Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - บทที่ Open The Door ประตูบานที่สอง (2)
“ไกด์อียอนอีมีพลังพิเศษนอกจากการไกด์ดิงอยู่ครับ”
“พลังพิเศษงั้นรึ?”
ยอนอีที่รู้สึกสิ้นหวังไปแล้วครึ่งหนึ่งพยายามสะกดกลั้นความโกรธลง เขายกแก้วชาที่เย็นชืดแล้วขึ้นมาดื่มดับอารมณ์
“ครับ เขาสามารถอ่านภาชนะของคนอื่นได้ครับ”
…อ่านอะไรนะ?
คำตอบที่เหนือความคาดหมายทำให้สายตาของทุกคนพุ่งไปที่แทฮาจินเป็นตาเดียว ในขณะที่องค์จักรพรรดิเพียงแค่โคลงศีรษะเล็กน้อย ไม่ได้มีท่าทางแปลกใจเท่าไหร่นัก
“แล้วมันพิเศษตรงไหนรึ? ผู้มีพลังพิเศษต่างก็สามารถมองเห็นภาชนะของคนอื่นได้อยู่แล้วนี่”
องค์จักรพรรดิพูดถูก
หากรู้วิธีและมีพลังแข็งแกร่งกว่าอีกฝ่าย ไม่ว่าใครก็สามารถแอบดูภาชนะของคนอื่นได้ทั้งนั้น
เมื่อปฏิกิริยาที่ได้รับจากผู้มีตำแหน่งสูงสุดยังไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก แทฮาจินจึงเผยรอยยิ้มอันหายากที่สะกดสายตาทุกคนไว้ได้อย่างชะงัด
“ไกด์อียอนอีอ่านภาชนะของผมได้ครับ”
“…ว่ายังไงนะ?”
คราวนี้องค์จักรพรรดิเลิกขึ้นคิ้วด้วยความประหลาดใจ
ภาชนะของเอสเปอร์แทฮาจินงั้นเหรอ?
“การที่คนระดับ A0 สามารถอ่านภาชนะของผมได้นับเป็นกรณีพิเศษอย่างยิ่ง ท่านก็รู้นี่ครับ ว่ายังไม่เคยมีใครอ่านภาชนะของผมได้เลย”
ฮาจินยิ้มให้องค์จักรพรรดิด้วยสายตารู้ทัน
นานมาแล้ว องค์จักรพรรดิเคยสั่งให้เอเลนาและดิออนซึ่งเป็นผู้มีพลังพิเศษระดับ S ไปสืบดูว่าภาชนะของเอสเปอร์แทฮาจินมีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร การได้เห็นภาชนะของอีกฝ่าย นอกจากจะทำให้รู้พลังแฝงที่ซ่อนอยู่ในตัวคนคนนั้นแล้ว ยังทำให้รู้ด้วยว่าต้องโจมตีตรงไหนภาชนะจึงจะแตกสลายลงได้ ดังนั้นมันจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการหาจุดอ่อนของแทฮาจิน
แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่สวยอย่างที่คิด ขนาดเมื่อไม่กี่ปีก่อนในสมัยที่แทฮาจินยังไม่ปีกกล้าขาแข็งเท่ากับตอนนี้ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถแอบดูภาชนะของเขาได้แม้กระทั่งดิออนกับเอเลนา ดันทุรังทำไปก็มีแต่จะทำให้แทฮาจินโมโหเปล่า ๆ
สุดท้ายองค์จักรพรรดิจึงยอมรามือ การไปยั่วยุให้บุคลากรคนสำคัญระดับประเทศต้องขุ่นข้องหมองใจ มีแต่จะสร้างผลเสียให้กับตนเองในหลาย ๆ ด้านเสียมากกว่า
ไม่นึกเลยว่าวันหนึ่ง คนที่สามารถมองเห็นภาชนะของแทฮาจินจะมาปรากฏอยู่ตรงหน้า
เรื่องที่เพิ่งได้รับรู้ทำให้ผู้ครองประเทศถึงกับตาลุกวาว
เอสเปอร์หนุ่มคลายปมเนกไทออกเล็กน้อยและพูดต่อ
“ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ไกด์อียอนอีสามารถอ่านภาชนะของอีกฝ่ายได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้มีพลังพิเศษระดับสูงกว่าตัวเองก็ตามครับ”
จะบอกว่าอ่านภาชนะของใครก็ได้ก็ไม่ผิดนัก
เหล่าสมาชิกสภาสูงที่เคยนั่งกันอย่างสงบเสงี่ยมเริ่มส่งเสียงดังเอะอะและถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ของเรื่องที่เอสเปอร์แทฮาจินเพิ่งนำเสนอต่อที่ประชุมเมื่อครู่นี้
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของยอนอีวูบไหวด้วยความสับสน
‘อะไรกัน…?’
เมื่อสักครู่นี้แทฮาจินเพิ่งจะปกป้องเขาด้วยการโกหก ว่าเขาซึ่งอยู่ในระดับ A0 มีพลังพิเศษจึงสามารถอ่านภาชนะของคนที่อยู่ระดับสูงกว่าได้ เพื่อกำจัดโอกาสที่จะถูกเปิดโปงว่าอยู่ในระดับ S ทิ้งไป หลอกล่อทุกคนด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย แล้วปิดท้ายจานหลักด้วยระเบิดลูกโต
เอเลนายังคงนั่งหลังตรงสง่างาม สงวนท่าทีสมกับผู้มีสายเลือดขัตติยะ เธอเพียงแค่กะพริบตาแช่มช้าและหันไปจ้องมองแทฮาจิน
‘ทำไมคุณถึงทำอย่างนั้น?’
ปกติแล้วไม่ว่าชีวิตคนอื่นจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่เคยมีสักครั้งเลยที่แทฮาจินจะยื่นมือเข้ามายุ่ง ยิ่งกรณีที่เป็นคนของตัวเอง เขามักจะเขี่ยทิ้งก่อนที่ไฟจะลามมาถึงตัวเสียมากกว่า
สิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไปช่างผิดวิสัยเจ้าตัวเป็นอย่างยิ่ง
อันที่จริงเอเลนาเพียงแค่เกริ่นให้องค์จักรพรรดิได้รับทราบแบบคร่าว ๆ
เธอเป็นองค์หญิงและอยู่ในสถานภาพที่สามารถแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทมาเมื่อไหร่ก็ได้ ในเมื่อมีข้อมูลล้ำค่าขนาดนี้อยู่ในมือ เธอย่อมเปิดเผยมันนิดหน่อยเพื่อดึงดูดความสนใจขององค์จักรพรรดิเป็นธรรมดา
แน่นอนว่าเธอไม่ได้ปากโป้งบอกไปตรง ๆ ว่าความจริงแล้วไกด์ยอนอีอยู่ในระดับ S+ ซึ่งนับเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมหาศาล ข้อมูลนี้เป็นไพ่ลับที่เอเลนาจงใจเก็บงำไว้ รอวันเปิดเผยที่เหมาะสมเพื่อสร้างอิมแพ็กให้มากที่สุด ไม่น่าจะมีใครที่โง่เง่าจนไม่รู้ว่าไกด์ระดับ S หายากขนาดไหน
ดังนั้นเธอจึงเปรยกับบิดาเพียงแค่ว่า มีบุคลากรล้ำค่าต่อประเทศปรากฏตัวขึ้นแล้ว ซึ่งคนคนนั้นอยู่ในสังกัดของเอสเปอร์แทฮาจิน
แต่เรื่องกลับมาถึงจุดหักเหตรงที่องค์จักรพรรดิได้มารู้ความจริงว่าอียอนอีเป็นถึงลูกชายของหัวหน้าสถาบันวิจัยอีฮงจุน เขาจึงต้องการจะเปิดเผยว่ายอนอีมีความสามารถอย่างไรต่อหน้าคนอื่น ๆ เพื่อเสริมอำนาจให้กับตนเอง
ความซวยจึงตกเป็นของเอเลนา ตอนนี้เธอกลายเป็นคนสับปลับไม่รักษาสัญญาและปากไม่มีหูรูดไปแล้ว
เอเลนาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความสงบสุขในชีวิตมาเป็นลำดับแรก จึงไม่แปลกเลยที่เธอจะขวนขวายหาวิธีเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง แม้จะรู้สึกผิดต่อยอนอีอยู่ไม่น้อย แต่เธอจำเป็นต้องชิงลงมือก่อนที่ท่านพี่จะบอกเรื่องนี้ให้ท่านพ่อรู้
ในเมื่อสถานการณ์กลับตาลปัตรเช่นนี้แล้ว เธอคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเปิดเผยว่ายอนอีเป็นผู้มีพลังพิเศษระดับ S+
ติดตรงที่แทฮาจินสอดปากเข้ามาขวางไว้เสียก่อน เป็นเรื่องที่ประหลาดจริง ๆ
เธอเองก็เกิดความสงสัยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนในที่ประชุมว่าแท้จริงแล้ว ไกด์อียอนอีสามารถอ่านภาชนะของแทฮาจินได้จริงหรือไม่
‘ต้องอยู่ระดับ S+ ถึงจะมองเห็นภาชนะของแทฮาจินได้งั้นเหรอเนี่ย’
มีความเป็นไปได้สูง เพราะทั้งเธอและดิออนต่างอยู่ในระดับ S0 เหมือนกัน จึงไม่มีใครทำภารกิจนี้ได้สำเร็จเลย
‘ภาชนะของแทฮาจินจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงกันนะ’
จากนั้นเสียงขององค์จักรพรรดิที่พยายามเก็บซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ก็ถูกเปล่งออกมาดังก้องห้องอาหาร
“นั่นเป็นความจริงหรือเปล่า?”
ความสนใจขององค์จักรพรรดิถูกโอนย้ายมาที่ยอนอีแทน คนถูกถามได้แต่กำมือสลับกับแบมือเพื่อคลายความกังวลที่ทำให้ฝ่ามือเย็นเฉียบแทบชา พยายามเรียบเรียงความคิดในหัวอย่างใจเย็น เงื่อนไขเพียงอย่างเดียวที่ยอนอีเคยเสนอให้แทฮาจินเพื่อมาเป็นไกด์ในสังกัดของเขา
คือการขอให้เขาช่วยปกป้องทั้งจากอันตรายและจากภัยคุกคามทุกประเภท
แทฮาจินเพียงแค่ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้เท่านั้น คิดซับซ้อนไปก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมาหรอก
ยอนอีสลัดความรู้สึกแปลกใหม่ในอกทิ้งไป ก่อนจะโต้ตอบกับผู้ครองประเทศโดยไม่คิดจะหลบเลี่ยงสายตา
“เป็นความจริงครับ”
“โอ้ งั้นหรือ?”
“ผมเพิ่งได้เห็นเมื่อไม่นานมานี้เองครับ จะว่าบังเอิญก็ไม่เชิง แต่มันก็เกิดขึ้นในระหว่างที่ผมทำการไกด์ดิงให้กับเอสเปอร์แทฮาจินน่ะครับ”
“อา…เป็นเรื่องที่น่าตกใจจริง ๆ ชักสงสัยแล้วสิว่าเธอพูดเรื่องจริงหรือเปล่า”
ใจจริงแล้ว องค์จักรพรรดิอยากจับคอเสื้อยอนอีมาเขย่าตัวและถามว่า ภาชนะของแทฮาจินมีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไรมากกว่า แต่ในเมื่อเจ้าตัวนั่งจ้องเขม็งด้วยนัยน์ตาสีโกเมนคมกริบอยู่ตรงหน้าจึงไม่สามารถทำได้ ถึงเขาจะเป็นถึงจักรพรรดิ แต่บางครั้งคนอย่างแทฮาจินก็บ้าดีเดือดเกินกว่าจะเดาใจออก
ถึงกระนั้น องค์จักรพรรดิก็ยังไม่อาจปักใจเชื่อว่าลูกชายของอีฮงจุนจะมีความสามารถแบบนั้นจริง ๆ โดยที่ไม่มีหลักฐานมารองรับได้ ขณะที่กำลังลูบคางใช้ความคิด แทฮาจินก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ในเมื่อมีระดับ S นอกจากผมอยู่ถึงสองคนพอดี องค์หญิงมีระดับสูงกว่าองค์ชายรัชทายาท ลองให้เขาอ่านภาชนะขององค์หญิงดูดีไหมครับ”
ว่าไงนะ?
เอเลนาขมวดคิ้วฉับ ในขณะที่ริคาร์โดยกหัวเราะคิกคักราวกับเจอเรื่องตลกเสียเต็มประดา
“อืม นั่นก็เป็นความคิดที่ไม่เลว ต้องใช้คนอย่างองค์หญิงระดับ S0 นี่แหละจึงจะสามารถพิสูจน์ความสามารถของเขาได้”
“ท่านพ่อ!”
เอเลนาลุกขึ้นพรวดทำให้เก้าอี้ถูกดันไปด้านหลังอย่างแรง แสดงท่าทีคัดค้านต่อความคิดขององค์จักรพรรดิอย่างเปิดเผย หากเธอถึงกับเอ่ยปากเรียกท่านพ่อ ทั้งที่ปกติมักจะเรียกยศตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่าฝ่าบาท นั่นแสดงว่าเธอกำลังฉุนจัดจริง ๆ
องค์ชายรัชทายาทริคาร์โดนั่งกอดอกจับตาดูสถานการณ์เงียบ ๆ บนมุมปากประดับด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย ตอนนี้เอเลนาโกรธทุกคนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเขา ท่านพ่อ หรือแม้กระทั่งแทฮาจิน
“ทราบดีไม่ใช่หรือคะว่าภาชนะสำคัญต่อผู้มีพลังพิเศษเพียงใด แล้วทำไมลูกถึงต้องเปิดเผยภาชนะตัวเอง เพื่อพิสูจน์พลังของไกด์อียอนอีด้วยล่ะคะ?”
ที่สำคัญคือเธอมีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงของอาณาจักร จึงไม่มีความจำเป็น ไม่มีเหตุผล และไม่มีค่าอะไรเลยที่ต้องมาเปิดเผยเรื่องสำคัญขนาดนี้ต่อหน้าสายตานับสิบคู่ ท่านพ่อจงใจจะหักหน้าเธอชัด ๆ
ในตอนนั้นเองที่เสียงแสนเย็นชาแฝงความเย้ยหยันดังขึ้นจากอีกฟากของโต๊ะอาหาร
“เธอเป็นคนบอกองค์จักรพรรดิเรื่องนี้เองไม่ใช่หรือยังไงล่ะ?”
เจ้าของเสียงนั้นคือแทฮาจิน
เอสเปอร์หนุ่มยกถ้วยชาที่เย็นชืดแล้วมาจรดปากแก้วบนริมฝีปาก นัยน์ตาสีแดงก่ำปรายขึ้นมองผู้เป็นองค์หญิงด้วยสายตาราวกับจะบอกว่า
อย่าได้คิดจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่เชียว
เอเลนาขบริมฝีปากล่างแน่น สัมผัสได้ถึงสายตาของผู้คนรอบข้างที่พุ่งเป้ามาทางเธอ สมาชิกสภาสูงบางส่วนที่เป็นฝ่ายสนับสนุนก็กำลังจับตามองด้วยความกังวล
เธอเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เต็ม ๆ อย่างที่แทฮาจินว่า เพราะผู้ที่ยกประเด็นเรื่องผู้มีความสามารถคนใหม่ขึ้นมาคือตัวเธอเอง แล้วก็เป็นแทฮาจินนั่นแหละที่เข้ามาขัดขวางแผนของเธอเสียย่อยยับ จะปฏิเสธอะไรก็น้ำท่วมปากไปหมด
เมื่อเห็นองค์หญิงยอมนั่งลงเงียบ ๆ องค์จักรพรรดิจึงโบกมือไปมาเป็นสัญญาณให้ลุกขึ้นไปพิสูจน์พลังเสีย
“นี่ ยอนอี”
ยอนอีดันเก้าอี้ไปด้านหลังและลุกขึ้นยืน ก่อนจะชะงักกึกตัวแข็งทื่อเพราะเสียงอันน่าขนลุกที่เอ่ยชื่อตน จู่ ๆ อีฮงจุนก็ปริปากพูดทั้งที่ปิดปากเงียบมาโดยตลอด
‘ยอนอี งั้นเหรอ?’
พ่อของเขาไม่เคยเรียกเขาว่ายอนอีเลยสักครั้งตั้งแต่จำความได้ สีหน้าของผู้เป็นลูกเย็นยะเยือกลงในทันที
อีฮงจุนไล่มองลูกชายตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ดูพินิจพิเคราะห์เป็นพิเศษ ศีรษะอันปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีดอกเลาโคลงน้อย ๆ ด้วยความสงสัย
“พ่อได้ยินมาว่าลูกมีการพลังตื่นใหม่เป็นระดับ A0 ถึงคุณเอสเปอร์แทฮาจินจะบอกว่าลูกมีความสามารถพิเศษถึงได้อ่านภาชนะของเขาได้ แต่ในทางทฤษฎีแล้ว มันเป็นไปไม่ได้หรอก”
การที่เขาพูดเช่นนั้นได้แม้อยู่ต่อหน้าเหล่าเชื้อพระวงศ์ เป็นเพราะอำนาจอันยิ่งใหญ่คับฟ้าของอีฮงจุนในประเทศนี้
ทั้งศิลาเวท เครื่องตรวจสอบคุณสมบัติ เครื่องมือล้ำสมัย รวมถึงเครื่องวิเคราะห์ต่าง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ผ่านปลายนิ้วของอีฮงจุนมาแล้วทั้งสิ้น หรืออย่างน้อยผลการตรวจสอบก็ต้องผ่านตาของเขามาบ้าง นั่นจึงทำให้เขาถูกขนานนามว่าเป็นผู้นำแห่งวิวัฒนาการอารยธรรม
ชายผู้ทรงคุณวุฒิประสานมือเท้าคางลงกับโต๊ะและสบประสานสายตาลูกชายด้วยนัยน์ตาว่างเปล่า
น้ำเสียงราบเรียบไร้โทนสูงต่ำดังขึ้นต่อ ราวกับกำลังรายงานผลการวิจัย
“การถูกอ่านภาชนะ มีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่าคนคนนั้นสามารถเอาชนะพลังของอีกฝ่ายได้เป็นการชั่วคราว เป็นการประชันพลังที่ตัดสินจากแค่ความแตกต่างของระดับคุณสมบัติและฝั่งไหนมีพละกำลังเหนือกว่าเท่านั้น จะเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นเพราะมี 「ความสามารถพิเศษ」 ไม่ได้หรอก ลูกคิดเหรอว่าความสามารถพิเศษจะสามารถเอาชนะคุณสมบัติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดได้จริง ๆ น่ะ?”
อีฮงจุนชี้จุดที่ไม่สมเหตุสมผลให้ทุกคนในที่ประชุมได้เห็น
‘ถ้าลูกอยู่ระดับ A0 ก็จะไม่มีทางมองเห็นภาชนะของแทฮาจินที่อยู่ในระดับ S+ ได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้นก็เลิกใช้ข้ออ้างปลอม ๆ อย่างความสามารถพิเศษ แล้วกางหลักฐานที่น่าเชื่อถือออกมาเลยดีกว่า’
‘ลูกอยู่ระดับ A0 จริงเหรอ?’
‘หรือว่ากำลังปิดบังบางอย่างไว้อยู่กันแน่?’