Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (29)
เขาชื่อ…ดิออน ใช่หรือเปล่านะ?
ชายหนุ่มผู้มาใหม่จ้องมองยอนอีพลางยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย เขาวาดแขนไปมาในอากาศประหนึ่งวาทยกรผู้ควบคุมการบรรเลงของวงดุริยางค์ เกิดประกายเพลิงลุกโชติช่วงคล้ายกำลังเริงระบำอยู่กลางอากาศและเริ่มเผาไหม้เฉพาะแค่พวกปีศาจ
ต้องขอบคุณแทฮาจินที่กำจัดปีศาจไปบางส่วนแล้ว จำนวนที่เหลืออยู่จึงไม่มากเท่าไหร่นัก เปลวไฟของดิออนแผดเผาแม้กระทั่งสารพิษที่ลอยฟุ้งอยู่กลางอากาศ แม้แต่ของเหลวที่ก่อให้เกิดภาพหลอนซึ่งลอยฟ่องอยู่เหนือผิวน้ำทะเลก็ถูกทำให้ระเหยไปด้วยเช่นกัน
บรรดาเอสเปอร์ที่หมดสติลอยเคว้งอยู่เหนือผืนน้ำที่ถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันสีขุ่น ภาพที่เห็นช่างดูคล้ายกับซากศพจนยอนอีถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
“เป็นอะไรไหมครับ?…โอ๊ะ? นั่นเอสเปอร์แทฮาจินใช่ไหมครับ?”
“ครับ”
“พี่ฮาจินสลบไปเหรอครับ?”
ยอนอีลูบหน้าตัวเองด้วยความอ่อนล้า
เขาส่งต่อร่างของแทฮาจินที่กำลังประคองอยู่ให้กับดิออน อีกฝ่ายรับไม้ต่อแต่โดยดี สายตาของผู้มาใหม่มองตามการเคลื่อนไหวของยอนอีไม่วางตา
ร่างสูงโปร่งบินมุ่งตรงไปหาโดเบอร์แมนซึ่งยืนโงนเงนอยู่กลางอากาศในทันที
“คุณโดเบอร์แมน คุณโดเบอร์แมนครับ!”
“อือ เฮือก…”
เลขาหนุ่มถูกภาพลวงตาเข้าครอบงำจึงไม่สามารถประคองสติตัวเองได้ ยอนอีเบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของดิออน จากนั้นจึงยกมือซ้ายขึ้นมาวางทาบบนบริเวณศีรษะของโดเบอร์แมนและดูดกลืนภาพลวงตาที่กลืนกินสติสัมปชัญญะของเขาเอาไว้ การสำรวจไปทั่วหัวสมองของโดเบอร์แมนทำให้พลังของยอนอีลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
เพียงอึดใจเดียว โดเบอร์แมนก็ได้สติกลับคืนมา เขากะพริบตาปริบ ๆ และหันมาสบตากับยอนอี
“คุณไกด์……?”
“ตั้งสติก่อนนะครับ ตอนนี้สถานการณ์สงบลงแล้ว พวกเราต้องรีบไปช่วยเอสเปอร์ที่อยู่ในทะเล กันก่อน พวกเขาตกลงไปนานมากแล้ว เดี๋ยวจะตายเพราะภาวะตัวเย็นเอาได้ ตอนนี้คุณดิออนใช้ไฟเผาพวกสัตว์ประหลาด ผมเลยกลัวว่าคนอื่น ๆ จะสำลักควัน…”
“คุณเอสเปอร์ดิออนมาด้วยเหรอครับ?”
“ครับ เกือบแย่แล้วเหมือนกัน แต่ยังดีนะครับที่เขามาทันเวลา”
“ผมนึกว่าเขาไปทำงานนอกสถานที่ซะอีก...”
ดิออนจ้องมองคนทั้งสองไม่วางตา ใบหน้าหล่อเหลาแต้มด้วยรอยยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ถึงจะ ไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ที่ถูกองค์ชายรัชทายาทเรียกตัว แต่อย่างน้อยวันนี้ก็พอมีเรื่องสนุก ๆ ให้ได้รับชมอยู่บ้าง
ภาพของไกด์อียอนอีกำลังใช้มือซ้ายดูดพิษซึ่งกัดกินสติของเหล่าเอสเปอร์เข้าไปในร่างราวกับใช้เครื่องดูดฝุ่น
ถึงจะเป็นไกด์ระดับ S+ แต่ไกด์ที่ไหนจะสามารถใช้พลังพิเศษอย่างนั้นได้
รอยยิ้มลึกลับยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของดิออน
เนื่องจากทุกคนในบริเวณนี้อยู่ในสภาพหมดสติ ส่วนเอสเปอร์ที่สร้างอาณาเขตป้องกันก็อยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกล ดังนั้นผู้พบเห็นเหตุการณ์จึงน่าจะมีเพียงแค่เขาคนเดียว
“คุณเอสเปอร์ดิออนครับ”
ขณะกำลังครุ่นคิดเรื่องเกี่ยวกับอียอนอีอยู่เพลิน ๆ จู่ ๆ เจ้าตัวก็โผล่พรวดมาประชิดตัวแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง ดิออนสะดุ้งตกใจเล็กน้อยแล้วตอบกลับอย่างมึนงง
“ครับ?”
“คุณพอจะแบก...คนสองคนได้ไหมครับ?”
“ได้สิครับ แต่ว่าทำไมถึง…”
ดวงตาของดิออนเบิกโพลง เมื่อเห็นอียอนอีซึ่งลอยตัวอยู่บนรองเท้าบินเริ่มสูญเสียการทรงตัว ก่อนจะร่วงหล่นลงไปในทะเลต่อหน้าต่อตา เอสเปอร์หนุ่มตกใจสุดขีด เขาออกแรงถีบตัวไปกลางอากาศและพุ่งลงไปคว้าตัวยอนอีเอาไว้ได้ทันพอดี
ดวงหน้าที่เคยขาวนวลบัดนี้กลับขึ้นสีแดงระเรื่อ ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสได้ร้อนผ่าวราวกับถูกสุมด้วยกองไฟ ถึงจะหมดสติไปแล้วแต่หว่างคิ้วเรียวก็ยังคงขมวดมุ่นอยู่เช่นเดิม
“ให้ตายสิ…”
สุดท้ายดิออนก็แบกอียอนอีกับแทฮาจินเอาไว้บนไหล่ทั้งสองข้าง ชายหนุ่มร่อนลงสู่ชายหาดโดยสวัสดิภาพก่อนจะวางร่างของคนทั้งสองลงบนหาดทรายนุ่ม ไม่นานนักโดเบอร์แมนที่เพิ่งนำทางเอสเปอร์กองหนุนไปยังจุดที่ต้องการความช่วยเหลือก็บินตามมาสบทบด้วยสีหน้าอ่อนล้า
“อย่าบอกนะครับว่าหมดสติไปทั้งสองคนเลย?”
“ครับ ก็อย่างที่เห็น”
“คุณเอสเปอร์แทฮาจินหมดสติเป็นกับเขาด้วยเหรอเนี่ย…อยู่มาตั้งนานเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลยครับ”
โดเบอร์แมนตกใจจนพูดไม่ออก เขาก้มหน้าลงมองชายหนุ่มทั้งสองที่ยังนอนหมดสติอยู่
ผู้มีพลังในการเคลื่อนย้ายและทีมขุดค้นปรากฏตัวขึ้นตรงด้านหน้าพิงค์ดอร์ซึ่งกำลังปิดตัวลงทีละน้อยเพื่อขุดหาศิลาเวทและอัญมณีต่าง ๆ
ทันใดนั้นดิออนที่กำลังจ้องมองเบื้องหน้าอยู่ก็เปรยขึ้นลอย ๆ
“ประเทศนี้นี่สุดยอดไปเลยนะครับ หาผลประโยชน์กันเก่งเหลือเกิน”
“ครับ?”
โดเบอร์แมนย้อนถามเพราะไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่ออะไร ดิออนกลับยักไหล่น้อย ๆ และส่งยิ้มให้
“แค่พูดเฉย ๆ น่ะครับ ผมว่าเรารีบเคลื่อนย้ายสองคนนี้กันดีกว่านะครับ”
“อ้อ ได้เลยครับ”
ฮาจินกับยอนอีนอนหลับตาพริ้มอยู่เคียงข้างกัน ชายหนุ่มที่มีใบหน้าแสนล้ำค่าทั้งสองแทบจะส่องแสงเปล่งประกายอยู่บนชายหาดแห่งนี้ โดเบอร์แมนยืนนิ่งอยู่สักพักราวกับกำลังชื่นชมภาพวาดที่สมบูรณ์แบบตรงหน้า
จนกระทั่งสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายหมดแล้ว คนทั้งสองก็ยังไม่ทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
***
องค์หญิงเอเลนาถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังได้รับการเรียกตัวด่วนจากหัวหน้าศูนย์เมืองหลวง ได้ ยินว่าพิงค์ดอร์ถูกเปิดออกและไม่เพียงแต่แทฮาจินที่ถูกแบกกลับมาในสภาพหมดสติเท่านั้น ไกด์ในสังกัดของเขาก็อยู่ในสภาพสลบไสลไม่ต่างกัน
“คุณฮาจินเนี่ยนะสลบ? ปกติขนาดค่ามลพิษเกิน 95 เปอร์เซ็นต์ยังไม่เห็นเป็นไรเลย หรือว่ามีใครจงใจทำให้เขาหมดสติกัน?”
“ไม่ทราบเหมือนกันครับ พอผมไปถึง พี่เขาก็สลบอยู่ก่อนแล้ว”
ดิออนนอนเอกเขนกบนโซฟาห้องทำงานของฮาจิน ชายหนุ่มยกแขนทั้งสองข้างขึ้นรองหลังศีรษะ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม ขาที่ไขว้กันอยู่กระดิกยิก ๆ อย่างกวนประสาท
เอเลนารีบยกมือขึ้นมาวางทาบบนหัวใจของฮาจินและเริ่มไกด์ดิง มวลพลังที่รุนแรงกว่าปกติพุ่งปราดเข้ามาด้วยเจตนาที่หวังจะกัดกินจิตวิญญาณของเอเลนา ผู้มีศักดิ์เป็นองค์หญิงขมวดคิ้วมุ่น เมื่อมองดูนาฬิกาที่แสดงให้เห็นว่าระดับมลพิษลดลงไปเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ เธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
“ถึงจะจ้างเป็นพันล้าน ฉันก็ไม่มีทางไปเข้าสังกัดของคุณแทฮาจินเด็ดขาด”
“อย่างพี่ก็น่าจะมีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ เงินพันล้านน่ะ”
“ไม่รู้สิ ไม่เคยนับ แต่นั่นมันใช่เงินฉันซะที่ไหน เงินของราชวงศ์ต่างหาก”
นัยน์ตาสีเขียวของเอเลนาสำรวจมองยอนอีตั้งแต่หัวจรดเท้าขณะที่กำลังจดจ่ออยู่กับการไกด์ดิง ชายหนุ่มอยู่ในสภาพที่นอนเอามือทั้งสองข้างวางประกบบนหน้าท้องอย่างเรียบร้อย ท่าทางของเขาดูน่าเคารพสักการะอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเห็นว่าผิวของอีกคนดูขาวซีดราวกับคนป่วย เอเลนาจึงยกมือขึ้นมาวางหน้าผากยอนอีเพื่อตรวจสอบสัญญาณชีพ
“อะไรกันเนี่ย?”
เธอชักมือออกในทันทีด้วยความตกใจ หน้าผากขาวนวลของไกด์อียอนอีร้อนจี๋อย่างกับน้ำเดือดปุด ๆ
“ดิออน! ไม่รู้หรือไงว่าเขาเป็นไข้น่ะ?”
“ยังร้อนอยู่อีกเหรอครับ?”
ดิออนถามด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ เอเลนาจึงตะโกนตอบลั่นด้วยความโมโห
“ร้อนอย่างกับไฟเลยเนี่ย!”
“แต่ผมพาเขาไปฉีดยาลดไข้มาแล้วนะครับ”
“ว่าไงนะ…?”
“ยาก็ให้กินแล้วด้วยครับ”
สิ่งที่ทำให้เอเลนาตกใจมีอยู่สองเรื่อง
อย่างแรก คืออาการของยอนอีที่ยังคงมีไข้สูงลอย ถึงแม้ว่าจะฉีดยาลดไข้สำหรับผู้มีพลังพิเศษแล้วก็ตาม
อย่างที่สอง คือการที่ดิออนซึ่งเป็นคนติดเล่น ไม่ค่อยจะใส่ใจเรื่องคนอื่นสักเท่าไหร่ กลับเอาใจใส่ไกด์อียอนอีมากเป็นพิเศษ ถึงกับพาเขาไปฉีดยาลดไข้มาซะด้วย
เธอออกคำสั่งกับสาวใช้ที่ยืนอยู่ห่างออกไปให้นำถุงน้ำแข็งสำหรับประคบเย็นมา ทั้งกินยา ทั้งฉีดยา ไหนจะเอาน้ำแข็งมาประคบอีก ตอนนี้สิ่งที่พอจะทำได้ก็ทำครบทั้งหมดแล้ว
เอเลนาพยายามกลับไปเพ่งสมาธิที่การไกด์ดิงให้แทฮาจินอีกครั้ง เวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง ค่ามลพิษของแทฮาจินก็ลดเหลือ 72 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สีหน้าขององค์หญิงเริ่มฉายแววอ่อนล้าเล็กน้อย
เอเลนาหลุบตามองนาฬิกาด้วยสีหน้ารำคาญใจ
“วันนี้ลงยากชะมัด”
“พี่”
จู่ ๆ ดิออนที่นั่งเงียบมาตลอดจนนึกว่าหลับไปแล้วก็เรียกเธอขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เอเลนาส่งเสียงตอบในลำคอ ความหงุดหงิดเจือปนในน้ำเสียงอย่างชัดเจน
“ไกด์จะเป็นเอสเปอร์ได้ไหมครับ?”
นั่นเป็นคำถามที่ดูโง่และชวนให้คาดไม่ถึงในเวลาเดียวกัน เอเลนาจึงตอบคำถามของคนอายุน้อยกว่าอย่างเบื่อหน่าย
“…พูดเพ้อเจ้ออะไรของนาย ไกด์จะไปเป็นเอสเปอร์ได้ยังไง?”
การถามว่าไกด์สามารถเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเป็นเอสเปอร์ได้ไหม ช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระอย่างยิ่ง คุณสมบัติเกิดจากโครงสร้างของกลุ่มเซลล์ที่ประกอบขึ้นภายในร่างกาย ถ้าต้องการจะเปลี่ยนให้ไกด์กลายเป็นเอสเปอร์ก็คงต้องเปลี่ยนโครงสร้างเซลล์ทั้งร่างกายใหม่หมด เรื่องแบบนั้นจึงไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน
คราวนี้ดิออนเปลี่ยนรูปแบบคำถามและถามใหม่อีกรอบ
“แล้วถ้าคน ๆ หนึ่งเป็นทั้งไกด์และเอสเปอร์ล่ะครับ?”
“…”
ชายหนุ่มถามอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่เหลือคราบของคนขี้เล่นคนเดิมที่เธอเคยรู้จักเลย
‘หรือว่าเขาจะสนใจเรื่องนั้นจริง ๆ?’
นานมากแล้วที่เอเลนาไม่ได้ยินคำถามเหลวไหลพวกนี้
ไม่สิ อันที่จริงแล้วเธอเพิ่งเคยถูกถามด้วยคำถามนี้เป็นครั้งแรกต่างหาก เอเลนาได้รับการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งในฐานะราชนิกุลคนหนึ่ง เธอจึงเข้าใจทันทีว่าดิออนกำลังถามถึงเรื่องอะไรกันแน่
เพียงแต่เธอไม่เห็นประโยชน์อะไรจากการตอบคำถามนี้ก็เท่านั้น
เมื่อเห็นว่าเอเลนาไม่ยอมตอบ ดิออนจึงถามซ้ำอีกรอบเพื่อเร่งเร้าเอาคำตอบ
“ตอบมาสิครับ ผมสงสัยจะแย่แล้วเนี่ย”
“ถ้าสงสัยนักก็เสิร์ชหาเอาเองสิ ฉันไม่ได้มีหน้าที่ตอบคำถามไร้สาระอย่างนั้นซะหน่อย”
“น่า บอกผมเถอะครับ”
ดิออนส่งเสียงรบเร้าอย่างไม่ยอมแพ้ เขาเป็นคนที่มีนิสัยค่อนข้างดื้อรั้นอยู่พอสมควร ถ้าไม่ยอมตอบก็คงจะถามเซ้าซี้ไปตลอดการไกด์ดิงแน่ ๆ
เอเลนาถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“นายนี่มันจริง ๆ เลย…คนแบบนั้นน่ะ เขาเรียกกันว่าพวกมี 「คุณสมบัติซ้อน」 หรือก็คือมีสองสายเลือด จึงทำให้มีคุณสมบัติทั้งสองประเภทตามชื่อเรียก พูดง่าย ๆ คือเป็นทั้งไกด์และเอสเปอร์ในร่างเดียวอย่างที่นายถามเมื่อกี้”
“โห มีอะไรแบบนั้นอยู่ด้วยจริง ๆ ด้วยแฮะ”
เมื่อข้อสงสัยถูกไขกระจ่าง สีหน้าและน้ำเสียงของดิออนก็ฟังดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น
เอเลนาหัวเราะขึ้นจมูกให้กับท่าทางของคนอายุน้อยกว่า
“แต่คนพวกนั้นจะเรียกว่าไม่มีเลยก็ได้นะ 100 ปีนู่นแน่ะถึงจะมีสักคนหนึ่ง และสมมติถ้ามีจริง เขาคนนั้นก็คงต้องตายไปในเวลาไม่นานเพราะภาชนะทนรับความแปรปรวนของกระแสพลังไม่ไหว คนที่มีคุณสมบัติซ้อนในประวัติศาสตร์ต่างก็มีอายุสั้นกันทั้งนั้น”
“ตายเร็วขนาดไหนเหรอครับ?”
“ปกติก็ช่วงอายุราว ๆ ยี่สิบปี แต่ถึงจะรอดไปได้ก็ต้องทนทรมานอยู่ดี อ้อ…จะว่าไปแล้ว เห็นว่าคนที่มีคุณสมบัติซ้อนที่ปรากฏล่าสุดมีอายุยืนถึงสามสิบปีเชียวนะ”
“โอ้ งี้นี่เอง”
เอเลนาสงสัยว่าทำไมจอมเล่ห์เหลี่ยมอย่างเขาถึงได้ถามคำถามอะไรแบบนี้ ดิออนไม่เคยสนใจเรื่องวิชาการ ประวัติศาสตร์ หรือคุณสมบัติแม้แต่น้อย วัน ๆ เอาแต่ลอกเลียนทักษะและความสามารถของพ่อผู้เป็นหัวหน้าหน่วยอัศวินมาใช้งานและไม่ค่อยชอบใช้หัวคิดสักเท่าไหร่นัก
อัจฉริยะจอมขี้เกียจ
นั่นคือคำจำกัดความสำหรับคนแบบดิออน
“แล้วคนที่มีคุณสมบัติซ้อนสามารถเป็นทั้งไกด์ระดับ S ทั้งเอสเปอร์ระดับ B หรือไม่ก็ A ได้ไหมครับ?”
คำถามหลุดโลกถูกโยนมาให้เธอได้ตอบอีกครั้ง หลังจากได้ยินอย่างนั้น เอเลนาก็ระเบิดหัวเราะดังลั่นอย่างหมดมาดองค์หญิง
“จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ แบบนั้นคงไม่ใช่มนุษย์แล้ว ต้องเรียกว่าสัตว์ประหลาดถึงจะถูก คนที่มีคุณสมบัติซ้อนในประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะไกด์หรือเอสเปอร์ก็มีระดับต่ำ ๆ กันทั้งนั้น เก่งสุดน่าจะแค่ระดับ C เองละมั้ง ยังไม่เคยเห็นสูงกว่านั้นเลย ขนาดพวกผู้เชี่ยวชาญด้านคุณสมบัติยังให้ข้อสรุปว่าเป็นไปไม่ได้เพราะมันเกินขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ ภาชนะจะรับไม่ไหวแล้วก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ น่ะสิ”
“นั่นสินะครับ”
ดิออนพยักหน้าหงึก ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยสีหน้ามีเลศนัย
“แล้วถ้าสมมติมีคนแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ คนที่มีคุณสมบัติซ้อนทั้งไกด์ระดับ S และเอสเปอร์ระดับ A พี่จะทำยังไงเหรอครับ?”
เอเลนาที่กำลังไกด์ดิงแทฮาจินหันหน้าขวับมาจ้องดิออนด้วยความฉงน
“นายเคยเจอคนแบบนั้นหรือไง? ดิออน”
น้ำเสียงของเธอฟังดูแว่วหวานนุ่มนวลขึ้นกว่าเดิมมาก หากแต่แววตากลับคมกริบราวกับเหยี่ยว จ้องตะครุบเหยื่อ ดิออนแค่นหัวเราะพร้อมกับตอบปฏิเสธส่ง ๆ เอเลนาจึงหรี่ตาลงอย่างจับผิด
“ถ้ามีอัจฉริยบุคคลระดับหนึ่งในล้านล้านอย่างที่นายว่าจริง ๆ ฉันก็คงจะทุ่มสุดตัวเพื่อให้เขามาเป็นพวกฉันให้ได้ จากนั้นค่อยโค่นท่านพี่ลงจากบัลลังก์และขึ้นเป็นผู้สืบทอดแทน แค่ได้เขามาเป็นกำลัง ฝ่าบาทก็คงค้านอะไรไม่ได้เรื่องที่ฉันจะขึ้นเป็นผู้สืบทอดแทนท่านพี่ใช่ไหมล่ะ? อย่างกับได้ครอบครองอาวุธสงครามที่ดีที่สุดในโลกเชียวนะ”
ดิออนอยากจะบอกกับเอเลนาถึงเรื่องสนุก ๆ ที่เขาได้เจอมาเหมือนกัน แต่การเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับน่าจะสนุกสำหรับเขามากกว่าเนี่ยสิ
เอสเปอร์หนุ่มน้อยหัวเราะในลำคอ
ไม่นึกมาก่อนเลยว่าเขาจะเป็นเพชรเม็ดงามล้ำค่าถึงขนาดนี้…
ในตอนแรก ดิออนคิดว่ารูปโฉมราวกับรูปปั้นที่สลักเสลาขึ้นอย่างงดงามเป็นสิ่งกระตุ้นความอยากครอบครองอย่างประหลาดในตัวอีกฝ่ายขึ้นมาเพียงอย่างเดียว แต่เขาไม่เคยคิดเลยสักนิดว่าคนคนนี้จะมีความสามารถอันร้ายกาจซุกซ่อนไว้อีก
ชายหนุ่มจมจ่อมอยู่ในห้วงความคิดจนส่งเสียงฮึมฮัมในลำคอออกมาโดยไม่รู้ตัว
หรือว่าองค์รัชทายาทริคาร์โดจะรู้ความลับนี้อยู่แล้ว ถึงได้เรียกตัวเขาให้ไปสมทบที่ชายทะเลไลบรัมจ์กันแน่นะ?
‘แต่ก็ไม่น่าจะใช่’
หากริคาร์โดรับรู้ความสามารถที่แท้จริงของอียอนอี มีหรือจะปล่อยให้คนคนนี้หลุดมือไปง่าย ๆ เขาคงจับอียอนอีมาเป็นพวกตั้งนานแล้วไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม
ริคาร์โดอาจจะทำตัวเซ่อซ่าและดูท่าทางเหลาะแหละก็จริง แต่ดิออนมองว่ามันเป็นเพียงหน้ากากที่ริคาร์โดจงใจสวมไว้เท่านั้น บางทีองค์ชายรัชทายาทอาจจะคำนวณส่วนได้ส่วนเสียเก่งยิ่งกว่าผู้มีศักดิ์เป็นน้องสาวก็ได้
แค่ดูจากผลลัพธ์ก็รู้แล้ว
ผู้สืบทอดราชบัลลังก์คนต่อไปคือริคาร์โดจอมทึ่ม ไม่ใช่เอเลนาผู้แสนชาญฉลาด
องค์หญิงคงคิดว่าพี่ชายได้สืบทอดราชบัลลังก์เพียงเพราะเขาเป็นผู้ชาย แต่ดิออนมองว่ามีอะไรตื้นลึกหนาบางกว่านั้นมาก หลังจากได้ยินเรื่องราวต่าง ๆ มากมายจากพ่อผู้ซึ่งเป็นถึงหัวหน้าหน่วยอัศวินของราชวงศ์
หรือดูจากท่าทีของเอสเปอร์แทฮาจินก็พอจะเดาได้ลาง ๆ เพราะแทฮาจินได้มารู้จักเอเลนาและริคาร์โดในเวลาเดียวกัน แต่คนที่เขามองว่าเป็นเพื่อนด้วยมีแค่ริคาร์โดคนเดียวเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม กับเอเลนาเขามักจะรักษาระยะห่างที่เหมาะสมเอาไว้เสมอ
เมื่อนำทุกอย่างมาผนวกรวมกัน ดิออนจึงจำกัดความริคาร์โดโดยสรุปว่าองค์รัชทายาทคนนี้เป็น「หมาป่าหุ้มหนังแกะ」โดยแท้จริง
‘พี่ฮาจินจะรู้อยู่แล้วหรือเปล่านะ’
ว่าความจริงแล้ว ไกด์ในสังกัดคนใหม่ที่ตัวเองเพิ่งทาบทามมาจะเป็นผู้มีคุณสมบัติซ้อนอันทรงพลังขนาดนี้