Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (42)
เขาไม่อยากใช้ไพ่ตายใบสุดท้ายที่อุตส่าห์หมอบไว้ในการต่อสู้ที่แพ้ยับเยินไปแล้วจึงได้แต่กัดฟันอดทน น้ำที่ถูกแย่งชิงไปจวนเจียนจะเกินขีดจำกัดเต็มทีจนสติของยอนอีพร่าเลือนแทบสลบ
“…!”
วินาทีนั้น ยอนอีเริ่มจะมองเห็นภาชนะของแทฮาจินอย่างเลือนราง
เขาไม่ได้มีความคิดอยากจะแอบดูภาชนะของอีกฝ่าย แต่ภาพตรงหน้ากลับฉายเข้ามาในคลองสายตาด้วยตัวของมันเอง
ช่างเป็นความรู้สึกที่แปลกพิลึก
ภาชนะสีแดงซึ่งถูกบดบังด้วยกลุ่มหมอกหนาชวนให้สงสัยใคร่รู้มาโดยตลอดได้เผยรูปร่างอันสง่างามออกมาให้เห็น บางสิ่งบางอย่างที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างแช่มช้าทำให้ยอนอีเบิกตากว้าง แทบลืมหายใจไปในพริบตา
‘นี่มัน…คือสิ่งที่เรียกว่าภาชนะงั้นเหรอ?’
ภาพที่มองเห็นดูคล้ายกับพื้นที่รกร้างบนดาวเคราะห์แห่งหนึ่ง มีทะเลสีแดงฉานโอบล้อมทั่วทุกพื้นที่รอบด้าน อีกทั้งยังมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล สะท้อนประกายระยิบระยับราวกับดวงอาทิตย์ที่ลุกโชน
มันไม่ใช่เปลวไฟ หากแต่เป็นน้ำที่มีสีแดงใสเหมือนอัญมณี สายน้ำในห้วงทะเลแห่งนี้สงบเงียบไร้คลื่นซัดซาด หยุดนิ่งเฉกเช่นแอ่งน้ำขังในร่องดิน
ถ้าหากมีคลื่นซัดมากระทบฝั่งบ้างก็คงให้ความรู้สึกที่ดูเสมือนจริงกว่านี้ แต่ยอนอีตระหนักได้ว่าที่แห่งนี้คือ 「ทะเลแห่งความเงียบสงัด」 อย่างแท้จริง
แม้จะมีสายลมร้อนผ่าวพัดผ่านมา ทะเลของแทฮาจินก็ยังคงสงบเงียบไม่เปลี่ยนแปลง
มีอะไรอยู่ใต้น้ำกันนะ?
ความอยากรู้อยากเห็นที่สืบทอดมาในสายเลือดของหัวหน้าสถาบันวิจัยทำให้ยอนอีก้มหน้าลงเพ่งมองดูใต้ผืนทะเลแดงฉาน ผืนน้ำสีแดงใสบริสุทธิ์เผยให้เห็นภาพที่ใจกลางทะเลได้อย่างชัดเจน
‘นั่นมัน อะไรกัน…’
มันคืออะไรกันแน่!
ใต้ผืนทะเลเต็มไปด้วยเศษซากของเหล่าปีศาจไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดระดับ 2 อสูรมายาระดับ 3 ซากปรักหักพังจากชิ้นส่วนอาคารขนาดใหญ่ รวมถึงบางสิ่งที่คล้ายกับไวท์ดอร์ถูกแบ่งเป็นครึ่งซีก สิ่งเหล่านั้นถูกแช่แข็งไว้ใต้ท้องทะเลในสภาพที่หยุดนิ่งไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว
กระจัดกระจายอัดแน่นอยู่ทั่วบริเวณ
ภาพอันพิลึกพิลั่นตรงหน้าทำให้ไกด์หนุ่มขนลุกซู่
สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่แทฮาจินใช้พลังพิเศษในการทำให้ดับสูญไป ซากอสูรมายาที่แทฮาจินไล่กำจัดแบบไม่เลือกหน้าตอนเกิดภัยพิบัติพิงก์ดอร์เมื่อไม่นานมานี้มองเห็นเป็นเงาสะท้อนอยู่บริเวณใกล้ผิวน้ำที่สุด
‘นั่นมัน…!’
ลึกลงไปในท้องทะลสีแดงฉานนั้น มีโพรงขนาดมหึมาซึ่งประกอบด้วยเขี้ยวหลายร้อยซี่กำลังกัดกินวัตถุต่าง ๆ ที่หยุดนิ่งอยู่ใต้น้ำอย่างน่าสยดสยอง
กร้วม กร้วม
ว่ากันว่าหัวใจคนเรามักจะหยุดเต้น เมื่อเจอกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะรับมือไหว ยอนอีเพิ่งเข้าใจความรู้สึกนั้นอย่างถ่องแท้เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า เขารู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วทั้งตัวและรู้สึกหวาดกลัวจนอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้
ยอนอีตระหนักได้ถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง
‘มันไม่ใช่การดับสูญ’
พลังพิเศษของแทฮาจินไม่ใช่การดับสูญ
พลังของเขาคือ…「การกลืนกิน」 ต่างหาก
พอจะไขปริศนาได้แล้วว่าทำไมแทฮาจินถึงได้เกิดสภาวะคลั่งโดยฉับพลันในเวลาที่เขาฝืนใช้พลังพิเศษมากจนเกินไป เป็นเพราะเขาต้องสูญเสียพลังไปกับการเคลื่อนไหวโพรงอันมหึมาขนาดที่สามารถบังก้นทะเลได้มิด จึงทำให้มวลพลังของเขาปนเปื้อนมลพิษอย่างรวดเร็ว
ไม่อยากเชื่อเลยว่าพลังของแทฮาจินที่เขาเคยชำระล้างมาจนถึงตอนนี้จะให้ความรู้สึกน่าขยะแขยงและน่าสะพรึงกลัวได้ถึงขนาดนี้
พอเห็นน้ำสีแดงฉานที่ปกคลุมทั่วภายในนี้แล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงได้พ่ายแพ้ในศึกประลองพลัง ต่อให้ดึงเอาพลังของคุณสมบัติซ้อนออกมาใช้จะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย
อาจเป็นเพราะภาชนะของแทฮาจินดูห่างไกลจากความเป็นจริงเสียจนเขารู้สึกใจฝ่อไปแล้วก็ได้
ในขณะที่ทอดมองโพรงขนาดใหญ่กำลังสวาปามอาหารอย่างเลื่อนลอย เจ้าสิ่งน่าขนลุกนั่นก็ขยับเขยื้อนปากอย่างช้า ๆ ฟันอันแหลมคมหลายร้อยซี่เคลื่อนตัวเข้ามาติดกันและอ้าออกกว้างจนเกิดเป็นฟองอากาศปุด ๆ
ยอนอีเผลอขยับปากตามมันโดยไม่รู้ตัว
[แก…ดูน่าอร่อยดีนะ]
มุมปากของสิ่งนั้นยกสูงขึ้นเป็นรอยยิ้มบูดเบี้ยวน่าสะอิดสะเอียน
[เป็นผู้สืบทอด…ของพวกมันเหรอ?]
ผู้สืบทอดของพวกมัน?
เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
ท้องทะเลสีแดนฉานเงียบสงัดจนยอนอีได้ยินเสียงกลืนน้ำลายของตนเองดังเป็นพิเศษ
โพรงขนาดมหึมาซึ่งกินพื้นที่ทั่วทั้งทะเลพูดอะไรบางอย่างต่อจากนั้น หากแต่ยอนอีชิงหลับตาลงเสียก่อน เขารู้สึกเหมือนกับว่าไม่ควรมองมันและควรหลับตาลงหากต้องการปกป้องสภาพจิตใจของตัวเอง
ซ่าาา!
ซ่าาา!
ครืนนน!
ทะเลที่เคยสงบเริ่มเกิดแรงกระเพื่อมขึ้นอย่างฉับพลัน พื้นดาวเคราะห์สั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว คลื่นลูกใหญ่สูงพอ ๆ กับภูเขาก่อตัวขึ้นที่ฝั่งหนึ่งของทะเลและกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อย่างน่าหวาดเสียว
ต้องหนี
มันเป็นสัตว์ประหลาด
ทะเลนี้มีชีวิต...!
แต่ร่างกายเขากลับแข็งทื่อไม่ยอมฟังคำสั่ง ทุกเส้นประสาทแข็งเกร็งราวกับเป็นอัมพาต
เหมือนกับพวกสัตว์ประหลาดที่ถูกแช่แข็งอยู่ใต้ทะเลเหล่านั้นไม่มีผิด
วินาทีนั้นยอนอีถึงได้รู้ตัว
โพรงนั่นมองว่าเขาเป็นเหยื่อรายต่อไป
ในชั่วพริบตาอันเลวร้ายที่เขารู้สึกได้ว่าความตายกำลังหายใจรดต้นคอ
“ลืมตาสิ อียอนอี!”
ไหล่ของเขาถูกเขย่าอย่างแรง เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกยินดีที่ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของแทฮาจิน ในขณะเดียวกันร่างที่ถูกดึงดูดเข้าไปในห้วงอากาศก็หลุดจากพันธนาการ
ยอนอีหลับตาแน่นและดับพลังทั้งหมดของตนลง รู้สึกเหมือนถูกกระชากคอเสื้อ ดึงลากกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง
“แฮ่ก แฮ่ก...!”
เขาหอบหายใจกระชั้นราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งได้รับการผายปอดจนฟื้นคืนสติ
ร่างของยอนอีนอนราบอยู่กับพื้นรถไฟใต้ดิน ด้านบนคือแทฮาจินที่นั่งคร่อมบนลำตัวเพื่อที่จะ CPR[1] แต่ไกด์หนุ่มกลับส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนแรง ขืนให้หมอนี่ปั๊มหัวใจให้ มีหวังกระดูกซี่โครงหักไม่เหลือชิ้นดีแน่ ๆ
“แฮ่ก แฮ่ก...”
ดวงตาสีอ่อนกะพริบอย่างช้า ๆ เมื่อมองเห็นใบหน้าของแทฮาจิน ความน่าสะพรึงกลัวที่ได้สัมผัสเมื่อสักครู่นี้ก็แล่นวาบเข้ามาในทันทีที่สบประสานกับดวงตาสีโกเมนก่ำของเขา
คุณ…เลี้ยงอะไรไว้ในภาชนะกันแน่?
ดูเหมือนแทฮาจินจะรับรู้ได้ถึงปฏิกิริยาของอีกฝ่ายจึงลุกขึ้นจากการนั่งคร่อมบนลำตัวของยอนอีด้วยแววตาไม่สบายใจนัก
“พี่! เป็นอะไรไหมครับ?”
ดิออนยื่นหน้าเข้ามาพร้อมกับชูนิ้วขึ้นตรงหน้าเขาและถามว่าเห็นกี่นิ้ว พอเบนหน้าไปมองดูบริเวณโดยรอบจึงเห็นว่าคนอื่น ๆ กลับกันไปหมดแล้ว สเตจเปลวไฟที่ดิออนสร้างขึ้นก็หายไปแล้วเช่นนั้น เหลือเพียงแค่เขม่าสีดำเป็นวงอยู่บนพื้นเหมือนรอยแผลเป็นน่าเกลียดเท่านั้น
“…3 นิ้ว”
“โอ๊ะ ได้สติแล้วจริง ๆ ด้วย”
นัยน์ตาสีอ่อนทอดมองดิออนที่ส่งยิ้มสดใสมาให้ ก่อนจะหันไปจ้องแทฮาจินที่กำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคนเขม็ง ขนาดมีสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาอยู่ในตัว แต่คนคนนี้ก็ยังสามารถขยับเขยื้อนได้เหมือนปกติ เขาจะรู้หรือเปล่านะ ว่าในภาชนะของตัวเองมีสิ่งมีชีวิตน่าสยดสยองอาศัยอยู่
ยอนอียังคงจดจำภาพนั้นได้อย่างชัดเจน
ถ้าหากนรกมีจริงก็คงเป็นสถานที่แห่งนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
‘จะเรียกว่าภาชนะได้ไหมนะ?’
ในสายตาของยอนอี ภาชนะของแทฮาจินสมควรจะเรียกว่าโลกอีกใบเสียมากกว่า
พอได้เห็นกับตาแล้ว การที่เขาจะมีศักยภาพและมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสภาวะคลั่งถึงขนาดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ถ้าหากไม่ใช่พวกมีคุณสมบัติซ้อนระดับเท่าเขาก็คงไม่มีใครสามารถมองเข้าไปภาชนะของแทฮาจินได้ คนที่กล้าลองคงจะเลือดกำเดาไหลจนเป็นลมหมดสติไปในระหว่างที่พยายามจะแอบดูแน่ ๆ
พลังของเขาเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ในโลกก็อยากได้มาครอบครอง
นึก ๆ ดูแล้วก็รู้สึกสงสารหมอนี่ขึ้นมาอยู่เหมือนกัน
เพราะถ้าไม่ได้ไกด์ระดับประมาณเขา ไม่ว่าจะไปไหน แทฮาจินก็คงไม่ได้รับการช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่เท่าไหร่นัก
“ขอโทษที่มาช้าไปหน่อยครับ แต่นี่ก็รีบสุด ๆ แล้วนะครับ”
เสียงใครบางคนดังขึ้นบนพื้นที่ว่างเปล่า ดูเหมือนว่าเสียงของผู้มีพลังพิเศษในการเคลื่อนย้ายจะเดินทางมาถึงก่อนร่างกายของเจ้าตัว ทันใดนั้นแสงสว่างวูบวาบก็ระเบิดขึ้นกลางอากาศ โดเบอร์แมนกับผู้ชายผมดำคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน เลขาหนุ่มเบิกตากว้างขณะมองยอนอีด้วยความตกตะลึง
“ทำไมสภาพถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะครับคุณไกด์”
สภาพที่ว่าก็คือเปื้อนเลือดเป็นหย่อม ๆ ตามร่างกาย ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด โดเบอร์แมนกวาดตามองสภาพไม่น่าดูของยอนอีตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเหลือบมองไปทางแทฮาจินแวบหนึ่ง
“คุณเลขาครับ”
เสียงแหบพร่าเอ่ยเรียกโดเบอร์แมน พอเห็นอีกฝ่ายโคลงหัวตอบกลับมา ยอนอีจึงพยายามฝืนเปล่งเสียงออกจากลำคอเป็นประโยคถัดไป
“ช่วยฆ่า…แทฮาจินให้ทีครับ”
“…ผมเหรอครับ?”
โดเบอร์แมนกระตุกมุมปากขึ้นพร้อมกับคิดในใจ
‘ถ้าทำได้ ผมก็คงยื่นใบลาออกนี่ไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วแหละครับ’
โดเบอร์แมนล้วงซองขาวออกมาจากอกเสื้อให้เห็นแวบหนึ่งพร้อมกับหัวเราะเจื่อน ๆ
“ขออนุญาตนะครับ”
ชายหนุ่มผมดำที่มาพร้อมกับโดเบอร์แมนคุกเข่าลงข้างหนึ่งและวางมือลงบนหัวใจของคนเจ็บ หว่างคิ้วของยอนอีขมวดเข้าหากันเงียบ ๆ เขากำลังจะทำอะไร อย่าบอกนะว่าจะไกด์ดิงให้ไกด์
ทว่าจากนั้นไม่นาน ความเจ็บปวดก็เริ่มสลายหายไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
มันแตกต่างกับการไกด์ดิง
ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยทำให้ยอนอีสะดุ้งเล็กน้อย แต่ชายหนุ่มผมดำก็ยังคงเพ่งสมาธิอยู่ที่ฝ่ามือโดยไม่พูดอะไร โดเบอร์แมนที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่จึงอธิบายให้ฟังแทน
“คุณคนนี้ชื่อดีคอล เป็นผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพครับ สังกัดอยู่กับทางราชวงศ์ แต่ตอนนี้มาทำงานในศูนย์ เขาบอกว่าสามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายมนุษย์ได้ด้วยน่ะครับ”
จำได้แล้ว ผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพที่เป็นคนซ่อมแซมห้องทำงานชั้น 20 ของอาคารส่วนกลางซึ่งพังทลายไปกว่าครึ่งคนนั้นนี่เอง
ที่เห็นแทฮาจินกำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคน ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนเรียกตัวสองคนนี้มา ระหว่างที่คิด ยอนอีก็รู้สึกว่าเปลือกตาช่างหนักอึ้งจึงหลับตาลง
เขาผ่อนคลายร่างกายและยอมรับความรู้สึกที่ถูกฟื้นฟูอย่างเต็มที่
แต่จู่ ๆ ชายหนุ่มผมดำคนนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น สายตาของเขาเหลือบไปที่แทฮาจินแวบหนึ่งและหันกลับมามองที่เดิม ดีคอลหลุบตาลงราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างเป็นนัย ๆ ว่า
“เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะไหมครับ?”
ยอนอีกะพริบตาปริบ ๆ คิดในใจว่าอีกฝ่ายกำลังถามอ้อม ๆ ว่าเขาบ้าไปแล้วหรือเปล่า แต่ดูท่าคงไม่ใช่อะไรแบบนั้น
“ไม่เคยครับ”
“คุณชื่ออะไรนะครับ”
“อียอนอีครับ”
“…”
“ทำไมเหรอครับ?”
“เปล่าครับ”
“หัวผมมีปัญหาเหรอครับ? หรือว่ามีอะไรแปลก ๆ?”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายซักถามด้วยสายตาเป็นกังวล ดีคอลจึงส่ายหน้าอย่างช้า ๆ
“กระแสพลังมันไม่ค่อยเสถียรน่ะครับ ผมก็เลยเข้าใจผิดไป”
“เข้าใจผิดเหรอ มันรุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอครับ…”
น้ำเสียงคนถามสั่นเครือ ลำคอตีบตันเกือบร้องไห้เพราะนึกว่าจะต้องตายแล้วเสียอีก ยอนอีหันกลับไปมองแทฮาจินอีกรอบ ปรากฏว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองเขาอย่างไม่ละสายตาตั้งแต่เมื่อสักครู่นี้แล้ว ร่างของเอสเปอร์หนุ่มสูงใหญ่จนหัวเกือบแตะถึงเพดานตัวรถไฟทำให้ยอนอีนึกย้อนไปถึงโพรงที่เห็นก่อนหน้านี้
“ฟื้นฟูล้มเหลวสินะครับ สมองเขาคงจะกู่ไม่กลับแล้ว”
แทฮาจินพูดด้วยน้ำเสียงปนสมเพช
จะทะนงตัวอะไรนักหนา แค่พูดจาไม่เข้าหูทีเดียวถึงกับต้องตามจองล้างจองผลาญกันขนาดเชียว ดูเหมือนแทฮาจินจะต้องการให้ยอนอีสำนึกว่าเขายอมใจดีให้ขนาดไหนแล้ว แต่น่าเสียดาย สิ่งที่ยอนอีตระหนักได้จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ใช่การเลิกทำตัวอวดดีกับแทฮาจิน
แต่เป็นการอย่าเข้าไปในภาชนะของเขาอีกต่างหาก
อย่างไรก็ตาม ยอนอีก็ยังคงทำหน้าที่ไกด์ในสังกัดอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแม้จะถูกปฏิบัติด้วยความรุนแรงก็ตาม
“ระดับมลพิษเท่าไหร่ครับ” เขาถามผู้เป็นนายด้วยเสียงอ่อนระโหย
“13 เปอร์เซ็นต์”
การไกด์ดิงสวนทางที่บ้าระห่ำนั่นส่งผลให้ระดับผลพิษของแทฮาจินลดลงฮวบฮาบ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ไม่น่าแปลกใจ เพราะหมอนั่นเล่นดึงเอาน้ำจากภาชนะของเขาไปแบบหน้าด้าน ๆ นี่นา
“พอใจไหมล่ะครับ? รู้สึกยังไงบ้างครับที่ได้ใช้พลังไกด์ในสังกัดจนแห้งขนาดนี้”
ยอนอีประชดประชันอีกฝ่ายด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย
“ก็ไม่เท่าไหร่นะครับ”
“…”
ไม่เท่าไหร่?
ได้เหยียบย่ำศักดิ์ศรีชาวบ้านเขาอย่างที่ต้องการแล้ว ทำไมยังไม่พอใจอีก ยอนอีจ้องอีกฝ่ายด้วยสีหน้าคับอกคับใจ
[1] การช่วยเหลือผู้ป่วยที่กำลังจะหยุดหายใจ หรือหัวใจกำลังจะหยุดเต้น ให้กลับมาหายใจ หรือลมหายใจไหลเวียนได้ตามปกติอีกครั้ง