Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - บทที่ Open The Door ประตูบานที่สอง (3)
ยอนอีรับรู้ได้ถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้น คมฟันขาวกัดกระพุ้งแก้มตัวเองอย่างแรงจนกลิ่นคาวเลือดปะแล่มคละคลุ้งไปทั่วโพรงปาก
“อยากได้ยินคำตอบแบบไหนเหรอครับ คุณผู้อำนวยการสถาบันวิจัย”
“พ่อไม่สนใจความเห็นของลูกหรอก”
ยอนอีรู้อยู่แล้วว่า 「คุณสมบัติซ้อน」 ที่ตัวเองครอบครองอยู่ไม่ได้ร่วงลงมาจากฟ้าเฉย ๆ
และรู้อยู่แล้วว่าคนที่คลั่งการวิจัยอย่างพ่อไม่มีทางแต่งงานกับผู้หญิงและให้กำเนิดลูกเพราะความรักอย่างแน่นอน
แม่ผู้ซึ่งจากโลกนี้ไปแล้วเป็นทายาทห่าง ๆ ของ 「ผู้มีคุณสมบัติซ้อน」 คนสุดท้ายที่เสียชีวิตตอนอายุ 30 เมื่อ 400 กว่าปีก่อน ลักษณะทางพันธุกรรมดังกล่าวจางหายลงไปเรื่อย ๆ จากรุ่นสู่รุ่นจนกระทั่งเหลืออยู่เพียงน้อยนิดในรุ่นแม่ของยอนอี
พ่อมีความสนใจเกี่ยวกับ 「ผู้มีคุณสมบัติซ้อน」 เป็นอย่างมากจึงดั้นด้นตามหาตัวทายาทจนพบ ก่อนจะตกหลุมรักเธอในระหว่างที่กำลังจะนำตัวเธอมาเป็นหนูทดลองในการวิจัย
มันคือความผิดพลาดที่จะไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองอีกในชีวิตของอีฮงจุน
แม้จะรักเธอคนนั้น แต่เขาก็ไม่สามารถล้มเลิกการวิจัยกลางคันได้ ทายาทของผู้มีคุณสมบัติซ้อนส่วนใหญ่มักจะตายเร็วและมีอายุไม่ถึงอายุขัยโดยเฉลี่ยถึงแม้จะเกิดมาเป็นคนธรรมดาก็ตาม เพราะฉะนั้นอีฮงจุนจึงทำการทดลองในขณะที่ภรรยากำลังตั้งท้อง โดยใช้เหตุผลว่าจะหาทางช่วยยืดอายุขัยของภรรยาตัวเองมาบังหน้า ซึ่งเธอก็ยอมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตราบใดที่อยู่ในขอบเขตที่ไม่เป็นอันตรายต่อลูกในท้อง
ความจริงแล้ว การทดลองที่อีฮงจุนทำนั้นมีจุดประสงค์ใน 「การปรับแต่งยีนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น」 มากกว่าเป็นการยืดอายุขัยของภรรยาตนเอง
เขาตั้งใจจะฝังรากยีนของคุณสมบัติซ้อนไว้ในตัวเด็กคนนั้น เด็กทารกที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์มารดา
ทว่าการทดลองนี้เป็นการทดลองระยะยาว เพราะกว่าจะสามารถรู้ว่า 「การทดลองปรับแต่งยีนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น」 สำเร็จหรือไม่ก็ต้องรอจนกว่าจะถึงตอนที่เด็กเกิดออกมาและเริ่มรู้ความแล้ว
ลูกชายที่เกิดจากการเสียสละและการทดลองนับครั้งไม่ถ้วนนั้นมีหน้าตาถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่ไม่มีผิดเพี้ยน ไม่มีเค้าโครงใบหน้าของอีฮงจุนอยู่เลยแม้แต่น้อย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้เขาพอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าเด็กน้อยรับสืบทอดยีนของแม่มาเต็ม ๆ
นอกจากนั้นแล้ว อีฮงจุนยังต้องมือเปื้อนเลือดไปอีกไม่น้อยเพื่อให้ภรรยายังมีชีวิตต่อไปได้ จนสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จในการทดลองยืดอายุขัย ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นไร้ซึ่งปัญหาใด ๆ มากวนใจ
จนกระทั่งภรรยาของเขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงในตอนที่ลูกชายมีอายุได้เพียงสิบสองปี
ถ้าอยู่เฉย ๆ ไม่หาเรื่องใส่ตัวก็คงจะมีอายุยืนยาวได้เป็น 100 ปีแล้วแท้ ๆ แต่เธอกลับเลือกที่จะลาจากโลกนี้ไปเสียอย่างนั้น อีฮงจุนต้องสูญเสียหนูทดลองตัวสำคัญในการทดลองยืดอายุขัยมนุษย์ไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้พิสูจน์เลยว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นพันธุกรรมอันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอซึ่งถูกปรับแต่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วก็ยังอยู่ในกำมือเขาอยู่ดี
อียอนอี
เด็กคนนั้นมีหน้าตางดงามมากจนเขายังไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือลูกชายของตนเอง
อีฮงจุนคาดหวังกับเด็กคนนี้ไว้มาก ขณะที่ภรรยากำลังตั้งท้อง เขาพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้เด็กคนนั้นมีคุณสมบัติระดับ S เป็นอย่างต่ำ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรวบรวบ 「เลือดอันสูงค่า」 จากพวกเชื้อพระวงศ์ไว้ให้ได้มากที่สุด สกัดเอายีนออกมาแล้วฉีดให้กับทารกในครรภ์ ตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกเป็นพัน ๆ รอบเพื่อไม่ให้ผลข้างเคียงที่ทำให้ผลลัพธ์บิดเบือนจากที่ควรจะเป็น
เพราะฉะนั้น แม้เด็กในท้องจะไม่ได้เป็นผู้มีคุณสมบัติซ้อน แต่อย่างน้อย ๆ ก็จะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติพิเศษระดับ S อย่างแน่นอน
ภาพความสำเร็จอันงดงามรออยู่เบื้องหน้าไม่ไกล
แต่ฟ้ากลับถล่มลงตรงหน้า เมื่อลูกชายวัยสิบห้าปีของเขาเข้ารับการปลุกพลังและพบว่าเป็นแค่ไกด์ระดับ B0
อีฮงจุนรับรู้ได้ในวินาทีนั้นว่าการทดลองของตนเองล้มเหลวไม่เป็นท่า
ผลลัพธ์จากการทดลองครั้งนี้นับว่าขาดทุนย่อยยับ หากเทียบกับสิ่งที่ต้องสูญเสียไป
ภรรยาผู้เป็นที่รักเพียงคนเดียวในชีวิตถูกใช้เป็นหนูทดลอง สละชีวิตเพื่อการวิจัยในครั้งนี้
แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ มีแค่ไกด์ระดับ B0 ธรรมดา ๆ เท่านั้น
ผู้ทำการทดลองที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วมักจะมองข้ามความล้มเหลวของตนเอง สำหรับอีฮงจุนแล้ว ลูกชายของเขาจึงเป็นทั้งผลงานที่ล้มเหลวและสิ่งที่ต้องมองข้ามไป การที่เขายังคงให้การสนับสนุนเรื่องการศึกษาและเงินทองโดยไม่มีอิดออด ทั้งที่ปล่อยปละละเลยไม่เคยหันมาสนใจ เป็นเพราะจดหมายลาตายของหญิงสาวเพียงคนเดียวที่เขารัก
ข้อความสั่งเสียของเธอไม่ยาวนัก ทั้งหมดที่เขียนไว้มีแค่ อย่าแตะต้องลูกชายและอย่างน้อยก็ขอให้ดูแลเขาให้ดี ไม่มีส่วนไหนของเนื้อความที่เอ่ยถึงอีฮงจุนเลย
ตอนที่รู้ว่าลูกชายหนีออกจากบ้าน อีฮงจุนได้แต่ภาวนาให้ลูกชายแข็งตายไปเองท่ามกลางอากาศในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาก็จะสามารถกำจัดผลงานอันล้มเหลวได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดต่อภรรยา
น่าเสียดายที่เจ้าลูกชายคนนั้นกลับยังมีชีวิตอยู่รอดด้วยตัวคนเดียวและโผล่หน้ามาให้เห็นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ณ พระราชวังแห่งนี้
อีฮงจุนเคยอธิบายเรื่องราวอันโหดร้ายให้อียอนอีในวัยเด็กฟังนับครั้งไม่ถ้วน
ว่าทำไมพ่อถึงไม่สนใจเขา
ว่าทำไมแม่ของเขาถึงฆ่าตัวตาย
ว่ายีนที่อยู่ในตัวเขานั้นน่าทึ่งแค่ไหน
และถ้าเขาได้เป็นผู้มีคุณสมบัติซ้อน จะนำไปทำการทดลองอย่างไรบ้าง…
เด็กชายตัวน้อยรู้สึกหวาดกลัวนัยน์ตาอันว่างเปล่าของผู้เป็นพ่อ ด้วยเหตุนี้เอง ในวันนั้นตอนที่พ่อของเขายังหลับอยู่
วันที่ได้รู้ว่าตัวเองเป็นผู้มีคุณสมบัติซ้อน
ยอนอีจึงตัดสินใจที่จะหลอกลวงทั้งพ่อและโลกใบนี้
ถ้าต้องใช้ชีวิตอย่างหนูทดลอง ขอไปตายเอาดาบหน้านอกบ้านเสียยังจะดีกว่า
“ลูกกำลังซ่อนอะไรไว้กันแน่?”
อีฮงจุนยิงคำถามท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมในห้องอาหารโดยไม่สนใจสายตาของคนอื่น ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจกับบทสนทนาระหว่างพ่อลูกเป็นอย่างมาก สมาชิกสภาสูงบางคนจ้องมองดวงหน้าขาวนวลของคนอายุน้อยราวกับยังตกตะลึงเรื่องที่ว่าชายหนุ่มคนนี้คือลูกชายของอีฮงจุน
อียอนอีมีหน้าตางดงามผุดผาดราวกับดอกไม้สูงค่า ไม่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับอีฮงจุนเลยสักนิด
ชายหนุ่มหน้าสวยเดินอ้อมโต๊ะอาหารไปหาอีฮงจุนและโน้มตัวลงไปกระซิบกระซาบที่ข้างหูผู้เป็นพ่อ
“เลิกสงสัยเรื่องคุณสมบัติระดับ A0 เถอะครับ ไม่อย่างนั้น มันก็จะเหมือนเป็นการบอกว่าเครื่องตรวจสอบคุณสมบัติที่คุณพัฒนาขึ้นมาก็คือขยะดี ๆ นี่เองไม่ใช่เหรอครับ แต่ก็เอาเถอะ ดูเหมือนว่าพลังของผมจะมีความพิเศษอยู่ไม่น้อย เพราะขนาดอยู่แค่ระดับ A0 ยังสามารถอ่านภาชนะของเอสเปอร์แทฮาจินได้เลย ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะพลังของยีนหรือเปล่า ไหนคุณย้ำนักย้ำหนาว่ายีนของผมมันแสนจะเลิศเลอไงครับ? เกิดตัวแปรประมาณนี้ขึ้นก็คงไม่แปลกอะไรนี่นา”
อีฮงจุนแสดงสีหน้าเคร่งเครียด สถานการณ์และตัวแปรที่ไม่ชัดเจนแบบนี้เป็นสิ่งที่เขาเกลียดเข้าไส้ แต่ถึงอย่างนั้น หัวใจในฐานะนักวิจัยของเขากลับเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ช่างสวนทางกับความรู้สึกสิ้นดี
ถ้าหากลูกชายซึ่งเป็นผู้มีพลังพิเศษระดับ A0 สามารถอ่านภาชนะของแทฮาจินระดับ S+ และสามารถอ่านแม้กระทั่งภาชนะขององค์หญิง ณ ที่แห่งนี้ได้จริง ๆ…
นั่นก็หมายความว่า การทดลองปรับแต่งยีนให้มีประสิทธิภาพของเขาประสบความสำเร็จน่ะสิ
“ผมจะลองดูครับ”
ยอนอีว่าพลางเดินเข้าไปหาองค์หญิงที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาวางมือลงบนลาดไหล่บอบบาง ก่อนจะหลับตาลงและปล่อยพลังของตัวเองออกไป เพียงอึดใจเดียว ม่านหมอกในหัวก็เริ่มจางหายพร้อมกับภาพภาชนะขององค์หญิงค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
มันคือทะเลสาบขนาดใหญ่ มีคลื่นสีครามกระเพื่อมไหวอย่างสงบ
ภาชนะของเธอมีขนาดค่อนข้างใหญ่และแข็งแรงมากทีเดียว ถึงจะถูกโจมตีอย่างแรงประมาณหนึ่งก็คงไม่แตกง่าย ๆ ส่วนปริมาณน้ำก็มีมากเช่นกัน สมแล้วที่เป็นภาชนะของระดับ S
เสียดายก็ตรงที่น้ำในภาชนะไม่ใสสะอาดเท่าไหร่นัก
“…”
“เป็นยังไง? มองเห็นไหม?”
ยอนอีจงใจถ่วงเวลาออกไป ก่อนจะเริ่มอธิบายเกี่ยวกับภาชนะขององค์หญิงเมื่อองค์จักรพรรดิเริ่มแสดงอาการเร่งเร้า
“มันมีลักษณะเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่คล้ายแอ่งกะทะบนเทือกเขาฮาร์ทครับ ระดับความแข็งแรงอยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยมและมีน้ำจำนวนมหาศาลถึง 3 ใน 4 ของทะเลสาบ แต่น้ำไม่ค่อยใสสะอาดเท่าไหร่ ถ้าวัดเป็นระดับก็น่าจะประมาณระดับ 2 ครับ”
เขาว่าพลางเอามือออกจากไหล่ ในขณะที่เอเลนากำชายชุดเดรสตัวเองด้วยมืออันสั่นเทา องค์จักรพรรดิปรบมือพร้อมกับเอ่ยชื่นชมความสามารถของยอนอี เขารู้อยู่แล้วว่าองค์หญิงมีภาชนะรูปร่างอย่างไรจึงสามารถยืนยันได้ว่ายอนอีอ่านได้อย่างถูกต้องทุกประการ
“น่าทึ่งมาก...เป็นอัจฉริยบุคคลอย่างที่องค์หญิงว่าไว้จริง ๆ ด้วย ลูกของผู้อำนวยการสถาบันวิจัยอีฮงจุนช่างแตกต่างไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนจริง ๆ! ฮ่าฮ่าฮ่า!”
แม้แต่อีฮงจุนก็เริ่มมีสีหน้าผ่อนคลายและพออกพอใจอยู่ไม่น้อย เป็นเพราะได้ข้อสรุปแล้วว่าการทดลองของตัวเองประสบความสำเร็จอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง ไม่ได้ล้มเหลวไปเสียทีเดียว
ครืด
“ลูกคงต้องขอตัวกลับตำหนักก่อนค่ะฝ่าบาท ลูกขอมอบสิทธิ์ในการออกเสียงให้กับท่านสภาสูงโจเลียน ได้ไหมคะ?”
นั่นหมายความว่าเธอตั้งใจจะปลีกตัวออกจากที่ประชุม องค์จักรพรรดิหันไปมองบุตรสาวตัวเองด้วยสีหน้าตำหนิติเตียน ก่อนจะโบกมือเป็นเชิงอนุญาตให้ออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก
หลังจากโค้งคำนับอย่างนอบน้อม เอเลนาก้มหน้าก้มตาเดินผ่านด้านข้างของยอนอีไป เสียงส้นรองเท้าของเธอค่อย ๆ ไกลออกห่างจากห้องอาหารไปเรื่อย ๆ
“วันนี้พูดคุยไร้สาระกันเสียยืดยาวเชียว ในเมื่อพิสูจน์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เรามาเริ่มการประชุมกันเลยดีกว่า”
องค์จักรพรรดิกล่าวเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ จากนั้นการประชุมที่เคยติดขัดเพราะการปรากฏตัวของลูกชายผู้อำนวยการสถาบันวิจัยก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียก็แต่ยอนอีไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวเองถึงยังต้องนั่งฝืนทนรับฟังรายงานการประชุมในห้องอาหารแสนอึดอัดแห่งนี้ด้วย
‘ทำไมถึงไม่มีใครไล่ฉันออกไปสักทีล่ะ?’
แปลกชะมัด
เนื้อหาที่ผ่านเข้าหูล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาระดับชาติทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเกิดดอร์ที่สูงขึ้นผิดปกติ ปัญหาการปรับปรุงศูนย์เมืองหลวง สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศโดยรอบ การดำเนินการก่อสร้างท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ฟังก์ชันการใช้งานเพิ่มเติมของศิลาเวท…
ทว่าเรื่องที่ยากจะทนที่สุดไม่ใช่เรื่องพวกนั้น แต่เป็น…
‘ทำสายตาอะไรของเขาน่ะ’
แทฮาจินจ้องมองยอนอีจากฝั่งตรงข้ามโดยไม่วางตาแม้แต่วินาทีเดียว เป็นสายตาที่ดูดื้อรั้นแต่่ก็สับสนในเวลาเดียวกัน เจ้าของดวงหน้าขาวเกิดอาการประหม่าโดยไม่รู้ตัวเพราะอีกฝ่ายไม่เคยมองด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน
‘ดูท่าทางเขาจะไม่พอใจที่ฉันเป็นลูกชายของผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสินะ…’
แต่เมื่อกี้ก็ยังช่วยกันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ
ยอนอีเฉมองไปทางอื่นอย่างอึดอัดใจ
และแล้วการประชุมตามกำหนดการที่ดำเนินไปอย่างวุ่นวายก็ได้ปิดฉากลง น่าประหลาดใจที่ผู้นำการประชุมในครั้งนี้กลับกลายเป็นองค์ชายรัชทายาทแทนที่จะเป็นองค์จักรพรรดิ ริคาร์โดแสดงบทบาทความเป็นผู้นำได้อย่างยอดเยี่ยมเกินคาด เห็นทำตัวเอ้อระเหยลอยชายไปวัน ๆ นึกว่าจะเป็นหนุ่มเจ้าสำราญเสียอีก
แทฮาจินลุกขึ้นยืนก่อนใครเพื่อน ชายหนุ่มร่างสูงจัดเสื้อสูทของตัวเองให้เรียบร้อยขณะหันมาพูดกับทุกคน
“ผมขอตัวกลับไปที่ศูนย์ก่อนนะครับ”
“ได้สิ วันนี้ก็หวังว่าจะอุทิศตนเพื่อชาติเหมือนเคยนะ”
องค์จักรพรรดิพยักหน้าตอบรับ โดยไม่แม้แต่จะตำหนิที่อีกฝ่ายเสียมารยาทลุกขึ้นก่อนตนเองเลยสักนิด แม้แต่สมาชิกสภาสูงคนอื่น ๆ ก็ยังมองกันหน้าตาเฉย ไม่ได้มีใครคิดจะทักท้วงอะไร
‘คงจะลุกขึ้นก่อนใครแบบนี้ทุกครั้งสินะ’
ไม่ต้องเห็นกับตาก็พอจะเดาออกว่าเจ้านายของเขาน่าจะลุกออกจากที่ประชุมอยู่บ่อยครั้งในกรณีที่ดอร์ปรากฏขึ้น แต่ถึงจะไม่ใช่อย่างนั้นก็คงไม่มีใครกล้าลองดีออกปากเตือนแทฮาจินที่แบกรับความรับผิดชอบประเทศอันใหญ่หลวงไว้อยู่ดี
“ไม่กลับเหรอครับ”
แทฮาจินหันกลับมาพูดกับเขา
ยอนอีที่กำลังยืนเหม่อและลิ้มรสความขมขื่นของความเป็นจริงอยู่จึงได้สติกลับคืนมา
นี่แหละโอกาสที่จะหนีไปจากที่นี่!
เขารีบกุลีกุจอโค้งคำนับองค์จักรพรรดิและองค์ชายรัชทายาท ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินตามแทฮาจินออกไปจากห้องอาหาร โดยมีองค์ชายรัชทายาทจ้องมองแผ่นหลังของยอนอีเขม็งจนกระทั่งภาพของคนทั้งสองลับสายตา
ริคาร์โดเบือนสายตาไปทางผู้อำนวยการสถาบันวิจัย
“เขาคงจะเกลียดขี้หน้าคุณมากละสิท่า”
อีฮงจุนโต้กลับองค์ชายที่พูดประโยคนั้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างไม่สะทกสะท้าน
“มันเป็นค่าเสียโอกาสที่มักจะเกิดขึ้นตามมาเป็นปกติครับ”
“โธ่ ๆ…”
ริคาร์โดถอนหายใจให้กับคำตอบที่ไม่ได้ผิดคาดเท่าไหร่นัก องค์จักรพรรดิตอบรับการโค้งคำนับของเหล่าสภาสูงแบบขอไปที ก่อนจะหันหน้าไปมองอีฮงจุนด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้
“บางทีฉันก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก”
เขาพูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ถ้าหากเป็นคนทั่วไปคงจะนิ่งอึ้ง แต่อีฮงจุนตอบกลับไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“หมายถึงอะไรครับ?”
“คุณกับเอสเปอร์แทฮาจินสามารถเผชิญหน้ากัน เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไง?”
คำพูดขององค์จักรพรรดิทำให้ริคาร์โดมีสีหน้าเคร่งเครียด
องค์จักรพรรดิมีเจตนาจะขุดคุ้ยความจริงที่ทุกคนต่างเลี่ยงที่จะพูดถึงมาตลอดราวกับเป็นเรื่องต้องห้าม ริคาร์โดกำลังจะสอดปากเข้าไปไกล่เกลี่ย แต่ก็ต้องหยุดชะงักไปเพราะคำตอบของอีฮงจุน
“ผมไม่เข้าใจ ที่ว่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหมายความว่ายังไงครับ”
“มีเรื่องอะไรในโลกใบนี้ที่คุณไม่เข้าใจด้วยหรือไง?”
“ผมไม่ชอบอะไรที่มันคลุมเครือครับ”
“จิ๊…ต้องให้ฉันพูดออกมาจากปากตัวเองเลยหรือไง?”
องค์จักรพรรดิเดาะลิ้น ดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก แต่สุดท้ายก็ยอมปริปากพูดเพราะความสงสัยมีมากกว่า
“ได้ยินว่าเขาเคยเป็นหนูทดลองของคุณนี่ เอสเปอร์แทฮาจินน่ะ”
“ครับ”
“แต่ก็ต้องมาเจอหน้ากันในที่ประชุมทุกครั้งเลยไม่ใช่รึ ทั้ง ๆ ที่มีความสัมพันธ์แบบนักวิจัยกับหนูทดลอง แต่ทำไมถึงยังมองหน้ากันแบบหน้าตาเฉยได้ล่ะ นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันอยากจะถาม”
“อยากรู้เรื่องนี้เองสินะครับ”
อีฮงจุนพยักหน้านิ่ง ๆ และหันไปมององค์จักรพรรดิด้วยสายตาว่างเปล่า เขาพอจะเดาออกได้ลาง ๆ ว่าประโยคที่เหลือที่องค์จักรพรรดิยังไม่ได้พูดออกมาคืออะไร
‘ทำไมเอสเปอร์แทฮาจินถึงได้ดูเฉย ๆ ทั้งที่เคยถูกคุณนำตัวไปทำการทดลองที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมล่ะ?’
ผู้มีมันสมองปราดเปรื่องเหยียดยิ้มบางเบา
“ตอนนี้เขาไม่มีอะไรต้องกลัวผมแล้วละมั้งครับ ก็ได้รับพลังที่แข็งแกร่งที่สุดไปครอบครองแล้วนี่”
ว่ากันตามจริงแล้ว อีฮงจุนค่อนข้างชื่นชอบการประชุมตามกำหนดการทีเดียว
ถ้าไม่นับขั้นตอนยุ่งยากน่ารำคาญในการเดินทางมายังพระราชวังและต้องเสียเวลาในการทำวิจัยไปเปล่า ๆ ก็นับว่าไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง แต่การประชุมตามกำหนดการที่ว่านี้ เป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้เจอกับแทฮาจิน
หนูทดลองแสนวิเศษที่หลบหนีไปจากเงื้อมมือของเขาในวันหนึ่ง
หนูทดลองที่เขาต้องจำใจปล่อยไป แม้จะแสนเสียดายก็ตาม
หนูทดลองอันเป็นผลงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จชิ้นโบแดง
ทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากัน ชายคนนั้นมักจะมีปฏิกิริยาและสีหน้าที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
บางครั้งก็มีท่าทีเกลียดชัง บางครั้งก็อาฆาตมาดร้าย โกรธแค้น สำรวจ ยิ้มเยาะ หรือแม้กระทั่งดูถูกเหยียดหยาม
ปฏิกิริยาที่แทฮาจินแสดงออกมาให้เห็นในวันนี้ก็ยังคงน่าสนใจอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนแทฮาจินจะไม่รู้ว่าไกด์ในสังกัดของตัวเองคือลูกชายของเขา เพราะเขาได้เก็บงำสถานภาพของอียอนอีไว้เป็นความลับระดับชาติเพื่อไม่ให้ใครสามารถล่วงรู้ได้ อีกอย่างคือเจ้าลูกชายตัวดียังหนีออกจากบ้านไปตอนอายุสิบหกอีก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสืบหาที่มาของเขาจนเจอ
‘เป็นคนที่น่าสนใจจริง ๆ’
เขามักจะจดบันทึกทุกครั้งที่กลับไปยังสถานบันวิจัยหลังจากการประชุมเสร็จสิ้นลงแล้ว ว่าหนูทดลองที่หนีตัวนี้ไปแสดงปฏิกิริยาตอบกลับมาอย่างไรบ้าง
และเนื่องจากหนูทดลองที่หลบหนีจากเขาไปได้ก็มีเพียงแค่สองคนเท่านั้น มันจึงเป็นการบันทึกผลการทดลองที่ดำเนินไปได้ยากอย่างยิ่ง
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะพูดต่อ
“ไม่สงสัยหรือครับฝ่าบาท”
“เรื่องอะไร?”
“ว่าการตายของผมจะเป็นอย่างไร”
องค์จักรพรรดิและริคาร์โดขมวดคิ้วฉับด้วยอารามตกใจ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยอีฮงจุนเป็นถึงอัจฉริยะ แต่บางครั้งก็ทำตัวเหมือนพวกสติเฟื่อง จึงมักจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาด้วยท่าทางสบาย ๆ เหมือนไม่คิดอะไรมาก
“พวกท่านทั้งสองน่าจะมีอายุยืนยาวกว่าผมแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าได้เห็นการตายของผม รบกวนช่วยจดบันทึกไว้ให้ด้วยนะครับ ว่าผมถูกฆ่าด้วยวิธีไหนและโดยใคร”
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแย้มยิ้มราวกับอารมณ์ดีเสียเต็มประดา
เขามั่นใจว่าตนเองจะต้องถูกสังหารในสักวันใดวันหนึ่งอย่างแน่นอน
“นั่นคงจะเป็นการทดลองสุดท้ายของผมครับ”
คำพูดของเขาทำให้คนฟังถึงกับขนลุกไปทั้งสรรพางค์กาย ริคาร์โดมองอีฮงจุนด้วยสีหน้าตกตะลึง
อีฮงจุน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย ยอดอัจฉริยะของดิไอแลน
ช่างเป็นชายผู้เต็มไปด้วยปริศนาจริง ๆ