Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door Prologue (2)
“ปีนี้ปีชงของฉันแหง ๆ”
ท้ายที่สุดแล้วยอนอีก็ต้องจำใจจอดรถในจุดที่อยู่ห่างออกไปจากโรงพยาบาล ทุกอย่างเข้าล็อกตามที่หมอนั่นวางแผนไว้เป๊ะ หลังจากหาอะไรทำฆ่าเวลาและเดินต่ออีกพักหนึ่ง ยอนอีก็มาถึงโรงพยาบาลในเวลาราว ๆ บ่ายโมงครึ่ง เพราะมีเหตุบางอย่างที่ทำให้ต้องรีบมาก่อนเวลานัด
ห้องตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังตั้งอยู่ที่ใต้ดินชั้น 3
ยอนอีเล็งไว้แล้วว่าตอนพักเที่ยงน่าจะเป็นเวลาที่ห้องปลอดคน
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในโถงทางเดินแล้วยื่นมือซ้ายออกไปดึงกล้องวงจรปิดซึ่งติดอยู่ตรงมุมของเพดานให้หลุดลอยเข้ามาอยู่ในกำมือ สภาพของมันแตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ กลางอากาศและถูกกลืนหายไปที่ไหนสักแห่ง
เขาก้าวไปยืนตรงหน้าประตูขนาดโอ่โถงอย่างไม่รีรอ
「ห้องตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลัง」
การจะเข้าไปด้านในจำเป็นต้องกรอกรหัสหรือใช้บัตรยืนยันสถานะผู้เกี่ยวข้อง ยอนอีจ้องไปที่เครื่องสแกนด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“จนได้สิน่า”
ต้องพึ่งพาอำนาจของพ่ออีกจนได้
ยอนอีหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาจับจ้องไปยังแบล็กการ์ดที่ไม่ได้แตะต้องมาเป็นเวลาหลายปี การ์ดใบนี้เป็นทั้งบัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงินและบัตรยืนยันตัวตน ไม่มีประตูไหนในหน่วยงานราชการที่ยอนอีไม่สามารถเข้าได้ด้วยตำแหน่งของพ่อ
ติ๊ง!
〔ยินดีต้อนรับ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย อีฮงจุน〕
ทันทีที่แตะการ์ดลงไป ระบบรักษาความปลอดภัยก็เปิดประตูให้กับแขกผู้มาเยือนโดยอัตโนมัติ
อีกฟากของประตูคือห้องกว้างที่มืดสนิท ยอนอีก้าวเข้าไปด้านในด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ผนังทุกด้านของห้องตรวจสอบอันกว้างขวางเต็มไปด้วยอุปกรณ์ขนาดใหญ่มากมายจัดเรียงไว้อย่างแออัด
อุปกรณ์เหล่านี้คือเครื่องตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่พ่อของเขาเป็นผู้พัฒนาขึ้นนั่นเอง
แกรก กึก
ยอนอีจัดการเปิดเครื่องด้วยความชำนาญ เนื่องจากเคยใช้งานเครื่องจักรมากมายในสถาบันวิจัยของพ่อมาแล้ว เรื่องพวกนี้จึงนับว่าเป็นของกล้วย ๆ
เครื่องจักรเปล่งแสงสีเขียวสว่างวาบพร้อมกับเครื่องยนต์ที่เริ่มทำงาน
วิ้งงง!
“ไม่มีเอสเปอร์เฝ้าเลยเหรอ”
ยอนอีเดาะลิ้นครั้งหนึ่งหลังจากกวาดตามองดูรอบห้อง ดูท่าพนักงานจะออกไปเอ้อระเหยกันเพลิน
เพราะถึงยังไงเครื่องตรวจสอบก็เป็นเครื่องมือที่มีขั้นตอนการใช้งานซับซ้อนมาก แค่จะเปิดเครื่องก็ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญแล้ว แถมขนาดยังใหญ่โตเสียจนไม่สามารถขโมยออกไปได้ง่าย ๆ
คงไม่มีใครคาดคิดว่าไกด์ระดับ B อย่างเขาจะสามารถเปิดเครื่องตรวจสอบที่ขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อนนี่ได้หรอก
วิ้งงง!
ยอนอียกสวิตช์ขึ้นและวางมือทั้งสองข้างลงบนเครื่องวัดที่เป็นลักษณะทรงกลม จากนั้นการตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังก็เริ่มต้นขึ้น ผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่วินาที ระดับไกด์ของยอนอีก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
〔ไกด์ระดับ S+〕
〔เอสเปอร์ระดับ A+〕
“ว่าแล้ว”
เกือบถูกจับได้เรื่องระดับที่พยายามปกปิดมาตลอดแล้วเชียว
ยอนอีเป็นผู้มีคุณสมบัติซ้อน โดยปกติแล้วมนุษย์จะสามารถมีคุณสมบัติได้เพียงหนึ่งอย่างต่อคนเท่านั้น การปรากฏตัวของคนที่มีคุณสมบัติทั้งสองอย่างแบบยอนอีต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ร้อยปีจะเกิดขึ้นสักหน ไม่เพียงแค่นั้น กรณีที่ทั้งสองคุณสมบัติอยู่ในระดับสูงมากขนาดนี้ยังไม่เคยปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์เลยเสียด้วยซ้ำ
ยอนอีเป็นทั้งไกด์และเอสเปอร์ในคนคนเดียว
เพราะฉะนั้นเขาจึงสามารถใช้พลังวิเศษที่เรียกว่า 「การดูดกลืน」 ได้
ทว่าเจ้าตัวกลับตั้งใจจะเก็บความลับเรื่องคุณสมบัติของตัวเองลงไปในหลุมฝังศพกับตัวเขาด้วย
วิ้งงง!
แม้กระทั่งเครื่องตรวจยังไม่อาจยอมรับผลการตรวจของตัวมันเองได้ บนหน้าจอมีผลการตรวจสอบของคุณสมบัติสองอย่างเด้งสลับกันไปมาไม่หยุด จนในที่สุดเครื่องก็ตัดสินว่าทั้งหมดเป็นข้อผิดพลาดจึงแสดงข้อความ 「ERROR」 เต็มหน้าจอไปหมด
“จะควบคุมมันยังไงดีเนี่ย……”
คุณสมบัติอันทรงพลังมีผลทำให้เครื่องจักรเกิดอาการรวนได้ ยอนอีนึกย้อนกลับไปในตอนที่เขาเคยทำให้เครื่องตรวจสอบในสถาบันวิจัยของพ่อรวนมาก่อน ชายหนุ่มกลอกตาครุ่นคิดก่อนจะวางมือทั้งสองข้างลงบนเครื่องตรวจสอบอีกครั้ง
วิ้งงง!
เมื่อครู่นี้เครื่องตรวจสอบใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ในครั้งนี้มันใช้เวลาตรวจสอบคุณสมบัติของยอนอีนานหลายนาทีทีเดียว และในที่สุดผลการตรวจสอบครั้งใหม่ก็ปรากฏบนจอ
〔ไกด์ระดับ B0〕
ในที่สุดตัวอักษรที่ยอนอีต้องการจะเห็นก็โผล่ออกมาจนได้ จะตบตาทุกคนให้แนบเนียนก็ต้องลงทุนฝึกซ้อมก่อนแบบนี้แหละ คนเจ้าแผนการกวาดตามองเครื่องจักรที่ถูกก่อกวนอย่างพึงพอใจ ก่อนจะลบบันทึกทั้งหมดทิ้งและออกมาจากห้องแล็บอย่างไม่รีบร้อน
หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เวลาบ่าย 3 โมงพอดี
ผู้บริหารระดับสูงของศูนย์เมืองหลวงหลายคนและเอสเปอร์ระดับ S หนึ่งคนยืนรวมกันอยู่เต็มห้องแล็บ ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ เหล่าผู้บริหารระดับสูงชำเลืองมองไปทางเอสเปอร์ที่ยืนกอดอกอยู่ขณะที่พวกเขากระซิบกระซาบคุยกัน
“ทำไมเอสเปอร์แทฮาจินถึงต้องสั่งให้ตรวจสอบไกด์ระดับ B ด้วยล่ะครับ?”
“เห็นว่ามีบางอย่างน่าสงสัยน่ะครับ”
“งั้นเหรอครับ? แต่ดูจากบันทึกแล้ว ไกด์ที่ชื่อว่าอียอนอีก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีอยู่แล้วนี่ครับ ระดับ B0 ทั่วไปแบบนี้ได้ยินว่าไม่มีเค้าลางของการตื่นใหม่ของพลังซะด้วยสิ”
“เอาเถอะครับ ในเมื่อเอสเปอร์แทฮาจินเป็นคนจัดการ พวกเรารอดูอยู่ห่าง ๆ ดีกว่า”
ฮาจินจ้องมองคนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยด้วยความสงบนิ่งขณะที่อีกฝ่ายวางมือทั้งสองข้างลงบนเครื่องตรวจสอบ ยอนอีรู้สึกได้ถึงสายตาทุกคู่ที่พุ่งมาทางเขา คงเป็นเพราะได้ซ้อมใหญ่ไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ การตรวจสอบจึงใช้เวลาในการประมวลผลไม่นานเท่าไหร่นัก
〔ไกด์ระดับ B0〕
ในขณะที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง ยอนอีซ่อนรอยยิ้มแห่งความสุขไว้ภายใต้หน้ากากอย่างมิดชิด ส่วนพวกผู้บริหารระดับสูงก็พากันปิดปากเงียบเป็นเป่าสากพลางลอบสังเกตดูท่าทีของฮาจิน
เขามีสีหน้าเรียบเฉย
ฮาจินเพียงแค่ใช้ดวงตาสีโกเมนสุกใสของตนทอดมองยอนอีลามเล็มไปทั่วทั้งตัว สายตาที่ดูราวกับจะมองให้ทะลุคู่นั้นทำให้ทุกคนไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมาทั้งสิ้น
“คุณเอสเปอร์แทฮาจิน ผมบอกไปแล้วไงครับว่าผมเป็นไกด์ระดับ B0”
“……”
“ท่านผู้บริหารระดับสูงคงจะมาเสียเที่ยวแล้วละครับ ผมต้องขอโทษแทนเอสเปอร์แทฮาจินด้วย ทำไมเขาถึงสั่งให้ทำอย่างนี้ก็ไม่รู้……”
คำพูดนั้นแฝงความหมายไว้ว่า คนที่เรื่องมากและทำให้ทุกคนต้องมาวุ่นวายก็คือแทฮาจินต่างหากครับ ยอนอีกล่าวขอโทษอย่างเบิกบาน ขณะที่เก็บซ่อนรอยยิ้มเยาะเย้ยเอาไว้ภายใต้หน้ากากและแว่นตาทรงเหลี่ยม ตอนนี้เขาโล่งอกสุด ๆ
‘คิดว่าจะปั่นหัวกันได้อยู่ฝ่ายเดียวหรือไง?’
ยอนอีถือคติเจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือ… หมอนี่พยายามที่จะเปิดเผยความลับของเขามาตลอด ถึงขนาดดั้นด้นพามาตรวจแบบเป็นทางการ แต่สุดท้ายก็ต้องคว้าน้ำเหลว ในที่สุดยอนอีก็จะได้เลิกนอนก่ายหน้าผากด้วยความกลุ้มใจเสียที
เหล่าผู้บริหารระดับสูงต่างก็หันไปมองหน้ากันอย่างหลุกหลิก
ในตอนนั้นเอง
“คุณอียอนอี”
แทฮาจินคลี่ยิ้มในขณะที่ยอนอีมีสีหน้าแข็งทื่อ ทุกครั้งที่ไอ้คนเจ้าแผนการเผยรอยยิ้มแบบนี้ เชื่อขนมกินได้เลยว่าเขากำลังจะพบกับเรื่องซวย ๆ
“มาลองกันใหม่เถอะครับ ทำพร้อมผมนี่แหละ”
……ทำอะไร?
ยอนอีแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“ผมว่า เครื่องมันน่าจะขัดข้องนะครับ”
เขาว่าพลางก้าวฉับ ๆ ไปทางเครื่องตรวจสอบ ดวงตาของยอนอีฉายแวววูบไหวเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย
ไม่ได้การละ
หมอนี่เป็นเอสเปอร์ระดับ S+ ที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด การตรวจสอบพลังพร้อมกับคนแบบนั้น มีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งที่ยอนอีจะเปลี่ยนผลการตรวจสอบไม่สำเร็จ และถ้าเป็นอย่างนั้น ความลับเรื่องคุณสมบัติซ้อนที่เก็บซ่อนไว้มาตลอดก็จะถูกเปิดเผยต่อหน้าพวกผู้บริหารระดับสูงอย่างแน่นอน
‘ไอ้เวรนี่……!’
“มัวทำอะไรอยู่ รีบออกมาสิครับ”
แทฮาจินพยักเพยิดเป็นเชิงเรียกเมื่อเห็นยอนอีเอาแต่ยืนขาแข็งอยู่กับที่ ชายหนุ่มอยู่ในท่าวางสองมือไว้บนเครื่องตรวจสอบเรียบร้อยแล้วในขณะที่คนมองได้แต่ครุ่นคิด
อา…… ฉิบหายของจริงแล้ว
เจ้าหน้าที่ศูนย์ตรวจสอบกำลังวิ่งวุ่นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใช้เครื่องพร้อมกัน พวกเขาดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะนอกจากการตรวจสอบคุณสมบัติพร้อมกันจะเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ตรงนี้ยังมีทั้งเหล่าผู้บริหารระดับสูงและเอสเปอร์ระดับ S คอยจับตาดูอยู่อีกด้วย
ยอนอีเดินตรงไปยังเครื่องตรวจสอบ ทุกก้าวย่างของเขาช่างหนักอึ้งไม่ต่างจากสัตว์ที่กำลังถูกลากไปโรงเชือด กลิ่นหอมรวยรินที่เคยได้สัมผัสมาหลายครั้งแล้วโชยมาแตะจมูกหลังจากหยุดยืนข้าง ๆ แทฮาจิน
“ต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอครับ คุณเอสเปอร์”
ยอนอีเอ่ยถามพร้อมวางมือทั้งสองข้างลงบนเครื่องตรวจสอบ ทั้งคู่ต่างก้มลงมองเครื่องตรวจสอบของตัวเอง จากนั้นแทฮาจินจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผมให้โอกาสไปตั้งหลายรอบแล้ว แต่คุณยอนอีก็ไม่ยอมคว้าไว้เองนี่ครับ”
ยอนอีเงยหน้ามองแทฮาจินและแค่นหัวเราะออกมา
“ให้โอกาส? เท่าที่จำได้ ผมน่าจะถูกข่มขู่มากกว่านะครับ”
“ก็นั่นแหละครับ โอกาส”
“……”
พวกเขาสบตากัน
แทฮาจินมีสีหน้าเรียบเฉยราวกับจะบอกว่าที่พูดมานั้นคือความจริงล้วน ๆ ทำให้ยอนอีหมดคำจะพูดต่อ
‘ให้โอกาสหรือจ้องจะฆ่ากันแน่’
เขาผิดเองที่คิดลองของไปคุยกับไอ้หมอนี่ก่อน เมื่อคิดได้แบบนั้นยอนอีก็หันกลับไปที่เครื่องตรวจสอบเช่นเดิม ในขณะเดียวกันการเตรียมการก็ดูเหมือนจะใกล้เสร็จพอดี
ยอนอีกำลังครุ่นคิดว่าจะผ่านอุปสรรคครั้งนี้ไปได้อย่างไร แต่ความคิดกลับต้องสะดุดลงเมื่อแทฮาจินเริ่มเปิดบทสนทนาอีกครั้ง
“คิดว่าจะปิดบังใบหน้าได้ด้วยของพวกนี้เหรอครับ”