Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door Prologue (1)
“สวัสดีค่ะ มาตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังใช่ไหมคะ?”
น้ำเสียงเนือย ๆ ถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากของหญิงสาวอย่างเบื่อหน่าย เนื่องจากมีลูกค้าบางคนที่เข้ามาตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังวันละหลายหน ถ้าให้พูดแบบทำร้ายจิตใจหน่อย ๆ ก็คงต้องบอกว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับตาสีตาสาที่ไหนก็ได้ อันที่จริงพลังของพวกเขาไม่ได้เพิ่งตื่นขึ้นใหม่อีกครั้งหรอก แต่คนพวกนี้น่ะ แค่เห็นอาการผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวเองเลยตื่นตูม รีบแวะเข้ามาตรวจพร้อมความหวังในใจว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นก็เท่านั้นเอง
หญิงสาวกวาดตามองแผ่นกระดาษที่ชายหนุ่มยื่นให้แบบขอไปที บนกระดาษมีข้อมูลส่วนตัวระบุเอาไว้ว่า
「ชื่อ: อียอนอี
อายุ: 25 ปี
เพศ: ชาย
คุณสมบัติเดิม : ไกด์ระดับ B
……」
ไม่ได้มีไกด์มาเยี่ยมเยียนที่นี่นานแล้ว
เธอเงยหน้าขึ้นจ้องมองชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของชื่ออันไพเราะว่า 「อียอนอี」 อีกฝ่ายสวมหน้ากากที่มีขนาดใหญ่จนปิดบังกว่า 2 ใน 3 ส่วนของใบหน้า แว่นตาทรงเหลี่ยมที่ถึงแจกฟรีก็ไม่มีใครเอา และไว้ผมหน้าม้ายาวปิดไปเสียครึ่งตา
‘มิจฉาชีพหรือเปล่า?’
นั่นเป็นข้อสงสัยที่ดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากไม่ใช่มิจฉาชีพก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังหน้าตาถึงขนาดนี้
ผิวหนังที่โผล่ออกมาให้เห็นนอกร่มผ้าเล็กน้อยแลดูขาวซีดราวกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเขาใส่หน้ากากเพราะป่วยหรือเปล่า
เนื่องจากชายหนุ่มปิดบังใบหน้าไว้อย่างมิดชิด เธอจึงมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ มีเพียงดวงตาสีเฮเซลซึ่งมองเห็นผ่าน ๆ เท่านั้นที่ดึงดูดสายตาไว้ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ
“ผมได้รับแจ้งมาว่ามีการจองไว้ให้แล้ว อีกนานไหมครับ?”
น้ำเสียงของเขาฟังดูไพเราะเสนาะหูทีเดียว หญิงสาวหยิบแฟ้มที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา และพลิกหน้ากระดาษจนเกิดเสียงดังพรึ่บพรั่บ
“จองไว้ตอนบ่าย 3 นะคะ”
“……อะไรนะครับ? บ่าย 3 เหรอครับ?”
“ค่ะ”
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขานาบมือขาวซีดไร้สีเลือดข้างหนึ่งไว้บนหน้าผากก่อนจะถอนหายใจยาว ทำให้เส้นผมถูกกดแนบลงไปปิดบังดวงตาไว้โดยสมบูรณ์
“แต่ผมมั่นใจว่า…… จองไว้ตอน 9 โมงเช้านะครับ”
เจ้าหน้าที่สาวขมวดคิ้วมุ่น แค่นี้ศูนย์ตรวจสอบคุณสมบัติก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว ยังจะมีพวกเซ่อซ่าโผล่มาอีกนาน ๆ ครั้งจนได้ ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมถึงไม่รู้จักเช็กเวลาให้ดีก่อนจะมาใช้บริการ ตอนนี้ด้านหลังของชายหนุ่มมีคนมาต่อแถวเพิ่มอีกสองสามคนแล้ว เธอจึงอยากรีบกำจัดลูกค้าจอมน่ารำคาญคนนี้ออกไปโดยไว
“เวลาเปิดของศูนย์ตรวจสอบคือ 9 โมงเช้าค่ะ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะไม่สามารถทำการจองใช้บริการในเวลานั้นได้นะคะ”
เจ้าหน้าที่สาวเปลี่ยนท่าทีจากเหนื่อยหน่ายมาเป็นฉุนเฉียว เธอพูดกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกอย่างเอาเรื่อง ทางฟากชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะโค้งศีรษะลงพร้อมกล่าวขอโทษ
เขาขยับออกจากเคาน์เตอร์และก้าวฉับ ๆ ออกไปด้านนอกประตู เมื่อสักครู่นี้รูปร่างของชายหนุ่มถูกเคาน์เตอร์บังเอาไว้จึงไม่ทันเห็นว่าเขาทั้งตัวสูงโปร่ง แต่งตัวเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน นับว่าดูดีไม่น้อยทีเดียวโดยเฉพาะลาดไหล่ที่โค้งมนนั่น
เจ้าหน้าที่สาวละสายตาจากชายหนุ่มก่อนจะหันกลับมาต้อนรับลูกค้าคนถัดไป
“ยินดีต้อนรับค่ะ”
ถ้าให้พูดจากความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์ทำงานมากว่า 8 ปีละก็
ผู้ชายที่ชื่อว่าอียอนอีคนนั้นน่าจะล้มเหลวในการปลุกพลังครั้งใหม่เป็นแน่แท้
***
“ไอ้คนบัดซบ……”
ยอนอีกัดฟันกรอดหลังเดินพ้นออกมาจากประตูหน้า แค่เรื่องตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังก็ไร้สาระมากพออยู่แล้ว หมอนั่นยังจงใจบอกเวลาผิด ๆ กับเขาอีก
ช่วงนี้เขาต้องทำการไกด์ดิงจนถึงตี 5 เพราะงานที่โหมกระหน่ำเข้ามาแบบไม่หยุดหย่อน แต่วันนี้ต้องแหกตาตื่นขึ้นมาตอน 8 โมง พยายามลากสังขารมาถึงที่นี่เพื่อรับรู้ความจริงว่าจองคิวไว้ตอนบ่าย 3 เนี่ยนะ
“ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยวะ?”
ยอนอีทึ้งหัวตัวเองด้วยความหงุดหงิดขณะเดินตัดผ่านลานจอดรถ
เขาเพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเท่านั้น การมีชีวิตยืนยาวและไม่เป็นที่สะดุดตาคือเป้าหมายของยอนอีเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าการพยายามปกปิดรูปร่างหน้าตาและคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ก็เพื่อชีวิตที่สงบสุขเช่นกัน
แต่ดันเผลอเอาตัวเข้าไปพัวพันกับไอ้บ้านั่นจนได้สิน่า……
แกร๊ก ปัง!
ประตูรถถูกกระแทกปิดอย่างฉุนเฉียว ชายหนุ่มดึงคันโยกปรับเบาะให้เอนราบและปิดเปลือกตาลงทันที ไหน ๆ ก็มีเวลาว่างโดยไม่ได้ตั้งใจแล้ว คงต้องขอนอนพักให้เต็มอิ่มสักหน่อย หน้ากากอนามัยที่ใส่จนติดเป็นนิสัยไม่ได้เป็นอุปสรรคในการหายใจของเขาแต่อย่างใด
ก๊อก ก๊อก
หลังจากพยายามสะกดกลั้นความโมโหและความเหนื่อยล้าเอาไว้อย่างยากลำบากจนผล็อยหลับไป จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะดังขึ้นจากข้างตัว ทำให้ยอนอีต้องปรือเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นและพบว่ามีใครบางคนซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกำลังยืนมองอยู่ตรงกระจก
“คุณครับ ช่วยลดกระจกลงด้วยครับ!”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนนั้นเหวี่ยงใส่เขาทันที แต่ก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เช้าวันจันทร์แบบนี้ ใคร ๆ ก็จุดเดือดต่ำกันทั้งนั้น
เขามองยอนอีด้วยท่าทีสงสัยประหนึ่งเจอผู้ร้ายทันทีที่กระจกถูกเลื่อนลง คิดดูแล้วคงเป็นเพราะหมวกสีดำที่ยอนอีใส่ไว้เพื่อจะนอนสบาย ๆ ยิ่งทำให้ดูมีพิรุธหนักเข้าไปใหญ่
“มีเรื่องอะไรเหรอครับ?”
“กรุณาเลื่อนรถออกไปด่วนเลยครับ!”
อีกฝ่ายโบกมือไปมาคล้ายกับกำลังไล่นกน่ารำคาญ
“……ผมเป็นแขกของโรงพยาบาลนะครับ แล้วนี่ก็เป็นที่จอดรถภายในโรงพยาบาลด้วย ให้ผมเอาใบรับรองให้ดูไหมครับ?”
“นั่นไม่ใช่ปัญหาครับ ไม่เห็นหรือไงครับว่าตอนนี้ที่จอดรถเต็มจนรับรองแขก VIP ไม่ได้แล้วน่ะ”
ที่จอดรถเต็มงั้นเหรอ?
ยอนอีกะพริบตาปริบ ๆ จำได้ว่าตอนเดินออกมา ลานจอดรถยังมีรถจอดแค่หรอมแหรมอยู่เลย ทว่าเมื่อลองหันมองดูรอบตัวตอนนี้ ปรากฏว่ามีรถสีดำจอดอยู่แน่นขนัดอย่างที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนนั้นว่าเอาไว้จริง ๆ
แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร นี่ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาที่จะต้องย้ายไปจอดรถที่อื่นเลยแม้แต่นิด
ยอนอีจึงตัดสินใจตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ทำไมผมต้องเอารถออกด้วยครับ?”
“เฮ้อ ก็เพราะว่าคุณเป็นคนเดียวที่สามารถเอารถออกได้ทันทีไงครับ คุณเองก็คงเป็นผู้มีพลังพิเศษเหมือนกัน อย่าไปขัดแข้งขัดขากับพวก VIP เลยดีกว่า รีบเอารถออกไปตอนนี้เถอะครับ”
VIP
หรือเรียกอีกอย่างว่า ผู้มีพลังพิเศษระดับ S
ยอนอีแค่นยิ้มพร้อมกับเคี้ยวลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ถึงแม้จะมีการแบ่งแยกระดับเกิดขึ้น แต่ปัญหาจริง ๆ อยู่ที่ว่า ระดับนั้นไม่ได้มาจากความสามารถ แต่มาจาก 「พร」 ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดต่างหาก
หากระดับ S ผู้แสนวิเศษวิโสเสด็จมาที่นี่ พวกสามัญชนทั้งหลายก็ต้องสละที่จอดรถให้อย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
ยอนอีไม่อยากวุ่นวายไปมากกว่านี้จึงเลิกต่อล้อต่อเถียงแล้วนำรถออกแต่โดยดี
‘แล้วจะให้เอารถไปจอดที่ไหนเนี่ย?’
นับว่าโชคดีที่ยังพอมีเวลาเหลือจนกว่าจะถึงบ่าย 3 ขณะที่ยอนอีตีโค้งเพื่อขับออกไปด้านนอกลานจอดรถ จู่ ๆ รถลีมูซีนคันหนึ่งก็หยุดจอดขนาบข้างรถของเขาพร้อมกระจกรถซึ่งติดฟิล์มดำมืดที่ค่อย ๆ เลื่อนลง
ทันทีที่ภาพของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านในปรากฏขึ้นแก่สายตา ผู้คนที่กำลังเดินผ่านไปผ่านมากลับพุ่งความสนใจมาที่เขาเป็นตาเดียว
“นี่ ๆ ดูนั่นสิ! นั่นมันเอสเปอร์แทฮาจินไม่ใช่เหรอ?”
“ไหน? ไหน! ว้าย…… หล่อจัง”
“ได้ยินว่าเอสเปอร์แทฮาจินเป็นคนจัดการเยลโลว์ดอร์ (yellow door) ที่เกิดขึ้นเมื่อวานทั้งหมดด้วยนะ”
“ฉันก็เห็นในข่าวเหมือนกัน เห็นว่าฟันฉับเดียวสัตว์ประหลาดตายกันเกลื่อนเลยแหละ”
ยอนอีหัวเราะในลำคอเมื่อได้ยินเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวของพวกผู้หญิง
หน้าหล่อแล้วยังไงกัน
สาว ๆ ทั้งหลายครับ ความจริงแล้วไอ้หมอนั่นมันเป็นปีศาจตัวพ่อต่างหาก
ส่วนเขาก็คือลูกแกะน้อยผู้บริสุทธิ์ที่ต้องคำสาปของปีศาจดี ๆ นี่เอง เมื่อได้ประสานสายตากับแทฮาจิน ยอนอีก็พบว่าดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นมีความสามารถในการกวนอารมณ์คนอื่นให้ขุ่นมัวได้อย่างน่าอัศจรรย์
“มาเร็วนะครับเนี่ย”
แทฮาจินพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเนิบนาบ ตัวการแห่งความวุ่นวายทั้งหมดกระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สีหน้าแบบนั้นเป็นสีหน้าที่อีกฝ่ายมักจะทำใส่ยอนอีอยู่บ่อย ๆ รอยยิ้มเยาะเย้ยที่แสดงถึงความดูแคลนเล็ก ๆ และกวนประสาทอย่างที่สุด
ความโกรธที่ยอนอีลืมไปแล้วครู่หนึ่งจึงพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
‘ที่มาถึงเร็วก็เพราะใครกันล่ะ?’
ยอนอีทำได้เพียงบดกรามแน่นอย่างเดือดดาล ถ้ากฎหมายไม่มีผลบนโลกนี้ ไอ้คนบัดซบนี่คงโดนเขาเอาปืนจ่อหัวไปแล้ว
ฮาจินชื่นชมผลงานบนใบหน้าโกรธเกรี้ยวของยอนอีพร้อมยิ้มแสยะ
“ขยันไม่เบาเลยนี่”
“……”
“ไว้เจอกันตอนบ่าย 3”
กระจกถูกเลื่อนขึ้นทันทีที่เขาพูดจบ จากนั้นรถลีมูซีนก็เคลื่อนตัวออกไปข้างหน้า เหลือไว้เพียงคู่สนทนาที่ยังอ้าปากค้างราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง เรื่องทุกอย่างปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเหมือนจิ๊กซอว์ที่ถูกต่อจนเสร็จ
ลานจอดรถที่เต็มอย่างกะทันหัน
บรรดารถสีดำโผล่มาพร้อมกันแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
บอดี้การ์ดที่แห่กันมาเป็นขบวน
ภาพที่ดูไม่เป็นธรรมชาติทั้งหมดนี่มัน……
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
ยอนอีโขกศีรษะกับพวงมาลัยและระเบิดหัวเราะออกมา
น่าขำสิ้นดี เอสเปอร์ระดับ S ที่กวาดล้างประเทศได้ด้วยตัวคนเดียวจำเป็นต้องมีผู้คุ้มกันด้วยเหรอ? มิหนำซ้ำบอดี้การ์ดพวกนั้นยังมีจำนวนเยอะถึงขั้นเต็มลานจอดรถ จนถึงกับต้องไล่คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไปจอดรถที่อื่นอีก
นี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งในแผนการที่สร้างขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งกันสินะ
“ไอ้เวรนี่……”
ปกติแล้วยอนอีไม่ค่อยพูดคำหยาบเท่าไหร่นัก แต่หลังจากรู้จักคนเฮงซวยคนนั้น เขาก็เริ่มจุดเดือดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
หมอนั่นมันเอาจริงเอาจังสุด ๆ ถึงขนาดยอมสิ้นเปลืองกำลังคนระดับสูงมาทำเรื่องไร้สาระแถมยังแวะมาที่โรงพยาบาลด้วยตัวเองแต่เช้าเพื่อชมผลงาน
ต้องขอปรบมือให้ในความพยายามเลยจริง ๆ