Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - บทที่ Open The Door ประตูบานที่สอง (10)
แทฮาจินไม่ลังเลที่จะพูดประโยคนี้ออกมา ทั้งที่รู้ว่ายอนอีเป็นลูกชายของคนที่ตนอาฆาตมาดร้ายด้วย
ถ้ามองในแง่ดีก็เป็นคนที่มีความแน่วแน่อย่างแรงกล้า แต่ถ้ามองในแง่ร้ายก็จะกลายเป็นคนหยิ่งผยองในทันใด
ลูกชายของนักวิจัยสติเฟื่องคนนั้นพูดขึ้นว่า
“ผมจะช่วยคุณเองครับ”
ดวงตาของแทฮาจินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย จากนั้นยอนอีจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ผมก็อยากจะทำให้เขาพังพินาศไม่เหลือชิ้นดีเหมือนกันครับ”
เอสเปอร์หนุ่มนิ่งอึ้งไปสักพัก ก่อนขมวดคิ้วเข้าหากันและตอบกลับอย่างไร้อารมณ์
“ไม่จำเป็นครับ”
“ผมมีประโยชน์นะครับ คุณโดเบอร์แมนก็บอกไม่ใช่เหรอครับ ว่าถ้าต้องการขโมยข้อมูลภายในสถาบันวิจัยออกมาก็จำเป็นต้องมีข้อมูลทางพันธุกรรมและการยินยอมจากอีฮงจุน”
นั่นเป็นวิธีที่อีฮงจุนยึดมั่นมาโดยตลอดเพื่อรักษาความปลอดภัย ยอนอีเคยถูกผู้เป็นพ่อบังคับให้เรียนการเขียนโปรแกรมและวิธีการควบคุมอุปกรณ์มาก่อน เพราะเขาให้ความสำคัญกับการศึกษาและมองว่าถ้าเป็นสายเลือดของตัวเองก็ควรทุ่มเทกับเรื่องนี้จึงจะเหมาะสม
ด้วยเหตุนี้ทำให้ยอนอีรู้วิธีควบคุมเครื่องตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังและใช้งานอุปกรณ์อื่น ๆ ภายในสถาบันวิจัยได้ ถึงจะเพียงแค่บางส่วนก็ตาม
“ผมก็ไม่อยากยืดอกรับเท่าไหร่ แต่ถึงยังไงผมก็เป็นลูกชายของอีฮงจุนนี่ครับ ถ้าเป็นเรื่องยีนของเขา ในตัวผมเองก็มีอยู่ เพราะงั้นขอแค่มีความยินยอมจากผม คุณก็จะสามารถขโมยข้อมูลมาได้เท่าที่ต้องการแล้ว”
ไกด์หนุ่มสาธยายความสำคัญของตัวเองอย่างตั้งอกตั้งใจ โฆษณาตัวเองเต็มที่เรื่องการควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อโน้มน้าวให้อีกฝ่ายยอมใช้ตนเองเป็นเครื่องมือในการทำลายบุคคลนั้นให้สิ้นซาก
คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของเขาใช้แม่ที่กำลังตั้งท้องเป็นหนูทดลองจนทำให้เธอจบชีวิตตัวเองลงยังไม่พอ เขายังมีหน้ามาตั้งชื่อผลการทดลองนั้นว่าเป็น 「ความล้มเหลว」 และฝังกลบมันไว้ในซอกหลืบสักแห่งของสถาบันวิจัยอีก
ยอนอีมองว่าตัวเองได้ทำหน้าที่ของลูกชายอย่างสมบูรณ์แล้วด้วยการปิดปาก ปิดหู ปิดตากับพฤติกรรมของพ่อมาโดยตลอดจนถึงตอนนี้ ถึงเวลาแล้วที่อีฮงจุนต้องชดใช้บาปที่ตนเป็นคนก่อ เขาจะได้หลุดพ้นจากพันธนาการนี้เสียที
นั่นคือปณิธานที่มาจากใจจริง
“คุณอียอนอีครับ”
แทฮาจินเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเหมือนอย่างเคย ร่างสูงใหญ่กอดอกขณะสาวเท้าเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงไปสบประสานสายตากับยอนอีที่นั่งอยู่
กลิ่นแซนดัลวูดของชายหนุ่มลอยอบอวลอยู่รอบตัว
ฮาจินมองสำรวจยอนอีนิ่งนาน
ก่อนจะพูดประโยคไม่คาดคิดออกมา
“คุณไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”
…ไม่เป็นไรงั้นเหรอ?
ราวกับเวลาหยุดนิ่งลงชั่วขณะ ยอนอีไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอกลั้นหายใจหรือเปล่า แต่เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะได้ยินคำถามอะไรแบบนี้จากปากของอีกฝ่าย
ไม่เป็นไรใช่ไหมเนี่ยนะ
ยอนอีมีกระบวนการคิดที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เขาโกรธเกลียดพ่อมาโดยตลอด และวันนี้เขาก็ต้องการจะตัดขาดจากพ่ออย่างถาวร เอกสารบันทึกของพ่อทำอะไรเขาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
เขาไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น
มันควรจะเป็นแบบนั้น
แต่ว่า…
“เป็นสิครับ”
พอได้ยินแทฮาจินถามอย่างนั้นแล้ว เขาก็ตระหนักได้ว่าที่จริงตัวเองไม่ได้สบายดีอย่างที่คิดสักนิด ภายในจิตใจที่เคยคิดว่าปกติดีถูกเพลิงแห่งความโกรธแค้นแผดเผาจนแทบมอดไหม้
ยอนอีเกลียดผู้ชายที่ชื่ออีฮงจุน ทั้งโกรธทั้งเกลียดจนสุมแน่นในอก เขาสงสารบรรดาหนูทดลองที่ต้องมาสละชีวิต สงสารเด็กที่ตายไป รวมถึงแม่ที่จากไปแล้ว…
และในท้ายที่สุดก็นึกสงสารตัวเองที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
เขาเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า การที่เขาพยายามใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่วิธีหนึ่งในการหลบหนีจากความจริงเท่านั้นเอง
“ต้องไม่ใช่แบบนั้นสิ ทำไมกัน…?”
ยอนอียกมือขึ้นถูหน้าด้วยความสับสน หยาดน้ำใสเอ่อคลอดวงตาไหลรินลงมาอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว แม้จะรีบปาดทิ้งอย่างรวดเร็ว แต่น้ำตาพวกนั้นก็ยังพากันไหลออกมาไม่หยุด
ทำไมล่ะ?
เป็นเพราะผิดหวังในตัวอีฮงจุนเหรอ? ไม่ใช่หรอก เขาไม่เคยคาดหวังอะไรจากไอ้เศษสวะนั่นอยู่แล้ว มิหนำซ้ำยังให้คำมั่นสัญญากับตัวเองไปหลายหมื่นรอบแล้วด้วยซ้ำว่าถึงคนคนนั้นตาย เขาก็จะไม่ไปเหยียบงานศพเด็ดขาด
แต่ไม่รู้ทำไมน้ำตาเจ้ากรรมถึงได้ไหลออกมาเอง นี่เป็นปฏิกิริยาธรรมชาติทางร่างกายที่เขาควบคุมไม่ได้และไม่เข้าใจเหตุผลเอาเสียเลย
ยิ่งไปกว่านั้นคือไอ้เหตุการณ์บ้า ๆ นี่ดันมาเกิดขึ้นต่อหน้าแทฮาจิน ทำให้ยอนอีทั้งอับอายและสับสนในเวลาเดียวกัน
เจ้าของนัยน์ตาสีแดงที่จ้องมองมาเงียบ ๆ ยื่นมือออกมาลูบบนเปลือกตาทั้งสองข้างของเขา สัมผัสจากฝ่ามือเย็นเฉียบทำให้ความร้อนผ่าวบนตาค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับทัศนวิสัยเบื้องหน้าที่มืดดับลง
รู้สึกเหมือนความสับสนวุ่นวายภายในหัวถูกคลี่คลายลงภายในชั่วพริบตาเดียว
“คุณเอสเปอร์…ทำไมถึง…”
แผ่นอกของยอนอีสะท้อนขึ้นลงเบา ๆ ว่ากันว่าเมื่อชีวิตมาถึงทางตัน ความรู้สึกว้าเหว่และน้อยอกน้อยใจในโชคชะตามักจะถาโถมเข้าใส่ เป็นความรู้สึกเหมือนกับตอนนี้นี่แหละ
หยาดน้ำใสไหลลงไปในช่องระหว่างฝ่ามือของฮาจินโดยไร้เสียงสะอื้น กลีบปากล่างถูกขบกัดไว้แน่นเพื่อพยายามกลั้นน้ำตา กระทั่งหยดเลือดไหลซึมออกมาจากริมฝีปากที่ปริแตก คนตัวสูงกว่าขมวดคิ้วมุ่นพลางใช้มืออีกข้างที่เหลือลูบริมฝีปากแดงก่ำเบา ๆ ส่งผลให้เลือดแผ่กระจายกว้างขึ้นไปอีก
“เข้าใจแล้ว”
ยอนอีมองไม่เห็นสีหน้าของแทฮาจินเนื่องจากถูกปิดตาไว้อยู่ ได้ยินแค่เสียงที่เปล่งออกมาอย่างนุ่มนวลชิดริมหู
“ทำลายเขาตามที่นายต้องการได้เลย”
“…” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ฉันจะช่วยเอง”
ยอนอีกลืนน้ำลายอึกใหญ่ นึกว่าจะถูกถากถางที่ร้องไห้โยเยไม่สมเป็นผู้ใหญ่เสียอีก แต่ปรากฏว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะทำเช่นนั้นเลย
ฮาจินไม่สบอารมณ์นักที่เห็นคนตรงหน้ายังกัดริมฝีปากที่มีเลือดไหลซิบไม่เลิก เขาเอามือที่ปิดตาอีกคนอยู่ออก ทำให้ยอนอีที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดได้ออกมาเผชิญหน้ากับแสงสว่าง ดวงหน้าขาวก้มงุดลงชิดอกทันทีเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นตัวเองในสภาพที่กำลังร้องไห้ พลันได้ยินเสียงเดาะลิ้นคนตัวโตกว่าเบา ๆ
“ไม่ใช่เด็กแล้วนะ”
ฮาจินว่าพลางกางฝ่ามือออกไปตรงหน้ายอนอีอีกครั้งจนปลายจมูกโด่งเรียวปัดป่ายกลางฝ่ามือแผ่วเบา มือของเขาใหญ่จนบดบังใบหน้าของยอนอีแทบมิด
ผ่านไปสักพัก เขาก็ลดมือลงและยืดตัวขึ้นเต็มความสูง เดินออกไปข้างนอกห้องอ่านหนังสือแบบไม่พูดไม่จา
‘ทำอะไรของเขา?’
แม้เพียงชั่วครู่ แต่ยอนอีก็รู้สึกได้ถึงมวลพลังอันรุนแรงของแทฮาจินบริเวณใบหน้าของตนจึงลองใช้มือลูบไล้แก้มกับริมฝีปากเบา ๆ สำรวจหน้าตัวเองด้วยความสับสนพลางกะพริบตาช้า ๆ
“…”
สัมผัสเปียกชื้นระเหยหายไปหมดแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาที่ไหลนองหน้าและหยาดเลือดที่ไหลซิบออกมาไม่หยุด
ดูเหมือนว่าแทฮาจินจะใช้พลังกลืนกินพวกมันไปจนหมด
หลังจากตระหนักได้ถึงเรื่องนั้น ผิวแก้มของเขาก็เห่อร้อนขึ้นมา พร้อมกับความรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ร้องไห้อย่างกับเด็กไร้เดียงสาต่อหน้าแทฮาจินก็ว่าแย่พอแล้ว ยังถูกเขากลืนกินน้ำตากับเลือดไปอีก...
เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้
“เฮ้อ”
ยอนอีรู้สึกอับอายจนอยากหนีไปซ่อนตัวที่ไหนสักแห่งจึงโน้มตัวลงเอาหน้าซุกกับหัวเข่า รู้สึกได้ถึงความเงียบสงบในความมืดมิดอีกครั้ง
ได้รับการปลอบใจจากแทฮาจินงั้นเหรอ... ไม่อยากเชื่อเลยจริง ๆ
***
โดเบอร์แมนกำลังยืนเคว้งคว้างอยู่กลางโถงทางเดินอันแสนโอ่โถงภายในพระราชวัง เขาถูกเรียกตัวให้เข้ามาในพระราชวังในฐานะผู้มีพลังพิเศษในการเคลื่อนย้าย เพราะวันนี้มีหน้าที่ต้องไปรับบุคคลสำคัญมาจากประเทศเอเพนฮาร์
โดเบอร์แมนอาจจะเป็นเลขาในสังกัดของฮาจินก็จริง แต่แน่นอนว่าเขายังขึ้นตรงกับทางราชวงศ์ด้วยจึงมักจะได้ทำงานลักษณะนี้อยู่เป็นประจำ
“…ให้จับพวกนักเลงคีย์บอร์ดเข้าคุกงั้นเหรอ?”
โดเบอร์แมนมองดูโทรศัพท์มือถือที่ถูกตัดสายอย่างไร้เยื่อใยเหมือนทุกทีพลางถอนหายใจพรืด แทฮาจินมักจะทำตัวเจ้าอารมณ์อยู่บ่อย ๆ เมื่อกี้ตอนที่โทรมาสั่งงานเขาก็เช่นกัน
ติดก็ตรงที่ครั้งนี้ โดเบอร์แมนเกิดสงสัยขึ้นมาว่าอีกฝ่ายไปกินรังแตนมาจากไหน ถึงได้สั่งอะไรแบบนี้กับเขา
‘เป็นเพราะไกด์อียอนอีหรือเปล่านะ?’
นับตั้งแต่หลังจากที่ได้รับคำสั่งย้ายมาเมืองหลวงและไปทำตัวขัดหูขัดตาเจ้านายของเขาเข้า แทฮาจินก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องของอียอนอีมาตลอด ไม่รู้ว่าจงเกลียดจงชังอะไรนัก ถึงได้ขยันหาเรื่องกลั่นแกล้งสารพัดไม่เว้นแต่ละวัน
เลขาหนุ่มถอนหายใจและเริ่มก้าวเดินเข้าไปภายในตำหนักสุริยัน
คำสั่งที่เพิ่งได้รับมาจากเจ้านายหมาด ๆ นั่น เขาไม่คิดจะทำตามหรอก เพราะการจับพวกนักเลงคีย์บอร์ดยัดเข้าคุกให้หมดอาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์นักโทษล้นเรือนจำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติการณ์ก็ได้
‘จะให้จับทั้งหมดเลยก็ยังไงอยู่…เลือกจับเฉพาะแค่พวกที่คอมเมนต์รุนแรงก็พอแล้วมั้ง’
ถึงจะขัดต่อคำสั่งไปบ้าง แต่แบบนี้น่าจะดีที่สุดแล้ว
แทฮาจินกุมอำนาจของทั้งฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหารไว้ในกำมือ ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์และตัดสินใจในยามที่เกิดมหันตภัยของเขาโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์อย่างมาก อีกทั้งเอสเปอร์ระดับ S ยังมีอำนาจในการออกคำสั่งอยู่แล้ว จึงทำให้อำนาจของเขามีแต่จะเพิ่มมากขึ้นแม้ในสถานการณ์ปกติก็ตาม
ด้วยเหตุนั้น เขาจึงอยู่ในสถานะที่สามารถทำลายชีวิตใครก็ได้อย่างง่ายดายด้วยคำพูดเพียงคำเดียว
บุคคลที่แทฮาจินต้องการจะทำลายจนถึงตอนนี้มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน และโดเบอร์แมนก็ได้รับคำสั่งจากเจ้านายมานักต่อนักเช่นกัน แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เขาจะไปจัดการให้จริง ๆ
‘คุณเอสเปอร์โชคดีนะเนี่ยที่มีเลขามากความสามารถอย่างฉันอยู่เคียงข้าง’
ทั้งหมดเป็นเพราะโดเบอร์แมนพลิกแพลงสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม ถึงมันจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่เขาก็เคยให้เงินใต้โต๊ะกับคนที่โวยวายจะฟ้องร้องแทฮาจินเพื่อปิดปากด้วย
การทำตามคำสั่งอย่างพอดีภายในขอบเขตของตัวเองอย่างชาญฉลาด
นี่แหละคือตัวอย่างของเลขาระดับมือพระกาฬ
“ฮ่าฮ่า ฉันนี่เก่งสุด ๆ ไปเลย”
โดเบอร์แมนกระตุกยิ้มมุมปากอย่างหลงตัวเองขณะเดินมาถึงห้องทำงานในตำหนักสุริยัน
ทว่าทันทีที่เปิดประตูออก
เพล้ง!
จู่ ๆ ที่เขี่ยบุหรี่ซึ่งทำจากแก้วก็ลอยมาปะทะเข้ากับกำแพงจนแตกละเอียด
“ขอประทานอภัยครับ ผมจะลองพูดกับเขาอีกครั้งเองครับ ฝ่าบาท”
คนที่โค้งคำนับทำมุม 90 องศาขนานกับพื้นเพื่อแสดงความขอโทษคือหัวหน้าหน่วยอัศวินประจำราชวงศ์ผู้เป็นพ่อของดิออน ชายวัยกลางคนคนนี้ทำหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์แบบในฐานะเอสเปอร์ระดับ А+ แม้จะมีอายุมากแล้วก็ตาม
โดเบอร์แมนไม่กล้าเผชิญหน้ากับนายเหนือหัวตรง ๆ จึงพลอยก้มหน้าตามไปด้วย เห็นได้ชัดเลยว่าองค์จักรพรรดิกำลังเดือดดาลมาก
“ฉันต้องรอลูกชายของนายไปจนถึงเมื่อไหร่! ทั้งที่สั่งให้รับใช้ประเทศชาติอยู่ในเมืองหลวง แต่เด็กนั่นกลับเอาไปเตร็ดเตร่ทั่วเขตชายแดนโดยเพิกเฉยต่อความอันตรายของภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นหน้าตาเฉยอยู่ตั้งนาน!”
อืม
โดเบอร์แมนซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 เฝ้ามองสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างทั้งคู่ เข้ามาได้จังหวะนรกพอดี ซวยชะมัด