Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (46)
เอสเปอร์หนุ่มปฏิบัติตัวต่อเจ้าชายรัชทายาทแบบเป็นกันเอง ถ้าเป็นคนแบบแทฮาจิน จะทำตัวแบบนี้ก็ไม่ได้น่าตกใจอะไร องค์ชายรัชทายาทก็ดูเป็นคนใจกว้าง ไม่ได้ถือตัวสักเท่าไหร่ด้วย
‘เป็นเพื่อนกันงั้นเหรอ?’
แทฮาจินเงียบมาตลอดเวลาที่เขาสนทนากับริคาร์โดแต่กลับพูดทะลุกลางปล้องขึ้นมาเหมือนไม่พอใจกับสิ่งที่ผู้เป็นสหายเพิ่งบอกเท่าไหร่นัก ยอนอีเลิ่กลั่กพูดอะไรไม่ออก ส่วนริคาร์โดทำเพียงยักไหล่น้อย ๆ อย่างไม่ยี่หระ
“เอ้า ก็ฉันได้รับรายงานว่านายรังแกไกด์อียอนอีแบบเกินกว่าเหตุนี่ สงสัยฉันจะเข้าใจผิดไปเองละมั้งเนี่ย”
“อย่ามายุ่งน่า”
“ฉันรู้ความสามารถของไกด์อียอนอีดี แล้วแบบนี้จะไม่ให้ยุ่งได้ยังไง? เขาเป็นเหมือนแสงสว่างเรืองรองสุดล้ำค่าของประเทศนี้เชียวนะ”
ยอนอีหันไปจ้ององค์หญิงเอเลนา ส่งคำถามไปทางสายตาว่าองค์ชายรัชทายาทก็รู้ว่าตัวเองเป็นไกด์ระดับ S ด้วยงั้นเหรอ หญิงสาวผู้สูงศักดิ์เพียงแย้มยิ้มแพรวพราย นั่นเป็นคำตอบอันไร้เสียงแต่ชัดเจนอย่างยิ่งแล้ว
‘พวกเชื้อพระวงศ์นี่ ชอบมายุ่งกับชีวิตชาวบ้านเขาซะจริง…’
คนถูกเปิดโปงความลับนึกค่อนขอดในใจว่าคนพวกนี้มีสปอร์ตไลท์ติดตั้งไว้ในปากหรือยังไงกัน ดวงหน้าขาวหันไปทอดสายตามองใบหน้าด้านข้างอันแสนจะดูดีของแทฮาจินก่อนจะเอ่ยปากถาม
“คุณเอสเปอร์มีธุระอะไรที่นี่เหรอครับ?”
เห็นอีกฝ่ายถึงกับลาหยุดประจำปีก็เลยทึกทักเอาว่าน่าจะมีธุระสำคัญมาก แต่ผิดคาดที่ได้มาเจอผู้เป็นนายในพระราชวังหลวงแห่งนี้ คนถูกถามเพียงรินไวน์ใส่แก้วว่างเปล่าและพูดตอบ
“มีประชุมตามกำหนดการครับ”
“อ๋อ”
เรื่องที่ทำให้ถึงกับต้องลางานคือการประชุมตามกำหนดการนี่เอง ยอนอีนึกถึงทะเลสีเลือดกับภาชนะของอีกฝ่ายขึ้นมาชั่วขณะแล้วเดาะลิ้นในใจ สุดยอดคนสู้ชีวิตอยู่ตรงนี้แล้ว น่าสงสารชะมัด ขนาดวันพักผ่อนยังต้องมาทำงานอีก
ริคาร์โดหยิบแก้วเปล่าที่วางอยู่ตรงกลางมารินไวน์ลงไปประมาณครึ่งแก้ว จากนั้นจึงเริ่มเอ่ยปากพูดกับยอนอีอีกครั้ง
“ผมเองก็มีเรื่องจะคุยกับคุณอยู่พอดีเหมือนกัน”
“เชิญท่านพูดมาได้เลยครับ”
“สนใจมาเป็นไกด์ในสังกัดราชวงศ์ไหม? เอ้อ แน่นอนว่าต้องทำหน้าที่ควบคู่ไปกับหน้าที่ไกด์ในสังกัดของเอสเปอร์แทฮาจินนะ แต่ถ้ามองในมุมสวัสดิการ ผมพนันได้เลยว่านี่เป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดในสายอาชีพนี้แล้วละ ว่าไง?”
ตรงไปตรงมาดีนี่
แก้วไวน์ในมือที่ยังไม่พร่องไปแม้แต่หยดเดียวถูกหมุนควงไปมา เขาหลุบตาลงครุ่นคิดครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับริคาร์โด น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำของเขาดังกังวานทั่วห้องอาหาร
“ขอบคุณสำหรับข้อเสนอ แต่ผมขอปฏิเสธครับ”
ไม่ใช่แค่องค์ชายรัชทายาทที่ตกใจ
ทั้งเอเลนาและแทฮาจินต่างก็มีร่องรอยของความตกใจบนใบหน้าด้วยเช่นกัน
ปฏิกิริยาของพวกเขาจะเป็นแบบนั้นก็ไม่แปลก คำว่าขึ้นตรงกับราชวงศ์ก็เหมือนกับมีอำนาจระดับประเทศชาติหนุนหลัง ทั้งรายได้ประจำปี สวัสดิการ แม้กระทั่งการมีหน้ามีตาในสังคมก็อยู่ระดับสูงสุดแบบที่ศูนย์ไม่มีทางให้ได้
จุดสูงสุดในสายอาชีพของผู้มีคุณสมบัติพิเศษ แน่นอนว่าต้องเป็นการได้เข้าร่วมสังกัดของราชวงศ์
ทว่าสำหรับยอนอีแล้ว การถูกแปะป้ายว่าเป็นคนของราชวงศ์ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เลยสักนิด พ่อของเขากระทำเรื่องเหี้ยมโหดไปมากมายภายใต้เงาของราชวงศ์ แม้จะไม่ได้รู้อย่างละเอียดนัก แต่ในการทดลองของพ่อมักมี [หนูทดลอง] ต้องสละชีวิตเสมอ และผู้ที่อนุญาตให้ทำการทดลองอันโหดร้ายผิดศีลธรรมก็คือราชวงศ์นั่นแหละ
ข้อเสนอเข้าสังกัดราชวงศ์งั้นเหรอ...
ไม่อยากได้เลยสักนิด เป็นเพราะความรู้สึกผิดต่อเด็ก ๆ ที่ตายไปและเขาก็ไม่อยากเดินตามรอยเท้าพ่อด้วย
เมื่อได้ยินคำตอบที่ไม่คาดคิด ริคาร์โดจึงเอ่ยถามกลับด้วยสีหน้างุนงง
“อืม ขอถามเหตุผลได้หรือเปล่า?”
“ต้องขออภัยด้วย แต่ผมเกรงว่าจะพูดออกไปตามตรงไม่ได้ แค่ได้อยู่ในสังกัดศูนย์เมืองหลวง ผมก็พอใจแล้วครับ ถึงไม่ได้ขึ้นตรงกับราชวงศ์ แต่ผมก็จะทำงานเพื่อดิไอแลนอย่างเต็มที่แน่นอนครับ”
อันที่จริงเขาตั้งใจทำงานเพื่อชีวิตตัวเองมากกว่าความผาสุกของประเทศชาติ แต่เขาไม่สนหรอกว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไง ในเมื่อไกด์หนุ่มตรงหน้าแจกแจงมาเสียขนาดนี้แล้ว ริคาร์โดก็ไม่มีหน้าจะเสนออะไรต่อ จึงได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและจิบไวน์แก้เก้อ
แทฮาจินจ้องมองอียอนอีที่นั่งเงียบราวกับจมอยู่ในห้วงความคิด
‘เพราะอะไรกัน?’
เขาแน่ใจว่าราชวงศ์คอยหนุนหลังไกด์ในสังกัดคนนี้อยู่ อธิบดีฝ่ายตุลาการก็บอกเองว่าองค์จักรพรรดิให้ความช่วยเหลือเขา แต่องค์จักรพรรดิไม่เคยไปแทรกกลางเรื่องส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของใคร พระองค์มักจะยื่นมือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องที่ใหญ่กว่านี้เท่านั้น
หมายความว่าอียอนอียังมีคนอื่นเป็นแบ็กอยู่อีก
ไม่งั้นเขาก็คงจะตอบรับข้อเสนอจากราชวงศ์อย่างหน้าชื่นตาบานไปแล้ว มีคำว่าสังกัดราชวงศ์ไว้คอยคุ้มครองใครจะไม่ชอบ แต่หมอนี่กลับปฏิเสธโดยแสดงออกว่าไม่ต้องการอย่างเปิดเผย
จิ๊กซอว์ที่ไม่ปะติดปะต่อกันทำให้แทฮาจินยิ่งรู้สึกสงสัย
ไม่อาจรู้ได้เลยว่าอียอนอีเป็นมิตรหรือศัตรูของราชวงศ์กันแน่
“…ก็เลยให้ดิออนไปต่างเมือง เจ้านั่นโตมาแบบสบายเกินไป ปัญหาคือดิออนสนุกกับการเอ้อระเหยลอยชายไปวัน ๆ เนี่ยสิ… เพราะแบบนี้แหละเขาถึงกล้าปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้าอัศวินได้หน้าตาเฉย”
เวลาน้ำชาดำเนินต่อไปอย่างยาวนานกว่าปกติ ริคาร์โดยกเรื่องสัพเพเหระมาพูดคุยจนน้ำลายแตกฟอง เอเลนาเพียงแค่ตอบรับอย่างพอประมาณ ในขณะที่แทฮาจินไม่ได้สนใจบทสนทนาของพวกเขาเลยด้วยซ้ำ
สุดท้ายผู้ที่ยังทนฟังคำพูดเรื่องเปื่อยขององค์ชายรัชทายาทก็เหลือเพียงยอนอีคนเดียว ยิ่งเห็นว่าเขาทำท่าทางตั้งใจฟัง องค์ชายรัชทายาทก็ยิ่งพูดจ้ออย่างเริงร่าราวกระดี่ได้น้ำ ขืนให้พูดต่ออีกนิด อีกฝ่ายก็คงจะหลุดเผยความลับสุดยอดระดับประเทศออกมาแบบหมดเปลือกแน่นอน
โดว์มอน หัวหน้ามหาดเล็กที่ยืนเฝ้าระวังอยู่ห่าง ๆ ไม่อาจหักห้ามความร้อนใจได้อีกต่อไป และตอนนั้นเองที่เขาเดินเข้าไปหาเจ้าชายรัชทายาท
“องค์ชาย หยุดดื่มชาก่อนเถอะครับ”
“พูดอะไรของนาย? นาน ๆ ทีจะมีไกด์ที่ตั้งใจฟังเรื่องเล่าของฉันโผล่มาสักหนนะ”
“คือว่า ตอนนี้ที่ตำหนักขององค์ชาย…”
พูดยังไม่ทันจบประโยคดีก็มีบางอย่างมาขัดขวางเสียก่อน ผู้ที่เป็นสาเหตุให้หัวหน้ามหาดเล็กต้องหยุดพูดปรากฏตัวขึ้น ณ หน้าห้องอาหาร
“รวมตัวกันอยู่ที่นี่เอง”
สายตาทุกคู่จับจ้องไปทางต้นเสียงทุ้มต่ำน่าเกรงขามอย่างพร้อมเพรียง ชายผู้ที่เดินตรงเข้ามาด้วยท่าทางคอตั้งหลังตรงดูองอาจงามสง่า ในชุดเครื่องแบบเรียบร้อยแต่หรูหราผู้นี้คือองค์จักรพรรดิแห่งดิไอแลนนั่นเอง
“ถวายบังคมดวงสุริยันแห่งดิไอแลนพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนลุกขึ้นทำความเคารพ เป็นครั้งแรกที่ยอนอีได้พบเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินกับตาตนเอง เพียงแค่ความรู้สึกที่แผ่ซ่านออกมาก็ทำให้รับรู้ได้แล้วว่าอีกฝ่ายคือสัญลักษณ์ของชาติอย่างที่ใคร ๆ ก็ว่ากัน พลังที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเอสเปอร์ระดับ A+ กระเพื่อมไหวออกมาจากตัวอีกฝ่ายเป็นระลอก
องค์จักรพรรดิผายมือเป็นเชิงอนุญาตให้ทุกคนนั่งลง ส่วนเขาเดินไปนั่งตรงตำแหน่งหัวโต๊ะ ยอนอีเริ่มครุ่นคิดอย่างหนักว่าควรถอยฉากออกไปจากที่นี่ดีหรือไม่ จนในที่สุดก็ตัดสินใจได้ว่าจะลุกออกไป
แต่ในระหว่างนั้นเขากลับบังเอิญสบตากับองค์จักรพรรดิเข้าเสียก่อน
ตามมารยาทแล้ว สามัญชนไม่ควรสบตากับสมาชิกราชวงศ์เป็นเวลานาน แต่เมื่อครู่เขาสบตากับเหล่าเจ้าหญิงเจ้าชายอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร แถมตอนนี้องค์จักรพรรดิก็กำลังจ้องเขาเขม็งจนแทบทะลุ จะหลบตาก็ทำไม่ได้เสียด้วย
“โฮ่”
องค์จักรพรรดิตาเป็นประกายราวกับพบเจอสัตว์หายาก ยกมือขึ้นลูบเคราและทอดมองคนอายุน้อยกว่าด้วยดวงตาสีเขียวเข้มอย่างเปิดเผย
“เธอคือไกด์อียอนอีงั้นหรือ?”
“ใช่ครับ”
“ฉันได้ฟังเรื่องเธอมาเยอะทีเดียว เป็นเหมือนที่ได้ยินมาเลย”
ได้ยินเรื่องเขาจากใครกัน?
คำที่เขาตอบจักรพรรดิไปมีแค่คำว่า ใช่ครับ เท่านั้น คำพูดแค่คำเดียวไม่น่าตัดสินอะไรใครได้ ที่บอกว่าเป็นเหมือนที่ได้ยินมา น่าจะหมายถึงรูปลักษณ์ภายนอกของเขาเสียมากกว่า
‘รู้จักฉันงั้นเหรอ?’
ยอนอีเริ่มครุ่นคิดมากกว่าเดิม
นัยน์ตาสีน้ำตาลหลุบลงต่ำ แต่แล้วกลับเบิกกว้างเพราะกลิ่นน่าสะอิดสะเอียนอันแสนคุ้นเคยเสียดแทงเข้ามาในจมูก ก้อนเนื้อในอกพลันเต้นรัวจนได้ยินเสียงดังก้องในหัว ฝ่ามือชาดิกไร้ความรู้สึก แว่วเสียงฝีเท้าเนิบ ๆ กำลังตรงมายังห้องอาหารจากที่ไกล ๆ
ประสาทสัมผัสทั้งหมดคล้ายถูกปลุกให้ตื่น พวกมันส่งสัญญาณเตือนและร้องตะโกนบอกให้รีบหนีไปจากที่นี่
ได้โปรด ขอให้เป็นการเข้าใจผิดไปเองทีเถอะ
“ขอโทษที่มาช้าครับ พอดีผมไปเข้าห้องน้ำมา”
ชายวัยกลางคนโค้งคำนับแล้วก้าวเข้ามาด้านใน องค์จักรพรรดิยกมือขึ้นเป็นการตอบรับ
“ไม่เป็นไร นั่งลงสิ งานประชุมตามกำหนดการในวันนี้น่าจะต้องประชุมกันที่นี่แล้วล่ะ”
เมื่อองค์จักรพรรดิส่งสัญญาณทางสายตา มิลเลอร์ หัวหน้ามหาดเล็กประจำพระองค์ที่ยืนห่างออกไปก็สาวเท้าเข้ามาใกล้
“ผมจะไปพาสมาชิกสภาสูงมาที่นี่ครับ”
คงเกิดกรณีย้ายสถานที่ประชุมแบบนี้บ้างเป็นครั้งคราว มิลเลอร์จึงกดนาฬิกาสั่งการอย่างคล่องแคล่ว ทันใดนั้น ผู้มีพลังเคลื่อนย้ายกว่าสิบคนก็มารวมตัวกัน ทำให้เกิดแสงสว่างจ้าขึ้นที่ห้องอาหารในตำหนักองค์ชายรัชทายาท ทุกคนสวมชุดคลุมที่บ่งบอกให้รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดราชวงศ์
เมื่อหัวหน้ามหาดเล็กมิลเลอร์พูดสั่งอะไรสองสามคำ พวกเขาก็หายตัวไปอีกครั้ง คงจะแยกย้ายกันไปพาตัวเหล่าสภาสูงมาประชุมกันที่นี่
ท่ามกลางเหตุการณ์ที่เกิดอย่างรวดเร็วตรงหน้า ยอนอีไม่แม้แต่จะมีสติเงยหน้าขึ้นมาดู เขารู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของมนุษย์คนนั้นในระยะประชิดมาก ๆ
‘โถ่เว้ย… มาเจอกันที่นี่เนี่ยนะ?’
ยอนอีกลืนน้ำลายฝืดเฝื่อนลงคอ ฝ่ามือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในผิวเนื้อ รู้สึกราวกับหัวใจจะดีดกระดอนออกมานอกร่าง เขาอยากวิ่งออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ การปรากฏตัวของคนคนนี้ช่างหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าตอนได้เผชิญหน้ากับองค์จักรพรรดิเสียอีก
ไม่ใช่
ไม่ใช่หรอกน่า
เขาพยายามคิดในแง่บวกเพื่อปลอบใจตัวเอง ความคิดโง่เง่านั่นทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมาเพื่อยืนยันให้รู้ไปว่าเข้าใจผิดไปเอง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือเขาสบตากับคนที่พยายามหนีมาตลอดเข้าเต็ม ๆ
…อีฮงจุน
พ่อของเขาเอง
“…”
อีฮงจุนกวาดตามองรอบโต๊ะหนึ่งรอบก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นสูง ฝ่ายนั้นเองก็ดูท่าจะนึกไม่ถึงว่าจะได้พบยอนอีที่นี่เช่นกัน
แม้มีสมาชิกราชวงศ์สามคนกับเอสเปอร์ระดับ S อยู่ตรงหน้า แต่อีฮงจุนก็เลือกที่จะเดินตรงเข้ามาหาลูกชายอย่างไม่ลังเล
ท่วงท่าการเดินของเขาเป็นระเบียบไร้ช่องโหว่ให้ตำหนิ อีกฝ่ายถอดเสื้อกาวน์นักวิจัยสีขาวออก เผยให้เห็นชุดสูทสั่งตัดพอดีตัวแสดงให้เห็นอุปนิสัยอันไร้ที่ติ อีฮงจุนหยุดยืนตรงหน้ายอนอีที่ตอนนี้หน้าซีดไร้สีเลือด ผู้เป็นลูกดันเก้าอี้ออกดังครืดแล้วผุดลุกขึ้นจากที่นั่งทันที
เด็กหนุ่มในวัยสิบหกปีตัวเล็กกว่าผู้เป็นพ่อ ตอนที่เขาตัดสินใจหนีออกจากบ้านเมื่อครั้งยังเด็ก
แต่บัดนี้ชายหนุ่มในวัยยี่สิบห้าตัวใหญ่กว่าผู้เป็นพ่อเล็กน้อยแล้ว ผู้ให้กำเนิดที่เพิ่งได้เจอเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีมีริ้วรอยมากขึ้นตามอายุและศีรษะถูกปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีขาว แต่ถึงอย่างนั้น แผ่นหลังที่เหยียดตรงและสายตาหยิ่งยโสคู่นั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะแสดงออกว่ารู้จักเขาอย่างเปิดเผยแบบนี้ ทั้งที่ยอนอีอุตส่าห์ไปไหนมาไหนโดยจงใจปิดบังความสัมพันธ์ระหว่างเขาและพ่อแทบตาย เขามั่นใจว่าตามนิสัยของคนรักความสมบูรณ์แบบเข้าเส้นเลือดอย่างพ่อ คงไม่มีทางแนะนำลูกชายซึ่งเป็นแค่ไกด์ B กระจอก ๆ อย่างเขาด้วยความภาคภูมิใจแน่นอน
เพราะพ่อไม่ชอบให้ชีวิตต้องมีจุดด่างพร้อย
ตัวเขาเองก็อับอายไม่แพ้กันที่มีอีกฝ่ายเป็นพ่อผู้ให้กำเนิด เคยถึงกับจินตนาการเสียด้วยซ้ำว่าหากพวกเขาสองคนได้พบกันโดยบังเอิญก็คงจะเดินผ่านไปราวกับคนแปลกหน้า
แต่นี่อีฮงจุนกลับไม่มีท่าทีที่อยากจะปกปิดเลยสักนิด
ไม่หรอกน่า พ่อคงไม่เปิดเผยว่าเขาเป็นลูกชายหรอก
พ่อไม่ใช่คนทำอะไรสิ้นคิดแบบนั้นสักหน่อย
แต่ทว่า
“ฝ่าบาท ในที่สุดก็ได้แนะนำให้รู้จัก เด็กคนนี้คือลูกชายของผมเองครับ”
…หา?
ยอนอีหันขวับไปมองใบหน้าด้านข้างของอีฮงจุนด้วยสายตาช็อกถึงขีดสุด
นี่มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลยจริง ๆ