Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (30)
“เฮ้อ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
วันต่อมา เอเลนายังคงแวะเวียนมาที่ห้องทำงานของแทฮาจินเพื่อทำการไกด์ดิงที่ยังค้างไว้อีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดคนป่วยทั้งสองก็ยังคงไม่ฟื้นขึ้นมา ผู้มีศักดิ์เป็นองค์หญิงควบตำแหน่งไกด์ระดับ S จึงยอมยกธงขาวหลังจากใช้เวลาไกด์ดิงมาตลอดทั้งช่วงเช้า
“ฉันไม่ไหวแล้ว”
เอเลนาลดระดับมลพิษของแทฮาจินลงจนเหลือ 43 เปอร์เซ็นต์ด้วยความลำบากยากเย็น ก่อนจะลากสังขารอันเหนื่อยล้าของตัวเองกลับออกไป หลังจากนั้นไม่นานแทฮาจินก็ยกมือขึ้นกุมหัวและหยัดกาย ขึ้นจากเตียงด้วยความมึนงง เขาพ่นคำสบถออกมาพร้อมกับกลอกตามองไปรอบ ๆ
“ตื่นแล้วเหรอครับพี่?”
ฮาจินเลือกที่จะไม่ตอบ นัยน์ตาสีแดงก่ำเบนไปมองอียอนอีซึ่งกำลังนอนเพ้อด้วยพิษไข้อยู่ข้าง ๆ ตัวเอง บนหน้าผากนวลมีถุงน้ำแข็งที่ละลายหมดแล้ววางอยู่ด้วย
“ไม่อยากจะเชื่อ”
ถึงแม้จะยังสับสนอยู่ แต่เขาก็จดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน จำได้แม้กระทั่งเรื่องที่อียอนอีจงใจใช้สันมือสับหลังคอเขาให้สลบด้วย
เพราะหากไม่ตัดสินใจทำอย่างนั้น เขาก็อาจจะฝืนใช้พลังพิเศษอีกครั้งจนเข้าสู่สภาวะคลั่งด้วยระดับมลพิษ 95 เปอร์เซ็นต์ก็ได้ มองอีกมุม มันก็ดูเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดและชาญฉลาดไม่น้อยทีเดียว
แต่อะไรที่ทำให้ยอนอีมั่นใจในตัวเองจนถึงขั้นกล้าทำให้เขาสลบกันนะ
ลองนึกถึงสถานการณ์ที่เอสเปอร์ระดับ S หมดสติไประหว่างต่อสู้ ทุกอย่างอาจย่ำแย่ลงยิ่งกว่าเดิมก็ได้ ต้องถือว่าโชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีชีวิตรอดมาได้ครบสามสิบสองแบบนี้
ฮาจินหันกลับไปมองดิออน
“อธิบายสถานการณ์มาซิ”
“อืม…ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ตอนผมไปถึงพี่ก็สลบอยู่ก่อนแล้ว ส่วนคุณไกด์กำลังไกด์ดิงให้เอสเปอร์คนอื่นอยู่ ผมเลยรับไม้ต่อจัดการสัตว์ประหลาดที่เหลือจนเกลี้ยงน่ะสิครับ”
ดิออนโบกไม้โบกมือไปมาออกท่าทางตอนกำจัดพวกสัตว์ประหลาดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ใครจะรู้ว่าภายใต้ใบหน้าสดใสร่าเริง จะมีแต่คำโกหกซ่อนอยู่
ความจริงแล้วอียอนอีไม่ได้ทำการไกด์ดิง ทว่ากำลังดูดกลืนพิษที่เล่นงานพวกเอสเปอร์ด้วยพลังพิเศษทางฝ่ามืออยู่ต่างหาก
‘แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องบอกเรื่องนี้กับแทฮาจินนี่นา’
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เผยขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มอายุน้อยกว่า คนที่เพิ่งได้สติหมาด ๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับถามต่อ
“แล้วนายก็โผล่มาได้จังหวะพอดีเลยเหรอ?”
“ครับ ที่จริงผมทำงานอยู่ที่อื่น แต่องค์ชายรัชทายาทเรียกให้ผมไปช่วย”
ทันทีที่ฟังจบฮาจินก็ขมวดคิ้วฉับราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง
“ริคาร์โดเนี่ยนะ?”
“ครับ”
“เขามาที่สถานที่เกิดเหตุด้วยเหรอ?”
“เรื่องนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะคนที่เรียกผมมาคือคุณหัวหน้ามหาดเล็กน่ะสิครับ”
คงเป็นเพราะยังรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ อยู่ ฮาจินจึงกุมขมับและก้มหน้าลง เขากดไปที่นาฬิกาตัวเองและพบว่าตอนนี้ระดับมลพิษอยู่ที่ 43 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกไม่เหมือนกับตอนที่อียอนอีไกด์ดิงให้เขาเลย
ไม่มีความรู้สึกสดชื่น แถมความรู้สึกที่ได้รับก็ต่างกันมากอีกด้วย
“องค์หญิงคงจะมาที่นี่สินะ”
“โอ๊ะ รู้ได้ยังไงครับ? พี่เขาเพิ่งกลับไปได้ไม่นานนี่เอง”
“แล้วทำไมหมอนี่ถึงอยู่ในสภาพนี้ได้”
แทฮาจินพยักเพยิดหน้าไปทางอียอนอีซึ่งยังร้องครวญครางในลำคอด้วยพิษไข้ไม่หยุด เมื่อมองตามสายตาของคนอายุมากกว่าไป ดิออนก็จับจ้องไปที่คนป่วยนิ่งงัน ผิวที่เคยขาวซีดเซียวเมื่อวานนี้เริ่มกลับมามีสีเลือดฝาดอีกครั้งแล้ว
“พอสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เขาก็หมดสติไปเลยครับ ผมเลยพาเขามากับพี่ด้วย ส่วนคนที่ไกด์ดิงให้พี่คือพี่เอเลนาครับ”
เขาฟังที่ดิออนพูดอย่างไม่ใส่ใจนักพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออก แต่ดูเหมือนตอนนี้แทฮาจินจะไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรแม้กระทั่งยกโทรศัพท์แนบหู เขานวดคลึงหว่างคิ้วไปมาและกดเปิดลำโพงแทน
เสียงเชื่อมต่อสัญญาณดังอยู่ไม่นาน เสียงขององค์ชายรัชทายาทริคาร์โดก็ดังขึ้นแทนที่
– โอ้ว คุณเอสเปอร์แทฮาจินนี่เอง
“มาสถานที่เกิดเหตุในไลบรัมจ์ใช่ไหม?”
– …หึ ๆ ใครมันคาบข่าวไปบอกนายเนี่ย?
ดิออนหัวเราะเจื่อน ๆ อย่างร้อนตัวหลังจากได้ยินคำพูดจากคนปลายสาย ฮาจินเหลือบมองเขาด้วยความรำคาญแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
“ถ้ามาก็ควรมาช่วยกันบ้างสิ ทำแบบนี้แล้วยังจะกล้าเรียกตัวเองว่าองค์ชายรัชทายาทได้อีกเหรอ?”
– ฮ่า ๆๆ ฉันโดนคนอื่นบ่นยังไม่พอ ยังต้องมาถูกนายด่าอีกเหรอเนี่ย ฮาจิน
เสียงหัวเราะของริคาร์โดแฝงไปด้วยความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง มาว่าเขาเดินเอ้อระเหยลอยชายอยู่เฉย ๆ ได้ยังไงกัน คนเขาอุตส่าห์ให้ไกด์อียอนอียืมรองเท้าบินระดับสูง แถมยังเรียกตัวดิออนมาช่วยในช่วงระหว่างพักเชียวนะ
– ตอนนั้นฉันยุ่งมากเพราะมีมื้อเย็นที่ต้องไปทานร่วมกับแขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย คนเป็นรัชทายาทอย่างฉันก็ต้องใส่ใจเรื่องการทูตให้มาก ๆ อยู่แล้วนี่นา พอดีตอนนั้นมีเวลาว่างเลยว่าจะไปหานายสักหน่อย ก็ฉันเคยบอกไปแล้วนี่ว่าถ้านายไม่มาฉันจะบุกไปหาเองน่ะ”
แทฮาจินฟังอีกฝ่ายพูดจนจบอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ยินดีด้วย ท่านเพิ่งเสียเพื่อนสนิทที่คบกันมา 7 ปีไป”
– …ว่าไงนะ? ฮัลโหล? ฮาจิน?
ตู๊ด
แทฮาจินตัดสายแล้วโยนโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะข้างเตียงอย่างไม่สบอารมณ์ ถ้าองค์ชายรัชทายาทเรียกตัวดิออนมาก่อนหน้านี้ ความโกลาหลวุ่นวายก็คงถูกจัดการได้สบายขึ้น แล้วตัวเขาเองก็คงไม่จำเป็นต้องฝืนขนาดนั้น
เรื่องที่ถูกสันมือของอียอนอีฟาดจนสลบอย่างง่ายดายก็คงไม่เกิดขึ้น
และอียอนอีก็คงไม่ต้องมาสลบไสลนอนจับไข้อยู่แบบนี้ด้วยเช่นกัน
ริคาร์โดคงจะคิดอะไรตื้น ๆ ยืนชมภาพเหตุการณ์อย่างไม่ทุกข์ร้อน จนกระทั่งสถานการณ์เริ่มเข้าสู่สภาวะวิกฤต คนอื่นกำลังสู้กันเลือดตาแทบกระเด็นแท้ ๆ กล้าดียังไงถึงได้ดูเฉย ๆ แต่ไม่ทำอะไรสักอย่าง
“นายเองก็ออกไปได้แล้ว”
ดูเหมือนดิออนจะไม่ค่อยอยากออกไปเท่าไหร่นักจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างอิดออด ชายหนุ่มอายุน้อยกว่ายืดแขนขึ้นด้านบนและบิดขี้เกียจ ก่อนจะเดินตรงไปหายอนอีเพื่ออุ้มเขาขึ้นมา เมื่อเห็นอย่างนั้น แทฮาจินจึงรีบกางแขนออกมาขวางไว้
“จะทำอะไร?”
“คุณหมอบอกให้พาไปตรวจดูอาการน่ะครับ เดี๋ยวผมพาไปเอง”
“ฉันจัดการเองได้”
“จัดการเองอะไรกันครับ พี่รู้หรือไงว่าต้องไปโรงพยาบาลไหน?”
ดิออนยกมุมปากขึ้นแสยะยิ้ม สายตาของชายหนุ่มทั้งสองปะทะกันกลางอากาศอย่างดุเดือด แต่สีหน้าของแทฮาจินกลับเริ่มไร้อารมณ์จนน่ากลัว
ดวงตาสีโกเมนเปล่งประกายวาวโรจน์ขึ้นขณะจ้องมองดิออน
“ชักจะปีนเกลียวแล้วนะ นายน่ะ”
ดิออนหุบยิ้ม ไม่เหลือความสดใสใด ๆ บนใบหน้าอีกต่อไป
สายตาของเขามองไปที่ยอนอีแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนไปทางอื่น ดิออนกลอกตาไปมาราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
รอยยิ้มกลับมาประดับที่มุมปากของเขาอีกครั้ง
“มียาลดไข้อยู่ที่โต๊ะข้างเตียง ฝากดูแลพี่ยอนอีของผมด้วยนะครับ”
ดิออนปล่อยระเบิดลูกใหญ่เสร็จก็หมุนตัวออกไปจากห้องทันที
‘พี่ยอนอีของผม?’
ฮาจินแค่นหัวเราะในลำคอ
ดูท่าทางแล้วดิออนน่าจะเรียกเองตามใจชอบเสียมากกว่า อียอนอีที่เขารู้จักไม่มีทางยอมให้เรียกตัวเองด้วยคำน่าอายอย่าง 「พี่」 แน่นอน
ความเงียบสงบที่หวนคืนมาอีกครั้งทำให้ฮาจินถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาลุกขึ้นจากเตียงและโยนถุงน้ำแข็งบนหน้าผากของยอนอีลงถังขยะ จากนั้นจึงหยิบน้ำแข็งออกมาจากตู้เย็นและวางถุงน้ำแข็งอันใหม่ให้
เอสเปอร์หนุ่มเดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อชำระล้างคราบเหงื่อไคลที่เหนียวเหนอะหนะชวนให้ไม่สบายตัว แต่แล้วประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกพร้อมกับโดเบอร์แมนที่เดินเข้ามา ผู้มาใหม่ตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่ยังไม่ทันอ้าปากก็โดนขัดเสียก่อน
“ออกไป”
“…ครับ?”
“มันหนวกหู”
แต่เขายังไม่ได้พูดอะไรเลย…
ฮาจินพยักเพยิดหน้าไปทางยอนอีที่กำลังเพ้อด้วยพิษไข้อยู่บนเตียง ดูท่าคนป่วยจะไม่ปลื้มเสียงดังจ้อกแจ้กรอบตัวสักเท่าไหร่นัก
“อ้อ”
เมื่อเห็นอย่างนั้น โดเบอร์แมนจึงปิดปากเงียบสนิททันที ฮาจินโบกมือเป็นเชิงไล่ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ ทิ้งให้โดเบอร์แมนยืนเคว้งอยู่กลางห้องสักพัก เลขาหนุ่มเหลือบมองยอนอีที่นอนอยู่แวบหนึ่งและเดินออกจากห้องทำงานไปแต่โดยดี
***
ซ่าาา
แว่วเสียงน้ำสาดกระทบพื้นมาเข้าหู คนป่วยค่อย ๆ ปรือเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือห้องเพดานสูงที่ดูคุ้นตา ห้องของแทฮาจินนั่นเอง
ตอนนี้ยอนอีทั้งเวียนหัว คลื่นไส้ หัวใจก็เต้นระรัวไม่หยุดราวกับจะระเบิดออกมาจากอก
“แฮ่ก”
ยอนอีขมวดคิ้วยู่ย่นเพราะรู้ดีว่าความรู้สึกที่สัมผัสมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนนี้คืออาการของอะไร
ทำไมต้องเป็นที่นี่ตอนนี้ด้วย
‘ปล่อยไว้ไม่ได้’
เขารู้สึกร้อนรุ่มไปทั่วทั้งร่างกายเหมือนจมอยู่ในธารลาวา ภาพเบื้องหน้าเลือนรางจับโฟกัสไม่ได้ โลกหมุนติ้ว ๆ จนคิดว่าถ้าตายไปตอนนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก
ช่วงอิ่มตัวได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
‘ยา ต้องกินยา’
ไม่มีทางที่ในห้องทำงานของแทฮาจินจะมียากดประสาทที่เขาต้องการแน่นอน ยอนอีกวาดตามองดูรอบ ๆ ด้วยทัศนวิสัยอันพร่ามัว เขายื่นมือไปตรงโต๊ะข้างเตียงซึ่งมีถุงสีขาวใบหนึ่งถูกวางไว้เด่นหรา มันคือถุงยาที่มีสัญลักษณ์ไม้กางเขนประดับไว้ เมื่อเพ่งมองดูก็เห็นข้อความที่เขียนกำกับว่า 「ยาลดไข้」
ยอนอีเขย่าเทยาที่มีแค่สามเม็ดออกมายัดเข้าปาก เคี้ยวกร้วม ๆ แล้วกลืนลงคอไปอย่างรวดเร็ว
รสยาที่ควรจะขมปร่าฝาดลิ้น บัดนี้กลับหวานล้ำอย่างน่าประหลาด
เขาคงเสียสติไปแล้วจริง ๆ
‘ต้องรีบกลับบ้าน’
ยอนอีสูญเสียความเยือกเย็นในการรับมือกับสถานการณ์ไป ในหัวคิดแค่ทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ทันทีที่สองเท้าหยั่งลงบนพื้นและพยายามจะลุกขึ้นยืน แข้งขาก็พลันอ่อนแรงจนทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ
“แฮ่ก เวร…เอ๊ย”
ร่างกายไม่เชื่อฟังคำสั่งของเขาเลยแม้แต่น้อย
ทั้งที่อุณหภูมิพุ่งสูงจนเลือดในกายแทบเดือดพล่าน แต่ร่างกายกลับสั่นเทาไม่หยุด ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้ได้ ยอนอีเดินซวนเซโดยใช้มือระพื้นไม่ต่างอะไรจากการคลานสะเปะสะปะ แต่สุดท้ายความพยายามก็สูญเปล่า ร่างสูงโปร่งล้มคะมำลงไปที่พื้นอีกครั้ง รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้างโดยมีสถานที่แห่งนี้เป็นจุดศูนย์กลาง
“แฮ่ก แฮ่ก...”
เมื่อกี้เพิ่งกินยาลดไข้ไปตั้งสามเม็ด แต่ร่างกายกลับยิ่งทวีความร้อนระอุขึ้นอีกเสียอย่างนั้น ยอนอีลูบหน้าตัวเองอย่างแรงเพื่อตั้งสติ
หากอุณหภูมิยังไม่ยอมลดลง มีหวังอวัยวะภายในของเขาได้เสียหายแน่
ทำไมกัน…
ช่วงนี้ก็เขาก็ใช้น้ำในภาชนะไปไม่น้อยเลย แล้วทำไมถึงยังเกิดช่วงอิ่มตัวได้อีก ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวแถมยังหมุนเหวี่ยงไปมาไม่หยุด ปกติแล้วยอนอีค่อนข้างคอแข็งพอสมควร อย่างน้อย ๆ ก็ต้องดื่มโซจูถึง 4 ขวดจึงจะเมา
แต่ตอนนี้เขากลับมึนยิ่งกว่าตอนเมาหัวทิ่มเสียอีก
‘แทฮาจิน ออกไปแล้วหรือเปล่านะ…?’
ขอให้เป็นอย่างนั้นทีเถอะ
แม้จะรู้สึกผิดกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงอยู่บ้าง แต่ยอนอีก็แอบหวังอยู่ในใจว่าเยลโลว์ดอร์จะถูกเปิดออก แทฮาจินจะได้ออกไปทำงานและไม่ต้องมาเจอเขาในสภาพนี้
ตอนนี้ทั่วทั้งร่างกายของยอนอีแปรเปลี่ยนจากคำว่าร้อนจนเป็นความรู้สึกวูบวาบ เขานอนหายใจหอบถี่ก่อนจะได้ยินเสียงกุกกักดังขึ้นที่เหนือศีรษะ
แทฮาจินในชุดคลุมอาบน้ำที่กำลังเช็ดผมตัวเองให้แห้งด้วยผ้าขนหนูนั่นเอง
‘บัดซบ…’
ยอนอีเบิกตาโพลงแม้ร่างกายจะอ่อนเปลี้ยเต็มทนพลางพ่นคำสบถในใจ ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่ใจนึกเลยสักอย่าง ดูท่าเทพเจ้าแห่งความซวยจะชื่นชอบเขามากเป็นพิเศษจริง ๆ
กลิ่นหอมหวานของครีมอาบน้ำลอยฟุ้งออกมาจากประตูห้องน้ำที่ถูกเปิดออก ทันใดนั้นเจ้าของร่างที่กำลังนอนอยู่บนพื้นก็ขดตัวคุดคู้ราวกับคนมีอาการลำไส้บิดเกร็ง
นี่เขาใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำอะไรกันแน่
“ทำอะไรอยู่น่ะครับ”
แทฮาจินมีสีหน้าตื่นตะลึงผิดกับตอนปกติที่มักจะวางมาดขรึมอยู่เสมอ ชายหนุ่มคุกเข่าลงข้างหนึ่งและยกมือขึ้นมาแตะหน้าผากของยอนอีเพื่อวัดไข้ แต่คนป่วยกลับตอบสนองด้วยการปัดมือหนาใหญ่นั่นออกจนเกิดเสียงดังเพียะ! ยิ่งเนื้อแนบเนื้อยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิมเสียอีก
“อย่า แตะต้อง ตัวผมครับ…”
ยอนอีพูดด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น ใบหน้าขาวนวลบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงจัด ฮาจินไม่ เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนตรงหน้ากันแน่จึงเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ยาลดไข้ล่ะ”
“กิน แล้ว…แฮ่ก”
อาการของเขาดูไม่สู้ดีเท่าไหร่เลย
หรือว่าจะเป็นผลมาจากการหมดสติเพราะหักโหมใช้พลังมากเกินไปตอนที่พิงก์ดอร์ถูกเปิดออกกันนะ?
ฮาจินคิดหนักว่าควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้าดี แต่ไม่นานเขาก็ตัดสินใจได้จึงตั้งท่าจะอุ้มยอนอีขึ้นไปบนเตียง
เมื่อเห็นเช่นนั้น ยอนอีจึงรวบรวมแรงที่เหลือพยายามส่ายหน้าและห้ามอีกคนไว้อย่างสุดแรงเกิด
“บ้าน แฮ่ก ผมต้องกลับบ้านครับ”
“สภาพอย่างนี้จะกลับไปไหนได้ครับ พักผ่อนก่อนค่อยกลับดีกว่า”
ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรปล่อยให้คนป่วยนอนอยู่บนพื้นเย็น ๆ แบบนั้น เอสเปอร์หนุ่มเดาะลิ้นครั้งหนึ่งขณะโน้มตัวลงไปอุ้มร่างสูงโปร่งขึ้นมานอนบนเตียงโดยไม่สนใจคำประท้วงและอาการดีดดิ้นไปมาของอีกฝ่าย ทันทีที่ร่างกายสัมผัสกับเตียง คนตรงหน้าก็ร้องครวญครางและดิ้นเร่า ๆ ไม่หยุด
“อึ้ก! แฮ่ก...”
ฮาจินโคลงหัวน้อย ๆ อย่างมึนงง นัยน์ตาสีโกเมนจ้องมองพฤติกรรมของคนบนเตียงนิ่ง
เขาแค่อุ้มอียอนอีไปวางไว้บนเตียงเฉย ๆ แต่อีกคนกลับกำชายเสื้อของเขาแน่นไม่ยอมปล่อย แน่นเสียจนฝ่ามือแปรเปลี่ยนเป็นสีซีดเพราะเลือดไม่เดิน
มิหนำซ้ำยังถูไถใบหน้าขาวนวลนั่นกับต้นขาของเขาอีก ใบหูนิ่มร้อนผ่าวจนเป็นสีแดงแปร๊ดประหนึ่งผลแอปเปิลสุกงอม
“อียอนอี เป็นอะไรไป”
แววตาของคนถามฉายแววงุนงงเล็กน้อย พอลดมือลงเพื่อดันอียอนอีออกไป อีกฝ่ายกลับส่ายศีรษะไปมาพร้อมกับบอกว่าอย่ามาจับตัวเขา และหันกลับมาถูใบหน้าของตนเข้ากับต้นขาแน่นอีกครั้ง
ควรตีความการกระทำนี้ว่าอย่างไรดีล่ะเนี่ย
ฮาจินขมวดคิ้วมุ่น
“แฮ่ก ขอ โทษครับ คือว่า…มัน”
เขากวาดตามองยอนอีตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความฉงน ในตอนนั้นเองสายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ ณ จุด ๆ หนึ่งที่ต้นขาข้างซ้ายของยอนอี แม้จะถูกกางเกงปิดบังไว้ แต่เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างแข็งนูนขึ้นมาจนยากที่จะมองข้ามได้
ฮาจินเลิกคิ้วขึ้นและแค่นหัวเราะในลำคอ
นี่มันเรื่องอะไรกัน
ไกด์ในสังกัดที่ชอบตีหน้ายักษ์ใส่เขาตลอดเกิดอารมณ์จนแข็งตัว โดยที่เขายังไม่ทันได้ทำอะไรเลยเนี่ยนะ
สงสัยคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว…