Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (25)
ตอนนี้พลังของเขาถูกชำระล้างจนไม่จำเป็นต้องไกด์ดิงอีกต่อไป แต่คนตัวใหญ่กลับตะโบมจูบหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งบดขยี้ริมฝีปาก อุณหภูมิที่รุ่มร้อนอยู่แล้ว ยิ่งปะทุเดือดขึ้นไปอีก
ยอนอีตีท่อนแขนหนาด้วยอาการลนลานสุดขีด แต่ดูท่าการทำแบบนั้นจะยิ่งทำให้คนตัวโตรำคาญ แทฮาจินจึงรวบแขนทั้งสองข้างของยอนอีแล้วล็อกติดกับผนังด้วยมือข้างเดียว
พอแขนทั้งสองข้างถูกตรึงไว้เหนือหัวอย่างไม่ทันตั้งตัว เจ้าของร่างโปร่งบางจึงดิ้นรนไปมาพร้อมกับส่งเสียงประท้วงอื้ออึง แทฮาจินใช้มือที่เหลืออีกข้างกอบกุมคางของเขาไว้แล้วดำเนินการจูบดูดวิญญาณต่อไป พอเริ่มจะเคลิบเคลิ้ม ริมฝีปากที่ถูกกัดดึงเมื่อสักครู่นี้ก็บวมตึงจนเกิดอาการแสบร้อนขึ้นมา
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านมานานแค่ไหนแล้ว ยอนอีสูญเสียการรับรู้เวลาไปโดยสิ้นเชิง ริมฝีปากที่ป้อนปรนเปรอจูบอย่างต่อเนื่องคล้ายจะพรากทั้งลมหายใจ พรากทั้งสติจนยอนอีต้องบิดตัวไปมาเพื่อเตือนอีกฝ่ายว่าเขากำลังจะขาดใจตายอยู่ร่อมร่อแล้ว
ตอนนั้นเองแทฮาจินถึงได้ยอมถอนริมฝีปากออก
“ฮ้า แฮ่ก แฮ่ก...!”
ยอนอีกอบโกยลมหายใจเข้าปอดทันทีที่ได้รับอิสระ นัยน์ตาสีอ่อนตวัดค้อนแทฮาจินวงโต เขาชินกับความมืดแล้วแต่ไม่สามารถพัฒนาประสาทสัมผัสทั้งห้าได้เหมือนเอสเปอร์คนอื่น ๆ เนื่องจากใช้ชีวิตโดยข่มความสามารถของเอสเปอร์เอาไว้มาตลอด มีเพียงดวงตาสีแดงวาววับของอีกฝ่ายเท่านั้นที่มองเห็นได้ราง ๆ
‘แทฮาจินคงจะมองเห็นฉันได้ชัดแจ๋วเลยสินะ’
เป็นไปตามที่คิดไว้ แทฮาจินที่ขมวดคิ้วมุ่นเอ่ยถามคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“ทำไมถึงมายั่วกันทั้งที่รับมือไม่ไหวล่ะครับ”
ยอนอีชะงักไปอีกครั้ง อีกฝ่ายโน้มหน้าลงมาคล้ายจะบดริมฝีปากลงมาอีก ขืนคราวนี้จูบกันอีกคงไม่มีทางหยุดแค่จูบแน่นอน
คนตัวเล็กกว่าออกแรงรั้งแขนที่ถูกตรึงไว้เหนือหัวสุดแรงเพื่อปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการของอีกฝ่าย จากนั้นก็เบือนหน้าหลบไม่ให้ริมฝีปากสัมผัสกัน ท่อนแขนขาวโอบรอบคอแทฮาจินไว้ขณะพูดด้วยเสียงแผ่วเบา
“ใจเย็น ๆ ก่อนสิครับ เอสเปอร์แทฮาจิน”
“เฮ้อ”
“ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ว่าผม…คงล้ำเส้นคุณจริง ๆ นั่นแหละครับ ถ้าถามว่าทำไมถึงทำแบบนั้น ผมมีเหตุผลอยู่สี่อย่างครับ ถ้าคุณต้องการ ผมจะอธิบายให้ฟัง ข้อหนึ่ง…”
“หุบปากเถอะครับ”
“…”
“ผมว่าคำพูดของคุณน่าจะให้ผลตรงกันข้ามกับที่คุณคิดไว้นะครับ”
ยอนอีกลืนน้ำลายอึกใหญ่ คำเตือนให้หุบปากของแทฮาจินแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายเอาจริง ร่างกายของพวกเขาแนบสนิทกันทุกส่วนกระทั่งได้ยินเสียงหัวใจเต้นอย่างชัดเจน
จังหวะของก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายเต้นถี่รัวราวกับเพิ่งวิ่งมาราธอนมาหมาด ๆ แทฮาจินเว้นระยะลำตัวท่อนล่างให้ออกห่างเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ส่วนนั้นไปโดนตัวยอนอีเข้า
คนตัวเล็กกว่าโอบกอดลำคอแกร่งไว้นิ่ง ๆ ในสภาพตัวแข็งทื่อ เกร็งว่าหากปล่อยมือออกจะโดนอีกคนชิงขโมยจูบอีก โชคดีที่แทฮาจินไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไรกับท่าทางของพวกเขาในตอนนี้ มือใหญ่ของเจ้าตัวกอบกุมด้านหลังศีรษะของเขาเพื่อกระชับกอดให้แนบแน่นขึ้นอีก
เวลาไหลผ่านไปเรื่อย ๆ และในตอนที่ชีพจรของอีกฝ่ายสงบลง
พวกเขาทั้งสองคนก็ผละตัวออกจากกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับนัดกันไว้ ยอนอีเปิดประตูห้องน้ำออกไปเงียบ ๆ ไม่กล้าปริปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องน้ำ แทฮาจินที่นึกว่าจะตามหลังออกมากลับปิดประตูไล่หลังเขาดังปังเสียนี่
‘จะอาบน้ำงั้นเหรอ?’
พอมาลองนึก ๆ ดูแล้ว แทฮาจินน่าจะเป็นคนเจ้าระเบียบพอสมควร เขามักแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนี้ยบกริบไร้สีสัน ห้องนอนกึ่งห้องปฏิบัติการของเจ้าตัวก็สะอาดสะอ้านอยู่เสมอ และถึงแม้จะออกไปต่อกรกับสัตว์ประหลาดจากดอร์และสูบบุหรี่ทุกวันก็ยังตัวหอมตลอดเวลา
‘จะออกมาเมื่อไหร่เนี่ย?’
ยอนอีนั่งหมิ่น ๆ ที่ขอบเตียงระหว่างรอแทฮาจิน แต่เมื่อผ่านไปพักใหญ่แล้วอีกฝ่ายยังไม่ออกมาเสียที ไกด์คนเก่งจึงเอนตัวลงนอนและผล็อยหลับไป
ฟากคนที่ยังอยู่ในห้องน้ำ หลังจากดับไฟอันร้อนรุ่มไปหลายครั้งจนกระทั่งอาบน้ำเสร็จก็ได้ฤกษ์ออกจากห้องน้ำเสียที
ภาพที่เห็นเป็นภาพแรกคืออียอนอีกำลังนอนหลับปุ๋ยสบายใจอยู่บนเตียงของเขา
“ปั่นหัวชาวบ้านเก่งจริงนะ”
ชายหนุ่มเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิดพร้อมกับถอยห่างจากเตียง พอตรวจสอบดูนาฬิกาก็พบกับเรื่องตกใจ ระดับมลพิษตอนนี้เหลือเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ตัวเลขหลักเดียวแบบนี้ไม่ได้มีให้เห็นมานานมากแล้ว เนื้อตัวก็เบาสบาย ที่ยอนอีรอจนม่อยหลับไปก็น่าจะเป็นผลจากการเสียสละจนได้ผลลัพธ์อันน่าทึ่งแบบนี้
พอคิดได้เช่นนั้น ภาพของอียอนอีที่กำลังหลับสนิทก็ดูไม่น่าหงุดหงิดอีกต่อไป
แทฮาจินทอดสายตามองคนบนเตียงต่ออีกหน่อยแล้วจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานโดยสวมแค่ชุดคลุมอาบน้ำ ไหน ๆ มีเวลาว่างแล้วก็ต้องจัดการกับเอกสารที่คั่งค้างไว้เสียหน่อย
เพราะถ้าไม่ทำ โดเบอร์แมนจะส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญมาทางข้อความน่ะสิ
[พิงค์ดอร์ปรากฏ
พิกัด: ชายทะเลฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของไลบรัมจ์ นอกเหนือจากสัตว์อสูรระดับ 2 และสัตว์ประหลาดระดับ 3 ที่ปรากฏตัวขึ้นกลุ่มใหญ่ มีอมนุษย์ระดับต่ำกว่า 5 จำนวนมาก]
เสียงแจ้งเตือนจากนาฬิกาซึ่งส่งเสียงดังชวนหนวกหูแต่เช้า ทำให้ยอนอีที่กำลังแปรงฟันต้องขมวดคิ้วมุ่น
“พิงค์ดอร์?”
ทันทีที่เห็นคำคำนี้ร่างกายของเขาก็พลันแข็งทื่อด้วยความหวาดหวั่น กว่า 4 ปีครึ่งแล้วที่ไม่ได้เห็นการแจ้งเตือนเช่นนี้ เคยได้ยินว่าพิงค์ดอร์เปิดออกที่เขตอื่นบ้างเป็นครั้งคราวก็จริง แต่อย่างน้อยในเขตที่เขาพำนักก็เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
ไวท์ดอร์มีระดับความรุนแรงต่ำที่สุด ปรากฏขึ้นบ่อย และเป็นมหันตภัยที่สามารถจัดการได้โดยง่าย
เยลโลว์ดอร์มักจะปรากฏขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งแล้วหายไป โดยมีสัตว์ประหลาดระดับสูงปะปนออกมาด้วย เพราะฉะนั้นบุคคลากรที่ถูกส่งไปคุมสถานการณ์จึงต้องระมัดระวังตัวและดำเนินการอย่างรัดกุม หากพลาดเพียงนิดเดียว เมืองกว่าครึ่งเมืองอาจพังพินาศได้
ระดับตั้งแต่เรดดอร์เป็นต้นไป ประเทศจะประกาศเข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นมหันตภัยระดับที่สามารถสร้างความเสียหายกินพื้นที่ทั้งเมืองรวมไปถึงพื้นที่โดยรอบได้ ยังนับว่าโชคดีที่เรดดอร์ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ หากลองคำนวณถึงความถี่ก็น่าจะมีสักประมาณปีละครั้งหรืออาจจะไม่มีเลย
‘ส่วนพิงค์ดอร์…’
ว่ากันว่านับจากวินาทีที่ประตูเปิดออก สารพิษจะแพร่กระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศ สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายมนุษย์จะปรากฏตัวขึ้นและสร้างภาพหลอน นอกจากนั้นยังมีอมนุษย์พิษปรากฏตัวขึ้นบ่อยครั้งด้วยเช่นกัน
‘ควรรับมือยังไงดีล่ะ?’
ยอนอีนึกถึงทฤษฎีการรับมือที่เคยเรียนมาแล้วได้แต่ถอนหายใจ ฟองที่ยังไม่ทันได้บ้วนทิ้งฟูฟ่องอยู่เต็มปาก ชายหนุ่มจัดการกิจวัตรยามเช้าของตัวเองอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาล้างหน้าแค่ 5 วินาทีก่อนจะพุ่งตัวออกจากห้องน้ำ
“โอ๊ย ตกใจหมด! จะรีบไปตายหรือไงวะ?”
ทันทีที่ประตูถูกกระชากเปิดออก จองอูชอลรูมเมตของเขาก็ตวาดใส่เขาดังลั่น ไม่ใช่แค่อีกฝ่ายหรอกที่ตกใจ ยอนอีเองก็ตกใจที่ได้เห็นหน้ารูมเมตที่รักตั้งแต่เช้าแบบนี้ไม่ต่างกัน เจ้าของร่างสูงโปร่งไหวไหล่น้อย ๆ แล้วเดินผ่านจองอูชอลไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาก็คงทำตัวเอื่อยเฉื่อยแบบนี้เหมือนกัน
แต่ตอนนี้เขาได้กลายเป็น [ไกด์ในสังกัด] ของแทฮาจินแล้ว ยอนอีเก็บคำเตือนของคลีนเนอร์คนนั้นสลักลึกลงในใจ หากไม่ใช่ไวท์ดอร์ที่อีกฝ่ายจัดการได้สบาย ๆ เขาก็ตัดสินใจว่าจากนี้ไปจะร่วมลงพื้นที่เผชิญหน้ามหันตภัยไปพร้อมกับแทฮาจิน
แต่ถ้าให้พูดจริง ๆ นี่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เขาตัดสินใจเองเสียทีเดียวหรอก เพราะไกด์ในสังกัดของเอสเปอร์ระดับ S มีหน้าที่ต้องติดสอยห้อยตามไปทำงานด้วยกันอยู่แล้ว…
เรื่องนี้ โรส หัวหน้าทีมไกด์ระดับ A ก็กำชับยอนอีไว้เช่นกัน
เมื่อวานเธอส่งข้อความมาหาเขาเสียยืดยาว
<โรสเองนะคะ ฉันตรวจสอบรายงานการไกด์ดิงที่ส่งมาเรียบร้อยแล้วค่ะ แต่พอดูสถานที่ไกด์ดิงแล้ว ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ได้ไปลงพื้นที่ด้วยสินะคะ ฉันได้ยินมาว่าเอสเปอร์แทฮาจินยกเลิกสัญญากับไกด์ในสังกัดทุกคนนอกเหนือจากคุณอียอนอี… รู้ใช่ไหมคะว่าถ้าเป็นแบบนั้นแล้วการเตรียมรับมือช่วงเวลาฉุกเฉินจะยากขึ้น ปกติเวลาไกด์เข้าสังกัดเอสเปอร์ระดับ S จะมีการปรับตารางของกันและกันเพื่อให้เรียกตัวได้สะดวกขึ้นน่ะค่ะ มันอาจจะลำบากหน่อยแต่คุณอียอนอีคงต้องออกไปลงพื้นที่กับเขาจนกว่าเอสเปอร์แทฮาจินจะเลือกไกด์ในสังกัดคนใหม่มาเพิ่มนะคะ ฉันจะรอคำตอบจากคุณค่ะ> 19 นาฬิกา 25 นาที
ยอนอีต้องอ่านส่วนสำคัญในข้อความซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายรอบ
โดยเฉพาะตรงเนื้อหาที่บอกว่าแทฮาจินยกเลิกสัญญากับไกด์ในสังกัดทั้งหมดนอกเหนือจากตัวเขาเอง ยอนอีเคยสงสัยเรื่องไกด์ในสังกัดคนอื่นอยู่เหมือนกันแต่ยังไม่เคยถามเรื่องนี้กับแทฮาจินเลย
ไม่นึกว่าจะได้มารับรู้ผ่านคนอื่นแบบนี้
‘ทำไมถึงยกเลิกสัญญาไกด์คนอื่นล่ะ?’
ยอนอียังไม่เข้าใจแต่ก็เลือกที่จะไม่เก็บมาใส่ใจอะไร เพราะเขาไม่อยากจะไปมีส่วนข้องเกี่ยวกับการตัดสินของแทฮาจิน
ด้วยเหตุนี้เอง ยอนอีจึงถูกเรียกตัวไปลงสนามต่อสู้จริงเป็นครั้งแรกในฐานะไกด์ในสังกัด
“สายแล้ว!”
เจ้าของร่างเพรียวบางวิ่งออกจากหอพักมุ่งหน้าไปทางลานจอดรถอย่างเร่งรีบ เงาทะมึนของใครสักคนกำลังพิงรถยนต์สีขาวของเขาอยู่ หุ่นสุดเพอร์เฟกต์ที่ทั้งสูงและแข็งแกร่งดูราวกับภาพที่ถูกวาดลงบนกระดาษวาดเขียนสีขาว ยอนอีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายและเอ่ยทัก
“คุณเอสเปอร์แทฮาจิน?”
“ผมก็มาด้วยนะครับ คุณไกด์”
เสียงของโดเบอร์แมนนั่นเอง เลขาหนุ่มโบกมือเพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองก็อยู่ตรงนี้ด้วย ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสของเขาทำให้ยอนอีรู้สึกคลายกังวลได้อย่างไม่มีสาเหตุ ยอนอีโค้งน้อย ๆ เป็นเชิงทักทายแล้วมองคนทั้งสองสลับกันไปมา
“ผมกำลังจะไปอยู่พอดี ทำไมมาที่นี่กันล่ะครับ?”
แทฮาจินเหลือบตามองลงมาด้วยท่าทีหยิ่งยโส มือของเขาสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกงอย่างวางท่า ไม่รู้ว่าไม่พอใจอะไรนักคิ้วข้างหนึ่งถึงได้เลิกขึ้นแบบนั้น ทั้งที่เมื่อวานเพิ่งจะถูกไกด์ดิงให้ด้วยการใช้มือ แต่ท่าทางของแทฮาจินกลับสงบราบเรียบจนน่าตกใจ
แน่นอนว่ายอนอีก็ไม่คิดจะพูดเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานอยู่แล้ว สำหรับเอสเปอร์กับไกด์คนอื่นๆ นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ดาษดื่นตามแต่วิธีการที่พวกเขาจะเลือก ทำตัวเลิ่กลั่กไปก็มีแต่จะสร้างเรื่องให้ตัวเองเปล่า ๆ
“คุณคิดจะเอ้อระเหยแบบนี้ทุกครั้งที่ถูกเรียกตัวเลยเหรอครับ”
“…ผมล้างหน้าภายใน 5 วินาที เปลี่ยนเสื้อผ้าภายใน 20 วินาทีแล้ววิ่งออกมาเลยนะครับ”
“พยายามให้มากกว่านี้อีกครับ”
เมื่ออีกฝ่ายกระดิกนิ้ว โดเบอร์แมนก็ตรงเข้ามาคล้องแขนฮาจินกับยอนอีคนละข้าง ยอนอีได้แต่งงเป็นไก่ตาแตก เกือบจะสะบัดออกตามสัญชาตญาณแต่ยังยั้งสติไว้ได้ การแตะต้องเนื้อตัวอย่างกะทันหันแบบนี้ทำให้ยอนอีผู้มีทักษะการเข้าสังคมเป็นศูนย์ลุกลี้ลุกลนทำตัวไม่ถูก
โดเบอร์แมนหัวเราะเสียงใสเมื่อเห็นท่าทางของไกด์ในสังกัดมือใหม่
“อ้อ ผมลืมบอกไปแน่ะครับ เรื่องที่ผมเป็นเอสเปอร์ระดับ A คุณน่าจะทราบดีอยู่แล้ว พอดีผมรับหน้าที่ในส่วนของการเคลื่อนย้ายด้วยน่ะครับ”
เมื่อฟังจบ ดวงตาของยอนอีก็เบิกกว้าง
“คุณมีพลังเทเลพอร์ตเหรอครับ?”
“ฮ่า ๆ ครับผม ถ้าไม่มีพลังนี่ คุณเอสเปอร์ของผมคงเฉดหัวผมทิ้งแล้วละมั้งครับเนี่ย”
อีกฝ่ายพูดออกมาแบบติดตลก ทำให้ยอนอีรู้สึกทึ่งกับความถ่อมตัวของโดเบอร์แมนอยู่ไม่น้อย