Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - บทที่ Open The Door ประตูบานที่สอง (8)
แทฮาจินเดินอาด ๆ ผ่านห้องฉุกเฉินหมายเลข 2 บนชั้น 1 แต่สัมผัสได้ถึงไอพลังอันคุ้นเคยได้เสียก่อนจึงหันหน้าไปมองตามสัญชาตญาณ อียอนอีกำลังไกด์ดิงให้เอสเปอร์ที่ไหนก็ไม่รู้ วันนี้อีกฝ่ายก็ยังคงไกด์ดิงผ่านทางข้อมือเหมือนเคย ติดก็ตรงที่สายตาของเอสเปอร์จับจ้องไปที่ใบหน้าของยอนอีไม่วางตา
แทฮาจินขมวดคิ้วมุ่น ยกมือขึ้นเสยผมแรง ๆ อย่างไม่สบอารมณ์พลางพึมพำกับตัวเอง
“บ้าชิบ... ไปเปิดหน้าตาแบบนั้นให้คนอื่นเห็นทำไมวะ”
เขาคำนวณพลาดไปอย่างมหันต์
ยอนอีอุตส่าห์ไปไหนมาไหนโดยปกปิดใบหน้าสวย ๆ นั้นไว้อย่างมิดชิดแล้วแท้ ๆ ทีนี้คนอื่นนอกจากเขาก็ได้เชยชมมันกันหมด ตอนแรกแทฮาจินทำลงไปเพราะความอยากเอาชนะครึ่งหนึ่ง และต้องการให้อีกฝ่ายมาเข้าสังกัดด้วยครึ่งหนึ่ง แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งนานวันไปก็ยิ่งไม่สบอารมณ์
เขาจดจำใบหน้าของเด็กคนนั้นไม่ได้จึงไล่ตามหามาตั้งนาน แต่พอเห็นคนอื่นได้มานั่งพิจารณามันใกล้ ๆ เขาก็รู้สึกงุ่นง่านขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล
‘เปลี่ยนกฎอีกทีซะเลยดีไหม?’
จะยกเลิกกฎที่จำกัดไม่ให้ใส่หมวกกับหน้ากากก็สายไปแล้ว หน้าสวย ๆ ของยอนอีกำลังตกเป็นประเด็นไปทั่วทุกสารทิศออกปานนี้ ต่อให้เอาผ้ามาปิดหน้าก็ปิดไม่มิดอยู่ดี
นึกแล้วฮาจินก็อยากจะจุดไฟเผาตัวเองที่ทำอะไรโง่ ๆ ลงไป
เขารีบยกมือขึ้นมากดนาฬิกาข้อมือยิก ๆ เพื่อเรียกตัวไกด์ในสังกัดด่วน
อียอนอีซึ่งอยู่อีกฝั่งของหน้าต่างมองนาฬิกาแล้วเบิกตากว้าง จากนั้นจึงหยุดไกด์ดิงให้เอสเปอร์คนนั้นก่อนจะรีบลุกไปหยิบเสื้อคลุมมาสวม
เจ้าตัวสาวเท้าไว ๆ มาเปิดประตู และเมื่อเห็นแทฮาจินยืนอยู่ตรงนั้นก็ทำสีหน้าตกตะลึง
“คุณเอสเปอร์? ทำไมมาอยู่นี่ล่ะครับ?”
ถามเสร็จก็ก้มลงไปจ้องนาฬิกาของตัวเองพลางพึมพำกับตัวเองว่าอุปกรณ์รวนหรือเปล่า แทฮาจินมองศีรษะได้รูปอันปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีน้ำตาลของไกด์ตรงหน้านิ่ง ๆ ก่อนเอ่ยถาม
“วันนี้ไม่ไปโรงพยาบาลเหรอครับ”
“อ๋อ คงจะไปไม่ได้สักระยะน่ะครับ เห็นว่าพลังของผมแข็งแกร่งมากไปเลยขัดขวางการรักษาอึยบินเข้า ว่าแต่เรียกตัวผมด่วนนี่มีอะไรหรือเปล่าครับ? หรือว่านาฬิกามันรวนเอง?”
อันที่จริง แทฮาจินก็กดนาฬิกาโดยที่ไม่มีความคิดอะไรในหัวจึงไม่ได้เตรียมข้ออ้างดี ๆ ไว้ ดวงตาสีโกเมนของเอสเปอร์หนุ่มกลอกมองด้านข้างครู่หนึ่ง
หลังจากเงียบไปชั่วอึดใจ เขาก็ตัดสินใจว่าต้องพูดอะไรสักอย่าง
“ผมมีเรื่องให้คุณอียอนอีช่วยน่ะครับ”
“ค่ามลพิษสูงเหรอครับ?”
“ไม่ใช่ครับ พอดีผมจะย้ายบ้านเลยจะให้คุณช่วยเก็บของ”
ดวงตาสีน้ำตาลใสแจ๋วกะพริบปริบ ๆ
…นั่นน่ะเหรอเรื่องสำคัญที่ว่า
ว่ากันตามตรงก็น่าตกใจนิดหน่อย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่แทฮาจินขอร้องให้ช่วยเรื่องธุระส่วนตัวแบบนี้ เขารีบไกด์ดิงให้เสร็จแบบลวก ๆ แล้วรีบออกมาก็จริง แต่หลังจากนี้ก็ไม่มีตารางงานอะไรต่อแล้ว อีกทั้งยังเคยได้ยินมาว่าคำขอร้องส่วนตัวของหัวหน้าก็นับว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่อีกอย่างที่ต้องทำเสียด้วยสิ
ยอนอีคิดพลางพยักหน้าแบบปลง ๆ
“ดูท่าจะเร่งด่วนมากนะครับ”
“ครับ ด่วนมาก”
ช่วงนี้รู้สึกว่าเขาจะได้เป็นผู้โดยสารกิตติมศักดิ์ของซูเปอร์คาร์คันนี้บ่อยแปลก ๆ ยอนอีนั่งลงบนเบาะที่แบนราบแต่นุ่มนิ่มแล้วรัดเข็มขัด
ไม่รู้ว่าใช้เวลาถึง 5 นาทีไหม เพราะบ้านใหม่ของแทฮาจินอยู่ใกล้ศูนย์มาก
มันเป็นบ้านเดี่ยวที่ไม่ต่างอะไรกับคฤหาสน์หลังมหึมา ต้นไม้ถูกปลูกอยู่แน่นขนัดอย่างกับป่าทึบจึงบดบังตัวบ้านจากสายตาของบุคคลภายนอกได้อย่างดี
ซูเปอร์คาร์คันงามแล่นมาจอดในที่จอดรถส่วนตัว ก่อนจะทั้งสองจะขึ้นลิฟต์ซึ่งเชื่อมเข้าไปด้านในตัวบ้าน
คำว่า [อลังการ] น่าจะเหมาะกับสำหรับการนิยามคฤหาสน์ 3 ชั้นหลังนี้
“คุณอยู่ที่นี่คนเดียวเหรอครับ?”
“ครับ” แทฮาจินตอบสั้น ๆ
ที่ว่าเพิ่งย้ายบ้านมาท่าจะเป็นเรื่องจริง พอเข้ามาก็เห็นกล่องใส่สัมภาระที่ยังจัดไม่เสร็จวางระเกะระกะเต็มไปหมด ทว่าพวกเฟอร์นิเจอร์หรือภาพวาดติดผนังกลับดูเหมาะเจาะเข้ากับสถานที่ราวกับถูกจัดวางไว้ก่อนนานแล้ว
“เหมือนที่นี่จะเคยมีคนอยู่เลยนะครับ”
“ผมแวะมานอนเป็นบางครั้งน่ะครับ”
แทฮาจินมีบ้านหลายหลังในเมืองหลวง เขาถูกใจสภาพแวดล้อมโดยรวมของวิลลาที่อยู่ก่อนหน้านี้จึงใช้ชีวิตที่นั่น แต่หลังจากโรนีลล์บุกเข้ามาก็จัดการขายทิ้งทันที เขาไม่ชอบปล่อยอะไรที่มันรบกวนจิตใจให้มันคาราคาซัง
เพราะเหตุนี้จึงได้ฤกษ์ย้ายเข้ามาอยู่คฤหาสน์ที่เคยแต่ซื้อเฟอร์นิเจอร์ไว้และมีพวกคนงานย้ายมาลงของให้ล่วงหน้าจึงพร้อมเข้าอยู่ทันที กลับกันแล้วอยู่ที่นี่ยังดีกว่าเก่าเสียอีก ใกล้ศูนย์ที่ทำงานมากกว่าด้วย
แต่ก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าจะได้พาอียอนอีมาด้วยแบบนี้
โชคดีที่ยังพอเหลือกล่องเก็บของวาง ๆ ไว้อยู่บ้างจึงหมดห่วงว่าจะถูกเข้าใจผิดเรื่องไร้สาระไปได้เปลาะหนึ่ง
“มีบ้านใหญ่ขนาดนี้ในเมืองหลวงด้วยเหรอเนี่ย โห… สวนนี่อย่างกับผลงานศิลปะเลยครับ หวา มีสระว่ายน้ำด้วย?”
สวนอันสวยงามเผยให้เห็นที่อีกฟากของผนังที่ทำจากกระจกทั้งบานในห้องนั่งเล่นกว้างขวาง ยอนอีตาพร่าไปหมดกับทิวทัศน์อันงดงามตรงหน้า เขาเปิดประตูกระจกของห้องนั่งเล่นออกไปที่สวนทันที แม้จะไม่ได้ใส่รองเท้าอยู่ก็ไม่เป็นไร เพราะเขาชื่นชอบสัมผัสของสนามหญ้าอยู่แล้ว
สวนที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ สระว่ายน้ำปูกระเบื้องตกแต่งสวยงาม คฤหาสน์สามชั้นหลังมหึมา
อย่างกับบ้านในฝันเลย
ยอนอีเดินสำรวจไปทั่วสวนกว้างด้วยความประทับใจ
แทฮาจินที่รู้สึกคอแห้งเพราะอาการร้อนตัวเมื่อครู่ปลีกตัวออกมาชงกาแฟเงียบ ๆ ชายหนุ่มตระเตรียมแก้วมักอุ่น ๆ สองใบแล้วเทกาแฟหอมกรุ่นลงไป เขาถือแก้วไว้ในมือทั้งสองข้างก่อนจะเดินตรงมายังห้องนั่งเล่น แต่แล้วฝีเท้ากลับหยุดนิ่งราวกับโดนสะกด
“…”
ภาพตรงหน้าคืออียอนอีที่กำลังเดินชมสวนด้วยเท้าเปลือยเปล่าอันขาวผ่อง ภายใต้แสงอาทิตย์สุดท้ายของวันที่ทอแสงรำไร เขาดูส่องประกายราวกับเปล่งแสงสว่างได้ด้วยตนเอง ภาพที่ดูคล้ายกับฉากหนึ่งในภาพยนตร์ส่งผลให้แทฮาจินต้องหยุดยืนมองอย่างช่วยไม่ได้
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่
หมอนี่ คือเด็กคนนั้นงั้นเหรอ
ไม่นึกเลยว่าเขาจะงดงามถึงขนาดนี้
แทฮาจินไม่อาจรู้ได้ว่าอียอนอีในความทรงจำที่ถูกลบเลือนไปดูเป็นอย่างไร แต่อียอนอีในตอนนี้ก็ยังดูเป็นดั่งคนที่เขาไม่อาจแตะต้อง ไม่ต่างอะไรกับตอนนั้นแม้แต่น้อย
เป็นกระดาษขาวบริสุทธิ์ที่เขาไม่กล้าเข้าใกล้เพราะเกรงกลัวว่าน้ำหมึกสีดำจะทำให้มันแปดเปื้อน
“คุณเอสเปอร์! น้ำในสระอุ่นดีนะครับ เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าเหรอครับ?”
อียอนอีอยู่ที่อีกฟากของกระจกเช่นเดียวกับตอนนั้น
ต่อไปพยายามยื่นมือออกไปแค่ไหนก็ไม่อาจสัมผัสได้แม้เพียงปลายนิ้ว และถึงแม้ว่าตอนนี้จะยื่นมือออกไปสัมผัสอีกฝ่ายได้แล้วจริง ๆ แต่แทฮาจินกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
ร่างสูงโปร่งทรุดนั่งลงตรงขอบกระเบื้องสระว่ายน้ำ ถกกางเกงขึ้นถึงเข่าเผยให้เห็นผิวขาวนวลใต้ร่มผ้าแล้วตีขาเล่นน้ำอย่างสบายอารมณ์
เสียงน้ำสาดกระเซ็นดังจ๋อมแจ๋ม แต่สิ่งที่กระเพื่อมไหวไม่เป็นจังหวะน่าจะไม่ได้มีเพียงน้ำในสระเท่านั้น
“คราวหน้าผมมาเล่นน้ำที่นี่ได้ไหมครับ?”
ฮาจินไม่อาจรู้ได้เลยว่ากาแฟเย็นชืดหมดแล้วหรือมือของเขาร้อนผ่าวขึ้นกันแน่ ชายหนุ่มยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นอย่างใจลอยโดยไร้คำพูดใด ๆ ด้วยความตั้งใจที่จะสลักภาพฉากนี้ไว้ในสมองให้นานที่สุด
บางครั้งอียอนอีก็ทำให้เขาลืมเลือนสิ่งที่จะพูดไปจนหมด
“นี่คุณกำลังส่งสายตาบอกให้ผมไปทำงานใช่ไหมครับเนี่ย?”
คนที่นั่งเล่นน้ำอยู่เอนศีรษะไปด้านหลังแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ไม่รู้ว่าอารมณ์ดีอะไรนัก มุมปากของเขาถึงได้มีรอยยิ้มกว้างประดับอยู่ แทฮาจินไล่สายตามองตั้งแต่เส้นผมยุ่งเหยิงของยอนอี นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนใสน่ามอง ดั้งจมูกได้รูป สันกรามที่วาดเส้นโค้งสละสลวย ระเรื่อยมาจนถึงลำคอระหงขาวนวลดึงดูดสายตา
ไม่ว่าจะส่วนไหนก็งดงามไร้ที่ติ
ปกติแล้วอียอนอีสวยขนาดนี้เชียวเหรอ?
ก็คงใช่ เขาหน้าตาดีแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้ว
ในตอนนั้นเองศีรษะบริเวณด้านหลังของแทฮาจินก็ปวดแปลบขึ้นมา รู้สึกมึนหัวราวกับโลกทั้งใบถูกหมุนเหวี่ยงด้วยความเร็วสูง
“บ้าฉิบ…”
เอสเปอร์หนุ่มหลับตาแน่นพลางขมวดคิ้วมุ่น ขืนเป็นแบบนี้เขาต้องเผลอยื่นมือออกไปทำให้กระดาษขาวแผ่นนี้ต้องแปดเปื้อนเพราะความสกปรกของจิตใจเขาแน่ แทฮาจินพรูลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะรีบผลุนผลันกลับไปยังห้องครัวทั้งอย่างนั้น
กาแฟทั้งสองแก้วที่ตั้งใจชงมาถูกเทลงซิงก์น้ำทันทีที่มาถึง ท่อนแขนแข็งแกร่งค้ำยันกับขอบอ่าง พยายามสูดลมหายปรับอารมณ์ แต่ร่างสูงใหญ่พลันแข็งทื่อเมื่อสัมผัสได้ถึงบางอย่าง
อียอนอีที่เดินตามมากำลังจับชายเสื้อของเขาไว้แบบไม่ทันตั้งตัว
แทฮาจินขมวดคิ้วแน่นขณะจับจ้องไปยังมือข้างนั้น
“โกรธเหรอครับที่ผมอู้งาน”
อีกฝ่ายเอียงคอถามคำถามที่ออกมาจากใจจริงโดยที่ไม่รู้ความคิดในใจของคนอื่นเขาเลยสักนิด เขาจึงได้แต่จ้องริมฝีปากแดงเรื่อของอียอนอีนิ่ง
พอได้สติก็ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรง ๆ เพื่อเรียกสติ
หมอนี่… ต่อมคิดวิเคราะห์พังไปแล้วหรือไง
เอสเปอร์หนุ่มอดกลั้นที่จะไม่ถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินเบี่ยงไปทางอื่น
“ไม่ใช่ครับ”
พอจะออกไปจากห้องครัวเพราะอยากอยู่ห่างจากอีกฝ่าย ยอนอีก็ยังตามเขามาไม่เลิก
“ผมควรเริ่มเก็บจากอะไรก่อนครับ?”
“ตามใจคุณเลยครับ”
“นี่ไม่ใช่บ้านผมนะ จะทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะครับ”
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ชะงักเท้าที่กำลังก้าวฉับ ๆ ขึ้นไปยังห้องนอนชั้น 2 พลางถอนหายใจเฮือกเมื่ออีกฝ่ายยังคงตามขึ้นมาอย่างไม่ลดละ เขาหยุดอยู่ตรงกลางบันไดแล้วก้มลงมองยอนอี
“คุณอียอนอี”
“ครับ”
“คุณช่วยผมพอแล้วล่ะ กลับบ้านไปเลยเถอะครับ”
น้ำเสียงแผ่ว ๆ และคำพูดของเขาทำให้ยอนอีงุนงงไม่น้อย
“…ครับ?”
บอกให้กลับบ้านเนี่ยนะ
กระทั่งเอสเปอร์ที่กำลังไกด์ดิงให้อยู่ เขาก็ยอมทิ้งกลางคันแล้วออกรีบมาตามสัญญาณเรียกตัวด่วน แอบงงอยู่เหมือนกันที่แทฮาจินยืนอยู่ตรงหน้าประตู แถมไป ๆ มา ๆ ยังได้มาที่คฤหาสน์ของอีกฝ่าย แต่แค่อู้นิดเดียวก็ไล่ให้กลับบ้านไปเลยเนี่ยนะ…
อันที่จริง ยอนอีก็ไม่ได้อยากจะเป็นพนักงานดีเด่นอะไรนักหรอก
เพียงแต่เขากำลังสนุกอยู่กับการเดินเตร่สำรวจดูพื้นที่ส่วนตัวของคนที่ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นถึง [แทฮาจิน] จึงเสียดายนิด ๆ ที่ต้องกลับเร็วเท่านั้น
“ผมจะตั้งใจทำงานแล้วครับ พูดจริง ๆ นะ”
มือขาวกำหมัดสองข้างชูขึ้นตรงหน้าเพื่อเผยให้เห็นถึงความตั้งใจ
แทฮาจินจ้องมองกำปั้นนั้นครู่หนึ่งก่อนจะกลอกตาขึ้นมองเพดาน นัยน์ตาสีแดงถูกแทนที่ด้วยตาขาวกว่าครึ่ง ไม่รู้ทำไมถึงต้องทำสีหน้าเหมือนคนหมดความอดทนด้วย
ในตอนที่ยอนอีกำลังครุ่นคิดในใจ คนตรงหน้าก็หลุบตาลงมองเขา
“…!”
ชั่วพริบตานั้น แทฮาจินดันหลังยอนอีไปชิดผนัง ใบหน้าหล่อเหลาโน้มเข้ามาจนแนบชิดเพียงลมหายใจคั่น การกระทำของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้เจ็บอะไร แต่การใกล้ชิดแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ก็ทำให้ตกใจอยู่ไม่น้อย
ยอนอีรู้สึกเหมือนปลายจมูกของพวกเขาปัดผ่านกันเบาบาง ได้กลิ่นหอมหวานจากตัวอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
“ตอนบอกว่าให้ไป คุณก็ควรจะรีบ ๆ กลับไปสิ” เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่าน้อย ๆ
นัยน์ตาสีโกเมนจับจ้องริมฝีปากของคนตรงหน้าไม่ละสายตา จากนั้นจึงทาบทับลงไปอย่างนุ่มนวล ยอนอีตัวแข็งทื่อคล้ายถูกเสกให้เป็นหิน เขาตื่นตระหนกจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นถี่ระรัวก้องในหัว กลีบปากนุ่มหยุ่นบดคลึงสลับไล้เล็มแผ่วเบา สัมผัสนั้นทั้งจั๊กจี้และร้อนผ่าว
จากนั้นลิ้นของเขาก็รุกล้ำเข้ามาในโพรงปาก เมื่อส่วนเปียกชื้นทั้งสองแตะสัมผัสกัน ยอนอีก็สะดุ้งเฮือก ทำท่าจะยกมือขึ้นผลักอีกฝ่ายออก แต่ยังไม่ทันได้ทำเช่นนั้น แทฮาจินก็ผละออกไปเสียก่อนด้วยท่าทางเชื่องช้าอ้อยอิ่ง
ดวงตาสีน้ำตาลใสไหววูบ
“คุณทำ… อะไร…”
สายตาของแทฮาจินที่มองมาคล้ายกับแฝงความนัยบางอย่าง
“ถ้าถามว่าทำไมถึงจูบ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”
อีกฝ่ายพูดตอบสั้น ๆ ก่อนเดินจากไปด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ แว่วเสียงฝีเท้าหนัก ๆ กำลังขึ้นไปยังชั้นบน ยอนอีที่เมื่อครู่ยืนสติหลุดอยู่กับที่ได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่พอเดินตามคนตัวสูงไปหวังจะคุยกันให้รู้เรื่อง ฝ่ายนั้นกลับยกมือขึ้นห้ามเสียก่อน
“อย่าตามมา”
“…”
“อยู่ชั้น 1 ไปนะครับ จะทำอะไรก็ทำ”