Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (43)
แทฮาจินเพียงตอบกลับมาด้วยสีหน้ากวนประสาทราวกับจะยืนยันว่าตนหมายความแบบนั้นจริง ๆ มือที่กอดอกอยู่เคาะลงบนแขนของตัวเองเป็นจังหวะก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น
ยอนอีจ้องมองอีกฝ่ายครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถามดีคอลที่กำลังใช้พลังฟื้นฟูร่างกายให้ตนเอง
“อาจจะเสียมารยาทไปสักหน่อย แต่ว่าคุณเอสเปอร์คิดค่าตอบแทนจากการฟื้นฟูร่างกายต่อคนประมาณเท่าไหร่เหรอครับ?”
“…”
“อ้อ ผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดีนะครับ พอดีเพื่อนผมบาดเจ็บ ตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ก็เลยลองถามดูเผื่อว่าจะรบกวนคุณให้มาช่วยเธอหน่อยน่ะครับ”
ดูท่าการรักษาจะเสร็จสิ้นลงแล้ว คนผมดำถึงได้ลุกขึ้นยืนบิดตัวไปมาคลายความเมื่อยขบจากการนั่งคุกเข่ามาเป็นเวลานานจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ
“วันนี้ผมยังไม่สะดวก ไว้สักอาทิตย์หน้าได้ไหมครับ?”
นั่นนับเป็นคำพูดที่น่ายินดีที่สุดเท่าที่ได้ฟังมาในวันนี้ก็ว่าได้ ยอนอีลุกขึ้นตามอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า รู้สึกอัศจรรย์ใจไม่น้อยกับร่างกายที่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนไม่เคยเจ็บมาก่อน
“แค่คุณยอมช่วยผมก็ขอบคุณมาก ๆ แล้วละครับ ถ้างั้นอาทิตย์หน้าเจอกันที่ประตูหน้าโรงพยาบาลผู้มีพลังพิเศษได้ไหมครับ?”
“ได้ครับ”
“ผมจะติดต่อไปหาผ่านทางคุณโดเบอร์แมนนะครับ ขอบคุณจริง ๆ ครับ”
“ก็ตามนั้นแหละครับ! ผมว่าพวกเราออกไปจากที่นี่กันดีกว่า รถไฟใต้ดินนี่ดูใกล้จะถล่มเต็มทนแล้วละครับ”
โดเบอร์แมนต้อนทุกคนให้ออกไปด้านนอกตัวรถแล้วควงแขนดิออนกับดีคอลไว้คนละข้าง ดิออนไล่กวาดสายตาสำรวจสภาพร่างกายของยอนอีจากหัวจรดเท้า ส่วนดีคอลคงไม่ได้มีหน้าที่ต้องฟื้นฟูสภาพรถไฟใต้ดิน เขาจึงเพียงแค่ผงกหัวให้ฮาจินเป็นเชิงกล่าวลา
“ผมขอพาสองท่านนี้ไปส่งที่วังก่อนแล้วจะกลับมา คุณสองคนที่อยู่ตรงนี้ ได้โปรดอย่าเพิ่งทะเลาะกันนะครับ”
ร่างของคนทั้งสามคนหายวับไปในอากาศ แทฮาจินก้าวฉับ ๆ ขึ้นบันไดซึ่งอยู่ในสภาพถูกทำลายไปมากกว่าครึ่งโดยไม่คิดจะรอให้โดเบอร์แมนกลับมา ยอนอีจึงสาวเท้าตามเขาไปติด ๆ
วันนี้โดเบอร์แมนยุ่งหัวหมุนตั้งแต่เช้า ช่วงเรียกระดมพลเขาจึงต้องติดรถแทฮาจินมายังที่เกิดเหตุด้วยกัน เพราะบริเวณโดยรอบรถไฟใต้ดินวุ่นวายจนทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพหากจะขับรถมาสองคัน สถานการณ์วิกฤติเช่นนั้นจะมามัวรอช้าด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องไม่ได้ เขาจึงต้องติดสอยห้อยตามมากับรถของอีกฝ่ายอย่างไม่มีทางเลือก
ยิ่งไปกว่านั้น เวลาโดเบอร์แมนไปพระราชวังหลวงก็มักจะใช้เวลานานอยู่เสมอ เขาบอกว่าที่พระราชวังมีคนจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากตัวเองอยู่เยอะ จึงโดนคนนู้นคนนี้รั้งตัวไว้ให้วุ่นกว่าจะออกมาได้ แทฮาจินเองก็คงรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว จึงไม่คิดจะรอให้เลขาหนุ่มกลับมาหา แต่เลือกที่จะขับรถกลับแทน
ทันทีที่ออกจากบันไดทางขึ้นลงรถไฟใต้ดิน พวกนักข่าวที่มาดักรออยู่ด้านหน้าก็รัวชัตเตอร์ใส่หน้าพวกเขาพร้อมระดมยิงคำถาม
“วันนี้เกิดเหตุเยลโลว์ดอร์ปรากฏขึ้นในรถไฟใต้ดินของเมืองหลวงครับ! จำนวนผู้เสียชีวิตมีมากกว่าสามสิบคนครับ! คุณเอสเปอร์แทฮาจิน มีอะไรจะพูดในฐานะตัวแทนของศูนย์ไหมครับ?”
“สถิติบอกว่าความถี่ของการเกิดดอร์ในประเทศดิไอแลนค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ! คุณคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้บ้างคะ! ได้ยินมาว่าที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราปรากฏดอร์น้อยลงด้วยนะคะ!”
“องค์หญิงเอเลนาเคยให้สัมภาษณ์ว่าเอสเปอร์แทฮาจินซุกซ่อนบุคลากรทรงคุณค่าไว้ สามารถบอกได้ไหมคะว่าเขาคือใคร!”
แชะ แชะ
ยอนอีพยายามเดินทำตัวลีบ ๆ ตามหลังแทฮาจิน คนดังผู้คุ้นชินกับการรุมทึ้งของนักข่าวเป็นอย่างดี ทว่ายอนอีเองก็ไม่ใช่คนตัวเล็กอะไร สุดท้ายจึงถูกถ่ายภาพติดไปกับคนข้างหน้าจนได้
กลุ่มคนที่กำลังรัวชัตเตอร์ไม่ลืมหูลืมตาเพิ่งจะรู้สึกได้ว่ามีชายแปลกหน้าเดินตามหลังแทฮาจินออกมาจากที่เกิดเหตุแถมยังติดมากับรูปที่พวกเขาถ่าย
ตาหูจมูกปากที่จับจองตำแหน่งบนใบหน้าเล็ก ๆ ขาวผ่องดูจิ้มลิ้มพริ้มเพราและกำลังตะโกนบอกว่าเจ้าของไม่ใช่คนธรรมดา ขนาดยืนอยู่เคียงข้างเอสเปอร์ผู้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องหน้าตาคมสันหล่อเหลา แต่รัศมีของเขากลับไม่โดนฝังกลบเลยแม้แต่น้อย เจ้าของใบหน้านั้นจึงตกเป็นเหยื่ออันโอชะของพวกเขาแทน
แชะ แชะ
‘ทำไมรู้สึกเหมือนกำลังถ่ายฉันเลยล่ะ?’
หรือว่าเขาจะหลงตัวเองเกินไป
สถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนนี่ทำให้ยอนอีทำหน้านิ่วคิ้วขมวด นัยน์ตาสีอ่อนพลันเหลือบไปเห็นป้ายจุดรอแท็กซี่อยู่ด้านหน้าไม่ไกล การเดินตามแทฮาจินไปขึ้นรถทั้งที่เจ้าตัวกำลังอารมณ์ไม่ดีเป็นอะไรที่ไม่น่าอภิรมย์นัก และเขาก็ไม่อยากจะรั้งอยู่ต่อให้พวกนักข่าวรุมทึ้งด้วย
เมื่อยอนอีเบนทิศทางจะเดินไปยังจุดรอแท็กซี่ก็มีมือใหญ่ ๆ คว้าหมับเข้าที่ต้นคอของเขาจากทางด้านหลัง
“จะไปไหนครับ”
“…ไปโรงพยาบาลผู้มีพลังพิเศษครับ”
แทฮาจินจ้องดวงหน้าขาวละมุนของอีกฝ่ายไม่ละสายตาก่อนจะลากหลังคอเขาก้าวฉับ ๆ ไปที่รถของตัวเอง ประตูที่ยกขึ้นชี้ฟ้าราวกับนกสยายปีกเป็นอะไรที่ยอนอีไม่ค่อยจะถูกใจสักเท่าไหร่ เขารู้ว่ามันเป็นซูเปอร์คาร์ แต่ตัวรถโหลดเสียต่ำเรี่ยดินขนาดนี้ ไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราถึงต้องเอาเงินหลายร้อยโกลด์ไปแลกกับรถที่ขับขี่ไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่ด้วย
ฝูงนักข่าวที่วิ่งกรูตามหลังมาติด ๆ ทำให้ยอนอีต้องรีบกระโดดขึ้นที่นั่งข้างคนขับอย่างเสียไม่ได้
“เฮ้ย! ผมยังไม่ได้ขึ้นเลยนะครับ!”
ประตูรถยังไม่ทันปิดสนิทดี ซูเปอร์คาร์คันงามก็กระชากออกตัวไปเสียแล้ว ตุ๊กตาหน้ารถจำเป็นพยายามปิดประตูลงอย่างยากลำบากขณะที่รถกำลังแล่น ใบหน้าขาวสะบัดมามองตัวต้นเหตุอย่างเอาเรื่อง
“จริง ๆ เลยให้ตาย เมื่อกี้ยังพาลใส่ผมไม่พออีกหรือไงครับ?”
“เมื่อกี้น่ะ”
ยังไม่ทันจบประโยคก็ตัดคำไปเสียดื้อ ๆ
นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาเห็นแทฮาจินขับรถด้วยตัวเองหากนับรวมกับเมื่อเช้านี้ แต่ตอนนั้นเขาเลือกที่จะมองออกไปนอกหน้าต่างตลอดเส้นทางมุ่งสู่รถไฟใต้ดินเพราะอีกฝ่ายเล่นแผ่รังสีอำมหิตออกมาซะจนไม่อยากเสวนาด้วย จะบอกว่าเพิ่งเคยเห็นแทฮาจินขับรถเป็นครั้งแรกก็ไม่ผิดเท่าไหร่นัก
มือเรียวยาวข้างหนึ่งพาดไปกับประตู ส่วนมืออีกข้างเกาะกุมพวงมาลัย กลิ่นหอมหวานเจือกลิ่นบุหรี่ และกลิ่นเลือดสัตว์ประหลาดผสมปนเปออกมาจากร่างกายของเขา
“เมื่อกี้น่ะ ขอโทษด้วยครับ”
“…”
ยอนอีจ้องมองแทฮาจินอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
ไม่เคยคิดมาก่อนเลยจริง ๆ ว่าคนอย่างเขาจะขอโทษคนอื่นเป็น
แต่ถึงอย่างไรเรื่องที่เกิดเมื่อครู่นี้ก็หนักหนาเกินกว่าจะหายเคืองกันง่าย ๆ ด้วยคำขอโทษแค่คำเดียว
นัยน์ตาสีอ่อนสอดส่ายสำรวจภายในรถที่สะอาดเอี่ยมจนน่าอึดอัดแต่ไม่รู้จะเอาตาไปวางที่ไหน ยอนอีจึงส่ายหน้าไปมาแล้วเอนหัวพิงหน้าต่างรถเสียเลย คนข้าง ๆ เริ่มพูดต่อในขณะยังจับจ้องไปที่ถนน
“ผมจงใจทำนะ”
“…”
“แต่ทำไมไม่รู้ ผมไม่ได้รู้สึกดีที่ทำลงไปเลย”
น้ำเสียงของฮาจินฟังดูสับสนราวกับกำลังนึกย้อนกลับไปในช่วงเวลาดังกล่าว สิ่งที่เขาพูดมานับว่าไม่ได้ผิดคาดเท่าไรนัก แต่เมื่อกี้ตอนยอนอีถามไปว่าพอใจหรือยัง อีกฝ่ายยังตอบแบบยียวนกลับมาว่า [ก็ไม่เท่าไหร่นะครับ] แล้วทำไมตอนนี้คนกวนประสาทหน้าตายนั่นถึงได้พูดอะไรไม่สมเป็นตัวเองออกมากันล่ะ
ยอนอีผินหน้ากลับไปมองแทฮาจินอีกครั้ง
ใบหน้าหล่อเหลายังคงไร้อารมณ์เช่นเดิม ไม่ต่างอะไรกับท้องทะเลสีแดงอันเงียบสงบที่หลับใหลอยู่ท่ามกลางความอ้างว้างภายในจิตใจเขา
ภาชนะย่อมมีลักษณะเหมือนเจ้าของ แทฮาจินคงจะใช้ชีวิตอย่างบ้าระห่ำเหมือนดั่งทะเลอันแสนน่าสะพรึงกลัวนั่น ขนาดตอนที่บังคับให้ตัวเองมีสภาวะคลั่ง เขายังกล้าเอาความเป็นความตายของตัวเองไปเดิมพันอย่างง่ายดายเลย
“คุณอียอนอี คุณเป็นคนประเภทที่ผมเกลียดที่สุด ข้ามเส้นกันเป็นว่าเล่น เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ทั้งที่เป็นคนแบบนี้ แล้วทำไมคุณถึงมีความลับเยอะนักล่ะ บอกตรง ๆ นะว่าผมโคตรจะหงุดหงิดเลย”
แทฮาจินกล่าวโทษว่าเขาเป็นต้นเหตุทำให้ตัวเองอารมณ์เสียหน้าตาเฉย
ยอนอีไม่รู้จะตอบยังไงดี… เพราะเขาก็ไม่เคยเจอใครมาพูดสารภาพเปิดอกแบบนี้มาก่อนในชีวิต
“ไกด์ดิงสวนทางน่ะ ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ”
น้ำเสียงอีกฝ่ายราวกับกำลังกล่าวคําปฏิญาณ ตรรกะพื้น ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำกันดูจะเป็นปัญหาซับซ้อนมากสำหรับแทฮาจินจนต้องแสดงสีหน้าเคร่งเครียดแบบนี้ออกมา
ฝ่ายได้รับคำขอโทษทำเพียงแค่จ้องมองคนข้าง ๆ โดยไร้คำพูด การพยายามทำความเข้าใจผู้ชายคนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสักนิด แทฮาจินเป็นคนที่ความคิดซับซ้อนมากเกินกว่าจะตัดสินอะไรด้วยการมองเพียงด้านเดียว
ติดที่คำพูดต่อมาของอีกฝ่ายนี่สิ ทำให้ยอนอีงงยิ่งกว่า
“…ใช่แล้ว ผมทำเกินเรื่องไปเอง”
เขาพึมพำคล้ายกำลังกล่าวตำหนิตัวเอง
ในที่สุดเขาก็พร่ำบ่นคนเดียวเสร็จเสียที ยอนอีเหมือนจะเข้าใจขึ้นมาหน่อยแล้วว่ากว่าอีกฝ่ายจะพูดแบบนี้ได้ ต้องผ่านกระบวนการคิดมามากมายขนาดไหน
คิ้วหนาเข้มขมวดเป็นปมก่อนจะเอ่ยถาม
“เจ็บมากไหมครับ”
ถามเรื่องแบบนั้นด้วยน้ำเสียงกับวิธีการพูดแบบนั้นเนี่ยนะ
คมฟันขาวขบกัดเนื้อด้านในปากอย่างแรง แต่ดูท่าจะเอาไม่อยู่ ยอนอีจึงเอี้ยวตัวไปอีกด้านเพื่อปิดบังใบหน้าจากสายตาของแทฮาจิน มือเรียวยกขึ้นปิดปากไว้แน่น
ทำแบบนี้ไม่ได้นะ
รู้ว่าไม่ควรหัวเราะกับสิ่งที่สิ่งฝ่ายทำ แต่ยอนอีก็พยายามอย่างยิ่งแล้วในการอดกลั้นไม่ให้ระเบิดหัวเราะออกมา ก็มันตลกจะตายนี่นา แค่พูดจาดี ๆ แบบชาวบ้านเขามันจะกล้ำกลืนอะไรขนาดนั้น
สรุปคือหมอนี่คิดมากเรื่องที่ตัวเองทำเกินกว่าเหตุก็เป็นเหมือนกันสินะ
เมื่อเห็นคนข้าง ๆ หันหลังให้ ลาดไหล่โค้งสวยสั่นเทาหงึก ๆ แทฮาจินยิ่งหน้านิ่วคิ้วขมวดยิ่งกว่าเดิม ใบหน้าหล่อเหลาจ้องมองไปทางยอนอีด้วยสายตากระวนกระวาย ทำอะไรไม่ถูก
“เจ็บขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ตลกชะมัดเลยครับ”
“…”
เสียงหัวเราะท้องคัดท้องแข็งทำลายความเงียบภายในห้องโดยสารไปจนหมดสิ้น ยอนอีใช้ปลายนิ้วปาดน้ำตาที่คลอหน่วยออกลวก ๆ จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ขำกลิ้งจนน้ำตาไหลแบบนี้คือตอนไหน อันที่จริงเขาก็อยากจะสยบแทฮาจินลงให้ได้ตอนอยู่ในรถไฟใต้ดินนั่นเหมือนกัน
แม้จะเสียเปรียบแต่ยอนอีไม่ได้รู้สึกว่าตนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
เพราะเขาประชันพลังกับอีกฝ่ายโดยกดความสามารถของตัวเองไว้ครึ่งหนึ่ง
พอถูกดูดเข้าไปในภาชนะของแทฮาจินแล้วได้เผชิญกับสิ่งที่อยู่ภายในนั้น ความคิดมากมายก็ผุดขึ้นในหัว หมอนี่ต้องใช้ชีวิตมายังไง ภาชนะถึงมีสภาพเป็นแบบนั้น
ต้องมีอดีตแบบไหนถึงรังแกคนอื่นเขาเป็นงานอดิเรก
พอเห็นคนตรรกะเบี้ยวอย่างเขามาขอโทษด้วยท่าทางที่ไม่เหมือนการขอโทษเท่าไหร่ มันก็เลย…
น่าขำละมั้ง
เขาไม่เคยคาดหวังในตัวแทฮาจินมาตั้งแต่แรกเลยไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือเก็บไปผูกใจเจ็บอะไร นับตั้งแต่วันที่อีกฝ่ายบังคับให้ตัวเองอยู่ในสภาวะคลั่ง ไม่สิ ตั้งแต่วินาทีที่กลายเป็นไกด์ในสังกัดของเขา ยอนอีก็ตัดสินใจว่าจะไม่คาดหวังความเป็นมนุษย์จากแทฮาจินอีกแล้ว
ทว่าพออีกฝ่ายพยายามจะทำตัวให้ดูเป็นมนุษย์มนาขึ้นมา มันก็เลยตลกน่ะสิ
ถึงอย่างไรเราสองคนก็ต้องทำงานด้วยกันต่อ มัวทะเลาะกันแบบนี้ รังแต่จะทำให้งานพังเสียเปล่า ๆ
คุณเป็นคนประเภทที่ผมเกลียดที่สุด งั้นเหรอ จริงใจดีชะมัดเลย
“ที่บอกว่าผมโคตรจะหงุดหงิดนี่ ผมพูดจริงนะคุณอียอนอี”
อีกฝ่ายชำเลืองมองยอนอีที่ยังคงหัวเราะคิกคักอย่างหงุดหงิดก่อนจะเอ่ยเสียงลอดไรฟัน คนข้าง ๆ จึงส่งเสียงหัวเราะขึ้นจมูกตอบกลับมา
“ทำตัวให้เสมอต้นเสมอปลายหน่อยเถอะครับ คุณเอสเปอร์ ถ้าจะขอโทษก็ขอโทษให้ตลอดรอดฝั่งสิครับ”
คราวนี้แทฮาจินปิดปากเงียบ จะให้ขอโทษอีกครั้งก็คงเป็นอะไรที่ยากไปสำหรับเขาละมั้ง
ซูเปอร์คาร์คันหรูชะลอตัวหยุดอย่างนิ่มนวล ประตูใหญ่โรงพยาบาลผู้มีพลังพิเศษปรากฏอยู่เบื้องหน้าพวกเขา
ยอนอีวางแผนไว้ว่าจะมาหาอึยบินทันทีที่เสร็จงานเพราะการไกด์ดิงสวนทางของอีกฝ่ายทำให้หน้าที่ในวันนี้เสร็จเร็วเป็นอย่างมาก เมื่อแทฮาจินกดปุ่ม ประตูฝั่งข้างคนขับก็เปิดออกโดยอัตโนมัติ ร่างสูงโปร่งก้าวลงจากรถก่อนจะหันมาบอกลาโชเฟอร์กิตติมศักดิ์ในวันนี้
“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ”
ยอนอีส่งยิ้มพิมพ์ใจแต่ไม่ยอมปิดประตูลงเสียที เจ้าของรถจึงเลิกคิ้วมองด้วยความสงสัย
“ไปสิครับ”
“เอ๋? เราไม่ได้คืนดีกันแล้วหรอกเหรอครับ”
ว่าแล้วก็แกล้งตีหน้าซื่อ แทฮาจินนิ่วหน้าแล้วโบกมือส่ง ๆ ราวกับไล่แมลงวันน่ารำคาญ ขณะที่กำลังจะขยับรถออก หูก็พลันแว่วเสียงตะโกนเรียกคุณยอนอี! มาจากที่ไกล ๆ เสียก่อน พอหันไปมองก็เห็นคุณหมอชเวซารังกำลังวิ่งเข้ามาทางนี้อย่างเร่งรีบ
“วันนี้มาเร็วจังนะคะ ถ้ายังไม่ทานมื้อเย็น สนใจมาทานกับฉันไหมคะ?”
ไม่รู้ทำไมวันนี้คุณหมอสาวถึงได้ดูสวยกว่าปกติ รอยยิ้มสดใสแต่สงบเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของชเวซารังดูเหมาะกับเธอมาก ยอนอีกวาดตามองหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหมือนชมนกชมฟ้า
“วันนี้สวยจังนะครับ”
“จริงเหรอคะ?” คำชมของเขามาจากใจจริงไร้ซึ่งจุดประสงค์แอบแฝง แต่ชเวซารังกลับหน้าแดงปลั่ง จับปอยผมทัดหลังใบหูสลับกับลูบหลังคออย่างเขินอาย
“ก็ฉันไม่รู้นี่นาว่าจะได้ไปเดตกับคุณยอนอีตอนไหน เลยต้องแต่งสวยตลอดน่ะสิคะ”
อาการของอึยบินกลับมาคงที่แล้วในช่วงสองสามวันมานี้ เป็นความดีความชอบของชเวซารังที่ทุ่มเทดูแลเอาใจใส่เธออย่างเต็มที่ ไม่รู้ว่าคิดไปเองไหม แต่หลังจากที่อีกฝ่ายได้คำตอบจากปากยอนอีว่าเขากับอึยบินเป็นแค่เพื่อนกันจริง ๆ คุณหมอสาวก็ดูจะยิ่งมุ่งหน้ารุกหนักกว่าเดิม
ชเวซารังคงทึกทักเอาเองว่าจะได้ออกเดตกับเขาในอีกไม่นาน เพราะยังไงยอนอีก็ให้สัญญาไว้แล้ว ไม่นึกเลยว่าเธอจะรีบเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้
ยอนอีรู้สึกหนักใจจึงจงใจหลบเลี่ยงที่จะสบตากับคุณหมอสาว
“นี่ผมต้องทนฟังพวกคุณคุยกันไปถึงไหนครับ”
เสียงของคนที่ถูกหลงลืมไปชั่วครู่ดังขึ้นจากด้านหลัง ยอนอีเพิ่งรู้ตัวว่าเขากำลังยืนขวางบานประตูรถให้งับปิดลงมาไม่ได้อยู่ และตอนนี้แทฮาจินก็ดูอารมณ์ขุ่นเพราะเรื่องนั้นเต็มทีแล้วด้วย
‘ยากแทบตายกว่าจะดีกัน จะมาทะเลาะกันอีกไม่ได้นะ’
ยอนอีตั้งใจจะขอโทษอีกฝ่ายแล้วปิดประตูรถให้ แต่ชเวซารังที่เมื่อครู่ยังยืนงงอยู่ข้างรถกลับยื่นหน้าเข้าไปในห้องโดยสารด้วยรอยยิ้มกว้างเสียก่อน
“อ๊ะ สวัสดีค่ะ ตอนแรกฉันไม่ค่อยแน่ใจ แต่คุณคือคุณเอสเปอร์แทฮาจินใช่ไหมคะ?”
“ถอยออกไปครับ”
“…คะ?”
“ผมจะปิดประตู เอาหัวคุณออกไป”
เสียงของชายหนุ่มกดต่ำลงแทบถึงแกนโลก
ปฏิกิริยาเย็นชาปานก้อนน้ำแข็งทำให้ชเวซารังได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ หน้าม้านทำอะไรไม่ถูก เห็นเช่นนั้นยอนอีจึงดึงตัวเธอไปด้านหลังแล้วหุบปีกของเจ้าซูเปอร์คาร์เจ้าปัญหาลงตามความต้องการของผู้เป็นนาย ทันทีที่ประตูงับปิดเรียบร้อย รถคันหรูก็พุ่งทะยานออกสู่ถนนราวกับรอช่วงเวลานี้มานานเต็มแก่ นัยน์ตาสีอ่อนทอดมองรถไปจนลับสายตาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
“อย่าใส่ใจเลยนะครับ ปกติเขาก็นิสัยแบบนี้แหละ”
“ไม่หรอกค่ะ คือ… นิสัยของเอสเปอร์แทฮาจินค่อนข้างขึ้นชื่อแม้แต่ในโรงพยาบาลของฉันอยู่แล้วน่ะค่ะ”
พวกเขาเดินมุ่งหน้าไปที่ประตูใหญ่ของโรงพยาบาลขณะพูดคุยกันอย่างออกรส
“เห็นว่าตอนนู้นเคยบังคับให้ไกด์ระดับ B ที่ไหนไม่รู้เข้ารับการตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังด้วยนะคะ เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนบอกว่าถ้าไกด์ไม่ยินยอมก็ทำไม่ได้ แต่เขาก็ดึงดันบังคับจะทำให้ได้เลย”
“อ๋ออ...”
“แล้วฉันก็ได้ยินมาจากเจ้าหน้าที่ห้องรักษาความปลอดภัยว่าเขามาตรวจสอบกล้อง CCTV แล้วทำเมาส์กับประตูห้องมอนิเตอร์พังยับก่อนที่จะออกไปด้วยนะคะ”
“อ๋อ”
“แล้วก็อะไรอีกนะ อ้อ เขาเคยสั่งให้ยามลานจอดรถไปไล่รถคันหนึ่งให้ออกไปจากลานจอดด้วยละค่ะ”
…เรื่องมันเป็นแบบนี้เองเหรอเนี่ย?
จำได้ว่ายามคนนั้นบอกว่าคนที่พร้อมจะเลื่อนรถออกจากลานจอดนี้มีแค่เขา ให้รีบ ๆ เอารถไปจอดที่อื่น ก็สงสัยอยู่ว่าทำไมพูดวกไปวนมา ที่แท้ก็ได้รับคำสั่งมาจากแทฮาจินนี่เอง
ที่บอกว่าแทฮาจินน่าสงสาร ขอถอนคำพูดก่อนชั่วคราวแล้วกัน