Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - บทที่ Open The Door ประตูบานที่สอง (12)
เวลาผ่านไปได้สักพักใหญ่ แต่ไม่มีวี่แววว่าแทฮาจินจะกลับมาในห้องอ่านหนังสือสักที ยอนอีจัดการเอาเอกสารน่ารังเกียจพวกนั้นยัดลงไปในกล่องเหมือนเดิม พยายามเคลียร์สมองให้โล่งแล้วผละออกมาที่ห้องนั่งเล่น
น่าประหลาดใจที่เจอผู้เป็นเจ้าของบ้านกำลังเก็บข้าวของที่วางกระจัดกระจายให้เป็นระเบียบอยู่ ดูผิดวิสัยเจ้าตัวซึ่งไม่ชอบทำเรื่องจุกจิกอย่างไรก็ไม่รู้
‘จะว่าไปแล้ว…’
จู่ ๆ ยอนอีก็นึกถึงช่วงเวลาหนึ่งขึ้นมา
ตอนที่ไกด์ดิงด้วยวิธีทำกิจกรรมที่คล้ายกับการมีเซ็กซ์เพราะร่างกายเข้าสู่สภาวะอิ่มตัว สิ่งที่แทฮาจินทำเป็นอย่างแรกหลังจากหยุดการไกด์ดิงด้วยตัวเองลงอย่างชำนาญคือจัดที่นอน ดึงผ้าปูที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนด้วยคราบไคลต่าง ๆ ออก มิหนำซ้ำยังเผื่อแผ่มาเช็ดตัวให้เขาด้วยฝ่ามือหนัก ๆ นั่นด้วย
สิ่งที่คิดขึ้นมาได้อีกอย่างคือซูเปอร์คาร์อันหรูหราของแทฮาจิน ภายในรถของเขาโล่งโจ้ง ไม่มีแม้กระทั่งน้ำหอมปรับอากาศที่คนมักจะมีติดรถไว้แม้แต่อันเดียว สะอาดสะอ้านจนอึดอัด ไม่รู้จะเอาตาไปวางไว้ที่ไหน
แทฮาจินสูบบุหรี่บ้างเป็นบางครั้ง แต่เขากลับมีกลิ่นหอม ๆ อบอวลอยู่รอบตัวเสมอเมื่ออยู่ใกล้กัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่สำหรับคนที่อาบน้ำก่อนเป็นอย่างแรกหลังจากกลับมาจากสถานที่เกิดเหตุทุกครั้ง
‘การตกแต่งภายในบ้านก็เนี้ยบซะไม่มี…’
บ้านของเขาดูแพงและหรูหราก็จริง ทว่าไม่มีสิ่งของตกแต่งไร้สาระสักชิ้นเดียว
ด้วยความที่มีแค่ของจำเป็นเท่านั้นถูกจัดวางไว้ในพื้นที่อันกว้างขวางขนาดนี้ ด้านในคฤหาสน์จึงยิ่งใหญ่โตจนเคว้งคว้างเข้าไปอีก ยอนอีเหม่อมองแผ่นหลังกว้างของแทฮาจินด้วยความรู้สึกใหม่ ๆ ที่ก่อตัวขึ้นและเผลอสบประสานสายตากันเมื่อเขาหันหน้ามา
“มีอะไร”
นัยน์ตาสีแดงของอีกฝ่ายมองเป็นเชิงถามว่าจ้องเขาทำไม ยอนอีทำตัวไม่ถูกจึงตอบกลับไปแก้เก้อที่ถูกจับได้
“คุณมีตาหลังด้วยเหรอครับ”
สงสัยคนคนนี้คงไม่มีวันถูกใครตีท้ายทอยแน่ ๆ
ยอนอีลังเลว่าควรไปช่วยเขาจัดของดีไหมจึงเดินวนเวียนไปมาอยู่แถว ๆ กล่องสัมภาระ แทฮาจินขมวดคิ้วเข้าหากัน ชายหนุ่มชี้นิ้วไปที่หนึ่งพร้อมกับพูดว่า
“ผมจัดการเองครับ ส่วนคุณอียอนอีเชิญทางนู้นเลยครับ”
ยอนอีเลื่อนตามองตามปลายนิ้วของอีกคนไป
ปรากฏว่าเป็นประตูหน้าบ้าน
“…”
นี่เขาโดนไล่งั้นเหรอ?
“ออกไปได้แล้วครับ”
คงเป็นเพราะไปทำตัวเกะกะตอนอีกฝ่ายจัดบ้าน แทฮาจินถึงได้โบกมือไล่เขาส่ง ๆ เหมือนกับปัดแมลงวันคล้ายจะบอกว่า กลับไปเถอะ ถึงอยู่ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร
ถ้าเป็นปกติ ยอนอีคงรีบแจ้นออกไปทันทีอย่างเริงร่า แค่มาช่วยธุระส่วนตัวของเจ้านายก็ถือว่ามีน้ำใจมากแล้วสำหรับลูกจ้างอย่างเขา แต่ไม่รู้ว่าการไล่ของแทฮาจินเป็นเพราะแค่เขาไม่มีประโยชน์หรือเป็นเพราะไม่อยากเห็นคนร้องไห้งอแงกันแน่
นั่นแหละคือส่วนที่ยังคาใจอยู่
‘จะให้กลับไปดื้อ ๆ อย่างนี้เลยเหรอ?’
ไม่เพียงแค่นั้น คนอย่างแทฮาจินน่าจะรู้อยู่แล้วว่ายอนอีเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แต่กลับทำนิ่งเฉย ไม่เอ่ยทักแม้แต่คำเดียว
ไม่ถามไถ่สักนิดว่าร้องไห้ทำไม จะบุกเข้าไปในสถาบันวิจัยเมื่อไหร่ เจออะไรบ้างในเอกสาร
อย่างกับว่าลบเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ออกจากสมองไปแล้ว
การที่เขาทำแบบนี้ยิ่งทำให้ยอนอีคาใจยิ่งกว่าเก่า
‘เลิกร้องไห้ไร้สาระได้แล้ว คนอายุเท่าลูกชอบคิดว่าการร้องไห้จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง แต่มันไม่ใช่เลย ถ้าการใช้น้ำตาไม่ได้ทำให้ปัญหาคลี่คลาย มันก็เป็นได้แค่ของเหลวที่ระเหยไปอย่างไร้ค่าเท่านั้นเอง’
เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เขาเคยร้องไห้งอแงเพราะไม่อยากเรียนการควบคุมอุปกรณ์ และทุกครั้งพ่อก็มักจะมองเขาด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความรำคาญ ดูถูกดูแคลนราวกับมองเด็กเหลือขอ อีกทั้งยังพร่ำบอกเสมอว่าน้ำตาของเขามันไร้ค่าแค่ไหน
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ยอนอีก็พยายามหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไรและกลั้นน้ำตาเอาไว้มาโดยตลอด
‘ปลอบใจคนด้วยการบอกให้หุบปากงั้นเหรอ’
บางทีคำพูดและการกระทำของแทฮาจินอาจไม่ได้มีความหมายแอบแฝงอะไรก็ได้ มีแต่ตัวเขาเองนี่แหละที่เข้าใจผิดไปเองว่ามันคือการปลอบใจ
แต่ยังไงก็เถอะ เห็นคนเขาร้องไห้ต่อหน้าก็ยังใจดำชี้นิ้วไล่ตะเพิดออกไปเนี่ยนะ
ไม่ชอบเห็นคนร้องไห้ขนาดนั้นเลยเหรอ?
“ปกติแล้วผมไม่ค่อยร้องไห้นะครับ”
ยอนอีแสร้งตีสีหน้าเรียบเฉยและพูดขึ้นมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทำให้เจ้าของบ้านที่กำลังก้มหน้าก้มตาพับกล่องถึงกับเลิกคิ้วถามว่า “อะไร?”
“ผมจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าร้องไห้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่…ถ้ามันทำให้คุณอารมณ์ไม่ดี ผมต้องขอโทษด้วยครับ”
ยอนอีหลุบตาลงต่ำราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะหันหลังก้าวจากไป เขาหยิบเสื้อคลุมที่วางพาดอยู่บนโซฟาขึ้นมาสวม เข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งไว้ในห้องอ่านหนังสือและสาวเท้าตรงไปยังประตูหน้าบ้านที่แทฮาจินชี้เมื่อสักครู่ ฝีเท้าก้าวฉับ ๆ อย่างรวดเร็วจนแม้แต่เจ้าตัวยังงงว่าตัวเองเป็นอะไร
รองเท้าถูกสวมอย่างลวก ๆ ขณะที่มือกำลังจะผลักประตูหน้าบ้านออกไป
แต่จู่ ๆ คอเสื้อก็ถูกดึงไปด้านหลังอย่างแรงจนตัวลอยกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง
ยอนอีหันไปมองคนข้างหลังอย่างตกตะลึง เห็นอีกฝ่ายจ้องหน้าเขาเขม็งขณะใช้มือปิดประตูดัง ปัง! แรงของเขาแทบจะทำให้ประตูต้องร้องขอชีวิต
คนตัวโตยกมือข้างหนึ่งขึ้นมายันประตูที่ถูกปิดเอาไว้ ทำให้ยอนอีติดอยู่ตรงกลางระหว่างประตูกับร่างกายของเขา ดวงตาสีโกเมนอันเป็นเอกลักษณ์จ้องมองมาจนลมหายใจติดขัด
“หมายความว่าไงครับ”
“…ครับ?”
“ผมอารมณ์ไม่ดีเรื่องอะไร”
ที่รั้งไว้เพราะจะเคลียร์เรื่องนี้ให้รู้เรื่องเองสินะ
เห็นแบบนี้แล้วยอนอีจึงตอบกลับไปตามที่ตัวเองรู้สึก
“ก็คุณให้ผมกลับไปเพราะอารมณ์เสียที่ผมร้องไห้ไม่ใช่เหรอครับ”
คิ้วเข้ม ๆ ของแทฮาจินขมวดมุ่นทันทีหลังจากได้ยินอย่างนั้น
“ผมบอกให้คุณอียอนอีกลับบ้านตั้งแต่ก่อนที่คุณจะร้องไห้อีกนะ”
น้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังดูเหนื่อยหน่ายเหลือเกิน ยอนอีนึกย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติ ตอนที่แทฮาจินเทกาแฟทิ้งในอ่างล้างจานและกำลังจะขึ้นไปชั้น 2 เขาบอกให้ยอนอีกลับบ้านไปจากบนบันไดจริง ๆ
คำพูดของเขาคล้ายกับจะถามย้อนกลับมาว่า เพ้อเจ้ออะไรของนาย ฉันพูดไปก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้วต่างหาก
“ก็คุณ…”
คนถือไพ่เหนือกว่าโคลงหัวเป็นเชิงบอกให้พูดต่อ ยอนอีเงียบไปสักพัก ก่อนจะนึกถึงเรื่องเมื่อสักครู่นี้แล้วโพล่งออกมา
“คุณจ้องผมด้วยสายตารำคาญนี่ครับ”
“รำคาญสิ”
“…”
“ก็เล่นยืนขวางหน้ากล่องซะขนาดนั้น”
แทฮาจินไม่ใช่คนที่ประเภทที่จะพูดจาหวาน ๆ พะเน้าพะนอใคร กลับกันแล้วเขามีพรสวรรค์ในด้านการยั่วโมโหคนอื่นเสียมากกว่า
ยอนอีจำต้องยอมรับว่าตัวเองเข้าใจเจ้านายผู้บริสุทธิ์ผิดไปเพราะถูกอดีตตามมาหลอกลอนจนหวาดระแวงกับสายตาผู้คนไปหมด เขาอับอายไม่กล้าสู้หน้าอีกฝ่าย ในใจคิดแค่อยากจะหนีออกไปจากตรงนี้เร็ว ๆ หรือพูดให้ถูกก็คืออยากหนีไปจากนัยน์ตาสีแดงก่ำที่จ้องเขาแทบทะลุ
“…ผมน่าจะเข้าใจผิดไป ถ้าอย่างนั้นขอตัวกลับก่อนนะครับ”
ไกด์หนุ่มว่าพลางยกมือขึ้นมาจับลูกบิดประตู แต่ยังไม่ทันได้เปิดออกไปข้อมือกลับถูกรั้งไว้เสียก่อนด้วยแรงอันมหาศาล (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ซื่อบื้อหรือว่าไม่มีตากันแน่ครับ”
แทฮาจินขยับปากบ่นงึมงำพร้อมกับดึงมือที่จับอยู่มาวางไว้บนอวัยวะกลางลำตัว ดวงตาของยอนอีเบิกกว้าง สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะสับสนกับการถูกสัมผัสโดยไม่ทันตั้งตัว และอีกส่วนคือตกใจที่ตรงนั้นของอีกฝ่ายแข็งขืนร้อนผ่าวสู้มือขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ยอนอีไม่รู้เพราะไม่เคยเลื่อนสายตามองต่ำลงไปกว่าเอวของเขาเลย พอได้รู้แบบนี้แล้วจึงได้รู้สึกตัวว่าตัวเองทั้งไม่มีตาทั้งซื่อบื้อในเวลาเดียวกัน
“ดูเหมือนว่าคุณจะยังไม่เข้าใจ ถ้างั้นผมจะอธิบายให้ฟัง ที่ผมบอกให้กลับบ้านไปตอนแรกเป็นเพราะผมอยากมีเซ็กซ์กับคุณจนแทบหน้ามืด ส่วนครั้งที่สองเป็นเพราะผมอยากจะเอาคุณให้ร้องไห้ไงล่ะครับ”
เอสเปอร์หนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบคล้ายกับกำลังรายงานในที่ประชุม จนทำให้เขาถึงกับนึกสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า แต่ข้อสงสัยต่าง ๆ ก็พลันกระจ่างในทันทีเพราะสัมผัสจากท่อนเนื้อร้อนของอีกคนทนโท่เต็มไม้เต็มมือ
‘เขารู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่’
ยอนอีกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ขณะที่คิดจะชักมือออก อีกฝ่ายกลับบีบข้อมือเขาแน่นยิ่งกว่าเดิม
“คนเขาอุตส่าห์เปิดใจให้ฟังขนาดนี้แล้วก็ตั้งใจฟังดี ๆ สิครับ”
“…”
“คุณคิดว่าผมจะรู้สึกยังไงที่เกิดอารมณ์หลังจากเห็นคนอื่นมาร้องไห้ต่อหน้าเหรอครับ”
ดวงตาวาววับชำเลืองมองมือขาวที่วางทาบอยู่บนกางเกงสีดำของตัวเอง แทฮาจินจับข้อมือของยอนอีลากขึ้นลงตามแท่งร้อนของตัวเอง การเคลื่อนไหวอันเชื่องช้ากระตุ้นความซ่านเสียวเป็นทวีคูณ
ใบหน้าหล่อเหลาขยับโน้มเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน
ริมฝีปากขยับพูดกระซิบเสียงพร่า
“มันก็ไม่ยากเท่าไหร่หรอกนะครับ ถ้าผมอยากหาข้ออ้างสัมผัสคุณแบบนี้ แค่กระตุ้นตัวเองให้เกิดสภาวะคลั่งก็สิ้นเรื่องแล้ว”
“…”
“แต่ผมไม่ชอบบังคับขืนใจใครเท่าไหร่”
“คุณเอสเปอร์ครับ”
“เพราะฉะนั้น เลิกเข้าใจผิดไร้สาระ…”
เขาปล่อยข้อมือของยอนอี เอื้อมไปหมุนลูกบิดประตูที่อยู่ด้านหลังก่อนอ้ามันออกกว้าง
“…และรีบ ๆ ออกไปก่อนที่จะไม่ได้ไปซะนะครับ”
นี่เป็นการไล่ครั้งที่สาม
เอสเปอร์หนุ่มใช้มือยันประตูไว้พร้อมกับพยักพเยิดคางเป็นเชิงบอกให้ออกไป ยอนอีเผลอพ่นลมหายใจที่กลั้นไว้โดยไม่รู้ตัวออกมา ถึงแม้ว่าน้ำเสียงของแทฮาจินจะนิ่งสงบ แต่แววตากลับวาววับคล้ายกับจับเขากินในจินตนาการไปเป็นร้อย ๆ รอบแล้ว
ยอนอียืนตัวแข็งทื่อไร้การขยับเขยื้อน
รู้ทั้งรู้ว่าควรรีบเผ่นให้เร็วที่สุด แต่ดวงตาสีแดงก่ำคู่นั้นตรึงร่างกายของเขาให้อยู่กับที่ แทฮาจินจ้องเขาด้วยสายตาที่มืดครึ้มลงเรื่อย ๆ พร้อมกับเริ่มนับถอยหลัง
“5”
“4”
“3”
“เจอกันพรุ่งนี้นะครับ”
ยอนอีไม่รั้งอยู่ต่อจนอีกฝ่ายนับถึงหนึ่ง พอกล่าวลาจบก็รีบก้าวเท้าออกไปอีกด้านของประตูที่เปิดอ้ารออยู่ทันที
ปัง!
เสียงประตูปิดดังขึ้นไล่หลัง ขอเดาว่าอีกไม่ถึงเดือนประตูนั่นต้องพังแน่นอน
เขาก้าวฉับ ๆ ผ่านสระว่ายน้ำในสวนขนาดใหญ่และมุ่งตรงไปยังทางออกโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปมองสักนิด คล้ายกับว่าถ้าหันหลังกลับไปจะถูกสัตว์ร้ายเขมือบลงท้องอย่างไรอย่างนั้น
เสียงของแทฮาจินที่พูดด้วยใบหน้าพระเจ้าช่างปั้นเมื่อครู่ยังวนเวียนก้องอยู่ในหูไม่หยุด คำพูดหยาบโลนที่ดูเหมือนข่มขู่ด้วยกลาย ๆ ทำเอายังตกใจไม่หาย
‘นั่นน่ะเหรอการอธิบาย?’
คำอธิบายของเขามันแจ่มแจ้งเสียจนยอนอีต้องยอมรับความเข้าใจผิดของตัวเองอย่างไร้ทางเลือก ใจความของคำพูดเหล่านั้นก็คือ 「ฉันอยากมีเซ็กซ์กับนาย แต่ไม่ชอบการบังคับขืนใจก็เลยจะปล่อยไปดี ๆ เพราะฉะนั้นรีบไสหัวไปซะ」 นั่นเอง
ได้ยินแล้วใครจะไม่ช็อกบ้างล่ะ
แทฮาจินบอกว่าไม่ได้หงุดหงิดเพราะเห็นเขาร้องไห้ แต่เป็นเพราะมีอารมณ์ต่างหาก
‘ปกติเขาเป็นพวกอยากได้อะไรก็ต้องได้โดยไม่สนวิธีการเลยนี่นา’
เมื่อกี้นี้เขายังพูดอยู่เลยว่า ถ้าตั้งใจจะหาข้ออ้างในการแตะเนื้อต้องตัวกันจริง ๆ ก็แค่ทำให้เกิดสภาวะคลั่งขึ้นมาก็สิ้นเรื่องแล้ว เพราะถ้าเขาทำแบบนั้น ยอนอีซึ่งเป็นไกด์ในสังกัดก็จะต้องทำการไกด์ดิงให้อย่างเลี่ยงไม่ได้
พอเอาคำพูดนั้นมาผนวกรวมกับที่อีกฝ่ายบอกว่าไม่ชอบบังคับขืนใจใครแล้ว
‘แสดงว่าเขาอยากมีเซ็กซ์กับฉันโดยที่ไม่ใช่การไกด์ดิงเหรอ?’
นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ
เพราะเดิมทีแทฮาจินจะไม่แตะเนื้อต้องตัวเขาเลยถ้าหากไม่ใช่การไกด์ดิง หมอนั่นมองว่า 「เส้นแบ่ง」 ระหว่างงานและเรื่องส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญมาก เว้นก็แต่ตอนที่หาเรื่องกลั่นแกล้งเขาเท่านั้น
“…ไหงดันล้ำเส้นกันซะเองล่ะ”
ยอนอีพึมพำขณะก้าวขาออกมานอกประตูใหญ่ จิตใจคลายความตึงเครียดลงได้เล็กน้อยหลังพ้นจากอาณาเขตของคนคนนั้น
ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง
“บัดซบ…”
ฮาจินพ่นคำสบถออกมาขณะลูบปัดผ่านส่วนแข็งขืนใต้กางเกงของตัวเองไว ๆ เขาเองก็เพิ่งตระหนักได้ว่าข้ามเส้นที่ขีดไว้เองไปไกลแล้วเมื่อครู่นี้เอง
ทันทีที่ประตูถูกปิดลงไล่หลังยอนอีซึ่งเพิ่งเดินออกไป เขาก็ปลดตะขอกางเกงอย่างรีบร้อน รูดซิปลงและควักเอาแก่นกายที่แข็งตัวเต็มที่ออกมาสู่โลกภายนอก เอนหลังพิงกับประตูบ้านและสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง
“นี่ฉันเป็นพวกหื่นกามไปแล้วหรือไงเนี่ย”
ไม่รู้ว่านี่เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วที่เขานึกถึงยอนอีตอนช่วยตัวเอง ร่างขาว ๆ ในจินตนาการมักจะเข้ามาปั่นป่วนสมองและกระตุ้นความรู้สึกจนแทบจะสูญเสียสติสัมปชัญญะ
เขาไม่เคยรู้สึกหื่นกระหายอย่างนี้มาก่อน เป็นความรู้สึกเหมือนกับถูกแผดเผาด้วยเพลิงปรารถนาจนแห้งผากไปทั้งร่างกาย
ความคิดที่เกิดขึ้นหลังจากเห็นอียอนอีร้องไห้เงียบ ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นความคิดที่เลวทรามจนแม้แต่ตัวเองยังตกใจ แทฮาจินเพิ่งเคยมีอารมณ์กับคนร้องไห้เป็นครั้งแรกในชีวิต
ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าอียอนอีคือเด็กในสถาบันวิจัยคนนั้น แต่ก็ยังห้ามใจตัวเองไม่ให้รู้สึกแบบนั้นไม่ได้ ความเป็นเหตุเป็นผลของเขาพ่ายแพ้ให้กับสัญชาตญาณดิบอย่างราบคาบ
“อา แม่งเอ๊ย…ต้องไม่ใช่แบบนี้สิ”
ชายหนุ่มพรูลมหายใจร้อนออกจากปาก ศีรษะได้รูปแหงนเชิดไปด้านหลังจนกระแทกกับประตู ลูกกระเดือกบนลำคอไหวกระเพื่อมราวกับระลอกคลื่นพร้อมกับจังหวะมือที่เร่งระรัว เขายังมีสติรู้ตัวอยู่ทุกชั่วขณะว่าตัวเองมันเป็นไอ้คนหื่นกามน่ารังเกียจ ในขณะที่ความวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ปล่อยจินตนาการในโลดแล่นไปในหัวก็พอแล้ว ไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยความคิดสกปรก ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายคลายความเข้าใจผิดเลยสักนิด
แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงปล่อยอียอนอีที่มีสีหน้าเศร้าสร้อยไปไม่ได้
ฉันเป็นอะไรไป…
นายเป็นใครกันแน่…
การค้นพบว่าอียอนอีคือเด็กในสถาบันวิจัยคนนั้นเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับฮาจินมาก แต่เขาไม่เคยมีความคิดในเชิงชู้สาวกับคนในความทรงจำเลย แทฮาจินใช้ชีวิตมาเป็นอย่างดีโดยที่ยังรู้สึกผิดต่อเด็กคนนั้นมาโดยตลอด
มันควรจะมีแค่ความรู้สึกแบบนั้นสิ
สัญชาตญาณดิบอันยากจะควบคุมได้ก่อคลื่นแห่งความสับสนลูกใหญ่ขึ้นในจิตใจของเขาแล้ว