Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (34)
“ยอนอี ศูนย์เมืองหลวงเป็นยังไงบ้างลูก? เห็นเขาว่ามีการแบ่งชนชั้นกันหนักเลย… ขนาดอึยบินอยู่เมืองหลวงมาตั้งแต่แรก แม่ยังอดเป็นห่วงไม่ได้”
จองซุกผละตัวออกมาเอ่ยถามด้วยสีหน้าห่วงใย ตอนนั้นยอนอีถึงได้วางประเป๋าลงแล้วหันไปลูบหัวอึยจู
“ก็โอเคนะครับ ถึงหัวหน้างานจะแปลก ๆ… รูมเมตก็นิสัยแย่ด้วย… ฮ่าฮ่า แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ”
ไม่มีส่วนไหนในคำพูดที่ดูไม่เป็นไรเลยสักนิด จองซุกยกมือลูบแก้มยอนอีพลางถอนหายใจ
“แม่รู้ว่ายอนอีของแม่เก่งอยู่แล้ว แต่ถึงยังไงก็ต้องดูแลร่างกายให้ดี ๆ ตลอดด้วยนะ อึยบินบอกว่าเราพลังตื่นใหม่เป็นระดับ A0 ด้วยนี่ คงจะงานยุ่งขึ้นมากแน่เลยใช่ไหม?”
“เอ๋? พี่พลังตื่นใหม่เหรอ? อย่างเจ๋ง! หนูเพิ่งเคยเห็นไกด์ระดับ A0 ครั้งแรกเลย!”
ดูท่าทางข่าวจะแว่วมาเข้าหูคนบ้านนี้เรียบร้อยแล้ว ตอนแรกยอนอีคิดจะมาอธิบายให้ฟังด้วยตัวเองในวันนี้ แต่ดูเหมือนจะไม่จำเป็นจึงได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ
“ครับ ตามนั้นแหละครับ”
ยอนอีผละมือออกจากศีรษะของอึยจู เขาล้วงอกเสื้อแล้วหยิบซองออกมาสองซองก่อนจะยื่นให้กับแม่ลูกทั้งสองคน
“ผมได้เลื่อนขั้นครับ ให้คุณแม่เป็นสินน้ำใจ ส่วนอึยจูให้เป็นค่าขนม”
“เดี๋ยวสิ เจ้าเด็กคนนี้นี่… เอาของแบบนี้มาด้วยได้ยังไง คนกันเองแท้ ๆ แม่เสียใจนะ”
“พี่ หนูดีใจสุด ๆ! จะใช้อย่างดีเลย!”
อึยจูลองนับจำนวนเงินจากซองที่เต็มไปด้วยธนบัตรสีทองแดงแล้วทำตาโตด้วยความตื่นเต้น เธอบอกว่ามีของที่อยากได้อยู่เยอะแยะพอดีและจะเอาเงินนี่ไปซื้อมันให้หมด ส่วนผู้เป็นแม่กลับวางซองเงินไว้บนโต๊ะโดยไม่กล้าแม้แต่จะลองเปิดมันดูด้วยซ้ำ
จำนวนเงินที่เขาให้จองซุกนั้นไม่น้อยเลย ยอนอีคิดว่าช่วงที่ผ่านมาติดหนี้บุญคุณเธออยู่เยอะ อย่างน้องจึงต้องตอบแทนด้วยอะไรแบบนี้
แต่แค่นี้ยังถือว่าเล็กน้อยนักในการจะตอบแทนบุญคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดนั้น
“ว่าแต่กินข้าวมาหรือยัง? ให้แม่เตรียมโต๊ะให้ไหม?”
“เดี๋ยวผมหาอะไรกินเองครับ คุณแม่พักผ่อนเถอะ”
เขาไม่อยากทำให้จองซุกต้องมาลำบากตอนดึกดื่น ยอนอีจึงเปิดตู้เย็นในครัวแล้วหยิบนู่นจับนี่ด้วยตัวเองอย่างคุ้นเคย ตักข้าวเรียบร้อยแล้วก็เอาเครื่องเคียงออกมาวางเรียงเสร็จสรรพ
อึยจูกลับเข้าห้องตัวเองไปอย่างกระดี๊กระด๊า ส่วนจองซุกนั่งมองดูยอนอีกินข้าวบนโต๊ะเงียบ ๆ
“อึยบินไม่กลับบ้านเหรอครับ? วันนี้วันศุกร์นึกว่าจะกลับซะอีก”
“นั่นน่ะสิ… หนูรู้บ้างไหมว่าช่วงนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับอึยบินหรือเปล่า?”
ครั้งนี้เธอเอ่ยถามอย่างจริงจัง คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วงลูกสาว ยอนอีเคี้ยวอาหารในปากก่อนจะกลืนลงไปแล้วจึงวางช้อนตะเกียบลง
“ทำไมเหรอครับ? หรือว่าเธอมีปัญหาอะไร”
“เปล่าจ้ะ ก็ไม่ได้พูดแบบนั้นหรอก...”
จองซุกลังเลว่าจะพูดดีหรือไม่ เธอหลุบตาลงมองพื้นก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา
“ตอนคุยโทรศัพท์กันเมื่ออาทิตย์ก่อน เด็กคนนั้นเสียงแหบ ๆ ทั้งที่ปกติจะเสียงสดใสร่าเริง พอถามว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่าก็ไม่ยอมตอบเลย”
ยอนอีนึกถึงงานศพของจูมีฮุน เขามั่นใจว่าอึยบินผู้จิตใจอ่อนไหวง่ายก็น่าจะร้องไห้คร่ำครวญคนเดียวอยู่ไม่น้อย ยอนอีกำลังจะอ้าปากอธิบายเพื่อให้ผู้เป็นแม่ของเพื่อนรักสบายใจ แต่อีกฝ่ายกลับชิงพูดต่อขึ้นก่อน
“โทรไปหาก็ไม่ค่อยรับ นาน ๆ ทีจะกลับมาบ้าน ทุกครั้งที่กลับก็ดูผอมซูบลงเป็นกองเลย… ปกติวันศุกร์จะกลับบ้าน แต่วันนี้ก็ยังไม่เห็นโผล่มา งานที่ศูนย์ยุ่งมากเหรอลูก? ยุ่งจนอึยบินไม่มีเวลากินข้าวกินปลาเลยหรือเปล่า?”
คำพูดของเธอทำให้ยอนอีพลอยกังวลไปด้วย หลังจากงานศพครั้งนั้น เขาก็ไม่ได้เจออึยบินเลย แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังคุยกันทางข้อความตลอด พอฟังจากคำบอกเล่าของจองซุกแล้ว เรื่องที่คาใจอยู่ก็ผุดขึ้นในสมองหลายเรื่อง
ตอนเจอกันที่ร้านอาหารก่อนหน้านี้ก็รู้สึกว่าอีกคนทำสีหน้าอ้ำอึ้งออกมาให้เห็นระหว่างนั้นอยู่เหมือนกัน…
เมื่อเห็นยอนอีเริ่มทำหน้าเครียด จองซุกก็โบกมือไปมาพร้อมกับฉีกยิ้ม
“แหม เอาเถอะ แม่คงจะคิดมากไปเอง อึยบินของแม่ออกจะฉลาด ต้องจัดการตัวเองได้ดีอยู่แล้วแหละเนอะ กินข้าวต่อเถอะลูก”
โดนกลั่นแกล้งในศูนย์หรือเปล่านะ? รูมเมตที่มาใหม่หาเรื่องเหรอ? ไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรใช่ไหม? หรือว่าจะโดนรังแก?
ข้อสันนิษฐานเลวร้ายต่าง ๆ นานาผุดขึ้นมาในสมอง ขณะที่กอดอกและจมอยู่ในห้วงความคิดอันตึงเครียด เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์ก็ดึงความสนใจไป ยอนอีหยิบมันขึ้นดู
<เห็นว่าไปที่บ้านเหรอ? อึยจูอวดใหญ่เลยว่าได้ค่าขนมด้วย ^^ แม่อยู่ข้าง ๆ นั่นไหม? บอกแม่ให้หน่อยว่าวันนี้ฉันต้องทำงานล่วงเวลาเลยกลับบ้านไม่ได้ น่าจะกลับอาทิตย์หน้าแหละ ฝากด้วยนะ> 20 นาฬิกา 10 นาที
20 นาฬิกา 11 นาที <งานล่วงเวลาอะไร? เธอต้องโทรหาแม่เองสิ เขาเป็นห่วงนะ>
<จริง ๆ แล้วฉันเหมือนเป็นหวัดนิดหน่อยเลยเสียงไม่ค่อยดี กลัวว่าถ้าแม่รู้จะเป็นห่วงอีกน่ะสิ ฝากหน่อยแล้วกันนะยอนอี ขอบใจมาก> 20 นาฬิกา 17 นาที
20 นาฬิกา 17 นาที <ป่วยก็บอกเขาไปสิว่าทำล่วงเวลาไม่ไหว ฉันบอกแทนให้ไหม? หรือจะให้ไปรับ?>
<ไม่หรอก แค่เสียงแหบเอง ไม่เป็นไร ^^ ฉันต้องไปทำงานแล้ว งานไกด์ดิงเหลืออีกบานเลย เดี๋ยวไว้เจอกันนะ!> 20 นาฬิกา 30 นาที
ยอนอีมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
งานล่วงเวลาอะไรกัน แล้วยังไกด์ดิงอะไรอีก
วันนี้ไม่มีสัญญาณแจ้งว่าเกิดดอร์เลยตั้งแต่ตอนบ่าย วันที่สงบสุขแบบนี้นาน ๆ ทีจะมีสักหนเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่คิมอึยบินซึ่งเป็นไกด์ระดับ B จะยุ่งจนถึงกับต้องทำงานล่วงเวลาอย่างแน่นอน
เขามั่นใจว่าตอนนี้คิมอึยบินกำลังโกหก
‘ทำไมกัน?’
มีเรื่องอะไรที่ทำให้เธอถึงกับต้องโกหกกันแน่
เส้นเลือดปูดโปนปรากฏขึ้นบนขมับของยอนอี ข้อความตอบกลับของเพื่อนสนิทช้ากว่าปกติมาก และในส่วน [เดี๋ยวไว้เจอกันนะ!] ที่เป็นคำพูดทิ้งท้ายบทสนทนาก็น่าคลางแคลงใจอยู่ไม่น้อย คิมอึยบินมักจะชอบพิมพ์มาว่าไว้เจอกันพรุ่งนี้ หรือไม่ก็พรุ่งนี้เดี๋ยวโทรหาเสียมากกว่า คำพูดไม่เจาะจงแบบนั้นมันดูไม่สมเป็นเธอเลย
ราวกับว่าวันที่เราจะได้เจอกันต้องถูกเลื่อนออกไปอีก
ความกระวนกระวายแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง
“อิ่มแล้วเหรอ? กินอีกสักนิดสิลูก ทำไมกินแค่นี้ เราต้องเพิ่มน้ำหนักหน่อยนะ”
ยอนอีจัดการเก็บกวาดของที่กินเสร็จแล้วอย่างฉับไวก่อนจะลุกขึ้นโดยทิ้งสัมภาระซึ่งหอบมาด้วยไว้ที่นี่ จองซุกลุกขึ้นเดินตามยอนอีไปติด ๆ
“นึกขึ้นมาได้ว่ามีธุระนิดหน่อยน่ะครับ ผมอาจจะกลับมาอีกรอบ แต่คงจะดึก ๆ นู่นเลย เข้านอนก่อนได้เลยนะครับ”
“จะไปที่ศูนย์เหรอ? แม่ขับรถไปส่งไหม?”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเอารถมา”
ยอนอีพุ่งตัวออกมาจากบ้านด้วยความเร่งรีบแล้ววิ่งตัดผ่านสนามหญ้าไปที่รถ
เขาขับรถผ่านประตูใหญ่ของศูนย์ มุ่งหน้าไปยังตึก 2 ซึ่งเป็นหอพักของอึยบินขณะที่ในหัวเต็มไปด้วยจินตนาการเลวร้ายทั้งหลายว่าคงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเพื่อนรักของเขาใช่หรือไม่
“มีบันทึกเข้าออกของห้อง 1204 ไหมครับ?”
บุคลากรต้องสแกนการ์ดก่อนเข้าหอทุกครั้ง เพราะฉะนั้นถ้าอึยบินอยู่ที่นี่ก็น่าจะมีการบันทึกไว้ ใจจริงแล้วยอนอีอยากจะบุกเข้าไปเลยเสียด้วยซ้ำ แต่ที่นี่เป็นหอสำหรับไกด์ผู้หญิงจึงไม่สามารถทำแบบนั้นได้
หลังจากสอบถามเจ้าหน้าที่แล้ว เธอก็กะพริบตาพลางทำสีหน้ากระอักกระอ่วน
“บันทึกเข้าออกเป็นข้อมูลส่วนตัวค่ะ ต้องขอโทษด้วยแต่ดิฉันไม่สามารถให้ดูได้จริง ๆ ค่ะ”
ว่าแล้วเชียว
ยอนอีกำหมัดแน่น เขาพยายามควบคุมสีหน้าพร้อมกับเอาบัตรประจำตัวออกมาจากในกระเป๋าสตางค์ รูปติดบัตรของยอนอีกับตำแหน่ง [ไกด์ในสังกัดเอสเปอร์แทฮาจิน] ถูกพิมพ์เด่นหราอยู่บนบัตร
“ผมมาตามคำสั่งของเอสเปอร์แทฮาจินครับ เป็นปัญหาใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการระดมพลไปที่ดอร์ ไกด์คิมอึยบินได้เข้าออกหอวันนี้หรือเปล่าครับ?”
คำโกหกถูกโพล่งออกไปอย่างแนบเนียนราวกับมืออาชีพ ชื่อของแทฮาจินมีอำนาจอย่างใหญ่หลวงในศูนย์แห่งนี้ เพียงแค่ชื่อของเอสเปอร์หนุ่มคนดังกับบัตรประจำตัวใบเดียว เจ้าหน้าที่สาวคนเดิมก็รีบกุลีกุจอตรวจสอบและบอกข้อมูลส่วนตัวให้เขาได้ทราบ
“หลังจากออกไปข้างนอกตอน 4 โมงก็ยังไม่มีประวัติการเข้าตึกนะคะ มีเรื่องที่อยากทราบเพิ่มเติมอีกไหมคะ?”
“…ไม่มีแล้วครับ”
คิมอึยบินกำลังทำงานล่วงเวลาอยู่จริง ๆ เหรอ
‘เราสงสัยอะไรไม่เข้าท่าแล้วเข้าใจผิดไปเองหรือเปล่า?’
ทว่าเรื่องผิดปกติที่เขารู้สึกไม่ได้มีเพียงอย่างสองอย่าง ยอนอีเป็นคนที่ค่อนข้างเซนส์ดี และตอนนี้เซนส์ที่ว่านั่นก็ทำให้เขาร้อนใจจนนั่งไม่ติดแล้ว
ยอนอีมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของทีมระดับ B- บนชั้น 5 ของอาคารส่วนกลาง เมื่อเข้าไปก็พบไกด์สองคนที่ยังอยู่ในห้องต่างหันหน้ามามอง ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างไปชั่วครู่
“คุณไกด์ระดับ A ไม่ใช่เหรอครับ? มีเรื่องอะไรถึงมาที่นี่…”
สายตาของยอนอีกวาดมองโต๊ะภายในห้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ป้าย [ไกด์ระดับ B- คิมอึยบิน] บนโต๊ะที่มีของจุกจิกเยอะแยะวางสุม ๆ กันเอาไว้ซึ่งดูห่างไกลจากคำว่าเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่มากโขทีเดียว นี่ต้องเป็นโต๊ะของคิมอึยบินอย่างแน่นอน และเจ้าของโต๊ะก็ไม่อยู่ประจำที่เสียด้วย
“ไกด์คิมอึยบินทำงานล่วงเวลาอยู่หรือเปล่าครับ?”
เมื่อเอ่ยถามไปแบบนั้น ชายที่คาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานก็ตอบมาแบบนี้
“เอ๋? ถ้าเป็นคุณอึยบิน... เห็นบอกว่าจะไปหาแฟน วันนี้ก็เลยเลิกงานเร็วนี่นา ใช่ไหมครับคุณอึนกยอง?”
“ค่ะ น่าจะเป็นแบบนั้น แต่สีหน้าเธอดูไม่ค่อยแฮปปีเท่าไหร่เลย”
“อ้าว ผมไม่ทันได้มองเสียด้วยสิ”
บทสนทนายังไม่ทันจบดี ผู้มาเยือนก็พุ่งตัวออกไปจากอาคารส่วนกลางอย่างร้อนรน อึยบินไปหาจูแดยองแต่โกหกว่ากำลังทำงานล่วงเวลาเนี่ยนะ
มีเหตุผลอะไรที่คิมอึยบินต้องโกหกเพื่อนรักอย่างเขากันแน่
ทันทีที่ขึ้นรถ ยอนอีก็กำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีซีด เธออยู่ไหนกันแน่ หอของจูแดยองก็ไม่น่าจะใช่ เพราะหอพักมีกฎไม่ให้คนต่างเพศเข้าออกได้
ถ้างั้นจะเป็นที่ไหน
ลางสังหรณ์ว่าเรื่องร้าย ๆ กำลังเกิดขึ้นพุ่งเข้ามาโจมตีความคิดของยอนอีอีกครั้ง เขารู้ดีว่านี่อาจเป็นการล้ำเส้นเรื่องส่วนตัวของอึยบิน แต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องการจะรู้เพื่อความสบายใจ เพราะเธอเป็นเพื่อนคนสำคัญสำหรับเขา จะว่าเล่นใหญ่ก็ได้ แต่ยอนอีคิดอยากจะกำจัดปัญหามากมายรอบตัวอึยบินให้หาย ๆ ไปให้หมดเสียด้วยซ้ำ