Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - บทที่ Open The Door ประตูบานที่สอง (7)
อึยบินห้ามไม่ให้ยอนอีมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลสักระยะหนึ่งพลางขอโทษขอโพยไปด้วย
ทำไงได้ล่ะ ก็ดีคอลสั่งไว้แบบนี้นี่นา
ช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นห่วงเพื่อนสนิทมากเกินไปจนเผลอถ่ายโอนพลังให้เธอโดยไม่รู้ตัว นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพจะสามารถรู้ได้แม้กระทั่งเรื่องแบบนี้
นาน ๆ ทียอนอีจะมีเวลาว่าง เขาจึงได้ไกด์ดิงให้กับพวกซึ่งยังคงมีจำนวนล้นหลามอีกตามเคย
“จะได้เจอหน้ากันทีนี่ยากจริง ๆ นะครับ คุณไกด์”
เอสเปอร์ที่กำลังยิ้มกว้างตรงหน้าคือโอเวน มาเซก้า เป็นคนที่ชอบทำตัววุ่นวายกับเขาเวลาไกด์ดิง และเป็นคนที่ยอนอียิงตายตอนฝึกซ้อมเสมือนจริงเมื่อครั้งนั้น
ยอนอีชำระล้างพลังผ่านทางข้อมือของอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตอบอะไรเป็นพิเศษ ตอนนี้เขาเป็นไกด์ระดับ A0 จึงไม่จำเป็นจะต้องไกด์ดิงให้โอเวนผู้เป็นระดับ B+ แต่ตัวเลขของอีกฝ่ายสูงมากเสียจนถูกแบ่งมาให้เขาช่วยไกด์ดิงด้วย
กรอบความคิดที่เรียกว่า [สังกัด] เป็นเพียงการจัดอันดับความสำคัญในการทำงานเท่านั้น ในกรณีที่ไม่มีการเรียกตัวจากเอสเปอร์ในสังกัด ไกด์ก็ต้องไกด์ดิงให้เอสเปอร์คนอื่น ๆ ในขณะที่ว่างงานอยู่ดี
‘จะกินเงินเดือนไปวัน ๆ ก็ไม่ได้ด้วยสิ’
“คุณไกด์ได้เล่น SNS บ้างหรือเปล่าครับ?”
“ไม่ได้เล่นครับ”
“คือว่าเมื่อตอนนั้นมีเยลโลว์ดอร์เปิดออกในรถไฟใต้ดินใช่ไหมล่ะครับ ได้ยินว่ามีพวกนักข่าวกรูกันเข้าไปหาเอสเปอร์แทฮาจิน…”
ยอนอีเดินตามหลังเขาอยู่ในวันนั้นย่อมรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ไกด์หนุ่มผงกหัวตอบรับ ทำให้โอเวนทำตาเป็นประกาย
“ดูนี่สิครับ ผมแค็ปภาพไว้”
สมาร์ตโฟนถูกยื่นพรวดเข้ามาตรงปลายจมูก ยอนอีขมวดคิ้วพลางย่นคอไปด้านหลัง ในขณะเดียวกันสายตาก็กวาดอ่านข่าวที่แสดงอยู่บนหน้าจอ
[เยลโลว์ดอร์ปรากฏขึ้นที่เมืองหลวง! ความถี่ในการเกิดดอร์ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นจริงหรือไม่?
หากยึดตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติการเกิดมหันตภัยแห่งดิไอแลน พบว่าช่วงสามปีมานี้ จำนวนครั้งที่เกิดดอร์ทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 100 ปี อีกทั้งยังเผยให้เห็นว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว จำนวนครั้งที่ดอร์ปรากฏขึ้นในดิไอแลนสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เยลโลว์ดอร์ในรถไฟใต้ดินที่เกิดขึ้นรอบนี้แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่ามหันตภัยเริ่มคืบคลานเข้ามาคุกคามต่อชีวิตประจำวันของประชาชนแล้ว ทางสำนักข่าวได้ถามคำถามจำนวนหนึ่งกับเอสเปอร์แทฮาจินที่เข้าร่วมปฏิการณ์ในขณะนั้น แต่ไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จากเขา]
ถัดลงมาจากข้อความเป็นรูปของแทฮาจินที่ดูเหมือนกับภาพถ่ายตามหน้านิตยสารแนบมาด้วย เขาไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษเพราะใบหน้าหล่อเหลานั้นดูดีเหมือนที่เคยเห็นตลอดเวลาอยู่แล้ว
ทว่าภาพของตัวเขาเองที่กำลังเดินชิดแผ่นหลังคนข้างหน้าแบบแทบจะสิงเนี่ยสิ เด่นเตะตาเสียจนต้องคิดในใจว่า
‘ตอนนั้นฉันเดินชิดเขาขนาดนี้เชียวเหรอ’
อย่างกับลูกนกขี้อายพยายามซ่อนตัวใต้ปีกแม่นกอย่างไรอย่างนั้น
“นั่นเป็นข่าวที่ปล่อยออกมาอันแรกสุดครับ ส่วนอันนี้เป็นข่าวถัดมา”
โอวินยิ้มละไมพร้อมกับปัดหน้าจอให้ดูกระทู้ข่าวถัดไป
[หรือว่ามาตรฐานในการเลือกไกด์ในสังกัดของเอสเปอร์ระดับ S แทฮาจินคือหน้าตา?
เมื่อไม่นานมานี้ ไกด์ในสังกัดของแทฮาจินกำลังตกเป็นประเด็นร้อนในโลกอินเทอร์เน็ต เนื่องจากในรูปถ่ายตอนเกิดมหันตภัยในรถไฟใต้ดิน นอกเหนือจากแทฮาจินแล้วยังมีภาพของไกด์ในสังกัดระดับ A0 ของเขาติดมาด้วย ทำเอาผู้ที่อ่านข่าวถึงกับเบนความสนใจมาที่สองหนุ่มกันเลยทีเดียว หลังจากนั้นภาพดังกล่าวก็กลายเป็นไวรัลและถูกพูดถึงในโซเชียลมากมาย
บ้างก็ว่าจริง ๆ แล้วเอสเปอร์แทฮาจินเลือกไกด์ในสังกัดโดยมีเกณฑ์วัดเป็นหน้าตา ข้อเท็จจริงนี้สามารถอ้างอิงได้จากรูปถ่าย ไกด์ในสังกัดคนนี้หน้าตาดีขนาดเทียบเคียงคนในวงการบันเทิงได้เลย บางคนเกิดข้อสงสัยว่า อันที่จริงแล้วไกด์หน้าตาดีคนนี้กำลังจะไปออดิชันเป็นนักแสดงหรือเปล่า ส่วนหนึ่งตั้งคำถามถึงหลักเกณฑ์ที่ไม่ยุติธรรมในการคัดเลือกไกด์ของเอสเปอร์แทฮาจิน ทั้งยังมีการส่งหนังสือร้องเรียนไปที่ศูนย์แล้วเป็นที่เรียบร้อย
ด้วยเหตุนั้น ทางศูนย์จึงมีแถลงการณ์ออกมาดังนี้
‘ไกด์คนดังกล่าวเป็นไกด์ผู้มีความสามารถที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นระดับ A0 อย่างเป็นทางการจากเครื่องตรวจสอบคุณสมบัติ ทางศูนย์ขอยืนยันว่าทำการคัดเลือกโดยการดูจากความสามารถเท่านั้นและไม่มีปัจจัยอันขัดต่อหลักกฎหมายในระหว่างกระบวนการ ผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จและความคิดเห็นที่แสดงเจตนาหมิ่นประมาทจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด…’]
ยอนอีอ้าปากหวอ
‘นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย?’
มีคนยื่นหนังสือแสดงความไม่ไว้วางใจไปทางศูนย์เพราะเรื่องขี้หมูขี้หมาแบบนี้จริง ๆ เหรอ?
โอเวนปัดหน้าจอไปเรื่อย ๆ พร้อมสาธยายให้เจ้าตัวได้รู้ว่าหน้าตาของเขากำลังตกเป็นประเด็นร้อนขนาดไหน ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะราวกับมันเป็นเรื่องสนุกเสียเต็มประดา
“แต่ที่เด็ดสุด ๆ คือพวกคอมเมนต์ตามโพสต์ในโซเชียลครับ นี่ไง ดูสิครับ”
ยอนอีอยากจะเบือนหน้าหนี แต่ก็รู้สึกติดใจตรงที่ตัวเองเป็นสาเหตุให้แทฮาจินต้องถูกตั้งข้อสงสัย จึงเลื่อนสายตาไปไล่ดูข้อความที่โอวินแคปมาด้วยอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
[ไกด์ในสังกัดเอสเปอร์แทฮาจินนี่เขาเป็นลูกรักพระเจ้าปะเนี่ย
ทุกคนก็เป็นใช่มะ5555 ตามอ่านข่าวบ้านเมืองอยู่ดี ๆ ก็เหมือนวาร์ปไปอ่านข่าวบันเทิง555 รูปคู่แทฮาจินกับไกด์ในสังกัดเด็ดเวอร์ อย่างกับถ่ายแบบแน่ะ]
[ความเห็น
>ถ้านี่เป็นแทฮาจินก็คงเลือกไกด์คนนั้นมาอยู่ในสังกัดเหมือนกันแหละ
ㄴจริง55555 ไกด์ดิงด้วยหน้าตาไปเลยสวย ๆ
ㄴเอาจริง ๆ นะ หน้าตาแบบนั้นทำไมเพิ่งจะมาดัง ไปซ่อนอยู่ไหนมาตั้งนาน
ㄴ555555 ลุงผมเป็นหัวหน้าศูนย์เมืองหลวง เห็นบอกว่าตอนแรกไกด์คนนั้นใส่หมวกกับแมสก์ปิดหน้าปิดตาเวลาไปไหนมาไหนตลอดเลย
ㄴถามจริง?5555 หน้าดีแบบนั้นจะปิดทำไมก่อน ทำแบบนั้นยิ่งเหมือนเรียกร้องความสนใจอะ
>มีข่าวลือว่าสองคนนั้นคบกันด้วยนะ อิอิ
ㄴว้อท5555 แทฮาจินไม่ได้ชอบผู้หญิงเหรอ
ㄴสมัยนี้แล้ว ใครเขาจะไปแคร์เรื่องพวกนั้น
ㄴไม่ ๆ คือแทฮาจินหมั้นกับคุณหนูมหาเศรษฐีเอเพนฮาร์รุ่น 3 ไม่ใช่เหรอ
ㄴ55555ถอนหมั้นกันนานเป็นชาติแล้วจ้า
ㄴโอ้ย แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง แทฮาจินโคตรร้ายเลยอ่า จับแฟนตัวเองมาอยู่ในสังกัดจะได้พลอดรักกันสะดวก ๆ อะเนอะ555555
ㄴวงในบอกว่าแทฮาจินตามจีบก่อนด้วยนะแก
ㄴมั่วปะเนี่ย?
ㄴเราก็ได้ยินข่าวลือเหมือนกัน 555 ขาดเธอเหมือนขาดใจเลยแหละ
>เราเชียร์คู่นี้นะคะ
ㄴ55555 เราก็เหมือนกันค่ะ
ㄴพี่ฮาจินสเปกสูงขนาดนี้ถึงได้ไม่มีแฟนสักทีสินะครับ…
>คนในสเปกผมมาอยู่นี่เอง
ㄴ5555555 คน ‘ในสเปก’ ที่ยากจะเจอในชีวิตจริง
ㄴ555จริง
ㄴแต่ไกด์ที่ผมรู้จักบอกว่าเวลาแทฮาจินรับการไกด์ดิง แบบว่าดุใช้ได้เลยนะ55555
ㄴใช่ ๆๆ ฉันก็ได้ยินมา ขนาดไกด์แบบเบาะ ๆ ยังต้องใช้ปากให้เลยอะ
ยอนอีไม่เคยให้ความสนใจกับโลกอินเทอร์เน็ต พวก SNS หรือความเห็นตามโพสต์ต่าง ๆ ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่เคยจะผ่านเข้ามาในสายตาเลยด้วยซ้ำ แต่พอลองอ่านเข้าจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าคนข้างนอกให้ความสนใจในตัวผู้มีคุณสมบัติพิเศษมากมายขนาดนี้
‘ฉันกับเอสเปอร์แทฮาจินเนี่ยนะคบกัน?’
อ่านจบแล้วยอนอีแทบจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ถ้ารู้ว่าเอสเปอร์แทฮาจินกลั่นแกล้งรังแกเขาสารพัดคงจะไม่พิมพ์อะไรแบบนี้ออกมาหรอก
คิดแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองยอมให้อภัยจอมวายร้ายนั่นง่ายเกินไป ถ้าเป็นคนอื่นโดนแบบเดียวกัน แทฮาจินโดนจ้างมือสังหารมาตามเก็บไปแล้ว
‘โอ๊ะ แต่ตรงนี้รู้จริงแฮะ’
ส่วนที่บอกว่าแทฮาจินทำตัว ‘ดุ’ เวลารับการไกด์ดิง
ถามว่าดุแค่ไหน ก็ขนาดที่ตอนเจอกันครั้งแรก เจ้าตัวก็อยู่ในสภาพมีหัวไกด์คนอื่นอยู่ที่หว่างขานั่นแหละ พอมานึกดูแล้ว ตั้งแต่เข้าสังกัดมาเขาก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์อุจาดตาแบบนั้นอีกเลย
เจ้าของนัยน์ตาสีอ่อนกวาดมองบทความบนหน้าจออีกครั้งก่อนถอนหายใจ อุตส่าห์ปกปิดตัวตนมาได้ตั้งนาน ตอนนี้กลับโดนเปิดเผยต่อหน้าชาวโลกซะงั้น ลาก่อนชีวิตอันสงบสุข…
ในที่สุดแทฮาจินก็กระชากหน้ากากของเขาได้สำเร็จตามที่ได้ลั่นวาจาไว้จริง ๆ
ยอนอีดันโทรศัพท์มือถือของโอเวนออกไปพลางส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่ดูแล้ว
“ไกด์ดิงเสร็จแล้วครับ”
ค่ามลพิษอยู่ในระดับปลอดภัยที่ 18 เปอร์เซ็นต์ ยอนอีที่เมื่อสักครู่ไกด์ดิงผ่านข้อมือพร้อมกับอ่านข่าวไปด้วยผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง แต่โอเวนกลับเดินตามหลังเขามาและพูดจ้อไปเรื่อย
“แล้วความเห็นพวกนั้นมันจริงหรือเปล่าครับ? คุณกับเอสเปอร์แทฮาจินน่ะ”
“…”
อะไรที่ว่าจริงล่ะ
เรื่องคบกันน่ะเหรอ?
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องตอบ ยอนอีจึงปิดปากเงียบ
“จริง ๆ แล้วผมคอมเมนต์อันนั้นเองครับ ที่บอกว่า [คนในสเปกผมมาอยู่นี่เอง] น่ะครับ”
น้ำเสียงของชายหนุ่มคล้ายหยอกล้อทีเล่นทีจริง เท้าที่กำลังเดินตรงไปข้างหน้าเพื่อไปไกด์ดิงต่อหยุดชะงัก เขาหันไปจ้องโอเวนเขม็ง
“จะบอกว่าผมตรงสเปกคุณเอสเปอร์เหรอครับ?”
“ครับ ตอนคุณปิดหน้าหมด ผมยังเคยชมเลยว่าคุณตาสวย”
“คุณเอสเปอร์ ชอบผู้ชายเหรอครับ?”
รู้ทั้งรู้ว่าเป็นคำถามที่เสียมารยาทแต่ก็จงใจถามออกไป ยอนอีแสดงท่าทีตั้งแง่ใส่คนตรงหน้าอย่างเปิดเผย แต่โอเวนกลับหัวเราะออกมาดังลั่น
“คุณไกด์ รสนิยมทางเพศมันจะไปมีผลอะไรกับพวกผู้มีคุณสมบัติพิเศษล่ะครับ ในเมื่อทั้งการคบหาเพศเดียวกันและการแต่งงานกับเพศเดียวกันต่างก็ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะไกด์กับเอสเปอร์ เราจำเป็นต้องแตะต้องร่างกายกันอยู่แล้วนี่ครับ คนที่ปิ๊งกันระหว่างนั้นก็มีเยอะแยะจะตายไป ถามอะไรแปลกจัง”
เขาพูดถูก
คนส่วนใหญ่มองว่าความรักรวมเพศระหว่างผู้มีพลังพิเศษไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทว่ายอนอีคบหากับเพศตรงข้ามมาตลอด อีกทั้งยังไม่เคยมีความคิดในเชิงชู้สาวกับผู้ชายด้วยกันเองเลยสักครั้ง
‘ที่จริงกับผู้หญิงก็เหมือนกัน’
ยอนอียังไม่ทราบอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองแน่ชัดเท่าไรนัก ความรักกับเพศตรงข้ามก็เป็นอะไรที่ยังเข้าไม่ถึง แค่คิดว่าถ้ารู้สึกดีต่อกันจะลองคบดูก็ไม่เสียหาย แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นระหว่างที่คบกันเขาก็พยายามอย่างเต็มที่ในการเป็นแฟนหนุ่มที่ดีแล้ว
เมื่อลองพินิจดูดี ๆ ยอนอีคิดว่าตัวเองไม่ได้มีความคิดต่อต้านเพศเดียวกัน
‘ตอนสัมผัสแทฮาจินฉันก็ไม่ได้รังเกียจ’
กลับมีอารมณ์เสียด้วยซ้ำ
หวนนึกถึงฉากเก่า ๆ ก็ชวนให้รู้สึกกระอักอ่วนขึ้นมา พอทำอะไรไม่ถูกจึงพาลแยกเขี้ยวกางเล็บใส่โอเวนแทน
“ภาพที่แค็ปมา ลบให้หมดด้วยนะครับ”
“ครับ?”
“ผมไม่สนใจคุณโอเวนหรอกครับ อย่าคอมเมนต์อะไรแบบนั้นอีกนะครับ”
“…โธ่ ผมยังไม่ได้สารภาพรักเลยแท้ ๆ ผมล้อเล่นน่ะครับคุณไกด์”
ชายหนุ่มเกาหัวแกรก ๆ พลางหัวเราะจืดเจื่อน ท่าทางนั้นทำให้ยอนอีผ่อนคลายใบหน้าที่เคียดขึ้งลงเล็กน้อย
“ครับ หวังว่าคงไม่มีเรื่องแบบนี้อีกนะครับ ไว้เจอกันคราวหน้าครับ”
โอเวนอ้าปากพะงาบ ๆ ในขณะมองตามร่างสูงโปร่งเดินนิ่ง ๆ ห่างออกไป เขาถูกหักอกตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ
ที่บอกว่าตรงสเปกนั่นก็เป็นความจริงจากก้นบึ้งของหัวใจเชียวนะ…
แน่นอนว่าถ้าเป็นไปได้สวย เขาก็คิดจะลองจีบไกด์อียอนอีดู
ชายหนุ่มหมุนตัวกลับด้วยความห่อเหี่ยว แต่แล้วกลับต้องปะทะกับกำแพงสูงใหญ่ที่ปรากฏขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาโอเวนร้องเสียงหลง
“อ๊าก ไอ้ฉิบหาย! ตกใจหมด…!”
“ไอ้ฉิบหาย?”
กำแพงนั้นคือแทฮาจิน
เจ้าตัวกำลังเหยียดมองโอเวนด้วยส่วนสูงชวนผวา ดวงตาสีโกเมนคมปลาบนั่นทำเอาคนถูกจ้องต้องลอบกลืนน้ำลาย
“มะ ไม่ใช่นะครับ ผมแค่ตกใจ… ไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นกับคุณเอสเปอร์นะครับ ขอโทษด้วยครับ”
“ช่วงนี้พวกเอสเปอร์ระดับ B ว่างกันจังเลยนะครับ มีเวลาพูดพล่ามเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ กันซะด้วย”
“…เอ๋? เปล่านะครับ ตอนนี้เอสเปอร์ระดับ B ยุ่งกันสุด ๆ เลยครับ”
โอเวนโบกมือเป็นพัลวันพลางพร่ำพรรณนาถึงความยากลำบากของเอสเปอร์ระดับ B ทว่าเอสเปอร์ระดับ S เมินเฉยกับคำพูดเหล่านั้น ชายหนุ่มเอียงคอน้อย ๆ ขณะถามย้อนกลับไป
“ถ้างั้นก็มีแต่คุณที่ว่างงั้นสิ?”
“ปะ เปล่านะครับ…”
“เห็นว่าช่วงนี้ที่ชนบทโอฮัลลาเกิดดอร์บ่อย”
จู่ ๆ อีกฝ่ายก็พูดเรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองขึ้นมาลอย ๆ โอเวนโคลงศีรษะ ไม่เข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อ แทฮาจินไม่ใช่คนมนุษย์สัมพันธ์ดีขนาดที่เป็นฝ่ายเดินเข้าไปพูดคุยกับใครก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวกับเอสเปอร์ผู้ทรงอำนาจคนนี้เสียด้วยซ้ำ
โอเวนรู้สึกราวกับถูกไล่ต้อนให้จนมุม สีหน้าของเขาเก็บซ่อนความงุนงงไว้ไม่มิด สายตาหยิ่งทะนงอันเป็นเอกลักษณ์ของแทฮาจินคล้ายกำลังเจาะทะลุเข้ามาในหัวสมองของเขา
“ไปช่วยที่นั่นสัก 3 เดือนแล้วค่อยกลับมาแล้วกันนะครับ”
“…ครับ? ที่ชนบทโอฮัลลาน่ะเหรอครับ?”
โอฮัลลาเป็นเมืองชนบทที่อยู่บริเวณชายแดนของประเทศ เป็นพื้นที่ที่เลื่องลือในด้านสภาพอากาศอันต่างกันสุดขั้ว วันไหนอากาศร้อนก็จะร้อนจัด ส่วนวันไหนอากาศหนาวก็จะหนาวจัด
คงจะพูดเล่นละมั้ง
เมื่อโอเวนพยายามปฏิเสธความจริง แทฮาจินก็เหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ตอนนี้ 10 โมง 43 นาที จะไปถึงทันบ่าย 3 ใช่ไหมครับ?”
ระยะทางไปยังชนบทโอฮัลลาโดยรถยนต์อย่างเร็วสุดก็ใช้เวลาหกชั่วโมง คนถูกยัดเยียดงานแบบไม่ทันตั้งตัวได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ โดยไร้เสียงในขณะที่แทฮาจินมีสีหน้าบูดบึ้งลงเรื่อย ๆ
“แปลกจัง ทั้งที่มีเวลาไปคอมเมนต์ แถมยังแค็ปรูปมาอีก แต่คุณไม่มีเวลาจะไปทำงานนอกสถานที่ที่ชนบทงั้นเหรอครับ”
…นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน
‘ทำไมเขาทำแบบนี้กับฉันล่ะ? ฉันทำอะไรผิด?’
โอเวนได้แต่พูดคำพูดเหล่านี้เหล่านี้ในใจ แต่ในโลกแห่งความจริงเขาทำได้แค่ตะโกนออกไปว่า “ไม่ใช่ครับ! ผมจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลยครับ!” พร้อมกับวิ่งออกไปอย่างไวว่องเพื่อเก็บข้าวของ ฮาจินมองตามอีกฝ่ายไปจนลับสายตาแล้วจึงมุ่งหน้าไปทางลิฟต์
ถึงยังไงก็มีคำขอกำลังเสริมมาจากทางชนบทโอฮัลลาพอดี จะเรื่องสเปกหรือเรื่องเพ้อเจ้ออะไรก็ช่าง ส่งคนที่ดูว่างงานไปก็ไม่เห็นจะเป็นไร
ฮาจินล้วงโทรศัพท์ออกมาค้นหารายชื่อก่อนจะโทรไปที่ไหนสักแห่ง
-ครับ คุณเอสเปอร์! ผู้อำนวยการสำนักข่าว ABC ครับผม! มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?
“ผมอ่านข่าวแล้วครับ”
-หมายถึงข่าวไหน...
“ดูท่านักข่าวสมัยนี้จะสมองกลวงน่าดู ถึงไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกันเอาซะเลย”
ผู้อำนวยการสำนักข่าวกลืนน้ำลายเอื๊อก เดิมทีผู้มีพลังพิเศษระดับ S อย่างแทฮาจินมักถูกถ่ายรูปมาประโคมข่าวเป็นว่าเล่นอยู่แล้ว ปกติทางสำนักข่าวสามารถนำภาพของเจ้าหน้าที่ราชการตำแหน่งสูงมาทำข่าวได้โดยไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย แต่วันนี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ ๆ ถึงโทรมาข่มขู่ด้วยกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแบบนี้ล่ะ?
แทฮาจินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“คุณควรจะเบลอภาพก่อนลงข่าวนะครับ เพราะความชุ่ยของพวกคุณ ไกด์ในสังกัดผมถึงต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้านอยู่แบบนี้ไง”
อ้อ ที่แท้ก็หมายถึงไกด์ในสังกัดหน้าตาดีคนนั้น…
ทันทีที่เห็นใบหน้านั้น นักข่าวทุกคนก็รู้ได้โดยทันทีว่านี่จะต้องเป็นสกู๊ปเด็ดประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ ไกด์หน้ามนคนนั้นเลยตกเหยื่ออันโอชะให้สำนักข่าวรุมฉีกทึ้งเนื้อจนอิ่มหนำสำราญ
ไกด์คนนั้นมีตำแหน่งทางราชการต่ำจึงอาจเกิดปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิในการเผยแพร่ภาพใบหน้าได้อย่างที่เขาว่า แต่ในกรณีของเอสเปอร์หรือไกด์ คนกลุ่มนี้ถือเป็นพลเมืองที่อยู่นอกกฎหมาย โดยปกติแล้วจึงยอมอนุมัติให้เปิดเผยต่อสาธารณชนได้โดยปริยาย
ไม่เข้าใจว่าทำไมเอสเปอร์แทฮาจินถึงต้องมองเป็นเรื่องใหญ่ด้วย
“ท่านผู้อำนวยการครับ”
-…ครับ คุณเอสเปอร์
“อยากเข้าคุกไปพร้อมกับนักข่าวที่เขียนข่าวนี้ไหมครับ?”
-มะ ไม่ครับ คือ…
“หรือไปลงนรกดี?”
-…
“อย่าทำให้ผมต้องเสียไกด์ฝีมือดีไปสิครับ คุณน่าจะรู้นี่ว่าผมนิสัยเสียขนาดไหน”
-…
“แล้วตอนนี้ผมก็อารมณ์เสียได้ที่แล้วด้วย”
-ครับ… ผม ผมจะรับผิดชอบและจัดการให้เรียบร้อยครับ จะจัดการปิดปากสำนักข่าวอื่น ๆ ให้เองครับ
“ทราบแล้วครับ”
ตู๊ด
คราวนี้แทฮาจินต่อสายถึงโดเบอร์แมน
-ครับ คุณเอสเปอร์ กินข้าวหรือยังครับ
“ส่งไอ้พวกที่เขียนคอมเมนต์แย่ ๆ เรื่องอียอนอีไปเข้าคุกซะ”
เลขาหนุ่มฟังแล้วก็ได้แต่เงียบ คำถามที่ว่ากินข้าวหรือยังถูกปัดตกไปอย่างไร้เยื่อใย และธุระของอีกฝ่ายก็ช่างโหดเหี้ยมทารุณเหลือเกิน เขาเองก็อ่านข่าวแล้วเหมือนกัน แต่ความเห็นส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่อ่านแล้วขำ ๆ พอจะมองข้ามไปแบบไม่ถือสาได้เสียมากกว่า
‘เหมือนจะมีคอมเมนต์แย่ ๆ อยู่นิดหนึ่งด้วยละมั้ง…’
-จะจับเข้าคุกด้วยข้อหาแบบนั้นมันออกจะเกินไปหน่อยนะครับ
“โดยเฉพาะไอ้เวรที่เพ้อเจ้อเรื่องคนในสเปกนั่น”
-อา… อืม เอาเป็นว่าผมรับทราบแล้วครับ แต่ทำไมอยู่ ๆ คุณถึงโกรธขึ้นมาล่ะครับ? ไกด์อียอนอีเขาบอกอะไรคุณหรือเปล่า?
“ไม่รู้ว่าหมอนั่นเป็นเทวดามาจากไหนหรือซื่อบื้อจนไม่ได้คิดอะไรเลยน่ะสิ”
-ถ้างั้นก็เป็นปัญหาที่ปล่อยผ่านไปได้…
“นายก็คอมเมนต์ด้วยหรือไง?”
-ครับ? ผมเหรอครับ?
“จัดการตามที่ฉันบอกซะ”
ตู๊ด