Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (33)
ยอนอีอยากจะอาละวาดแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรจึงได้แต่ยกมือขึ้นมาปิดตาเอาไว้ วันนี้จะต้องกลายเป็นยุคมืดในประวัติศาสตร์ชีวิตของเขาไปอีกนานแสนนานอย่างแน่นอน
“เฮ้อ… ปกติผมกินยากดประสาทครับ แต่คราวนี้ไปลงสนามจริงเลยไม่ทันได้เตรียม”
ยอนอีที่บ่นพึมพำในท่านอนอย่างเกียจคร้าน พลันลุกพรวดขึ้นมานั่งแล้วเอ่ยถามเรื่องที่สำคัญที่สุด
“ไกด์ดิงล่ะครับ? เรียบร้อยแล้วเหรอ? ระดับมลพิษเท่าไหร่ครับ?”
อย่างน้อยผลลัพธ์ก็ควรต้องออกมาดี
ระหว่างทำเรื่องนั้นรู้สึกเหมือนแทฮาจินจะพูดว่า 32 เปอร์เซ็นต์ ยอนอีคิดว่าการไกด์ดิงน่าจะไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนักหรอก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำการไกด์ดิงแบบนี้…กับเพื่อนร่วมงาน แถมยังอยู่ในสภาพสติหลุดตลอดเวลาอีกต่างหาก แต่พอแทฮาจินบอกว่าค่ามลพิษเหลือแค่นั้นแล้วเขาก็รู้สึกอึ้งอยู่เหมือนกัน
เพียงแค่สัมผัสร่างกายกันอย่างลึกซึ้ง การไกด์ดิงก็จะดำเนินไปโดยอัตโนมัติ ช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจไม่น้อย
คนถูกถามชำเลืองมองนาฬิกาขณะรินน้ำใส่แก้วพลางเอ่ยขึ้น
“7 เปอร์เซ็นต์”
“โห เป็นไปได้ไง ผมจำไม่เห็นได้เลยว่าไกด์ดิงไปด้วย”
ทันใดนั้น แทฮาจินก็ส่งสายตาแปลกประหลาดมาให้
“แสดงว่าไกด์ดิงแบบนี้ครั้งแรกเหรอครับ”
น้ำเสียงเขาเจือความรู้สึกเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
ไกด์ดิง [แบบนี้] งั้นเหรอ
เซ็กซ์ระหว่างไกด์กับเอสเปอร์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป ทั้งในตอนที่ต้องการประสิทธิภาพการรักษาที่ดีที่สุด หรือในตอนที่ถูกอารมณ์เข้าครอบงำร่างกาย เซ็กซ์ย่อมเป็นวิธีการที่ถูกเลือกโดยไม่จำเป็นต้องมีความรักระหว่างคนทั้งคู่
บรรดาคู่รักภายในศูนย์ก็เปิดใจยอมรับการที่คนรักของตัวเองต้องไปสัมผัสคนอื่นเพื่อหน้าที่การงานเช่นกัน พวกเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน
ทว่ายอนอีผู้มีความสามารถในการไกด์ดิงอันยอดเยี่ยมไม่มีความจำเป็นเลยสักนิดที่จะต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวแบบนั้น เขาอยู่ในสถานะผู้เลือกในทุก ๆ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นไกด์ดิงให้ใคร รักษาให้มากแค่ไหน เขาเป็นคนกำหนดเองทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่เคยเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นระหว่างยอนอีกับเอสเปอร์ในศูนย์เก่าเลย
เขาเองก็ไม่ต้องการ และส่วนใหญ่เอสเปอร์ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ต้องการเช่นกัน
ยอนอีไปไหนมาไหนโดยปิดบังตัวตนด้วยหน้ากาก ผมหน้าม้ายาวปิดหน้าปิดตา และแว่นทรงสี่เหลี่ยม พวกเอสเปอร์จึงเลือกที่จะหลบเลี่ยงเขา ดูเหมือนจะมองเขาเป็นคนไม่เต็มเต็งดูมีพิรุธน่าสงสัยเสียด้วยซ้ำไป
ต้องขอบคุณความคิดพวกนั้นที่ทำให้ยอนอีสามารถทำการไกด์ดิงโดยการสัมผัสทางร่างกายค่อนข้างน้อยมากมาตลอด เพราะแน่นอนว่าพวกเอสเปอร์ก็ไม่ได้มีใครหมกมุ่นอะไรกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
หลังจากนึกย้อนไปตอนที่อยู่ศูนย์ไลบรัมจ์ ยอนอีก็ตอบคำถามของแทฮาจินอย่างไม่ยี่หระ
“ครับ”
ครั้งแรกงั้นเหรอ?
ฮาจินจ้องมองยอนอี
อันที่จริง ถ้านับตามมาตรฐานของเขาแล้ว การไกด์ดิงแบบเมื่อกี้ไม่นับว่าเป็นเซ็กซ์ด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากเขาสันนิษฐานไว้แล้วว่ายอนอีน่าจะเกิดความต้องการเพราะถูกอาการอิ่มตัวเข้าครอบงำสติ ไม่ได้เกิดจากความต้องการของเจ้าตัวจริง ๆ แทฮาจินจึงไม่ได้ทำไปจนถึงขั้นสุดท้ายและจบลงด้วยกิจกรรมช่วยกันสำเร็จความใคร่เท่านั้น
การสัมผัสร่างกายกันอย่างลึกซึ้ง การแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกาย ผสานกับค่าความเข้ากันที่สูง หากสามอย่างนี้บรรลุเงื่อนไข การไกด์ดิงก็จะประสบความสำเร็จอย่างราบรื่นราวกับสายน้ำที่ไม่มีสิ่งขวางกั้น โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นระดับ S แบบเขากับอีกฝ่ายก็ยิ่งเป็นไปได้สูงที่จะเกิดสภาวะแบบนี้ขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต่อให้พวกเขาสัมผัสเนื้อตัวกันอย่างไร้สติก็ยังเกิดการไกด์ดิงขึ้นได้อยู่ดี
ทว่าหลังจากเสร็จกิจ อียอนอีกลับมีท่าทีเหมือนงงงวยอะไรบางอย่าง แถมยังตกใจกับระดับมลพิษที่ลดต่ำลงอีกต่างหาก นั่นไม่ใช่ปฏิกิริยาตอบสนองของคนที่เคยมีประสบการณ์เลยสักนิด
‘ก็ไม่ได้ผิดคาดเท่าไหร่’
ลองมานึก ๆ ดูแล้ว ตั้งแต่ตอนเจออียอนอีครั้งแรก อีกฝ่ายพยายามทำการไกด์ดิงโดยสัมผัสตัวเอสเปอร์ให้น้อยที่สุดถึงได้เลือกการแตะข้อมือเป็นวิธีที่ทำประจำ
ความซื่อตรงไร้การปรุงแต่งของยอนอีก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก หากไม่นับความสามารถของเจ้าตัว ก็มีตรงจุดนี้แหละที่เขาถูกใจในตัวอีกฝ่ายถึงได้เสนอเรื่องไกด์ในสังกัดไป เพราะอย่างน้อยยอนอีก็คงไม่ทำอะไรแบบที่จูมีฮุนทำ
“ดีจริง ๆ”
“ครับ?”
แทฮาจินพึมพำออกมาราวพูดคนเดียว แม้จะฟังไม่รู้เรื่องแต่ยอนอีก็ไม่คิดจะเซ้าซี้ต่อ ร่างขาวพยุงตัวขึ้นอย่างทุลักทุเลเพื่อหยิบเสื้อผ้าของตัวเองที่ฮาจินพับไว้ให้เรียบร้อย
ขณะกำลังจะสวมเสื้อผ้าก็ยังรู้สึกได้ถึงสายตาของอีกคนในห้องที่จับจ้องมา ยอนอีหันไปหรี่ตามองค้อนใส่
“ผมกำลังจะใส่เสื้อผ้านะครับ”
“แล้วยังไง”
“ก็หันหน้าไปทางอื่นสิครับ”
“เฮอะ”
ฮาจินแค่นหัวเราะแกน ๆ แบบพูดอะไรไม่ออก
ไม่ได้กำลังจะแก้ผ้า แต่กำลังจะใส่เสื้อผ้าในสภาพร่างกายเปลือยเปล่า แค่นี้ก็เห็นกันทุกซอกทุกมุมแล้ว ทำไมต้องให้คนอื่นเขาหันหน้าหนีด้วย
ถึงกระนั้นเจ้าของห้องก็ยอมถอยฉากออกไปตรงโต๊ะทำงานในห้องปฏิบัติการอย่างว่าง่าย ในขณะที่ยอนอีกำลังสวมเสื้อผ้า อะไรบางอย่างที่เคยหลงลืมไปชั่วขณะก็แวบขึ้นมาในหัว
“โอ๊ะ จริงสิ คนที่ซ่อมห้องปฏิบัติการเมื่อตอนนั้นคือผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพเหรอครับ?”
เอกสารหนึ่งแผ่นจากกองเอกสารที่วางซ้อนกันเป็นกองพะเนินถูกหยิบขึ้นมาอ่าน จากนั้นก็ลดลงจากกรอบสายตาเมื่ออีกฝ่ายได้ยินคำถามของเขา
“ก็ต้องใช่สิครับ”
“แต่เท่าที่ผมรู้มา ผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพทำตามคำสั่งของราชวงศ์เท่านั้นนี่ครับ”
“ผมก็อยู่ในสังกัดราชวงศ์ครับ”
“…งั้นเหรอครับ”
นี่เป็นอีกเรื่องที่ยอนอีไม่เคยรู้มาก่อน ผู้มีพลังวิเศษส่วนใหญ่จะสังกัดศูนย์ที่ตัวเองทำงานอยู่ ตอนนี้ยอนอีก็สังกัดอยู่ในศูนย์เมืองหลวง แต่ถ้าความสามารถโดดเด่นหรือทางราชวงศ์ต้องการตัวก็จะได้พ่วงชื่อว่าขึ้นตรงกับราชวงศ์ ซึ่งคนที่จะได้รับโอกาสนั้นมีจำนวนน้อยเพียงหยิบมือ
ได้ยินว่ากรณีที่ได้แต่งตั้งจะได้รับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์มากมายจากทางราชวงศ์ ถึงแม้ว่าอารยธรรมจะก้าวหน้าล้ำสมัยอีกทั้งอำนาจของราชวงศ์ได้เสื่อมถอยลงมากแล้ว แต่ถึงยังไงราชวงศ์ก็ยังเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของประเทศชาติ ทำให้สถานะ [สังกัดราชวงศ์] ยังดูสูงส่งในสายตาชาวบ้านธรรมดา ๆ อยู่ดี
ยอนอีไม่เคยเจอผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพมาก่อนจึงสำรวจห้องปฏิบัติการซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากความสามารถของพวกเขาอย่างอัศจรรย์ใจ
ไกด์คนเก่งสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เขานวดคลึงศีรษะที่ยังวิงเวียนพร้อมกับลุกขึ้นยืน ตัวยังรุม ๆ แบบนี้ เห็นทีต้องกลับหอไปนอนพักร่างสักหน่อยแล้ว
‘…อ้อ ที่หอคงไม่น่าได้’
ไอ้จองอูชอลมันอาจเพ่งเล็งช่วงที่ร่างกายเขากำลังอ่อนแอแล้วคิดจะทำเรื่องระยำตำบอนอะไรก็ได้ เห็นสงบเสงี่ยมลงมาพักใหญ่แต่ช่วงนี้ดวงตากลับเต็มไปด้วยความชั่วร้ายแบบปิดไม่มิด ยอนอีจึงตัดสินใจว่าจะแค่กลับไปเอายากดประสาทแล้วออกไปนอนที่อื่น
“วันนี้ผมเสียมารยาทกับคุณไปเยอะ จากนี้ไปจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้วครับ ผมเป็นฝ่ายเหนี่ยวนำให้เกิด…การไกด์ดิงแบบนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจเอง หวังว่าผมคงจะไม่ได้ทำให้คุณไม่พอใจนะครับ”
ดวงตาสีโกเมนที่จับจ้องเอกสารเบนมาจ้องมองยอนอีโดยไม่ได้ปริปากพูดอะไร สายตาของอีกฝ่าย มองทีไรก็รู้สึกราวกับจะถูกแผดเผาในทะเลเพลิงสีแดง เมื่อกี้ตอนที่เราทำกิจกรรมเข้าจังหวะกันสายตาของเขาเป็นยังไงกันนะ ในระหว่างที่ยอนอีกำลังนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เร่าร้อนเมื่อครู่ แทฮาจินก็เอ่ยปากขึ้น
“ผมพอใจมากครับ”
“…ครับ?”
“คุณไปเถอะครับ”
อึดใจหนึ่งที่หว่างคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเพราะนึกว่าฟังผิด อีกฝ่ายก็พูดตัดบททันที ยอนอีซึ่งกำลังยืนเหม่ออยู่จึงได้แต่โค้งลาและผละออกไปจากชั้น 20 ด้วยความรู้สึกค้างคาใจ
‘หูฝาดหรือเปล่า?’
เขาบอกว่าดีงั้นเหรอ?
แต่ก็พอเข้าใจได้ หากมองในมุมของแทฮาจินก็เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง เขาได้ปลดปล่อยความต้องการทางเพศ แถมยังได้ชำระล้างมลพิษอีกต่างหาก ถึงจะน่าอึดอัดใจแต่หากดูเพียงผลลัพธ์ที่ได้ ยอนอีเองก็กล้าประเมินว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายอะไรเช่นกัน
จองอูชอลไม่ได้อยู่ในห้องตอนที่กลับไปถึงหอพัก ยอนอีรีบแกะยากดประสาทสองเม็ดและโยนเข้าปากทันที ตามคำพูดของคุณหมอชเวซารัง เขาควรต้องกินยากล่อมประสาทเข้าไปก่อน แต่สภาพไข้ขึ้นสูงแบบนี้ แค่จะขยับตัวก็ลำบากเต็มกลืน
“ได้เสื้อผ้าเรียบร้อย”
ยอนอีหยิบยากดประสาทและเสื้อผ้าสำรองออกมาจากห้องและขึ้นรถ ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายคล้อย ตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มทีบรรยากาศโดยรอบจึงเริ่มมืดสลัวลงทุกขณะ
พอมาลองคิดดู การโดนขับไล่ไสส่งมายังเมืองหลวงก็มีข้อดีอยู่บ้างเหมือนกัน จะนัดเจออึยบินก็สะดวกขึ้น ถึงถนนจะแออัดไปหน่อยแต่ก็ได้รับการทำความสะอาดอย่างดี และการที่งานยุ่งทุกวี่ทุกวันก็ทำให้เขาจมอยู่กับความคิดไร้สาระน้อยลง
ยอนอีแวะธนาคารระหว่างทางแล้วเติมเงินใส่ซองสองซองให้เต็มพอประมาณ ซองหนึ่งเต็มไปด้วยธนบัตรสีทองแดง ส่วนอีกซองเต็มไปด้วยธนบัตรสีเงิน
รถแล่นต่อมาเรื่อย ๆ จนเข้าสู่เขตชานเมือง หลังจากจอดรถในสถานที่ที่คุ้นเคยแล้ว ชายหนุ่มก็เดินผ่านสวนอันสวยงามเข้าไปสู่ด้านใน ไม่ได้แวะมาสองปีเห็นจะได้ ทิวทัศน์ของที่แห่งนี้ยังเป็นเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด
เมื่อกดรหัสเปิดประตูเข้าไปก็ได้ยินเสียงโทรทัศน์แว่วมากระทบหู
“อ้าว อึยบินกลับบ้านแล้วเหรอลูก?”
“พี่! เอาเสื้อหนูที่พี่หยิบไปคืนมาเลยนะ!”
สองแม่ลูกโผล่พรวดออกมาตรงประตูบ้าน และเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือยอนอีจึงพากันเบิกตากว้าง
“ยอนอีนี่นา ตายจริง ไม่ได้เจอกันนานแค่ไหนแล้วลูก!”
“เอ๋? พี่ยอนอีเหรอ?”
แม่ของอึยบินหรือจองซุกกุลีกุจอเข้ามาสวมกอดยอนอีอย่างอบอุ่น ส่วนอึยจูน้องของอึยบินกำลังยืนบิดตัวเป็นเกลียวด้วยความเขินอาย ยอนอีระเบิดเสียงหัวเราะออกมาให้กับท่าทางนั้นก่อนจะกอดตอบจองซุก
“ไม่ได้เจอกันนานจริง ๆ ครับ ขอโทษที่มาแบบกะทันหันนะครับ”
“ขอโทษอะไรกัน ที่นี่ก็บ้านเรานั่นแหละ ไม่สิ ต้องขอโทษนั่นแหละถูกแล้ว หายหน้าหายตาไปซะนาน แถมยังขาดการติดต่อไปอีก เจ้าเด็กคนนี้!”
จองซุกตีลงบนแผ่นหลังของชายหนุ่มเบา ๆ ราวกับลงโทษแบบไม่ให้เจ็บ ยอนอีเดินโขยกเขยกทั้งที่ยังไม่ได้ปล่อยมือจากอ้อมกอดเข้าไปสู่ห้องนั่งเล่น พลางกล่าวขอโทษขอโพยถึงเรื่องที่ไม่ได้แวะมาเยี่ยมเยียน อึยจูที่สาวเท้าตามมาติด ๆ เพ่งมองใบหน้าของยอนอีแล้วพูดขึ้น
“เดี๋ยวนี้พี่ไม่ปิดหน้าปิดตาแล้วเหรอ?”
“อื้อ ไม่ปิดแล้ว”
“แสดงว่าพี่เปิดหน้าไปไหนมาไหนแล้วสิ เดิน ๆ ตามถนนแล้วมีใครมาเสนอให้ไปแคสติงบ้างหรือเปล่า? ให้นามบัตรหรืออะไรแบบนี้น่ะ”
อึยจูยิงคำถามมารัว ๆ ราวกับสงสัยเสียเต็มประดา เธอมักจะถามเรื่องอะไรแบบนี้อยู่บ่อย ๆ ยอนอีลูบหลังคุณแม่ของทั้งสองอึยเบา ๆ ขณะกลอกตาขึ้นด้านบนแล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม… ช่วงนี้อยู่แต่ที่ศูนย์น่ะ ตอนมาเจออึยบินที่เมืองหลวง เหมือนจะเคยได้รับมาครั้งสองครั้งนี่แหละมั้ง”
“ถ้าหนูเป็นแมวมอง หนูจะเอานามบัตรให้พี่แน่นอน”
“แต่ยังไงผู้มีพลังพิเศษก็เป็นดาราไม่ได้หรอก รู้ ๆ กันอยู่นี่นา”
ผู้มีพลังพิเศษที่ขึ้นตรงกับศูนย์ถือเป็นข้าราชการในสังกัดของรัฐ ดังนั้นจึงถูกจำกัดการทำงานพร้อมกันสองอาชีพอย่างเข้มงวด อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษแค่การถ่ายโฆษณาหรือข่าวประชาสัมพันธ์เท่านั้น โชคดีที่รายได้ต่อปีของผู้มีพลังพิเศษจะคำนวณตามเงินเดือนพื้นฐานบวกกับค่าตอบแทนตามผลสำเร็จของงาน จำนวนคนที่ไม่พึงพอใจกับค่าแรงที่ได้จึงมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
เห็นว่าในกรณีของคนที่ขึ้นตรงกับราชวงศ์แบบแทฮาจินจะได้รับเงินทองปริมาณมหาศาลจนใคร ๆ ก็ไม่มีหน้าจะไปเปรียบเทียบด้วย การช่วยแก้ปัญหาตามคำขอของประเทศอื่น ๆ ก็ทำให้เขาได้เงินเพิ่ม แต่ในกรณีแบบนี้จะได้รับอนุมัติจากเบื้องบนเฉพาะเมื่อมีผลประโยชน์ทางการทูตมาเกี่ยวข้องเท่านั้น
แม้ไม่ได้ขึ้นตรงกับราชวงศ์แต่ผู้มีพลังพิเศษระดับ A ขึ้นไปในศูนย์เมืองหลวงก็หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว ขนาดเขาเองยังตื่นตกใจไม่น้อยตอนเห็นจำนวนเงินเดือนที่ถูกกรอกไว้ของเดือนนี้