Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (44)
“เหอะ”
แทฮาจินส่งเสียงขึ้นจมูกมาระหว่างขับรถมุ่งหน้ากลับบ้าน
ภาพของอียอนอีที่พูดคำว่า [วันนี้สวยจังนะครับ] ออกมาในขณะทอดมองไปยังหญิงสาวในชุดกาวน์คนหนึ่งหวนกลับเข้ามาในห้วงความคิด เห็นหน้าละอ่อนแบบนั้นแต่ลูกไม้แพรวพราวบริหารเสน่ห์เก่งไม่เบา กับผู้หญิงที่ชื่ออึยบินก็ขยันเอาตัวเองไปป้วนเปี้ยนอยู่รอบ ๆ เธอซะเหลือเกิน แค่นั้นยังไม่พอ คราวนี้เผื่อแผ่ไปถึงคุณหมอสาวสวยเจ้าของไข้อีก
เมื่อไม่กี่วันก่อนแทฮาจินได้รับรายงานจากโมแปที่ถูกส่งไปสอดแนมอย่างลับ ๆ เนื้อหารายงานบอกว่าอียอนอีขลุกอยู่ในห้องผู้ป่วยคิมอึยบินตลอดทั้งช่วงเช้า พอตกบ่ายก็ไปกินข้าวกับแพทย์หญิงชเวซารังอย่างหวานชื่น ตกเย็นก็กลับไปปรนนิบัติคิมอึยบินต่อ
“ทำตัวพิลึกชะมัด”
เสียดายหน้าสวย ๆ นั่นซะจริง ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นพวกแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันไม่เป็น เพราะความประทับใจของแทฮาจินที่มีต่อยอนอีก็คือการที่เขาเลือกสวมเสื้อผ้ามิดชิดต่างจากพวกไกด์ที่พร้อมจะวิ่งเข้าใส่ในสภาพล่อนจ้อนนี่แหละ
จะว่าไปตอนที่ทำกิจกรรมเข้าจังหวะกัน ฝ่ายนั้นก็บอกว่าเพิ่งเคยไกด์ดิงโดยสัมผัสร่างกายลึกซึ้งกับคนอื่นแบบนี้เป็นครั้งแรก
จู่ ๆ เอสเปอร์หนุ่มก็เกิดความคลางแคลงใจในคำพูดนั้นขึ้นมา
ใบหน้าหล่อเหลาส่ายน้อย ๆ ขณะบังคับรถให้แล่นเข้าสู่วิลลาสุดหรูใจกลางเมือง หลังจากเข้าเกียร์จอดรถเรียบร้อย ชายร่างสูงใหญ่ก็ทาบบัตรกับเครื่องยืนยันตัวตนในลิฟต์ ปล่อยให้มันเคลื่อนตัวขึ้นไปสู่เพนต์เฮาส์โดยอัตโนมัติ
เขากินนอนอยู่ในห้องปฏิบัติการภายในศูนย์มาระยะหนึ่งจึงไม่ได้กลับบ้านมานานมากแล้ว บ้านของเขามีผู้มาเยือนอย่างมากสุดก็แค่พนักงานที่ถูกส่งมาเพื่อทำความสะอาดสองครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น
เสียงกดรหัสประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงยืนยันการปลดล็อก
แทฮาจินย่อตัวลงกำลังจะถอดรองเท้าออกแต่กลับต้องชะงักการเคลื่อนไหว รองเท้าส้นสูงสีเงินคู่หนึ่งถูกวางไว้อย่างเรียบร้อยในตู้รองเท้า หัวคิ้วของผู้เป็นเจ้าของบ้านย่นเข้าหากันเล็กน้อย
“คุณฮาจิน มาแล้วเหรอ?”
หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งกระดี๊กระด๊าออกมาต้อนรับถึงประตูหน้าบ้าน เส้นผมสีน้ำตาลสั้นกุดล้อมกรอบใบหน้าเล็ก ต่างหูกับสร้อยคอหรูหราดึงดูดสายตา แถมยังมีกลิ่นสังเคราะห์โชยฟุ้งไปทั่วทางเข้าบ้านอีก
เจ้าของชื่อทำสีหน้าบอกบุญไม่รับ ศีรษะได้รูปโคลงน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยปากพูด
“นี่คุณ บ้าไปแล้วเหรอครับ”
ถึงจะถูกผู้ชายต่อว่าซึ่ง ๆ หน้าแต่หญิงสาวก็ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร กลับตรงปรี่เข้ามาควงแขนฮาจินพลางหัวเราะคิกคัก
“ไม่เห็นเปลี่ยนรหัสเลยนี่นา ไม่ใช่ว่ายอมปล่อยให้ฉันเข้ามาได้หรอกเหรอ?”
นัยน์ตาสีแดงก่ำทอดมองรอยยิ้มซุกซนของหญิงสาวแล้วรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาดื้อ ๆ ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งที่ผู้หญิงคนนี้บุกทะเล่อทะล่าเข้ามาในพื้นที่ของคนอื่นตามใจชอบ
“ปล่อย”
คนตัวสูงสะบัดแขนของหญิงสาวออกอย่างไร้เยื่อใย ก้าวฉับ ๆ จากโซนหน้าบ้านไปยังส่วนทางเดิน มือหนาปลดเนกไทเปื้อนเลือดออกและกำลังจะมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำ ทว่าหญิงสาวที่เดินตามหลังมากลับใช้มือกอดรัดสะโพกสอบของฮาจินไว้แน่น
พอมองลงไปก็เห็นท่อนแขนเรียวยาว ปลายสุดคือมืออันเกลี้ยงเกลาไร้ซึ่งรอยแผลเป็น มือของคนที่เติบโตมาโดยสัมผัสเพียงสิ่งดี ๆ เท่านั้น
“อยากโดนจับเข้าคุกฐานบุกรุกบ้านคนอื่นเหรอ?”
ฮาจินหลับตาลงช้า ๆ เพื่อข่มอารมณ์ก่อนจะลืมตาขึ้นมาพร้อมเอ่ยถาม อีกฝ่ายฟังแล้วก็ยิ่งฝังใบหน้า ถูไถแก้มเข้ากับแผ่นหลังกว้าง
“ก็เราไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้วนี่นา”
“แล้วยังไง”
“อีกไม่นานฉันอาจจะแต่งงานแล้วก็ได้ แต่ต่อให้ผ่านไปนานแค่ไหนฉันก็ลืมคุณไม่ได้อยู่ดี ที่พวกเราต้องถอนหมั้นก็เป็นเพราะใจคุณเปลี่ยนไป…”
หญิงสาวเอาแต่พูดพล่ามพรรณนาเรื่องเก่า ๆ วกไปวนมาจนน่ารำคาญ เขาจึงแกะมือเธอออกจากเอวตัวเองด้วยความหงุดหงิด
“ใจผมเนี่ยนะเปลี่ยนไป?”
ฮาจินพันเนกไทเปื้อนเลือดรอบลำคอของหญิงสาวหนึ่งรอบก่อนจะออกแรงกระชาก ใบหน้าหล่อเหลายื่นเข้าไปใกล้ใบหน้าที่เริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับขาดอากาศ
“ผมต้องมีใจให้ก่อนสิ คุณถึงจะพูดว่าใจผมเปลี่ยนไปได้”
“คุณฮาจิน...”
“ความสัมพันธ์ของเรามันก็แค่เรื่องปาหี่ คุณรู้เรื่องนี้ดีว่าใครไม่ใช่หรือไง?”
“อย่าทำแบบนี้เลย… ได้ไหม?”
หญิงสาวเงยหน้ามองฮาจินด้วยดวงตาที่มีน้ำตาเอ่อคลออย่างเศร้าสร้อย เธอเป็นสาวสวยหยาดฟ้ามาดิน ใครได้เห็นเป็นต้องใจอ่อนยวบ แต่ฮาจินกลับโต้ตอบอย่างไร้ความรู้สึก
ชื่อของเธอคือโรนีลล์
หลานสาวเจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับท็อป 5 ของโลก อีกทั้งยังเป็นประชากรชาวเอเพนฮาร์ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เป็นผู้หญิงที่ไม่มีเรื่องอะไรต้องมาข้องเกี่ยวกับเขาเลยสักนิด
แต่แล้วในวันหนึ่ง หญิงสาวคนนี้ก็มาตามหาเขา
ฮาจินไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้าออกพื้นที่ส่วนตัว แต่เธอกลับมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ในห้องปฏิบัติการในศูนย์ เขานึกสงสัยว่าไอ้บ้าตัวไหนอนุญาตให้เธอผ่านเข้ามาชั้น 1 ได้ แต่อีกใจหนึ่งก็อยากรู้ว่าจุดประสงค์ที่หญิงสาวคนนี้มานั่งรอเขาในชุดวาบหวิวเปิดเผยเนื้อหนังแบบนี้คืออะไรกันแน่
-สวัสดีค่ะ ฉันชื่อโรนีลล์ค่ะ
หญิงสาวบอกว่าตนเป็นแฟนคลับของเขามานาน เธอทั้งอิจฉาและนับถือภาพที่เขากำลังจัดการกับดอร์มาโดยตลอด แต่ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร การเข้ามานั่งอยู่ในห้องปฏิบัติการของคนอื่นตามอำเภอใจ มันเกินคำว่าเสียมารยาทจนเข้าใกล้คำว่ายั่วโมโหเสียมากกว่า
-ตัวจริงต่างกับในรูปถ่ายหรือในข่าวมากเลยนะคะ ตัวจริงคุณดูดีกว่าแล้วก็… อา ฉันตื่นเต้นจนพูดไม่ออกแล้ว…
-ออกไปครับ
เขาเปิดประตูพลางพยักพเยิดคาง ทว่าคำพูดถัดมาของหญิงสาวยิ่งทำให้เขาระคายหูยิ่งกว่าเดิม
-คุณฮาจิน ขับรถยนต์ของบริษัทโบลนีดใช่ไหมคะ? รุ่นสเปเชียลเอดิชันสีแดง อันที่จริง ฉันเป็นหลานสาวของประธานใหญ่บริษัทนั้นน่ะค่ะ ตอนได้ยินว่าคุณฮาจินขับรถรุ่นนั้น… ฉันตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับเลยค่ะ
ในที่สุดก็รู้จนได้ว่าผู้หญิงคนนี้เข้ามาในห้องปฏิบัติการของเขาได้ยังไง คงจะยัดเงินให้เจ้าหน้าที่ศูนย์สักคนแล้วเข้ามาไม่ผิดแน่ ถ้าเป็นถึงหลานสาวของประธานบริษัทใหญ่ก็คงมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะทำแบบนั้นได้ สิ่งใดที่เธอต้องการก็คงจะคว้ามาโดยไม่สนเครื่องมือและวิธีการ
แทฮาจินหวังว่าสิ่งที่คิดจะเป็นเพียงความอคติบังตา แต่น่าเสียดายที่โรนีลล์เป็นมนุษย์แบบนั้นจริง ๆ
-ฉันอยากสานสัมพันธ์กับคุณค่ะ ฉันคิดว่าฉันน่าจะชอบคุณเข้าให้แล้ว
ไม่เข้าใจเลยว่าอีกฝ่ายรู้จักอะไรในตัวเขาถึงได้พูดว่าชอบออกมา ฮาจินไม่แม้แต่จะฟังคำพูดหลังจากนั้นของเธอแล้วไล่ตะเพิดแขกไม่ได้รับเชิญออกไปนอกห้องทันที ไม่เหตุผลอะไรจะต้องทนฟังเลยสักนิด
เพียงไม่นานปัญหาก็เกิดขึ้นหลังจากนั้น
-ลองเก็บไปใคร่ครวญให้ดีเถอะ หลานสาวบ้านนั้นถึงกับลั่นวาจาว่าจะอดข้าวอดน้ำจนวุ่นวายกันไปหมด เห็นว่าท่านประธานใหญ่รักใคร่เอ็นดูหลานสาวคนนี้เหมือนแก้วตาดวงใจ… ขืนเป็นเช่นนี้ ประธานใหญ่โบลนีดจะไม่คิดยกเลิกการค้าขายกับประเทศเราไปหมดทุกอย่างเลยหรือ?
ฮาจินได้ฟังคำพูดแบบนั้นระหว่างงานร่วมรับประทานอาหารกับองค์จักรพรรดิซึ่งถูกจัดขึ้นอย่างกะทันหัน
คำพูดขององค์จักรพรรดิเป็นอะไรที่ยากจะเชื่อได้ลง เป็นไปไม่ได้ที่บริษัทเอกชนซึ่งไตร่ตรองผลกำไรขาดทุนอย่างเข้มงวดจะยุติการค้าขายในทุก ๆ ด้านกับประเทศใดประเทศหนึ่งด้วยเรื่องส่วนตัวแบบนั้น แต่ถ้าหากองค์จักรพรรดิใส่สีตีไข่ให้กับคำพูดของท่านประธานคนนั้นก็เป็นอะไรที่พอจะเข้าใจได้
และบอกตามตรงว่าเขาไม่เคยสนใจเรื่องการค้าขายกับบริษัทเอกชนเลยแม้แต่นิดเดียว ฮาจินจึงปฏิเสธข้อเสนอขององค์จักรพรรดิไปทันที
แต่ทว่า
-…ก็ไม่ได้อยากจะพูดแบบนี้กับนายหรอกนะ แต่ถึงยังไงก็อยากให้ลองคิดดูอีกสักครั้ง เพราะองค์จักรพรรดิเอาแต่ยกคำสัตย์ปฏิญาณมาอ้างอยู่เรื่อย… ฉันว่าพวกนายแค่หมั้นกันไว้แล้วค่อยถอนหมั้นกันทีหลังดีไหม เล่นใหญ่ให้เขาเห็นหน่อย ไม่ว่าจะเป็นประธานใหญ่โบลนีดหรือฝ่าบาทก็คงจะไม่มารบกวนนายให้หงุดหงิดใจอีกแล้วละ
นี่เป็นคำขอของหัวหน้าหน่วยอัศวินไดเคน ถือเป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายขอร้องอะไรบางอย่างกับเขา ฮาจินติดหนี้ก้อนโตกับเขาอยู่ มีหรือจะปฏิเสธสิ่งที่ผู้มีพระคุณร้องขอได้
-นี่เป็นครั้งแรกและน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะฟังคำขอร้องของคุณนะครับ
การหมั้นหมายที่จะว่าสั้นก็สั้นจึงได้เริ่มต้นขึ้น
โรนีลล์เป็นผู้หญิงหัวรั้นอย่างหาตัวจับได้ยากยิ่ง
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่านี่เป็นการหมั้นกันแค่ชั่วคราวในเวลาสั้น ๆ และแม้ว่าเขาจะไม่เคยทำดีด้วยเลย เธอก็ยังทำตัวราวกับเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขาดังเดิมไม่เปลี่ยน
เธอถามซอกแซกวันละหลายสิบครั้งว่าทำอะไรอยู่ที่ไหน เคยเปิดประตูดุ่ม ๆ เข้ามาในบ้านหน้าตาเฉย พอไล่ตะเพิดก็บอกว่าอีกเดี๋ยวเราก็จะได้แต่งงานแล้วเสียด้วยซ้ำไป
ทุกคนที่อยู่ด้วยกันตามลำพังก็มักจะพยายามยั่วยวนให้เกิดอารมณ์ แทฮาจินไม่จำเป็นจะต้องปฏิเสธเรื่องเซ็กซ์จึงทำเรื่องอย่างว่าด้วยกันอยู่สองสามครั้ง แต่ยิ่งทำแบบนั้น โรนีลล์ก็ยิ่งเกาะแกะเขามากขึ้นไปอีก
การกระทำของโรนีลล์หวุดหวิดจะข้ามเส้นที่แทฮาจินสามารถยอมรับได้เข้าไปเต็มทน
และแล้ววันหนึ่งความจริงก็กระจ่าง
โรนีลล์เป็นฝ่ายวิ่งโร่ไปขอร้ององค์จักรพรรดิด้วยตัวเอง แถมยังพยายามเกลี้ยกล่อมหัวหน้าหน่วยอัศวินผู้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเขาอีกด้วย
หัวหน้าหน่วยอัศวินไดเคนไม่อาจต้านทานการเกลี้ยกล่อมของเธอได้จึงมาขอร้องเขา ทั้งหมดนี้เป็นความจริงที่เขาได้รู้เพราะไปตรวจสอบกับคนสนิทขององค์จักรพรรดิเป็นการส่วนตัว
-ถ้างั้นฉันต้องทำยังไงล่ะ? ฉันรักคุณนะ ถ้าไม่ใช้วิธีนั้นฉันก็ครอบครองคุณไม่ได้น่ะสิ… เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว คุณให้อภัยฉันไม่ได้เหรอ?
คำว่า [ครอบครองไม่ได้] ทำให้ฮาจินแค่นหัวเราะออกมา และการหมั้นหมายก็ยุติลงทั้งแบบนั้น
เขาข่มขู่อีกฝ่ายไว้อย่างชัดเจนว่าอย่ามาให้เห็นหน้าอีก
ฮาจินจัดการขายรถรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันของบริษัทโบลนีดของตัวเองทันทีที่ถอนหมั้นกับเธอ แล้วเลือกรถสีม่วงของบริษัทอื่นมาแทน
‘ป่านนี้แล้ว ทำไมเธอถึงยังกล้าโผล่หน้ามาให้ฉันเห็นอีก?’
เป็นสถานการณ์ที่ชวนให้เหนื่อยหน่ายจนแม้กระทั่งตัวเขาเองยังแปลกใจ
“ฉันลืมคุณไม่ได้หรอก ฉันแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว วันวันหนึ่งฉันเซิร์จหาชื่อของคุณฮาจินตั้งหลายครั้ง แค่ได้เห็นรูปคุณฉันก็มีความสุขแล้ว… คุณช่วยฉันสักหน่อยไม่ได้เหรอ?”
เรียวแขนบอบบางโอบกระหวัดรอบลำคอ ฮาจินหลับตาแน่น โมโหจนสั่นไปทั้งร่าง พูดกับผู้หญิงคนนี้ไปก็เปลืองน้ำลายเหมือนสีซอให้ควายฟัง ทั้งที่เตือนไว้ไม่รู้กี่ครั้งแล้วแท้ ๆ
สุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์ ผู้หญิงคนนี้ยังกลับมาบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของเขาตามอำเภอใจอีกครั้งจนได้ โทสะของฮาจินเดือดพล่าน นัยน์ตาสีแดงก่ำเหยียดมองคล้ายกับจะกดอีกฝ่ายลงต่ำ ก่อนจะเอ่ยถามความในใจของเธอออกมาตรง ๆ
“บอกมาเถอะ คุณมาที่นี่เพื่อมีเซ็กซ์กับผมเหรอ?”
แพขนตายาวของโรนีลล์สั่นไหว เธอเบือนหน้าไปด้านข้าง ทำปากพะงาบ ๆ คล้ายจะพูดแต่ก็ไม่พูด ฮาจินจึงยกมือขึ้นมาบีบคางเธออย่างรุนแรง กระชากใบหน้าให้หันมาทางตน
“ปู่ของคุณเขารู้หรือเปล่า? ว่าหลานสาวคนเดียวทำตัวแบบนี้น่ะ?”
“ไม่ใช่นะ คุณฮาจิน... ฉัน…”
“ผมไม่ใช่ดิลโด้ของคุณนะ แม่ง ไสหัวไปไกล ๆ ไม่ได้หรือไงวะ”
ฮาจินจงใจใช้คำพูดหยาบคาย เหยียดหยามจิตใจเธอด้วยความหงุดหงิดที่สุมแน่นอยู่เต็มอก โรนีลล์ทำให้เขารำคาญและเดือดดาลมาก ขืนพูดอ้อม ๆ แบบละมุนละม่อมมีหรือเธอจะเข้าใจ
แต่ทันใดนั้น หญิงสาวก็ส่ายหน้า
“ไม่ใช่อย่างนั้น คุณก็รู้นี่ ฉันรักคุณมากขนาดไหน... พวกเราหมั้นกันอีกรอบไม่ได้เหรอ? ฉันจะทำตัวดี ๆ… จะไม่ทำให้คุณรำคาญอีกแล้ว นะ?”
เฮ้อ
เมื่อฮาจินพ่นลมหายใจออกมาสั้น ๆ แล้วเงยหน้าขึ้น ลูกกระเดือกของเขาก็เผยให้เห็นเด่นชัดบนลำคอหนา ฮาจินกลอกตาขึ้นมองเพดาน นัยน์ตาสีโกเมนได้รูปสวยกลอกไปมาอย่างน่าขนลุก
ไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาต้องปล่อยผ่านเรื่องแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน
จำได้ว่าแม้แต่ตอนที่ยอมขึ้นเตียงกับโรนีลล์เมื่อหลายปีก่อน แทฮาจินก็ไม่เคยให้ค่าอะไรกับมัน กลับกันเขาแทบจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำเพราะเรื่องเกิดขึ้นนานแล้ว
ลำคอแกร่งกลับมาตั้งตรงอีกครั้ง เขาออกแรงบีบคอเธอด้วยเนกไทแล้วผลักไปกระแทกผนัง โรนีลล์ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ผลักฮาจินออก
“คราวนี้ผมจะยอมปล่อยคุณไป เพราะงั้นก็ไสหัวไปซะ แล้วอย่ามาที่นี่อีก”
ฮาจินให้โอกาสครั้งสุดท้าย เขาไม่อยากคบค้าสมาคมกับเธอไปมากกว่านี้อีกแล้ว จังหวะที่กำลังผละออก หญิงสาวกลับใช้แรงดึงท้ายทอยของแทฮาจินเข้ามาแล้วประกบจูบทันที
ฮาจินสะบัดร่างบอบบางออกอย่างรุนแรง เขาจ้องใบหน้าของเธอเขม็งแล้วส่งเสียงหัวเราะอย่างสมเพช
“เสียสติไปแล้วสินะ”
“คุณฮาจิน...”
“เวลาผมให้โอกาสแล้ว คุณไม่ควรพูดอะไรต่อ คุณน่าจะรู้เรื่องนั้นดีกว่าใครไม่ใช่เหรอ”
เขาต้องใช้ความอดทนอย่างมหาศาลในการสะกดกลั้นความโกรธไว้ที่ก้นบึ้งของจิตใจ ขืนเป็นแบบนี้เขาอาจจะพลั้งมือทำอะไรลงไปก็ได้ มนุษย์ที่ชื่อโรนีลล์อาจหายไปจากโลกนี้โดยที่เขาเองยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ
ฮาจินกำหมัดแน่นพลางพูดเสียงลอดไรฟัน
“ถ้าบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ของผมอีก ผมจะฉีกหน้าสวย ๆ ของคุณเป็นชิ้น ๆ ซะ โรนีลล์ เข้าสมองบ้างหรือยัง?”
โรนีลล์ที่ทำท่าจะโผเข้ามาหาแทฮาจินอีกครั้งถึงกับชะงักตัวแข็งทื่อ โรนีลล์เป็นคนแรกที่ทำให้เขาโมโหจนตัวสั่นได้ขนาดนี้ หากเป็นคนทั่วไปก็คงจะหนีไปด้วยความหวาดกลัวแล้ว
ฮาจินพูดด้วยเสียงกดต่ำแทบคำราม
“ตอบมา”
“…พวกเราไปกันไม่ได้จริง ๆ เหรอ? มันจบแล้วจริง ๆ น่ะเหรอ?”
มือเรียวยาวเหมือนกิ่งไม้แห้ง ๆ แตะลงบนท่อนแขน กระทั่งสัมผัสเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผู้หญิงคนนี้ก็ยังทำให้ขยะแขยงเต็มทน แทฮาจินเบ้หน้า เขาไม่เข้าใจว่าการยัดเยียดความรู้สึกของตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวมันเรียกว่าความรักตรงไหน
ฮาจินแค่นหัวเราะพลางสะบัดมือเธอออก พรูลมหายใจยาวเหยียดออกมาแรง ๆ
“จบงั้นเหรอ พวกเราเริ่มต้นกันแล้วหรือไง?”
โรนีลล์ไม่ละความพยายาม ยังบดเบียดร่างกายเข้ามาใกล้ แต่ใบหน้าเย็นชาปานก้อนน้ำแข็งของแทฮาจินก็เอาแต่โยกหลบไปด้านหลัง แสดงให้เห็นว่าเขารังเกียจที่จะประกบจูบกับเธออย่างเปิดเผย มือหนาใหญ่กระชากเสื้อตรงไหล่ของหญิงสาวแล้วลากออกไปหน้าประตู
“ออกไปซะ”
“คุณฮา…”
“อย่าทดสอบความอดทนของผมจะดีกว่า”
นั่นเป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริง ฮาจินรู้สึกเหมือนกำลังถูกทดสอบความอดทนและความเป็นมนุษย์อย่างยิ่งยวด ทั้งที่ของพรรณ์นั้นเขาทิ้งมันไปตั้งนานแล้ว
โรนีลล์ยังคร่ำครวญเว้าวอนไม่หยุด
แต่ขอร้องละ อย่าได้มาเจอหน้ากันอีกเลย
แกร๊ก!
ฮาจินเปิดประตูแล้วโยนเธอออกไปเหมือนถุงขยะ จากนั้นจึงต่อสายตรงหาโดเบอร์แมนทันที
-ครับ คุณเอสเปอร์ โดเบอร์แมนครับ
“ขายวิลลาซะ”
-…เอ่อ… หมายถึงวิลลาไหนครับ? พอดีว่ามีอยู่หลายที่
“ที่ที่ผมอยู่”
-อ๋อ แต่เพนต์เฮาส์นั้นคุณเก็บไว้ลงทุนไม่ใช่เหรอครับ? เก็บไว้นานกว่านี้หน่อยก็น่าจะดีนะครับ
“โรนีลล์บุกเข้ามา”
-…แหม ก่อเรื่องอีกแล้วสินะครับ
ได้ยินเสียงโดเบอร์แมนเดาะลิ้นจากปลายสาย เขาบอกไปสั้น ๆ ว่าไม่สนเรื่องลงทุนแล้ว ให้จัดการขายวิลลาหลังนี้ทิ้งไปซะ จากนั้นจึงเดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่น หลับตาลงแน่นด้วยความรู้สึกขยะแขยงที่ยังหลงเหลืออยู่
อันที่จริงก็ไม่ได้อยากจะย้อนกลับเข้ามาในนี้เท่าไหร่นัก แต่ความรู้สึกอยากจะชำระล้างส่วนที่ถูกโรนีลล์สัมผัสมีมากกว่า
พอได้เข้าห้องน้ำไปล้างเนื้อล้างตัว ความอึดอัดจึงพอเบาบางลง ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งให้น้ำเย็น ๆ ไหลชะโลมร่างกาย พลันหัวสมองก็นึกถึงอียอนอีขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
ทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วย
ช่วงนี้เขามักเกิดอาการแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง จู่ ๆ ใบหน้าของอีกฝ่ายก็โผล่เข้ามาในความคิดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ชวนให้รู้สึกแปลก ๆ ในอก
บทสนทนาของหนุ่มสาวเมื่อครู่นี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหู
‘วันนี้สวยจังนะครับ’
‘ก็ฉันไม่รู้นี่นาว่าจะได้ไปเดตกับคุณยอนอีตอนไหน เลยต้องแต่งสวยตลอดน่ะสิคะ’
หนุ่มหล่อ สาวสวย เหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก
ฮาจินเสยผมเปียกชื้นไปด้านหลังแรง ๆ สายน้ำไหลผ่านกล้ามเนื้อหนั่นแน่นปานรูปสลัก
ใบหน้าของอียอนอีราวกับถูกวาดขึ้นมากลางอากาศ
มันเริ่มอีกแล้ว… กระบวนการความคิดของเขาเริ่มบิดเบี้ยวออกนอกลู่นอกทางไปเรื่อย ๆ จนกู่ไม่กลับ
ชายหนุ่มร่างสูงยืนครุ่นคิดอย่างเหม่อลอย ใบหน้าฉายร่องรอยความเหนื่อยล้าและหงุดหงิดผสมปนเปกัน
สภาพของอียอนอีตอนที่ถูกครอบงำด้วยแรงอารมณ์เป็นยังไงกันนะ?