Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (26)
ผู้มีความสามารถในการเคลื่อนย้าย แม้เป็นคนที่มีระดับต่ำก็ยังถูกมองว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศ เพราะการเคลื่อนย้ายกำลังพลจำนวนมากไปยังสถานที่ซึ่งเกิดมหันตภัยย่อมจำเป็นต้องพึ่งพาพลังของพวกเขา อีกทั้งดอร์ยังเป็นสิ่งที่จะโผล่มาที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ ยานพาหนะสำหรับเคลื่อนย้ายธรรมดา ๆ อย่างรถยนต์จึงสูญสิ้นความหมายไปโดยปริยาย
ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีสิ่งที่เรียกว่ารองเท้าบินซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยหัวหน้าสถาบันวิจัยแล้วก็จริง แต่อุปกรณ์ชิ้นนี้ต้องใช้พลังของผู้สวมใส่เป็นพลังงานขับเคลื่อน วิธีใช้ก็แสนจะยุ่งยาก แถมยังราคาแพงหูฉี่อีกต่างหาก
ดังนั้นผู้มีพลังด้านการเคลื่อนย้ายจึงจำเป็นอย่างมากสำหรับไกด์ผู้ไม่สามารถบินบนท้องฟ้าได้
‘คุณโดเบอร์แมนเป็นผู้มีความสามารถในการเคลื่อนย้ายงั้นเหรอเนี่ย’
ยอนอีเคยทำการเทเลพอร์ตกับผู้มีความสามารถในการเคลื่อนย้ายสองสามครั้งที่ไลบรัมจ์ แน่นอนว่าส่วนใหญ่เขาไกด์ดิงอยู่แค่ในศูนย์ จะถูกเรียกตัวไปลงพื้นที่แค่ในกรณีของเยลโลว์ดอร์นาน ๆ ทีเท่านั้น
โดเบอร์แมนจับแขนเขานานกว่าที่คิด ที่นี่คือศูนย์เมืองหลวง เพราะฉะนั้นก็ต้องเคลื่อนย้ายไปยังดอร์ที่ปรากฏขึ้นมาในเมืองหลวงสิถึงจะถูกต้อง
‘ผู้มีความสามารถในการเคลื่อนย้ายระดับ A เส้นทางแค่นั้นน่าจะไปถึงได้โดยใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่นี่…’
ยอนอีโคลงหัวด้วยความสงสัยก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามคนข้าง ๆ
“เราไม่ได้เคลื่อนย้ายที่ไปเมืองหลวงเหรอครับ?”
สิ้นคำถาม แทฮาจินก็เหลือบนัยน์ตาสีแดงมามองด้วยสายตาราวกับเวทนา
“ความรู้เกี่ยวกับนาฬิกาน่าจะเป็นเรื่องพื้นฐานนะ”
หือ?
ยอนอีกดนาฬิกาย้ำ ๆ อยู่หลายครั้งจนพบการแจ้งเตือนดังกล่าว เมื่อกี้มองเห็นแค่คำว่าพิงค์ดอร์แล้วก็มัวแต่เตรียมตัวด้วยความเร่งรีบจึงไม่ได้อ่านอย่างละเอียด ข้อความในนาฬิกาเขียนไว้ว่าสถานที่คือ [ชายฝั่งทะเลไลบรัมจ์]
‘ที่ทำงานเก่าฉันนี่นา’
อยู่ห่างจากเมืองหลวงตั้งไกล ทำไมต้องเรียกระดมพลด้วยล่ะ?
โดเบอร์แมนคงจะอ่านสายตาของเขาออก ถึงได้ยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วอธิบายให้ฟัง
“เขตพื้นที่ธรรมดาจะรับมือกับพิงค์ดอร์ได้ยากน่ะครับ เพราะฉะนั้นกรณีของพิงค์ดอร์ก็เลยต้องมีการระดมบุคลากรจากเมืองหลวงไปลงพื้นที่ด้วย”
“อ๋อ…” พอได้ฟังแล้วยอนอีก็เริ่มจะถึงบางอ้อ
ภาพหลอน พิษ สสารอันตราย
ถึงตัดเรื่องขนาดของดอร์ออกไป แต่ถ้าของเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วเมืองก็น่าจะเป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าที่ศูนย์ชนบทจะรับมือได้ ยอนอีไม่เคยมีประสบการณ์กับพิงค์ดอร์มาก่อนจึงค่อนข้างขาดความรู้ในส่วนนี้
ไม่นานนักแสงสว่างรอบข้างก็สาดส่องมาที่คนทั้งสาม ร่างของพวกเขาพลันหายวับไปในอากาศพร้อมกับเสียงดัง พรึ่บ ความรู้สึกแปลกประหลาดราวกับร่างกายถูกแยกส่วนออกจากกันแล้วกลับมาประสานใหม่อีกครั้งดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ยอนอียกมือขึ้นปิดปาก ความรู้สึกอยากอาเจียนตีตื้นขึ้นมา
“อุ่ก...”
ยอนอีคุกเข่าลงกับหาดทรายแล้วทุบหน้าอกตัวเองด้วยแรงไม่เบานัก เมื่อกวาดสายตามองสภาพรอบตัวก็พบว่าเพื่อนร่วมทางสองคนทั้งแทฮาจินและโดเบอร์แมนหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ นัยน์ตาสีอ่อนมองสำรวจสถานที่แห่งนี้กระทั่งไปหยุดอยู่บริเวณเส้นขอบฟ้า
“…!”
ดอร์ขนาดมหึมาสีชมพูเข้มตั้งตระหง่านอยู่กลางท้องทะเล หากมองจากชายฝั่งยังรู้สึกว่าขนาดใหญ่แล้ว ขนาดจริงของมันคงจะใหญ่กว่านี้มาก ใหญ่ไปประมาณตึกตึกหนึ่งเห็นจะได้
ดอร์ไม่ได้ตั้งอยู่ แต่ปรากฏขึ้นเป็นแนวขวางขนานเหนือคลื่นที่กระเพื่อมไหว สัตว์ประหลาดจำนวนมากกำลังคลานออกมาโดยจับขอบของดอร์ที่เปิดออก คลื่นทะเลโหมกระหน่ำสาดซัดเข้าไปด้านในดอร์อย่างต่อเนื่อง น้ำทะเลถูกสิ่งนั้นกลืนกินเข้าไปจนหมด จึงไม่มีสิ่งใดไหลย้อนกลับมา
‘โอ๊ะ ลืมเปิดโหมดกันพิษซะได้’
เหตุผลที่นาฬิกาประจำตัวของไกด์และเอสเปอร์มีราคาแพงไม่ใช่เพียงเพราะความสามารถในการรวบรวมข้อมูลเป็นเลิศเท่านั้น แต่นาฬิกาเรือนนี้ยังมีความสามารถอัดแน่นอยู่อีกหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นการระเบิดตัวเองเมื่อระดับมลพิษสูงกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ช่วยต้านทานพิษเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอากาศปนเปื้อน กันน้ำได้ลึกถึง 1,000 เมตร รวมถึงความทนทานที่รองรับแรงบีบของเอสเปอร์ระดับ A ได้อีกด้วย…
เมื่อยอนอีกดเมนู [โหมดกันพิษ] เสียงหวืดก็ดังออกมาจากนาฬิกา ม่านพลังที่มองไม่เห็นไหลคลุมทั่วทั้งตัวของเขา เนื่องจากเป็นม่านพลังที่สัมผัสไม่ได้และสีสภาพโปร่งใสมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อทัศนวิสัยแต่อย่างใด
การทำงานของม่านพลังนี้คือการกรองอากาศปนเปื้อนพิษที่เข้าประชิดตัวผู้ใช้โดยอัตโนมัติ กรณีที่กรองไม่ได้ก็จะสกัดกั้นไว้ด้านนอกไม่ให้เข้ามาได้
ปัญหาคือโหมดกันพิษที่ว่านี้มีเวลาจำกัดในการใช้งานด้วย
“อุปกรณ์ศูนย์เมืองหลวงนี่ดีจัง นาฬิกาที่ไลบรัมจ์เทียบไม่ติดเลย”
นาฬิกาที่เคยใช้ที่ไลบรัมจ์มีเวลากันพิษอย่างเก่งสุดก็แค่สองชั่วโมง แต่นาฬิกาของเมืองหลวงกลับกันพิษได้ถึงสามชั่วโมง เวลาประมาณนี้น่าจะทำงานได้สบาย ๆ ไม่ต้องเร่งรีบอะไรมาก
สภาพบริเวณโดยรอบใกล้เคียงกับคำว่าสนามรบ พวกเอสเปอร์ต่างก็ยุ่งอยู่กับการจ้วงแทงและฟาดฟันบรรดาสัตว์ประหลาดที่ตั้งท่าจะว่ายน้ำมาขึ้นฝั่ง แวร์บีสต์ (สัตว์ประหลาดประเภทครึ่งคนครึ่งสัตว์)ผิวสีแดงสดสยายปีกบินว่อนอยู่ทั่วท้องฟ้าหลายสิบตน
ข้าง ๆ กันนั้น พวกเอสเปอร์ฝ่ายป้องกันซึ่งลอยตัวอยู่กลางอากาศได้ด้วยกระดานลอยตัวต่างก็เหยียดแขนทั้งสองข้างออกไปด้านหน้าเพื่อกางอาณาเขตป้องกันด้วยสีหน้าคร่ำเครียด
“บัดซบ อาณาเขตแคบชะมัด! ถอยไปข้างหลังอีกสิวะ!”
ปกติแล้วเอสเปอร์ที่มีความสามารถจะมีทักษะในการใช้พลังจิตเพื่อบินบนท้องฟ้าได้ แต่การจะทำแบบนั้นผู้ใช้ต้องมีพลังเหลือเฟือให้ใช้เท่านั้นจึงจะทำได้ คนพวกนี้จึงต้องใช้กระดานลอยตัวเพื่อชดเชยการสูญเสียพลังแทน
อาณาเขตป้องกันสีน้ำเงินโปร่งแสงถูกกางออกเป็นทรงลูกบาศก์โดยมีใจกลางคือพิงค์ดอร์
‘ทำงานกันเร็วดีแฮะ’
สารพิษถูกสกัดกั้นไม่ให้เล็ดลอดออกจากชายฝั่งทะเลมาปะปนในชั้นบรรยากาศเรียบร้อยแล้ว หากไม่มีอาณาเขตป้องกันนี่ สารพิษก็คงจะแพร่กระจายไปทั่วไลบรัมจ์ลามไปทั่วทุกหนแห่งในดิไอแลนเป็นแน่แท้
“นะ นั่นมันอสูรมายานี่…! เอสเปอร์สายวัตถุถอยเดี๋ยวนี้!”
“ไม่ได้ครับ! สัตว์ประหลาดมีจำนวนมากเกินไป! ถ้าพวกมันขึ้นฝั่งมาได้ พวกเราจะเสียเปรียบ…!”
“ฉันบอกให้ถอยไงเล่า! อยากเข้าโหมดคลั่งหรือไงถึงได้ขยายขอบเขตน่ะ?!”
ยอนอีกวาดตามองสนามรบที่ทวีความสับสนอลหม่านขึ้นทุกขณะ เมื่อมองตามสายตาของชายที่ดูจะเป็นหัวหน้าทีมไป ปลายสุดของสายตามีพิงค์ดอร์และอสูรมายาประเภทอมนุษย์ที่น่าจะตัวสูงประมาณ 3 เมตรกำลังหลั่งไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย พวกมันไม่ได้ว่ายน้ำเหมือนสัตว์ประหลาดตัวอื่น ๆ แต่กำลังเดินบนน้ำราวกับเหยียบย่ำบนพื้นดินอยู่
ร่างของมันเป็นสีเขียวเรียบลื่นปราศจากเส้นขน ของเหลวเหนียวหนืดไหลซึมจากผิวหนังไม่หยุดราวกับทั้งร่างเคลือบไปด้วยเยื่อเมือก สัตว์ประหลาดนี้ไม่มีจมูกกับปาก มีเพียงดวงตาดวงใหญ่ที่กินขนาดพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของใบหน้า ด้านในเบ้าตาเป็นลูกตาสีดำขลับ ไม่มีวี่แววของตาขาวเลยแม้แต่นิดเดียว
อีกด้านหนึ่ง แทฮาจินในชุดสีดำกำลังฟาดฟันดาบอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อสังหารอสูรมายา ณ บริเวณแนวหน้าสุดของพิงค์ดอร์
เอสเปอร์หนุ่มไม่แม้แต่จะชายตามองปีศาจตนอื่น ๆ เลย เขามุ่งเป้าโจมตีเพียงอสูรมายาที่แสดงท่าทีคุกคามที่สุดอย่างเด็ดเดี่ยว
ทันใดนั้น พวกสัตว์ประหลาดตัวสีแดงเข้มที่มีลักษณะเหมือนวัวกระทิงซึ่งกำลังบินร่อนไปมาบนท้องฟ้าก็เริ่มพร้อมใจกันเบนเป้าหมายมาทางแทฮาจิน แต่เนื่องจากอีกฝ่ายอยู่ค่อนข้างไกลมากจึงมองเห็นได้ไม่ชัด สิ่งเดียวที่ยอนอีมั่นใจคือผู้ชายคนนั้นกำลังยุ่งสุด ๆ
‘ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่แฮะ’
ต่อให้สัตว์ประหลาดพวกนั้นพยายามจะรุมฆ่าหมอนั่น ยังไงเขาก็น่าจะรอดอยู่ดี
และแล้วก็เป็นไปตามคาด เสียงการปะทะกันระหว่างเอสเปอร์ระดับ S และสัตว์ประหลาดดังสนั่นกึกก้องจนแก้วหูแทบสะเทือน
“ผมไกด์ดิงให้นะครับ”
ยอนอีวิ่งเข้าไปหาเอสเปอร์คนหนึ่งที่ถูกผลักเข้ามาบนชายฝั่ง เขากระอักเลือด แขนข้างหนึ่งถูกสัตว์ประหลาดฉีกกระชากจนขาดวิ่น ส่วนที่ฉีกขาดเป็นแผลเหวอะหวะ เลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด ยอนอีรู้ได้ทันทีว่าเขาต้องไกด์ดิงบริเวณนั้นเพื่อให้อีกฝ่ายฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้นและเลือดก็จะหยุดไหลไปเองตามกลไกร่างกาย
ยอนอีไม่กล้าแตะต้องแขนที่ขาดข้างนั้นโดยตรงจึงเลี่ยงไปแตะที่ไหล่ของคนเจ็บแทน
“อ๊าก! โอ๊ย!”
ดูท่าอีกฝ่ายคงเจ็บมากเสียจนกระทั่งสัมผัสแผ่วเบาจากมือก็ไม่อาจข่มกลั้นเสียงร้องไว้ได้ ยอนอีดึงพลังที่ปนเปื้อนมลพิษและกำลังร่ำร้องขอการชำระล้างจากเขาเข้ามาในร่างกายอย่างรวดเร็ว
“ระดับมลพิษตั้ง 77 เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ แผลก็สาหัส สภาพแขนคุณเป็นแบบนี้ ผลข้างเคียงจากการรักษาต้องรุนแรงแน่ ผมว่าคุณหยุดต่อสู้แล้วกลับไปที่ศูนย์เถอะครับ”
“แฮ่ก อึก แฮ่ก...”
ตอนนี้เขาเป็นไกด์ระดับ A0 อย่างเป็นทางการแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องแสร้งทำอะไรให้สมกับเป็นระดับ B เหมือนเมื่อก่อน สถานภาพที่สามารถเปิดเผยตัวตนออกมาได้แค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ทำให้ยอนอีรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจเป็นบางครั้ง แต่อย่างน้อยตอนนี้เขาก็พอจะหายใจหายคอขึ้นมาได้บ้าง
โล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง
เอสเปอร์คนนั้นดูครองสติได้ยากลำบากขึ้นเต็มทน ยอนอีจึงเร่งความเร็วในการไกด์ดิงขึ้นอีก จังหวะหายใจของชายหนุ่มกลับมาสงบลงเล็กน้อย
ยอนอีตั้งใจจะพาคนเจ็บไปหาผู้มีความสามารถในเคลื่อนย้ายซึ่งกำลังสแตนบายอยู่ที่แนวหลัง แต่สัตว์ประหลาดระดับ 4 ดันพุ่งปราดขึ้นมาบนชายฝั่งและตรงเข้ามาทางนี้เสียก่อน มันมีลักษณะร่างกายราวกับก้อนหินที่ก่อตัวขึ้นจากโคลนกองหนึ่ง
“ทะ…! ทุกคนหลบเร็วครับ!”
“อ๊ากกก!”
ทีมสนับสนุนแนวหลังร้องลั่น ยอนอียื่นมือไปชักดาบออกจากฝักที่ขอบเข็มขัดของเอสเปอร์ตรงหน้า มือสองข้างกระชับด้ามดาบมั่นแล้วออกแรงฟันจากบนลงล่างอย่างรุนแรง
ฉัวะ! ทันทีที่ดาบทะลวงผ่านหัวของสัตว์ประหลาดระดับ 4 ไม่นานมันก็สลายเป็นผุยผงและหายไปในที่สุด
ยอนอีมีคุณสมบัติของเอสเปอร์ระดับ A จึงมีพละกำลังในระดับที่ไกด์คนอื่น ๆ เทียบไม่ติด ซึ่งก็หมายความว่าการผ่าร่างสัตว์ประหลาดให้ขาดจากกันเป็นเรื่องที่ไม่คณามือเขาเลยสักนิด
ร่างสูงโปร่งโน้มตัวลงเพื่อเริ่มการเคลื่อนย้ายตัวคนเจ็บอีกครั้ง แต่หางตากลับเหลือบไปเห็นแทฮาจินกำลังจ้องเขม็งมาทางนี้จากในระยะ 100 เมตรด้านหน้า
‘…เมื่อกี้อยู่หน้าดอร์ไม่ใช่หรือไง?’
เมื่อเห็นอีกคนกำลังยืนอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ ยอนอีจึงจ้องกลับไปด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย ดวงตาสีแดงก่ำคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“คุณขอให้ผมปกป้องคุณจากอะไรกันแน่?”
“…ครับ?”
เอสเปอร์หนุ่มแค่นหัวเราะก่อนจะดีดตัวจากพื้นบินขึ้นสู่เหนือผืนทะเล ยอนอีเพิ่งจะมารู้สึกตัวทีหลังว่าแทฮาจินไม่เคยละสายตาจากเขาเลย คนคนนั้นรีบบินมาอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยเหลือเนื่องจากเห็นว่ายอนอีกำลังตกอยู่ในอันตราย
‘แบบนี้ก็แย่น่ะสิ…’