Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (45)
เจ้านั่นมีกล้ามเนื้อบาง ๆ รูปร่างผอมเพรียวไร้ไขมันส่วนเกิน ดูปราดเปรียวเหมาะสมกับหน้าที่การงาน รูปลักษณ์ภายนอกไร้เดียงสาราวกับไม่เคยรู้จักความใคร่อยากในรสสวาทมาก่อน แต่กลับมีด้านที่กระตุ้นความต้องการ ทำให้คนมองอยากจะบดขยี้ความงดงามอันแสนบริสุทธิ์ให้แปดเปื้อน
ภาพตอนที่เขาช่วยตัวเองต่อหน้าอีกฝ่ายหวนย้อนกลับมาในห้วงความคิด
คนบนเตียงดูลุกลี้ลุกลนทำตัวไม่ถูก สายตาหลุกหลิกไม่ยอมสบตาตรง ๆ พอถูกบังคับให้มองก็ทำท่ากลืนน้ำลายลงคอ อารมณ์พลุ่งพล่านอันแปลกประหลาดซุกซ่อนอยู่ในอากัปกิริยาเหล่านั้น
ร่องหลืบตรงกึ่งกลางบั้นท้ายกลมกลึงทั้งสองข้างทั้งขาวและเงาวาวชวนให้โลมเลีย คิดขึ้นมาอีกครั้งก็ยังตกใจว่าเขาอดทนไม่ตอกตรึงแกนกายลงไปในช่องทางนั้นได้อย่างไร
สงสัยชะมัด
ข้างในของยอนอีจะให้ความรู้สึกยังไง
เมื่อลองจินตนาการถึงร่างขาว ๆ นั่นถูกกระแทกกระทั้นจนหวีดร้องไม่เป็นภาษา ร่างกายของเขาก็ร้อนรุ่มขึ้นมาทันที รู้สึกราวกับเสียงครางน่าฟังอันไร้ซึ่งจริตมารยาของยอนอีถูกบรรเลงซ้ำขึ้นใหม่ในห้องน้ำนี้
“อา”
มือใหญ่เลื่อนลงไปกอบกุมท่อนเนื้ออวบหนาของตัวเองที่บัดนี้ได้แข็งตัวขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว แรงชักรูดรัวเร็วแทบลืมหายใจทำให้แกนกายในมือเขาต้องร้องขอความเมตตาจากผู้เป็นนาย แทฮาจินกำรูดลำท่อนขึ้นสุดลงสุดตามความยาวราวกับคนที่ถูกความต้องการทางเพศครอบงำจนหน้ามืดตาลาย เส้นเลือดหนาปูดโปนขึ้นบนแขนและหลังมือ
เสียงเฉอะแฉะจากน้ำดังกังวานไปทั่วห้อง
เขาไม่ได้รู้สึกผิดอะไรกับการทำแบบนี้ เพราะตอนนี้อียอนอีก็อาจจะกำลังเล่นจ้ำจี้กับคุณหมอคนสวยนั่นอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้
เอสเปอร์หนุ่มซึมซับความรู้สึกจากมือที่ขยับเร็วขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยพร้อมกับพริ้มเปลือกตาลง ในหัวจินตนาการถึงภาพที่ตนเองรุกล้ำเข้าไปในตัวของอียอนอี ไม่น่าเชื่อว่าอีกฝ่ายจะปลุกเร้าอารมณ์ของเขาให้พุ่งสูงได้ขนาดนี้ ความเสียวกระสันแล่นปราดไปทั่วร่างจนแทบชาดิก
ตัวเขาในจินตนาการปรับเปลี่ยนท่วงท่าและพ่นถ้อยคำลามกหยาบโลนออกมา ฮาจินมองเห็นอียอนอีบิดเร่าอยู่ใต้ร่างด้วยความเสียวซ่าน
“ฮ้า บ้าฉิบ…”
ความรู้สึกใกล้จะถึงฝั่งฝันพุ่งทะยานขึ้นมา แทฮาจินงอหลังคุดคู้และเร่งจังหวะในการขยับมือ เพียงไม่นานน้ำกามสีขุ่นก็แตกทะลักออกมาจากส่วนปลายแท่งร้อนจนชุ่มโชก
ในระหว่างนั้นเขายังจินตนาการว่าได้หลั่งรดลงบนใบหน้าของยอนอี ภาพของคนหน้าสวยที่คุกเข่าลงช่วยชักรูดแกนกายในห้องน้ำช่างยั่วยวนเสียจนน่าตกใจในเวลาเดียวกัน
เขาไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าผู้ชายท่าทางสุภาพเรียบร้อยจะมาทำอะไรแบบนั้นให้คนอื่น
ซ่าาา
สายน้ำเย็นที่ไหลผ่านร่างกายไปคล้ายจะช่วยดึงสติกลับมาได้แต่ก็ยังไม่เพียงพอ นัยน์ตาปรือปรอยเหลือบมองส่วนล่างที่ยังคงแข็งขืนตั้งตระหง่านถึงแม้จะเพิ่งปลดปล่อยไปหมาด ๆ ร่างกายของเขาช่างซื่อตรงต่อสัญชาตญาณและความต้องการจริง ๆ
แจ๊ะ แจ๊ะ!
ภาพของอียอนอีถูกวาดขึ้นในหัวอีกครั้ง
คราวนี้เขาลองจินตนาการว่าอีกฝ่ายจะกำลังทำท่าทางเสียวกระสันแบบไหนอยู่
การไกด์ดิงของไกด์คนนั้นควรต้องจืดชืดไร้รสชาติในชีวิตเซ็กซ์ของเขาสิถึงจะถูก เพราะเขาไม่ได้แม้แต่จะสอดใส่เข้าไปด้วยซ้ำ แถมยังยอมหยวน ๆ ให้อีกฝ่ายทำการไกด์ดิงตามที่ตัวเองต้องการมาตลอดอีกต่างหาก
เรื่องแบบนี้มันควรจะจบที่น้ำเดียวก็พอแล้ว
ทำไมคนแบบนั้นถึงได้ยั่วอารมณ์เขานักก็ไม่รู้
‘อียอนอี คนบัดซบ’
ภาพเพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ แบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นเพราะใบหน้ายั่วยวนของอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว วันนี้ก็เช่นกัน คนที่ทำตัวล้ำเส้นก่อนก็คืออียอนอี เพราะอย่างนั้นฮาจินจัดการจึงกดอีกฝ่ายให้เป็นรอง จ้องมองไกด์ในสังกัดดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด
ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกเหมือนอียอนอีกำลังมองดูภาชนะของตัวเอง แต่สัญชาตญาณนั้นกลับอันตรธานหายไปเพียงเพราะความคิดต่าง ๆ ประดังประเดเข้ามาในหัว
อย่างแรกเลยคือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ย้ำเตือนว่าจะต้องไว้ชีวิตอีกฝ่ายยึดครองหัวสมองของเขาอยู่
การแก้เผ็ดที่เคยคิดว่าจะทำให้รู้สึกปลอดโปร่งกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกดีอย่างที่คิด และความรู้สึกนี้ได้นำพาฮาจินไปสู่สภาพจิตใจอันสับสน
หว่างคิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างทรมาน เกิดความรู้สึกเกลียดชังตัวเองขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ แต่ถึงอย่างนั้น ฮาจินก็ยังคงปลอบประโลมแกนกายแข็งขืนต่อไป
ทำไมเขาเอาแต่นึกถึงอียอนอีอยู่เรื่อย เขาไม่อยากรู้เหตุผลนั้นเลย
วันนี้เป็นวันพิเศษ
เอสเปอร์แทฮาจินยื่นเรื่องลาพักร้อน น่าสงสัยจริง ๆ ว่าคนที่เอาแต่ทำงานทุกวี่ทุกวันอย่างหมอนั่นลาพักร้อนด้วยเหตุผลอะไร ทว่าจิตใจที่ลิงโลดไปด้วยความยินดีก็กลบความสงสัยจนหายไปในที่สุด
เห็นว่าวันนี้ลาพักร้อนพร้อมกับโดเบอร์แมนเสียด้วย แถมยังไม่มีดอร์ปรากฏ เป็นวันที่สงบสุขอย่างหาได้ยากยิ่ง
นั่นหมายความว่า ยอนอีจะมีเวลาสะสางเรื่องที่คั่งค้างไว้สักที
“ตอนนั้นเขาบอกให้โทรหาใครนะ…”
เขามีหนี้ที่ต้องชดใช้ ค่ารองเท้าบินที่ใช้เพียงวันเดียวและดูดกลืนเก็บรักษาไว้ในมือข้างซ้ายมาตลอด เจ้านักต้มตุ๋นนั่นเรียกร้องค่ารองเท้าเป็นเงิน 50 โกลด์ แต่ยอนอีไม่มีทางยอมจ่ายราคานี้แน่นอน
เจ้านั่นบอกชื่อคนที่ให้ไปหาแล้วแต่เขาดันนึกยังไงก็นึกไม่ออก
ยอนอีตัดสินใจโทรไปหาฝ่ายธุรการอีกครั้ง
-อ๋อ ครับ ผมจัดการเลื่อนกำหนดชำระเงินตามที่คุณแจ้งเรียบร้อยแล้วครับ ไหนดูซิ เขียนไว้ว่า [ให้ไปบอกดีคอล เอสเปอร์ระดับ A+ ที่ถูกสั่งย้ายมาอยู่ศูนย์เมืองหลวง เขาจะพามาหาผม] น่ะครับ
เจ้าหน้าที่แจ้งข้อมูลให้เขาฟังอีกครั้งอย่างใจดี ปลายสายได้ฟังแล้วก็โคลงหัวน้อย ๆ ถ้าเป็นดีคอล เอสเปอร์ระดับ A+ ที่เพิ่งย้ายมา ก็หมายถึงผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพคนนั้นน่ะสิ
ยอนอีเบิกตากว้าง
ดีคอลสัญญาว่าจะช่วยรักษาอึยบินตอนสัปดาห์หน้า แต่ไอ้นักรีดไถนี่กลับบอกว่าดีคอลจะเป็นคนพาไปหามันเนี่ยนะ?
ว่าแล้วเขาก็ขอเบอร์ดีคอลจากโดเบอร์แมนแล้วต่อสายหาทันที
เสียงสัญญาณดังต่อกันสักพักแล้วถูกแทนที่ด้วยเสียงของชายคนหนึ่ง
-ครับ
“สวัสดีครับ ผมอียอนอี ไกด์ระดับ A ครับ สบายดีหรือเปล่าครับ?”
เขาได้เจออีกฝ่ายครั้งล่าสุดเมื่อสองวันที่แล้วนี่เอง แต่เมื่อถูกทักทายแบบนั้น ดีคอลจึงเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ
-ครับ มีเรื่องอะไรเหรอครับ?
“เอ่อ คือ… อันที่จริงผมก็สับสนนิดหน่อย คือผมถูกนักต้มตุ๋นที่ไหนไม่รู้โก่งราคาของมือสองน่ะครับ เขาบอกว่าถ้าติดต่อหาคุณดีคอลแล้วคุณจะพาผมไปหาเขา”
-ครับ ผมจะนำทางไปเองครับ
“…คงจะทราบอยู่แล้วสินะครับ เอ่อ คุณรู้จักกับจอมหน้าเลือดคนนั้นด้วยเหรอครับ?”
-ครับ เขาเคยเล่าให้ผมฟังแล้วก็เลยพอรู้คร่าว ๆ มาเจอกันตอนนี้เลยได้ไหมครับ?
“ตอนนี้เลยเหรอครับ?”
อีกฝ่ายแจ้งเวลานัดเร็วจนไม่ทันตั้งตัว ยอนอีสวมกางเกงผ้าฝ้ายกับเสื้อเชิ้ตสีขาวดูสะอาดตา ดูดกลืนโกลด์จำนวนหนึ่งกับรองเท้าบินไว้ในมือซ้าย เตรียมแบล็กการ์ดของพ่อไปเผื่อไว้ทั้งที่กล้ำกลืนฝืนใจเต็มทน
บัตรเครดิตบัดซบที่เขาอยากจะตัดใจหักทิ้งไปเป็นร้อย ๆ รอบแล้ว
พวกเขานัดว่าจะมาเจอกันตรงลานจอดรถอาคารส่วนกลาง เดี๋ยวก็จะถึงเวลานัดแล้วแต่ยังไม่เห็นดีคอลแม้แต่เงา คงไม่ใช่ว่าลืมนัดหรอกใช่ไหมเนี่ย
จู่ ๆ หูก็พลันได้ยินเสียงบางอย่าง ภาพในอากาศเกิดการบิดเบี้ยว จากนั้นผู้มีพลังเคลื่อนย้ายกับดีคอลก็ปรากฏตัวขึ้นในพื้นที่ว่างเปล่า
ยอนอีผงกหัวทักทาย
“เอ่อ สวัสดีครับ มาตรงเวลาเชียวนะครับ”
“ครับ ไปกันเลยไหมครับ”
“ไปที่ไหนครับ? คุณคนนี้จะพาไปเหรอ?”
“ครับ”
ดีคอลบอกว่าการจะไปหานักรีดไถคนนั้นต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีพลังเคลื่อนย้าย ยอนอีคิดว่ามันทะแม่ง ๆ ชอบกล แต่ก็ยอมจับแขนของผู้มีพลังเคลื่อนย้ายด้วยสีหน้างงงวย ร่างกายแยกออกเป็นกลุ่มอณูเล็ก ๆ แล้วกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เรียกเอาอาการคลื่นเหียนตีรวนขึ้นมาจนแทบอาเจียน
ยอนอีทุบหน้าอกปั้ก ๆ ก่อนจะกวาดตามองสถานที่ที่พวกเขาเพิ่งมาถึงก่อนจะทำตาโตเท่าไข่ห่าน
“ที่นี่มัน… วังหลวงไม่ใช่เหรอครับ?”
พระราชวังอยู่ในเมืองหลวงก็จริงแต่อยู่ห่างไกลจากศูนย์อยู่มากโข ขนาดเดินทางด้วยรถยังกินเวลาถึงสองชั่วโมง ยอนอีเพิ่งเคยมาเหยียบพระราชวังหลวงเป็นครั้งแรก การออกแบบสไตล์ยุคกลางผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ออกมาเป็นปราสาทสุดอลังการ
สวนดอกไม้อันกว้างใหญ่ไพศาลเต็มไปด้วยหินแกะสลัก ภาพวาดของจิตรกรชื่อดัง และข้าราชบริพารที่เดินสวนกันขวักไขว่
“ตามผมมาครับ”
ดีคอลเดินนำเข้าไปในพระราชวังอย่างเป็นธรรมชาติราวกับเข้าออกห้องนอนบ้านตัวเอง ยอนอีเดินผ่านตึกหลากหลายตึก รู้สึกว่าตัวเล็กลีบลงเรื่อย ๆ เพราะขนาดของพวกมัน
สถาบันวิจัยที่เขาเคยอยู่ตอนเด็กว่าใหญ่มากแล้ว แต่สุดท้ายก็เทียบชั้นกับพระราชวังไม่ติดเลยสักนิด ดวงหน้าขาวหันซ้ายหันขวาสำรวจสิ่งต่าง ๆ อย่างเด๋อด๋าเหมือนบ้านนอกเข้ากรุง
“เขาอยู่ที่นี่ครับ”
ยอนอีตามอีกฝ่ายเข้ามาในอาคารสีเทาราวกับขี้เถ้าซึ่งมียอดปราสาทแหลมสูงชะลูด ระหว่างโดยสารลิฟต์สีทองไปยังชั้น 3 ดีคอลก็ยังไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม ฝั่งเขาเองก็ไม่ได้คิดจะถาม เพราะถึงอย่างไรดีคอลก็เป็นคนนอก ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้
พวกเขาก้าวเข้าไปข้างในอย่างไม่รีบร้อน ภายในห้องมีโต๊ะอาหารหินอ่อนสีขาววางทอดยาวอยู่ตรงกลาง ขืนกินข้าวในที่แบบนี้มีหวังได้อึดอัดจนอาหารไม่ย่อยแน่นอน
“โอ้ ในที่สุดก็มาสักทีนะ”
ใครบางคนที่รออยู่ในห้องส่งเสียงปรบมือด้วยความยินดี
ยอนอีเบนสายตาไปตามทิศทางของเสียง ตรงนั้นไม่มีนักรีดไถที่เขาต้องการจะพบ มีเพียงชายหนุ่มบุคลิกสง่างาม เจ้าของเรือนผมสีทองสว่างและดวงตาสีเขียวสุกใสนั่งไขว่ห้างอยู่เท่านั้น
ข้าง ๆ กัน องค์หญิงเอเลนาผู้มีเส้นผมสีทองกับดวงตาสีเขียวเช่นเดียวกันก็กำลังโบกมือน้อย ๆ เป็นการทักทาย
ไกด์หนุ่มเบนสายตาจากคนทั้งสองไปจับจ้องอยู่ที่คนอีกคนในห้อง แม้จะมองเห็นเพียงแค่เห็นท่อนแขน ลาดไหล่ และแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง แต่เขากลับรู้ได้ในปราดเดียวว่าไอ้หมอนั่นคือมนุษย์ที่ชื่อว่าแทฮาจินไม่ผิดแน่
“ถวายบังคมองค์ชายรัชทายาทและองค์หญิงแห่งดิไอแลนด์พ่ะย่ะค่ะ”
ยอนอีซ่อนความสับสนไว้ใต้ใบหน้าเรียบเฉย ร่างสูงโปร่งโค้งตัวลงต่ำเพื่อทักทายเหล่าผู้สืบทอดเชื้อสายอันสูงส่ง แม้สถานการณ์เป็นแบบนี้แต่เขาก็ไม่ได้โง่จนไม่รู้เรื่องรู้ราวว่านักรีดไถที่ก่นด่าในใจมาตลอดคือองค์ชายรัชทายาทผู้นี้
‘ทำไมองค์ชายรัชทายาทถึงไปอยู่ในสนามรบต่างเมืองได้ล่ะ?’
ยอนอีทำได้แค่เดาะลิ้นในใจ
“มานั่งนี่สิ ผมรอคุณมาตั้งนานแล้วนะรู้ไหม”
ยอนอีจ้องมององค์ชายรัชทายาทพลางกะพริบตาปริบ ๆ มองยังไงทั้งรูปร่าง ลักษณะขององค์ชายก็เหมือนจอมรีดไถนั่นเป๊ะ ๆ ยอนอีไม่ได้มีความสนใจในเรื่องราชวงศ์ แค่ตกใจนิดหน่อยเรื่องที่ว่าทั้งองค์ชายรัชทายาทและองค์หญิงต่างเป็นระดับ S กันทั้งคู่เท่านั้น พอจะเข้าใจได้แล้วว่าทำไมผู้คนถึงเปรียบเปรยว่าเป็นสายเลือดอันสูงค่า
เขายังจำวินาทีที่ตัวเองโพล่งถามองค์ชายรัชทายาทผู้เป็นระดับ S ด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่ามาเล่นสนุกหรือยังไงได้อยู่เลยด้วยซ้ำ
‘ก็ใครจะไปรู้ว่าองค์ชายรัชทายาทจะปลอมตัวมาเดินร่อนในที่เกิดเหตุกันเล่า’
ยอนอีรู้สึกเหมือนถูกกลั่นแกล้งนิดหน่อย
มิน่าล่ะ เขาถึงได้ถอดรองเท้าบินคุณภาพเยี่ยมให้คนแปลกหน้าได้หน้าตาเฉย แต่ถึงอย่างนั้น มาเรียกตั้ง 50 โกลด์ก็นับว่าโกงกันอยู่ดี
ยอนอีเดินตรงไปทางพวกเขา นัยน์ตาสีอ่อนเบือนไปหาดีคอลที่ช่วยนำทางมา
“ขอบคุณที่พามานะครับ ที่บอกว่าจะช่วยรักษาอึยบินก็เหมือนกัน ผมติดหนี้คุณหลายเรื่องเลย ไว้คราวหน้าให้ผมเลี้ยงข้าวสักมื้อนะครับ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ”
หลังร่ำลายอนอีเสร็จ ดีคอลก็หันไปคำนับลาสมาชิกราชวงศ์จากนั้นจึงถอยฉากออกไปจากห้อง ยอนอีที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องอาหารจด ๆ จ้อง ๆ ลังเลว่าจะนั่งตรงไหนดี จนสุดท้ายก็ตัดสินใจนั่งลงข้าง ๆ เอสเปอร์หนุ่มผู้เป็นเจ้านาย กลิ่นแซนดัลวูดหนัก ๆ ประจำตัวอีกฝ่ายลอยมาเข้าจมูกเบาบาง
แทฮาจินหันหน้ามาเล็กน้อยแล้วจ้องมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ คล้ายจะถามกลาย ๆ ว่ามานั่งตรงนี้ทำไม
“เอาละ ไกด์อียอนอี คุณมาที่นี่เพราะไม่พอใจเรื่องจำนวนเงินที่ผมเสนอไปใช่ไหม?”
อีกฝ่ายเขียนไว้ในรายการฝากแจ้งให้ทราบว่า ให้มาหา [ในกรณีที่ไม่พอใจ] ซึ่งยอนอีก็ไม่พอใจองค์ชายรัชทายาทในหลาย ๆ เรื่องจริง ๆ จึงพยักหน้าตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ครับ รองเท้าบินนั่นเป็นของมือสอง เพราะฉะนั้นก็ต้องจ่ายในราคาที่เหมาะสมโดยคำนวณในส่วนของค่าเสื่อมราคาด้วยถึงจะถูกต้องครับ ราคาตั้งต้นน่าจะไม่ถึง 10 โกลด์ หากเป็นของมือสองแต่ต้องจ่ายในราคาถึง 50 โกลด์ก็ไม่สมเหตุสมผลเลยนี่ครับ ได้โปรดพิจารณาตั้งราคาอีกครั้งเถอะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะคืนรองเท้าบินให้ และจะจ่ายแค่ค่าเช่าสำหรับ 1 วันเท่านั้นครับ”
องค์ชายรัชทายาทริคาร์โดพยักหน้ารับทุกประโยคที่เขาพูดอย่างกระตือรือร้น รอยยิ้มแพรวพราวฉายขึ้นบนใบหน้าของผู้สูงศักดิ์
“คุณพูดถูกทุกอย่างเลย แต่ว่านะ ไกด์อียอนอี”
“ครับ”
“ผมคำนวณค่าเสื่อมราคาอย่างเหมาะสมแล้วจึงเรียกราคาไป 50 โกลด์ รองเท้านี่ได้รับการประเมินเป็นพิเศษจากผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินส่วนพระองค์เชียวนะ ถ้าไม่เชื่อผมเอาเอกสารประเมินให้ดูก็ได้”
“…”
“ผมคือองค์ชายรัชทายาทแห่งดิไอแลนด์ ถึงราคาตั้งต้นของรองเท้าบินคู่นั้นคือ 10 โกลด์ แต่ถ้าเป็นรองเท้าที่องค์รัชทายาทอย่างผมเคยสวมใส่ มูลค่าของมันก็ควรจะสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัวไม่ใช่เหรอ?”
ยอนอีปิดปากเงียบ ก็อย่างที่อีกฝ่ายพูด กรณีที่คนสวมรองเท้าเป็นองค์ชายรัชทายาท หากนำรองเท้าบินระดับสูงคู่นี้ขึ้นประมูลก็น่าจะได้เงิน 50 โกลด์มาจริง ๆ เพราะบุคคลภายนอกต่างก็มองว่าข้าวของเครื่องใช้ของเชื้อพระวงศ์เป็นสิ่งล้ำค่าหายาก
ทว่าดวงหน้าขาวยังคงสงบนิ่ง ไม่แสดงท่าทีกระโตกกระตากออกมา
แม้ว่าในใจจะกระอักกระอ่วนกับความหลงตัวเองของอีกฝ่ายอยู่นิดหน่อย
“คำพูดของท่านถูกต้องแล้ว หากผู้มีบุญญาธิการของประเทศชาติเป็นผู้สวมใส่ รองเท้าคู่นั้นย่อมมีคุณค่าขึ้นอย่างแน่นอนครับ แต่ว่า…”
“ว่าไง?”
“ในตอนที่ท่านมอบรองเท้าให้ผม ผมไม่ทราบมาก่อนว่าท่านคือองค์ชายรัชทายาท เพราะท่านปลอมตัวและปกปิดตัวตนที่แท้จริงไว้ หากผมทราบว่าท่านเป็นถึงองค์ชาย ผมคงไม่เสียมารยาทยืมรองเท้าท่านหรอกครับ อีกทั้งตอนนั้นผมก็กำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อความมั่นคงและความสงบสุขของประเทศชาติ ไม่ได้ตั้งใจจะยืมรองเท้าด้วยวัตถุประสงค์หรือความต้องการส่วนตัว ฉะนั้นแล้ว ผมขอให้องค์ชายผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งดิไอแลนด์ได้โปรดใคร่ครวญถึงเรื่องนี้ตามสมควรด้วยเถอะครับ”
“อ๋อ อืม…”
“แล้วก็สิ่งที่เรียกว่า [คุณค่า] เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคล สำหรับใครบางคน รองเท้าที่ผ่านการเหยียบย่ำจากองค์ชายรัชทายาทอาจจะเป็นของล้ำค่าจนยอมควักสิบล้านโกลด์จ่ายโดยไม่เสียดายก็ยังได้ แต่สำหรับผม ไม่ว่านี่จะเป็นรองเท้าที่ใครเคยใช้ก็ไม่มีความหมายอะไรครับ ผมสนใจแค่ข้อเท็จจริงที่ว่ามันผ่านการใช้งานมาแล้วและเป็น [ของมือสอง] เท่านั้น เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่า หากองค์ชายไม่ประสงค์จะโต้แย้งเรื่องความคิดเห็นส่วนบุคคลต่อสิ่งที่เรียกว่าคุณค่ากับผม ท่านก็ควรจะคำนวณค่าเสื่อมสภาพแค่เฉพาะตัวสิ่งของโดยตัดเรื่องสถานภาพของคนใส่ออกไปอย่างโดยสิ้นเชิงครับ สรุปแล้ว ผมว่าราคา 50 โกลด์เป็นราคาที่ไม่ยุติธรรม ผมขอเสนอราคาที่ 3 โกลด์ครับ”
พูดแบบนั้นแล้วยอนอีก็ยกมือขึ้นมาชูสามนิ้วเป็นท่าประกอบ
ความเงียบงันชวนขนลุกปกคลุมห้องรับประทานอาหารอันโอ่โถง คนที่อยู่ในห้องนี้ไม่ได้มีเพียงคนทั้งสี่ แต่ยังมีโดว์มอนซึ่งเป็นหัวหน้ามหาดเล็กประจำพระองค์ เหล่าอัศวินองครักษ์ รวมถึงเหล่าหญิงรับใช้ประจำห้องอาหารด้วย
ริคาร์โดรู้สึกช็อกกับการที่ยอนอีกล้าต่อปากต่อคำกับเขาฉอด ๆ ทั้งที่นั่งอยู่ซึ่ง ๆ หน้า แถมยังอาจหาญบอกว่า [คุณพูดผิดแล้ว ถ้าไม่อยากปะทะฝีปากกับผมก็คิดดี ๆ อีกครั้งซะ] ถึงแม้ตอนนี้อำนาจของราชวงศ์จะเสื่อมถอยต่างจากในอดีตอยู่มากโขก็ตามที
แทฮาจินที่นั่งฟังบทสนทนาของทั้งสองเงียบ ๆ ส่งเสียงหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ
เขาเพิ่งได้รับการยืนยันเมื่อสักครู่นี้ว่าไกด์ในสังกัดตัวเองช่างบ้าบิ่น ไร้ความเกรงกลัวต่อใครหน้าไหนทั้งนั้น นึกว่าทำตัวอวดเก่งไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมกับเขาคนเดียวเสียอีก ใครจะไปนึกว่าเป็นแบบนี้กับทุกคน
เอเลนาเองก็คงสนุกกับภาพตรงหน้าไม่น้อยจึงนั่งยิ้มเงียบ ๆ รอคอยปฏิกิริยาโต้ตอบของริคาร์โด
ฝั่งองค์ชายรัชทายาทได้แต่กะพริบตาอย่างเชื่องช้า หัวสมองขบคิดคำพูดของยอนอีหลายครั้ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นพลางตบฝ่ามือลงบนโต๊ะหินอ่อนไม่หยุด
“เดี๋ยวสิ ไกด์อียอนอี คุณคิดว่าผมจะยอมขายศักดิ์ศรีเพื่อเงินแค่นั้นหรือไง? จริง ๆ แล้วต่อให้ราคาเท่าไหร่ผมก็ไม่สนหรอก อย่างที่คุณพูด ตอนนั้นคุณกำลังทำเพื่อชาติ ถือซะว่ารองเท้าคู่นั้นเป็นของแสดงความขอบคุณแล้วกัน ไม่ต้องจ่ายเงินก็ได้”
“ถ้างั้นทำไมให้ผมมาถึงที่นี่…”
“ก็ทั้งเอสเปอร์แทฮาจินและน้องสาวของผม หรือแม้แต่ดิออนก็เอาแต่พูดเรื่องของคุณกันไม่หยุดปาก ผมสงสัยจนทนไม่ไหว เลยเรียกคุณมาเล่นอะไรกันนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นแหละ”
ริคาร์โดจ้องมองยอนอีอย่างชอบอกชอบใจ ได้ยินแบบนั้นแทฮาจินที่กำลังดื่มไวน์อยู่ข้าง ๆ ก็ขมวดคิ้วมุ่น
“อย่ามาเพ้อเจ้อ ฉันไปพูดถึงอียอนอีไม่หยุดตอนไหนมิทราบ?”