Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - บทที่ Open The Door ประตูบานที่สอง (9)
ยอนอียืนอยู่กลางบันไดเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยตะปู
เหอะ ซุกตู้เซฟไว้บนชั้น 2 หรือไงกัน ของแบบนั้นให้ฟรีก็ไม่เอาหรอก
แค่อยากรู้คำตอบเท่านั้นแหละว่าอยู่ ๆ มาจูบเขาทำไม แต่อีกฝ่ายก็ช่างทำตัวเป็นนกรู้ชิงดักตอบมาก่อนว่า [ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ] ไว้แล้ว ขืนดึงดันรื้อฟื้นเรื่องน่าอายแบบนั้นขึ้นมาก็มีแต่จะทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาแปลกขึ้นกว่าเดิมเปล่า ๆ
‘ไอ้บ้านี่…’
ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบเพราะความประหม่าลูบไล้กลีบปากของตนเบา ๆ สัมผัสอันร้อนผ่าวเมื่อครู่ยังคงทิ้งรอยอุ่นไว้เจือจาง
หัวใจที่เต้นระรัวเร็วค่อย ๆ กลับมาสงบลงแล้ว
ยอนอีกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่พลางพูดงึมงำกับตัวเอง
“โรคจิต”
เขาลงมายังชั้น 1 เพื่อจัดการเก็บข้าวของตามคำสั่งของผู้เป็นนายแต่โดยดี จดจ่อกับงานเข้าไว้ ความคิดฟุ้งซ่านในหัวจะได้หายไปสักที ยอนอีเริ่มงานจากการเปิดกล่องเก็บของกล่องแรกสุดที่เข้ามาในคลองสายตาและพบว่าด้านในอัดแน่นไปด้วยกระดาษเอกสาร
‘ต้องย้ายกล่องนี่ไปไว้ที่ห้องหนังสือด้วยหรือเปล่าเนี่ย’
เขากวาดตามองอีกฝั่งของห้องนั่งเล่น บ้านหลังนี้กว้างขวางมากเสียจนเดาไม่ได้เลยว่าห้องหนังสือจะอยู่ที่ชั้น 1 หรือเปล่า หลังจากเดินไปตามทางเดินอันวังเวงก็เจอแค่ห้องโล่ง ๆ สองสามห้อง
“คนอื่นเขาต้องทนอยู่หอสำหรับสองคน แล้วทำไมแทฮาจินถึงแยกออกมาอยู่คนเดียวได้ล่ะ?”
จะว่าไปแล้ว ตอนนี้เขาเองก็เป็นไกด์ระดับ А0 แล้ว ถ้างั้นก็ย้ายออกมาอยู่ห้องเดี่ยวได้แล้วน่ะสิ
พลันภาพของจูมีฮุนที่ล่วงลับไปแล้วก็ย้อนเข้ามาในหัว ได้ยินมาว่าฝ่ายนั้นพักอยู่ในห้องสำหรับ 2 คนทั้งที่อยู่ในสังกัดของแทฮาจินและเป็นถึงไกด์ระดับ А แสดงว่าแทฮาจินไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออะไรกับลูกน้องของตัวเองเป็นพิเศษไปกว่าคนอื่น ๆ
‘ไม่มีทางอื่นเลยหรือยังไงนะ’
ยอนอีได้แต่ส่ายหัวอย่างผิดหวัง อุตส่าห์นึกดีใจว่าในที่สุดก็จะได้ลาขาดกับรูมเมตนรกอย่างจองอูชอลได้เสียทีแท้ ๆ การย้ายไปอยู่ห้องเดี่ยวคงไม่หมูอย่างที่คิด
เดินต่อลึกเข้าไปอีกหน่อยก็เจอห้องหนังสือขนาดใหญ่ ผนังทุกด้านเต็มไปด้วยหนังสือที่ถูกจัดเรียงไว้จนแน่นขนัด
ยอนอียกกล่องใส่เอกสารมาวางไว้ในห้องหนังสือโดยส่งเสียงดังตึงตังเป็นระยะ ดูเหมือนเอกสารจะแยกประเภทไว้คร่าว ๆ แล้ว แค่เอามาจัดไว้บนโต๊ะก็น่าจะพอ
ว่าแล้วก็จัดการวางกระดาษลงบนโต๊ะทีละแผ่นสองแผ่น แต่มือที่กำลังหยิบจับอย่างคล่องแคล่วกลับต้องชะงักลงเมื่อตาเหลือบไปเห็นเนื้อความในเอกสาร
“…”
[บันทึกการทดลองเปลี่ยนแปลงผู้ไร้คุณสมบัติให้เป็นผู้มีคุณสมบัติมีพลังพิเศษ] – ผู้อนุมัติขั้นสุดท้าย: อีฮงจุน
ลมหายใจพลันติดขัดขึ้นมาเมื่อมองเห็นตัวหนังสือสามพยางค์ที่คุ้นเคยแล่นเข้ามาในสายตาเป็นอันดับแรกสุด ยอนอีเพ่งมองกระดาษด้วยสีหน้าตึงเครียด ลายเซ็นของพ่อที่พยายามจะลืมแต่ฝังแน่นอยู่ในสมองปรากฏหราอยู่บนนั้น
[ตัวทดลอง รหัสНQ22: ฉีดยาСН มีอาการดิ้นทุรนทุรายจากภาวะไข้สูง 40 องศา เฝ้าดูอาการต่อ 3 วัน อุณหภูมิลดฉับพลันอยู่ที่ 35 องศาและเสียชีวิตในวันที่ 6]
[ตัวทดลอง รหัสНQ23: ฉีดยาСН เกิดรอยดำบนผิวหนังทั่วร่างกาย เสียชีวิตในวันที่ 2 สันนิษฐานว่าเซลล์ที่เป็นพิษเพิ่มจำนวนมากขึ้นในกระบวนการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ]
“นี่มันอะไร…?”
พ่อจับคนธรรมดามาทำให้เป็นผู้มีคุณสมบัติพิเศษเนี่ยนะ?
ปากที่อ้าค้างโดยไม่รู้ตัวถูกงับปิดลง พ่อของเขาพยายามทำตัวให้เหมือนพระเจ้าผู้บันดาลสรรพสิ่งแก่มนุษย์ก็มิปาน ยิ่งพลิกหน้ากระดาษมากเท่าไหร่ บันทึกการตายของหนูทดลองทั้งหลายที่ไม่อาจทนต่อผลข้างเคียงจากการทดลองได้ก็ยิ่งปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ปลายนิ้วของยอนอีเย็นเฉียบ
‘เขาเสียสติไปแล้วจริง ๆ’
แสดงว่าพ่อยังใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ มาตลอด
ยอนอีใช้ชีวิตอยู่ในสถาบันวิจัยตั้งแต่ตอนยังเป็นเด็กเล็ก แต่พ่อมักจะมาขวางไม่ให้เขาเข้าใกล้ห้องทดลองพิเศษสองสามห้องอย่างเด็ดขาด อาจเป็นเพราะสถานที่พวกนั้นไม่เหมาะสมต่อสภาพจิตใจของเด็กน้อยก็เป็นได้
ห้องทดลองต้องห้ามที่ยอนอีเคยแอบลักลอบเข้าไปเป็นครั้งแรก เป็นสถานที่ที่พาเขาไปพบกับเด็กคนนั้น
ความสะเทือนใจที่สัมผัสได้ในตอนนั้นทำลายความไร้เดียงสาของเด็กน้อยเสียไม่เหลือชิ้นดี
ตอนนี้เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเด็กชายคนนั้นรูปร่างหน้าตาเป็นแบบไหน จะเหลือก็เพียงความสะพรึงกลัวในตอนนั้นฝังลึกอยู่ในหัวสมองไม่เคยลบเลือน
“เฮ้อ…”
ยอนอีขยุ้มเส้นผมของตัวเองอย่างหงุดหงิด ขนาดเวลาผ่านมาหลายปีแล้ว พ่อก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
บอกตามตรงคือ เขาแบ่งแยกเรื่องของพ่อกับตัวเองออกจากกันโดยสิ้นเชิง
ไม่ว่าพ่อจะทำการทดลองแบบไหนมา ยอนอีในตอนนั้นก็อายุน้อยเกินกว่าจะเข้าใจได้ว่ามันเลวร้ายอย่างไรบ้าง หากจะบอกว่าเขาเองก็ผิด ความผิดเดียวที่ยอนอีมีก็คือการเกิดมาเป็นลูกชายของนักวิจัยสติฟั่นเฟือนนี่แหละ
ความผิดของพ่อไม่ใช่ความผิดของเขา
แม้จะพยายามคิดตามหลักเหตุและผลแบบนั้นทุกครั้ง จิตใจของเขาก็ยังคงหนักอึ้ง แต่ดั่งคำพูดที่ว่าเวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่าง นี่ก็เป็นเวลากว่า 9 ปีแล้วนับตั้งแต่วันที่เขาหนีออกจากบ้าน ยอนอียังคงใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขแม้จะได้พึ่งพาพ่ออีกแล้วก็ตาม
“ยังหมกมุ่นกับเรื่องแบบนี้อยู่อีกเหรอ?”
เมื่อกวาดสายตาอ่านข้อมูลส่วนบุคคลของพวกหนูทดลองก็พบว่าพวกเขามีช่วงวัยและเอกลักษณ์ที่หลากหลายมาก ในบรรดาข้อมูลพวกนั้นมีข้อมูลของหนูทดลองคนหนึ่งที่ดึงดูดสายตาของยอนอีเป็นพิเศษ
[ตัวทดลองสำคัญ: เผ่าพันธุ์เอพิล็อกซ์ดวงตาสีแดง แสดงให้เห็นลักษณะทางพันธุกรรมอันยอดเยี่ยม กรุณาทำการทดลองให้อยู่ในขอบเขตไม่ถึงแก่ชีวิต]
สิ่งแรกที่ผุดขึ้นในหัวคือดวงตาสีโกเมนของแทฮาจิน
ดวงตาสีแดงเป็นสีหายากก็จริงแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย ยอนอีจึงยังไม่ได้คิดอะไรมาก แต่รายงานของพ่อกลับระบุว่าพวก [เผ่าพันธุ์ที่มีดวงตาสีแดง] ครอบครองลักษณะทางพันธุกรรมอันยอดเยี่ยม
ยอนอีรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแต่เอกสารพวกนี้มีมากมายเสียจนทำให้เขาร้อนใจไปหมด เขารีบพลิกเอกสารมากวาดตาอ่านอย่างรวดเร็วตามที่ถูกบังคับให้เรียนรู้ในวัยเด็ก
และในตอนนั้นเอง
[บันทึกความล้มเหลวครั้งแรกและครั้งสุดท้าย – การทดลองปรับแต่งลักษณะทางพันธุกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวทดลองคริสตินา: ทายาทห่าง ๆ ของผู้มีคุณสมบัติซ้อน เอสเปอร์ระดับ А+ ยีนที่ได้รับสืบต่อมามีน้อยมากอยู่ที่ 0.003% ปัจจุบันกำลังตั้งครรภ์ กุญแจสำคัญคือยีนอันน้อยนิดจะตัดแต่งให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ถึงกี่เปอร์เซ็นต์
…
…
…
ลูกชายของวัตถุทดลองคริสตินา: อายุ 15 ปี แสดงคุณสมบัติเป็นไกด์ระดับ В0 ล้มเหลวในการปรับแต่งยีนให้มีประสิทธิภาพ]
เอกสารนี้พูดถึงการทดลองเกี่ยวกับแม่ของเขา
อีฮงจุนมองว่าการทดลองนั้นเป็นแค่ [ความล้มเหลวครั้งแรก] เรื่องพวกนี้ไม่ได้ทำให้ยอนอีเจ็บปวดใจอีกต่อไปแล้ว ตอนเด็ก ๆ พ่อของเขามักจะอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าตัวเองทำการทดลองแบบไหนกับภรรยาที่ตายไป และการตื่นขึ้นของพลังที่จะเกิดขึ้นกับเขาในอนาคตสำคัญมากขนาดไหน
ทั้งที่ห้ามไม่ให้เขาเหยียบย่างเข้าไปในห้องทดลอง แต่ในขณะเดียวกันก็ยกเรื่องแบบนั้นออกมาพูดให้เด็กตัวเล็ก ๆ ฟังหน้าตาเฉย สายตาของอีฮงจุนไม่ได้กำลังมองเขาในฐานะลูกชาย แต่เป็นสายตาที่เอาไว้ใช้สำรวจหนูทดลองที่น่าสนใจเสียมากกว่า
ยอนอีขยะแขยงและรังเกียจสายตานั้น จึงตัดสินใจหลอกลวงทุกคนว่าตัวเองเป็นไกด์ระดับ В0 และตั้งปณิธานว่าจะหนีออกไปจากเงื้อมมือของฝ่ายนั้นให้ได้
‘แทฮาจินอ่านอะไรแบบนี้ไปแล้วงั้นเหรอ?’
ไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าฝ่ายนั้นรู้ว่าเขาเป็นทายาทห่าง ๆ ของผู้มีคุณสมบัติซ้อน ชีวิตเขาคงยิ่งวุ่นวายกว่าเดิมแน่ ๆ
ไม่รู้ว่าแทฮาจินไปได้เอกสารพวกนี้มาจากไหน สภาพจึงได้เรียบกริบไร้รอยยับย่นขนาดนี้ เอกสารแผ่นอื่น ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะกระดาษแผ่นนี้ที่อยู่ด้านล่างสุดของกล่อง
ยอนอียังอ่านเอกสารที่ว่าได้ไม่ถึงครึ่งก็ดูดกลืนมันเข้าไปในมือซ้ายด้วยความรีบร้อน
‘ทำไมเอกสารการทดลองของอีฮงจุนถึงมาอยู่ที่บ้านของแทฮาจินล่ะ?’ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
‘พวกเขารู้จักกันเป็นการส่วนตัวด้วยเหรอ?’
‘ถึงขนาดแบ่งปันเอกสารให้กันเลย?’
คำถามมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัว สีหน้าของยอนอีเคร่งเครียดลงเรื่อย ๆ ทว่าในตอนที่ล้วงมือเข้าไปในกล่องเพื่อตรวจดูเอกสารแผ่นอื่นนั้น…
“ตั้งใจทำงานเชียวนะครับ”
แทฮาจินปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ อีกฝ่ายยืนพิงกรอบประตูและเอ่ยทักเขา ยอนอีหยุดชะงักตัวแข็งทื่อ สายตาของพวกเขาสบประสานกันชั่วครู่ แววตาของอีกฝ่ายไม่มีร่องรอยของความสับสน ตกใจ หรือโมโหเลยสักนิด สีหน้าไร้อารมณ์ที่อ่านไม่ออกทำให้หัวใจของยอนอีเต้นโครมครามอย่างคนมีชนักติดหลัง
“คุณเป็นลูกชายของอีฮงจุน อ่านแล้วคิดว่ายังไงบ้างล่ะครับ”
“…”
“ผมแค่ถามเพราะสงสัยเฉย ๆ”
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่เห็นตอนที่เขาดูดกลืนกระดาษหนึ่งแผ่นเข้าไปในมือ ยอนอีโล่งใจในส่วนนั้นจึงผ่อนคลายร่างกายที่เกร็งเครียดลง
“คุณแลกเปลี่ยนข้อมูลกับพ่อผมเหรอครับ?”
ฟังจบแทฮาจินก็หัวเราะในลำคอ
“ผมเนี่ยนะ?”
“ก็เอกสารพวกนี้มีลายมือกับลายเซ็นของผู้อำนวยการสถาบันวิจัยของแท้ มันไม่น่าจะมาอยู่นอกสถาบันวิจัยได้นะครับ”
“เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้วครับ เพราะผมขโมยมันมา”
ยอนอีขมวดคิ้วฉับ สถาบันวิจัยไม่ได้มีโครงสร้างที่จะลักลอบเข้าไปได้ง่าย ๆ หากเอสเปอร์แทฮาจินบุกเข้าไปด้วยตัวเองก็คงไม่เหนือบ่ากว่าแรง แต่เขารู้ดีว่าเอสเปอร์หนุ่มคนนี้งานยุ่งเสียยิ่งกว่าอะไรดี งานแบบนี้ต้องสั่งให้ลูกน้องทำแน่นอน
“จะบอกว่าผู้อำนวยการสถาบันวิจัยไม่อยู่ที่นั่นเหรอครับ?”
“ก็พอจะมีช่วงแบบนั้นอยู่นะครับ”
“คุณแอบเข้าไปยังไงครับ?”
“ไม่รู้สิ เรื่องนั้นต้องถามโดเบอร์แมนเอา”
แทฮาจินยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ จู่ ๆ ยอนอีก็นึกสงสารโดเบอร์แมนขึ้นมา ลักลอบเข้าไปในสถาบันวิจัยกลางเชียวเหรอ... งานเลขาของแทฮาจินช่างเป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสเหลือเกิน
ในขณะเดียวกัน ยอนอีก็เกิดข้อสงสัยขึ้นในใจ
ทำไมแทฮาจินถึงไม่โมโหใส่เขาเลยล่ะ
ว่ากันตามตรงแล้ว สถานการณ์ตอนนี้คือเขาแอบอ่านเอกสารลับของเจ้านายแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา แถมเขายังเป็นลูกชายของอีฮงจุนอีกต่างหาก แค่นี้ก็เพียงพออย่างยิ่งแล้วที่จะทำให้แทฮาจินโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ตอนนี้อีกฝ่ายเพียงแค่มองเขานิ่ง ๆ เท่านั้นเอง
ยอนอีเอ่ยถามโดยไม่อาจอดทนต่อความเงียบได้
“คุณไม่โกรธเหรอครับ?”
“เรื่องเอกสารน่ะเหรอ?”
“ครับ”
ฮาจินหัวเราะเบา ๆ
“ยังไงก็คิดจะให้ดูอยู่แล้วครับ คุณเป็นลูกชายเขาก็ต้องรู้เรื่องที่ควรรู้สิ”
“…คุณเอสเปอร์ ตรวจสอบเอกสารในกล่องใบนี้หมดทุกแผ่นแล้วเหรอครับ?”
‘ใบบันทึกผลการทดลองของแม่ผมด้วยเหรอ?’
‘แล้วรู้หรือเปล่าว่าผมเป็นทายาทผู้มีคุณสมบัติซ้อน?’
ยอนอีซ่อนคำถามเหล่านี้ไว้ในใจ
แทฮาจินจ้องมองมาด้วยแววตาลึกลับพลางโคลงหัวน้อย ๆ
“คุณอียอนอี”
“ครับ”
“อีฮงจุนไม่ใช่คนโง่ คิดว่าเขาจะบันทึกข้อมูลสำคัญเป็นเอกสารแล้ววางทิ้งไว้ชุ่ย ๆ งั้นเหรอ?”
“…”
“เอกสารที่อยู่ตรงนั้นน่ะ ไม่ได้มีคุณค่าอะไรสำหรับเขา ถึงหายไปก็ไม่ได้ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรหรอก”
“…”
“เพราะงั้นผมก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเปลืองเวลาไปอ่านมัน จริงไหมล่ะครับ”
คำตอบของแทฮาจินตีความได้ว่า เอกสารพวกนี้สำหรับอีฮงจุนก็เป็นแค่กระดาษรอวันทิ้ง มีประโยชน์อะไรให้ตั้งตาอ่านกัน
เมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้น ความคิดของยอนอีก็ตีกันสับสน คำพูดของแทฮาจินเป็นความจริงทุกประการ อีฮงจุนเป็นคนรอบคอบ ขนาดทำพฤติกรรมบ้าระห่ำมากมายแต่ก็ยังไม่เคยต้องรับโทษเลยสักครั้ง
เพราะฉะนั้น ข้อมูลที่เขามองว่าสำคัญคงถูกจัดเก็บทางคอมพิวเตอร์และซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่งอย่างมิดชิด
นั่นหมายความว่า
‘การทดลองของแม่… เป็นเหมือนกับขยะสำหรับอีฮงจุนงั้นเหรอ?’
เขามองว่า [ความล้มเหลวครั้งแรก] เป็นขยะ จนไม่สนใจหากใครจะแตะต้องมันหรือขโมยมันไปด้วยซ้ำ
และด้วยเหตุนี้ ตัวเขาซึ่งเป็นผลลัพธ์จากความล้มเหลวก็คงถูกมองว่าเป็นขยะด้วยเช่นกัน อีฮงจุนถึงคิดจะกำจัดแม่กับลูกชายทิ้งมันไปทั้งคู่เสียเลย
“ฮะฮะ”
เสียงหัวเราะอันขมขื่นถูกเปล่งออกมาจากลำคอ นึกว่าตอนนี้เขาจะไม่ได้โกรธเกลียดอะไรพ่อแล้ว แต่เขาคงเข้าใจเรื่องนั้นผิดไปเอง
ดูจากการที่เขาอารมณ์ขึ้นแบบนี้ก็รู้ได้แล้ว
ความเดือดดาลปรี่ทะลักขึ้นภายในใจ ฝ่ามือกำหมัดแน่นจนซีดขาว
ยอนอียิ้มในขณะที่คิ้วยังขมวดแน่นก่อนจะเรียกชื่อชายตรงหน้า
“คุณเอสเปอร์แทฮาจิน”
เจ้าของชื่อหลุบตาลงมองเขา
ดวงตาสีแดง เผ่าพันธุ์ที่ครอบครองลักษณะพันธุกรรมอันยอดเยี่ยม…
แทฮาจินจะรู้อยู่หรือเปล่า ว่าคนที่อาจจะเป็นญาติห่าง ๆ ของตัวเองกำลังทุกข์ทรมานกับการเป็นหนูทดลอง
‘คุณ เป็นศัตรูกับอีฮงจุนสินะ’
ไม่อย่างนั้นคงไม่ดันทุรังบุกเข้าไปถึงในสถาบันวิจัยกลางแล้วขโมยเอกสารแค่นี้มา และเขาไม่ได้ทำไปเพราะมีเจตนาดีอย่างแน่นอน
“คุณคิดจะทำยังไงกับผู้อำนวยการสถาบันวิจัยอีฮงจุนครับ?”
อีกฝ่ายตอบกลับมาแทบจะในทันที
“จะทำลายให้สิ้นซากครับ”