Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - บทที่ Open The Door ประตูบานที่สอง (11)
แต่มันก็ไม่แปลกหรอกที่องค์จักรพรรดิจะโกรธเกรี้ยวถึงขนาดนี้
ดิออนเป็นคนไม่ชอบการถูกผูกมัดให้อยู่ภายใต้อำนาจใคร ทั้ง ๆ ที่มีความสามารถอันโดดเด่น แต่เขากลับไม่เคยนำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์จนถูกขนานนามว่า อัจฉริยะจอมเกียจคร้าน ชายหนุ่มมักจะออกไปทำงานที่ชนบทอันห่างไกลทุกครั้ง แน่นอนว่าไม่ได้มีใครออกคำสั่ง เขาสมัครใจไปด้วยตัวเอง
ณ ชายแดนของประเทศก็มักจะมีดอร์ปรากฏขึ้นอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน แต่น้อยครั้งที่ดอร์จะมีขนาดใหญ่จนกระทั่งศูนย์ท้องถิ่นไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
ดิออนออกไปทำงานนอกเมืองและส่งรายงานให้กับฝ่ายบริหารแบบเป็นเรื่องเป็นราว จนได้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า 「ลูกชายของหัวหน้าหน่วยอัศวินประจำราชวงศ์」 ที่อุทิศตนทำงานเพื่อท้องถิ่นอย่างจริงจัง
“ถ้ายังมีหูอยู่ก็น่าจะเคยได้ยินสถิติต่าง ๆ แล้วนี่ ประเทศของพวกเราเกิดดอร์ขึ้นกว่าประเทศอื่นตั้งหลายเท่า ถ้าเรดดอร์ (rеd dооr) เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ประเทศจะต้องประกาศเข้าสู่ภาวะฉุกเฉินทันที! แล้วนี่อะไร เอสเปอร์ระดับ S ที่มีอยู่แค่หยิบมือไม่อยู่ประจำในเมืองหลวง? คิดจะล้อเล่นกับฉันหรือยังไง!”
โครม!
คราวนี้กล่องเก็บของที่ทำจากไม้แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ แต่ดูเหมือนว่าองค์จักรพรรดิจะไม่มีความสามารถในการโยนเอาเสียเลย เพราะปาไปทีไรก็ไม่เห็นจะโดนหัวหน้าหน่วยอัศวินไดเคนสักครั้ง
“ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัวครับ ผมจะอธิบายสั่งสอนดิออนด้วยตัวเองแน่นอนครับ ฝ่าบาท”
หัวหน้าอัศวินก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อมไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความกระด้างกระเดื่อง ภาพที่องค์จักรพรรดิต้อนหัวหน้าหน่วยอัศวินให้จนมุมเป็นภาพอันชินตาของคนในพระราชวัง เป็นที่รู้กันว่าหัวหน้าหน่วยอัศวินค่อนข้างมีนิสัยเถรตรง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ยอมก้มหัวรับการตำหนิอย่างเดียวไม่มีบ่นสักคำ
นั่นทำให้เขาเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นสนามอารมณ์ชั้นดีขององค์จักรพรรดิ ยิ่งเหล่าผู้มีพลังพิเศษระดับ S เรืองอำนาจขึ้น รัศมีของราชวงศ์ยิ่งถูกบดบังจนอ่อนแสงลงทุกชั่วขณะ แล้วมีหรือสายเลือดที่ถือกำเนิดมาเพื่อเป็นเจ้าคนนายคนจะยอมยินดีกับเรื่องพวกนี้ง่าย ๆ
“ไปให้พ้น ๆ หน้าฉันซะ”
เมื่อนายเหนือหัวเอ่ยปากไล่ หัวหน้าหน่วยอัศวินก็ค้อมตัวลงต่ำกว่าเดิมอีกเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเพื่อเดินออกไปจากห้อง พลันบังเอิญสบตากับโดเบอร์แมนที่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ รออยู่พอดี ดวงตาสีทองแดงสงบนิ่งไร้การสั่นไหวบ่งบอกถึงอุปนิสัยของไดเคนได้อย่างชัดเจน
ไดเคนเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและความจงรักภักดีซึ่งนับว่าหาได้ยากยิ่ง ถึงแม้จะโดนดูถูกเหยียดหยามอย่างไร เขาก็ยังถือปณิธานในการแยกแยะถูกผิดอย่างชัดเจน อีกทั้งยังเคารพความประสงค์ของผู้ครองบัลลังก์อยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเป็นหนึ่งในบุคคลที่ประชาชนในประเทศให้ความเคารพมากที่สุดก็ว่าได้
แม้แต่โดเบอร์แมนเองก็ยังอดเลื่อมใสกับนิสัยใจคอของชายคนนี้ไม่ได้ การต้องมาเห็นภาพแบบนี้เป็นอะไรที่ชวนให้กระอักกระอ่วนมากจริง ๆ
“เชิญเข้าไปได้เลยครับ”
ไดเคนผงกศีรษะพร้อมกับหลีกทางให้ ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานขององค์จักรพรรดิไป โดเบอร์แมนสัมผัสได้ในวินาทีนั้นเองว่าเขาเข้ามาแทรกในจังหวะเวลาที่เลวร้ายสุด ๆ องค์จักรพรรดิระงับความฉุนเฉียวไว้ไม่อยู่ แว่วเสียงหายใจฟืดฟาดกระหืดกระหอบด้วยความโมโห นัยน์ตาสีเขียวเข้มคมปลาบตวัดมองผู้มาใหม่เขม็ง
“ไปพาตัวดิออนมา”
หน้าที่ของเขาไม่ใช่การไปรับบุคคลสำคัญของเอเพนฮาร์มาหรอกเหรอ?
เมื่อเห็นโดเบอร์แมนไม่ตอบโต้อะไรกลับมาเอาแต่ปิดปากเงียบ องค์จักรพรรดิจึงพูดต่ออย่างหงุดหงิด
“ได้ยินว่าเขาช่วยเหลือหลานสาวของโบลนีดที่หลงทางอยู่ในเขตชายแดนไว้ ไหน ๆ ก็ไปเอเพนฮาร์แล้ว งั้นก็พาตัวดิออนกับผู้หญิงคนนั้นมาด้วยทีเดียวเลยแล้วกัน”
ช่วยใคร ที่ไหนนะ?
เลขาหนุ่มคนเก่งถึงกับเกือบหลุดขำออกมา โดเบอร์แมนกัดฟันแน่นและพาตัวเองออกจากเหตุการณ์เฉียดตายไปได้อย่างหวุดหวิด ชายหนุ่มก้มหน้างุดพลางครุ่นคิดในหัว โรนีลล์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของมหาเศรษฐีคนนั้นจะไปหลงทางในเขตชายแดนได้ยังไง
แล้วไหนจะเรื่องที่ดิออนไปช่วยเหลือผู้หญิงคนนั้นไว้แบบพอดิบพอดีอีก
เป็นความบังเอิญที่ประหลาดไปหน่อยนะ
‘หรือว่าเอสเปอร์ดิออน...จะมีแฟน’
ทว่าโรนีลล์เป็นอดีตคู่หมั้นของแทฮาจิน ดิออนจึงไม่น่าจะคบกับผู้หญิงแบบเธอ แต่ที่โดเบอร์แมนมั่นใจได้อย่างหนึ่งก็คือโรนีลล์อยู่ในดิไอแลนมาโดยตลอดจนถึงก่อนหน้านี้ไม่นาน
‘ดูท่าทางเธอจะยังชอบเอสเปอร์แทฮาจินอยู่สินะ’
โง่จริง ๆ ที่มาหลงรักผู้ชายเลือดเย็นแบบนั้น เจ้านายเขาก็แค่ทำตามคำขอร้องของหัวหน้าหน่วยอัศวินไดเคนเท่านั้นเอง ซึ่งก็เป็นผลพวงมาจากที่องค์จักรพรรดิกดดันหัวหน้าหน่วยอัศวินมาอีกทอดนั่นแหละ
การหมั้นหมายของพวกเขาไม่ต่างอะไรกับสัญลักษณ์ในการผูกไมตรีระหว่างดิไอแลนกับเอเพนฮาร์เท่าไหร่หรอก
‘ตอนนั้นฉันต้องห้ามไม่ให้แทฮาจินกระโจนไปปาดคอองค์จักรพรรดิแทบตาย’
พอนึกถึงอดีตอันแสนขมขื่นขึ้นมาแล้วก็ได้แต่ยิ้มจืดเจื่อนกับตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าตอนนี้ดิออนจะกำลังพักอยู่ที่ประเทศอื่น แต่ถ้าไม่ได้มีแฟนอยู่ที่นั่น แล้วดิออนมีเหตุผลอะไรต้องไปอยู่ที่เอเพนฮาร์ด้วยล่ะ?
เอาเถอะ บางทีอาจจะไม่มีอะไรต้องคิดมาก ดิออนคงแค่ตระเวนไปนู่นไปนี่เรื่อย ๆ ตามประสาคนชอบเถลไถล แล้วก็ซวยถูกองค์จักรพรรดิเจอตัวเข้าขณะที่กำลังไปเที่ยวเตร่ในประเทศข้างเคียงก็ได้
เพราะแบบนี้องค์จักรพรรดิถึงได้ฉุนเฉียวเป็นพิเศษ เขาคงนึกไม่ถึงว่าดิออนจะเหลวไหลขนาดนี้กระมัง
“เสียสติไปแล้วหรือยังไง นี่มันใช่เวลาไปลอยชายที่ประเทศอื่นงั้นรึ?”
โดเบอร์แมนเปิดปากพูดด้วยความระมัดระวัง หลังจากฟังการพร่ำบ่นขององค์จักรพรรดิเงียบ ๆ มาโดยตลอด
“ผมจะไปพาตัวมาเดี๋ยวนี้ครับ ฝ่าบาท”
“ฉันไม่อยากเห็นหน้าเด็กนั่น ไม่ต้องพามาที่นี่ พาไปหาหัวหน้าหน่วยอัศวินซะ”
“ครับ ผมจะรายงานให้ทราบอีกครั้งครับ”
โดเบอร์แมนโค้งคำนับอย่างนอบน้อมและผละออกไปด้านนอกห้องทำงาน เมื่อแตะนาฬิกา พิกัดของดิออนที่ได้รับรายงานมาก็ปรากฏขึ้นทันที ชายหนุ่มยืนนิ่งเพียงครู่เดียว แสงสว่างก็โอบล้อมรอบตัวเขาในชั่วพริบตา
ทันทีที่ชิ้นส่วนร่างกายซึ่งถูกแยกส่วนประกอบเข้าด้วยกันอีกครั้งสมบูรณ์ โดเบอร์แมนลืมตาขึ้นท่ามกลางทัศนวิสัยที่สว่างกว่าเดิม
“โอ๊ะ คุณเลขาเองเหรอครับ?”
“…”
ดิออนยิ้มแฉ่งพร้อมกับโบกมือทักทาย เอสเปอร์หนุ่มกำลังเชื่อมสัมพันธไมตรีอย่างแนบแน่นกับชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบบนเตียงอันหรูหรา ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นบอดีการ์ดของบุคคลสำคัญระดับสูงสักคน
ร่างเปลือยเปล่าเป็นเงาวาวด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลโซมกาย ชายหนุ่มที่อยู่ด้านล่างหน้าแดงวาบรีบหดตัวคุดคู้ปิดบังร่างกาย ถ้าเลื่อนสายตาลงอีกนิดคงได้เห็นอะไรที่ไม่น่ามองแน่ ๆ
ทว่าโดเบอร์แมนไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เพราะเรื่องแบบนี้ถือเป็นเวรกรรมอย่างหนึ่งที่เหล่าผู้มีพลังพิเศษในการเคลื่อนย้ายมักจะต้องเจอกันเป็นประจำอยู่แล้ว อีกอย่างคือการไกด์ดิงผ่านทางเพศสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
พอโดเบอร์แมนปรากฏตัวขึ้น ดิออนก็ถอนส่วนแข็งขืนของตัวเองที่สอดใส่อยู่ในช่องทางคับแคบออกมา เอสเปอร์หนุ่มคว้าชุดคลุมอาบน้ำที่วางระเกะระกะอยู่ข้าง ๆ มาสวมแบบลวก ๆ
“มีแขกมาพอดี น่าเสียดายนะครับแต่คงต้องพอแค่นี้ก่อน ถึงจะปุบปับไปหน่อยแต่ขอบคุณสำหรับการไกด์ดิงนะครับ”
ดิออนยิ้มกว้างพลางโบกมือให้ชายหนุ่มที่รีบจัดแจงชุดเครื่องแบบให้เข้าที่ก่อนจะรีบลนลานออกไปจากห้องนอนด้วยความอับอาย
“เขาดูเหมือนบอดีการ์ดเลยนะครับ คุณรับการไกด์ดิงจากเขาเหรอครับ?”
ไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่าเอเพนฮาร์จ้างไกด์มาเป็นบอดี้การ์ดด้วย โดเบอร์แมนนึกทึ่งในใจพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย ปกติแล้วตำแหน่งนี้จะจ้างเอสเปอร์มาทำงานกันเสียมากกว่า เพราะสมรรถภาพร่างกายของพวกไกด์ไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดาเลย
“บอดีการ์ดเหรอครับ?”
ดิออนกะพริบตาครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น
“คนนั้นเป็นแค่ไกด์เฉย ๆ ครับ”
“…ครับ?”
“ไม่รู้จักการแต่งคอสเพลย์เหรอครับ? ใส่ชุดเครื่องแบบมันเซ็กซีจะตายไป”
“…”
นึกไม่ถึงเลยว่าเอสเปอร์ดิออนจะมีรสนิยมแบบนี้กับเขาด้วย
มาเที่ยวถึงประเทศอื่น แถมยังจับไกด์แต่งชุดเครื่องแบบเพื่อรับการไกด์ดิงเชียวเหรอ?
ดิออนช่างมีการปรับตัวและทักษะความสามารถที่น่าตกใจมากจริง ๆ ส่วนไกด์ที่ยอมใส่ชุดพวกนั้นก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน
‘แล้วฉันจำเป็นต้องมารู้เรื่องรสนิยมการแต่งคอสเพลย์ของเอสเปอร์ดิออนด้วยเหรอเนี่ย…’
โดเบอร์แมนส่ายหน้าไปมาคล้ายกับรับไม่ได้ที่ต้องมารับเรื่องพวกนี้เข้าสมอง
“ผมจะพาคุณไปส่งที่พระราชวัง ไปกันเถอะครับ”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ดิออนที่นั่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่บนเตียงจึงถอนหายใจพรืดใส่ผู้มาใหม่
“ฝ่าบาททำตัววุ่นวายอีกแล้วสินะครับ”
“ครับ”
“ดูท่าคงขว้างอะไรใส่พ่อผมด้วยใช่ไหมครับ?”
“…ครับ”
ดิออนแสยะยิ้มขณะก้าวเท้าเข้าไปในห้องแต่งตัว
“พ่อผมน่าจะอึดอัดกับนิสัยของพระองค์มากเหมือนกัน”
ไม่รู้ว่าป่านนี้หัวหน้าหน่วยอัศวินจะเป็นอย่างไรบ้าง
เขาเดินตรงเข้ามาหาโดเบอร์แมนหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เลขาหนุ่มกวาดตาสำรวจดูดิออน ก่อนจะเอียงคอสงสัยหลังจากสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
“ไม่ใช่นาฬิกาที่ใช้ประจำนี่ครับ?”
ดิออนส่งเสียงตอบรับในลำคอเบา ๆ ขณะกำลังไล่กลัดเม็ดกระดุมที่ยังไม่เรียบร้อยดีพร้อมกับก้มลงมองนาฬิกาของตัวเองอย่างไม่ยี่หระ
“มันพังก็เลยเปลี่ยนใหม่น่ะครับ” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ในนาฬิกาจะมี GРS ติดตั้งอยู่ด้วย หลังจากสืบหาตำแหน่งและได้พิกัดที่แน่นอนแล้วก็จะถูกส่งไปยังผู้มีพลังพิเศษเคลื่อนย้ายเป็นลำดับถัดไป นาฬิกาพวกนี้เรือนหนึ่งราคาแพงกระเป๋าฉีก แค่พังถึงกับเปลี่ยนใหม่เชียวเหรอ
เป็นครั้งแรกที่เขาเพิ่งจะรู้สึกจริง ๆ ว่าดิออนเป็นลูกชายของหัวหน้าหน่วยอัศวินผู้แสนร่ำรวย หลังจากจัดแจงเสื้อผ้าเสร็จแล้ว เอสเปอร์หนุ่มก็จับต้นแขนโดเบอร์แมนในท่าเตรียมพร้อมเดินทางอย่างคุ้นชิน
“ความสามารถในการจดจำของคุณเลขาไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะครับ”
“ผมแค่รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างแปลก ๆ ไปน่ะครับ”
“ไม่นึกเลยว่าคุณจะสังเกตผมมากถึงขนาดนี้”
“…ทำตัวตามสบายนะครับ”
ขณะโดเบอร์แมนกำลังเคลื่อนย้ายไปยังพระราชวัง เขาก็นึกบางขึ้นมาได้เสียก่อน ลืมไปเลยว่าต้องพาตัวโรนีลล์ หลานสาวของประธานบริษัทโบลนีดกลับไปด้วย
“คุณโรนีลล์อยู่ที่ไหนครับ?”
“ไม่รู้เหมือนกันครับ น่าจะยังอยู่ในดิไอแลนไม่ใช่เหรอครับ”
“…เอ๋? ไม่น่าใช่นะครับ ผมได้ยินมาว่าเธอหลงทางแล้วได้คุณดิออนช่วยไว้…”
“ไอ้โง่ที่ไหนมันจะเชื่อครับเนี่ย ข่าวโคมลอยชัด ๆ เลยครับ”
ดิออนมองโดเบอร์แมนด้วยรอยยิ้มกริ่ม สายตาราวกับจะถามว่า อย่าบอกนะว่าคุณคือไอ้โง่คนนั้น ทำให้โดเบอร์แมนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเขารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่องโกหก แต่ในเมื่อองค์จักรพรรดิออกปากสั่งให้พาตัวโรนีลล์มาด้วย เขาจึงคิดว่ายังไงเธอก็ต้องอยู่ที่นี่แน่ ๆ
“ผู้หญิงคนนั้นชอบพี่ฮาจินนี่ครับ บางทีเธออาจจะยังอยู่ในเมืองหลวงของดิไอแลนก็ได้ เพราะผมไม่เจอเธอที่เอเพนฮาร์เลย”
“แต่ผมต้องพาตัวคุณโรนีลล์ไปด้วย…”
“คุณพอจะเดาที่ที่เธอน่าจะอยู่ได้ไหมล่ะครับ ผมมีอยู่ที่นึงนะ”
ดิออนบอกว่าเธอน่าจะอยู่ในดิไอแลน ถ้าหากมันเป็นเรื่องจริง ที่ที่เธอน่าจะไปแน่ ๆ ก็คือ…
“หมายถึงเพนท์เฮาส์ของเอสเปอร์แทฮาจินเหรอครับ?”
“ครับ เธออาจจะอยู่ที่นั่นก็ได้ ตอนที่ทั้งสองคนหมั้นหมายกัน โรนีลล์ก็ชอบไปที่นั่นอยู่บ่อย ๆ นี่ครับ”
“แต่เพนท์เฮาส์ห้องนั้น เอสเปอร์แทฮาจินขายไปแล้วนะครับ”
“ขายไปแล้วเหรอครับ?”
“ครับ”
“อืม อย่างนั้นเหรอครับ”
ดิออนลูบคางตัวเองไปมาขณะใช้ความคิด ก่อนจะแย้มยิ้มบางให้คนตรงหน้า
“ลองไปดูสักครั้งก็ไม่เสียหายนะครับ เพราะถึงยังไงก็ต้องพาตัวเธอไปด้วยนี่นา”
โดเบอร์แมนจ้องดิออนที่กำแขนตัวเองอยู่ครู่หนึ่งแล้วเริ่มใช้พลังพิเศษ ในไม่ช้าร่างของทั้งสองก็หายวับไปในลำแสงสว่างวาบ
น่าแปลกมาก โรนีลล์อยู่ในเพนท์เฮาส์ที่แทฮาจินขายไปแล้วจริง ๆ หญิงสาวที่นอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นว่ามีคนมา เธอผุดลุกขึ้นหลังจากเห็นว่าแขกผู้มาเยือนคือดิออนกับโดเบอร์แมนนั่นเอง
“ตกใจหมดเลย! พวกคุณสองคนมาที่นี่ทำไมคะ? ทำแบบนี้มันเสียมารยาทนะคะ”
ใบหน้าของเธอฉายชัดว่ากำลังไม่สบอารมณ์แต่พยายามสะกดกลั้นไว้ในใจ โดเบอร์แมนคิดในใจว่าเขาควรจะพูดธุระออกไปเลยดีไหม แต่สุดท้ายความสงสัยในใจกลับเป็นฝ่ายชนะ เขาจึงโพล่งถามคำถามออกไป
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับคุณโรนีลล์ พอดีผมได้รับคำสั่งมาจากฝ่าบาท…แต่ผมมั่นใจเพนท์เฮาส์นี้ได้ถูกขายไปเรียบร้อยแล้วนี่ครับ”
“อ๋อค่ะ ฉันเห็นว่าคุณฮาจินประกาศขายก็เลยซื้อไว้น่ะค่ะ”
“…ผู้ซื้อคือคุณโรนีลล์เหรอครับ?”
“ฉันเป็นคนจ่ายค่ะ แต่ไปยืมชื่อของคนในดิไอแลนมา”
ซื้อในนามอย่างนั้นเหรอ?
โรนีลล์ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เมื่อเห็นอีกฝ่ายมองมาด้วยความงุนงง
“แล้วจะให้ทำยังไงคะ? ถ้าซื้อด้วยชื่อฉัน คุณฮาจินก็ไม่ยอมขายให้อีก ฉันมีทางเลือกอื่นด้วยหรือไง เห็นแบบนี้ฉันเองก็รักบ้านหลังนี้มากเหมือนกันนะคะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีความทรงจำร่วมกันเยอะหรือเปล่า…จะว่าไปแล้ว พวกคุณขายเพนท์เฮาส์นี่แพงชะมัด ปกติราคาตลาดก็แพงขนาดนี้อยู่แล้วเหรอคะ?”
เพนท์เฮาส์นี้อยู่ในอะพาร์ตเมนต์ระดับไฮคลาสก็จริง แต่ราคากลับพุ่งเกินไปไกลกว่าที่จินตนาการไว้มาก เธอต้องรบเร้าคุณปู่อยู่นานกว่าจะคว้ามันมาครองได้
โดเบอร์แมนรู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย เขาไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าขายในราคาเท่าไหร่เพราะเจ้าของคือแทฮาจิน แต่ที่น่ากลัวคือโรนีลล์เป็นคนซื้อต่อไปเนี่ยสิ
เธอยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาลูบขอบโซฟาอย่างเงียบ ๆ ราวกับกำลังระลึกความทรงจำบางอย่าง มันเป็นโซฟาที่แทฮาจินทิ้งเอาไว้เพราะขี้เกียจขนไปด้วย เขาจำได้ว่าติดต่อบริษัทกำจัดของเก่าไปแล้ว แต่ทำไมมันถึงยังอยู่ตรงนี้อีก?
เมื่อลองหันไปมองดูรอบ ๆ จึงเห็นว่าเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ก็ยังตั้งอยู่ที่เดิม ไม่ต่างอะไรจากก่อนขายห้องเลย
“…”
เลขาหนุ่มเริ่มควบคุมสีหน้าไม่อยู่
ในบางครั้งที่แทฮาจินถูกพวกขี้อิจฉาตามสตอล์กเกอร์ เขามักจะออกโรงมาจัดการเสียก่อนเพื่อปกป้องชีวิตของพวกบ้าบิ่นที่คิดจะลองดีกับปีศาจพวกนั้น แต่กับลูกสาวมหาเศรษฐีของประเทศเพื่อนบ้านคงยุ่งยากกว่ามาก จะทำอะไรเพื่อตัดปัญหาเรื้อรังแบบที่เคยทำก็ติดปัญหาหลาย ๆ อย่าง
แทฮาจินกับหญิงสาวเป็นเพียงแค่คู่หมั้นกันในนามเท่านั้น เขาจับตาดูทุกลำดับขั้นตอนมาโดยตลอด
และสัมผัสได้เลยว่าแทฮาจินเกลียดโรนีลล์เข้าไส้
ลูกสาวมหาเศรษฐีอย่างเธอถูกประคบประหงมจนเสียนิสัยขนาดนี้เชียวเหรอ...
ทั้งทุ่มเงินซื้ออะพาร์ตเมนต์ ทั้งไปตามหาเฟอร์นิเจอร์กลับมาตั้งไว้ที่เดิม…ถ้าแทฮาจินรู้เรื่องนี้เข้ามีหวังได้ระเบิดลงอีกรอบแน่ ๆ
ทว่าโรนีลล์กลับพูดประโยคถัดกับเขาด้วยรอยยิ้มเอียงอาย
“ฝากไปบอกคุณฮาจินทีนะคะ”
“…อะไรครับ”
“ว่าฉันซื้ออะพาร์ตเมนต์ที่เขาเคยอยู่มาแล้วน่ะค่ะ”
ไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด
“ยังไงซะที่นี่ก็เป็นของฉันแล้ว ต่อให้คุณฮาจินอยากได้คืนก็ทำไม่ได้ เพราะงั้นต่อให้เขารู้ว่าฉันเป็นคนซื้อก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ให้เขารู้ไปเลยสิถึงจะดี”
ดิออนหัวเราะหึ ๆ อย่างเปิดเผยหลังจากฟังเธอพล่ามจนจบ
“โอ้โห คุณโรนีลล์ถึงกับเอาชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อความรักเลยเหรอครับเนี่ย?”
ชายหนุ่มเหลือบมองไปทางโดเบอร์แมนเพื่อขอความเห็น ดูเหมือนว่าชายหญิงสองคนนี้จะรู้จักกันเป็นอย่างดีถึงขนาดพูดหยอกกันได้ เลขาหนุ่มได้แต่นิ่งอึ้งพูดไม่ออก จากนั้นโรนีลล์ก็เดินกอดอกเข้ามาใกล้และจงใจเขม้นมองดิออน
“อย่างคุณมีสิทธิพูดแบบนี้ด้วยเหรอ คุณดิออนน่ะบ้าบิ่นยิ่งกว่าฉันอีกนี่คะ”
ดิออนแย้มยิ้มตอบกลับไปโดยไร้คำพูด
โรนีลล์เดินนวยนาดไปทั่วบ้านที่ตอนนี้กลายเป็นของตัวเองแล้วอย่างสบายอกสบายใจ ก่อนจะหายเข้าไปเปลี่ยนชุดและกลับออกมาหาชายหนุ่มทั้งสอง
“คุณบอกว่ามาเพราะคำสั่งจากฝ่าบาทสินะคะ จะว่าไปพรุ่งนี้ก็มีงานเลี้ยงด้วยนี่นา จริงสิ ฉันต้องไปเข้าร่วมในฐานะตัวแทนของคุณปู่ ช่วงนี้ท่านกำลังยุ่ง ๆ เพราะติดงานอื่นอยู่น่ะค่ะ”
“ถ้างั้นพรุ่งนี้เราจะได้เจอกันอีกใช่ไหมครับคุณโรนีลล์” ดิออนถามพลางคลี่ยิ้มอารมณ์ดี
“แน่นอนค่ะ” โรนีลล์ตอบทันทีและหันไปมองทางโดเบอร์แมน
“คุณเลขาก็รู้สึกเหมือนกันใช่ไหมคะ?”
“…พูดถึงเรื่องอะไรครับ”
“กลิ่นของคุณฮาจินยังอยู่ในบ้านหลังนี้อยู่เลยค่ะ”
ไม่เลยสักนิด ในฐานะแขนขาของแทฮาจิน โดเบอร์แมนขอค้านแบบหัวชนฝา แม้ในตอนที่ยังอาศัยอยู่ที่นี่ แทฮาจินก็มักจะนอนค้างที่ห้องปฏิบัติการณ์เป็นปกติจึงไม่ค่อยได้กลับบ้านเท่าไหร่นัก ไม่มีทางเลยที่จะยังมีกลิ่นของแทฮาจินหลงเหลืออยู่
โรนีลล์เป็นเพียงแค่ 「คนธรรมดา」 ที่ไม่มีพลังพิเศษใด ๆ ถ้าหากเป็นคนที่มีประสาทสัมผัสไวอย่างพวกเอสเปอร์ก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้กลิ่นซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของห้องนี้ ผู้หญิงตรงหน้าเขาไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้แน่นอน
ได้กลิ่นของแทฮาจินเนี่ยนะ เป็นไปได้ไง?
ในตอนนั้นเอง
ชั่วพริบตาที่โรนีลล์จับต้นแขนของโดเบอร์แมนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนย้าย ฉับพลันความรู้สึกต่อต้านก็แล่นปราดขึ้นมาในใจจึงเผลอปัดมือหญิงสาวออกโดยไม่รู้ตัว
“…”
“…”
ดูเหมือนดิออนก็รับรู้ถึงความรู้สึกต่อต้านของเขาได้เช่นเดียวกัน เอสเปอร์หนุ่มทอดมองคนที่ยืนอยู่ตรงกลางด้วยสายตาลึกลับ โดเบอร์แมนรวบรวมสติกลับมาในเวลาอันรวดเร็วและยื่นแขนออกไปอีกครั้ง โดยไม่แม้แต่จะกล่าวขอโทษหรือแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น
โรนีลล์เขม้นมองเลขาหนุ่มด้วยสายตาโกรธขึ้ง แต่มือเรียวบางก็ยอมแตะลงบนท่อนแขนอีกฝ่ายอีกครั้ง
จากนั้นแสงสว่างก็นำพาร่างของทั้งสามหายไปในความเงียบสงบ