฟิงขมวดคิ้วกัด ฟันกรอด แต่เขาไม่ได้กลับเข้าไปอีก เขายังคงไม่ แข็งแกร่งพอ ท่านพ่อจึงเป็นห่วงเขามากเช่นนี