Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 34 Cyan #7
“อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?”
“ไม่ครับ”
“เอาโอะโคะโนะมิยากิ ออมุก แล้วก็โซจูสองขวดครับ”
แจยองพับเมนูส่งคืนให้พนักงาน อีกฝ่ายรับไปแล้วเดินหายเข้าไปหลังม่านบังตา
คืนวันเสาร์ ณ ที่นั่งในมุมหนึ่งของร้านเหล้าเล็กๆ ที่ขายอาหารญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพูดคุยกัน แจยองลักพาตัวซังอูมาระหว่างทางกลับบ้านหลังเลิกจากงานพาร์ตไทม์ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เขาจึงทำงานไม่ได้เลยตลอดทั้งวัน ถ้าเขาไม่ได้หลอนไปเองเพราะกำลังสะลึมสะลือ นั่นก็หมายความว่าชูซังอูแอบจูจุ๊บเขาแล้วหนีไปน่ะสิ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
ซังอูผู้ซึ่งไม่เคยหลุดจากกรอบและแบบแผนอาจจะเป็นพวกไร้เพศ แต่แจยองคิดว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเป็นเกย์แน่นอน นอกจากนี้สายตาที่ทอดมองมาที่เขาก็มีแต่ความเฉยชา ถ้าจะให้เชื่อว่านั่นคือสายตาของคนที่ตกหลุมรัก สู้บอกว่าเขาง่วงจนหลอนไปเองยังจะถูกต้องกว่า
“ทำไมจู่ๆ ถึงมาดื่มเหล้าล่ะครับ”
“ก็ทำงานด้วยกันมาตั้งสองอาทิตย์แล้วนี่หว่า ถึงเวลาสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานแล้วสิ”
“ก็…เอาเถอะครับ”
หลังจากนั้นความเงียบก็ดำเนินไปครู่ใหญ่ ตอนนี้แจยองชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรแม้ว่าซังอูจะนั่งอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าซังอูจะตั้งใจหรือไม่ แต่ตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมาแจยองถูกโจมตีอย่างหนักจนกำแพงเมืองพังทลาย คูเมืองก็ถูกถม เขาต้องการยืนยันให้แน่ใจว่าปลายทางของความรู้สึกขัดแย้งในใจนี้อยู่ตรงไหน ด้วยเหตุนั้นเขาจึงจัดเตรียมโอกาสแบบนี้ไว้
เพลงอิเล็กทรอนิกส์ที่แจยองชอบดังคลอเบาๆ ออกมาจากลำโพง ขณะที่ซังอูมองเพดาน แจยองมองพินิจพิจารณาลำคอของอีกฝ่ายอยู่สองสามวินาทีก่อนจะได้สติหันหน้าไปทางอื่น
รออยู่ครู่หนึ่งพนักงานก็มาพร้อมกับโซจูและกับแกล้ม ซังอูดูเหมือนคนไม่เคยร่วมวงเหล้ามาก่อน แต่เจ้าตัวกลับหยิบขวดไปเขย่าอย่างเป็นธรรมชาติแล้วเปิดฝา แจยองรับโซจูที่ซังอูรินให้ด้วยใจสั่นไหวเล็กน้อย
แบบแผนของการรินเหล้าคือรินด้วยมือขวาและใช้มือซ้ายรองใต้ข้อมือขวา ใช้ฝ่ามือบังเวลายกขึ้นดื่ม และเก็บรักษาความลับที่คุยในวงเหล้า เหล่านั้นเป็นมารยาทที่สมบูรณ์แบบ
“ไปเรียนมาจากใคร”
“คุณแม่ครับ ท่านบอกว่าถ้าไม่รู้จะขาดทุน พอบรรลุนิติภาวะท่านก็สอนทันทีเลยครับ”
ทีนี้ก็ถึงคราวแจยองเป็นคนรินเหล้า ซังอูใช้มือข้างหนึ่งถือแก้ว อีกข้างรองใต้ข้อมือ แม้แจยองจะรู้สึกว่าเป็นพี่น้องมหาวิทยาลัยเดียวกันแท้ๆ จะต้องเคร่งครัดอะไรขนาดนั้น แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกไป เพราะตอนนี้เขารู้ดีแล้วว่าอีกฝ่ายมีนิสัยต้องรักษากฎถึงจะรู้สึกพอใจ น้ำสีใสไหลรินจนเต็มแก้วโซจู
พวกเขาชนแก้วแล้วยกขึ้นดื่มจนหมดพร้อมกัน แจยองคีบถั่วลันเตาต้มสองสามชิ้นใส่ปาก และทอดสายตามองซังอูนิ่งๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อไม่มีอะไรจะพูดเขาจึงเติมโซจูลงในแก้วทั้งสอง แล้วพวกเขาก็ปล่อยให้โซจูไหลผ่านคอลงไปอีกครั้ง
“นายนี่ดื่มเก่งนะ”
“ผมเป็นพวกเอนไซม์ย่อยสลายอะเซตาลดีไฮด์[1]ทำงานได้ดีครับ”
“นึกว่าเป็นพวกไม่แตะเหล้าซะอีก”
“ทำไมล่ะครับ”
“ก็เห็นตอนงานรับน้อง นายยืนกรานไม่ดื่มไง”
ซังอูเติมโซจูลงในแก้วของแจยองพลางทำสีหน้าสงสัยพิกล แจยองรับขวดโซจูมารินใส่แก้วของอีกฝ่ายและพูดต่อ
“ฉันก็อยู่ตรงนั้นด้วย”
“อ้อ ตอนนั้นมีเรื่องน่าเหนื่อยใจนิดหน่อย รุ่นพี่เห็นหมดเลยเหรอครับ”
“ก็ใช่น่ะสิ คนที่ถอดแบตมือถือนายก็ฉันนี่ไง”
“ไอ้คนนั้น… ผมว่าจะแจ้งความข้อหาลักทรัพย์ แต่ตรวจสอบประวัติส่วนตัวไม่ได้ก็เลยล้มเลิกไป”
แจยองกระตุกยิ้ม แล้วคีบถั่วลันเตาใส่ปาก
“ถ้าตอนนั้นฉันไม่ขวางตัวแทนนักศึกษาของเอกนายไว้ นายก็หนีออกไปไม่ได้หรอกนะ”
“มาถึงตอนนี้แล้วยังอยากได้คำขอบคุณอยู่อีกเหรอครับ”
‘ไอ้เด็กนี่ ยังเหมือนเดิมเลย’
มีแต่ตอนเผชิญหน้ากับซังอูครั้งแรกเท่านั้นที่เขาหัวร้อนเพราะได้ยินคำพูดแบบนั้น มาตอนนี้เขาไม่รู้สึกอะไรแล้ว
“โง่หรือเปล่า ไหนว่าเป็นอัจฉริยะด้านการเขียนโค้ด? อ๋อ หรือเพราะเป็นหุ่นยนต์เลยไม่เข้าใจจิตใจของมนุษย์?”
เมื่อได้ยินแจยองพูดเหมือนที่เคยพูดก่อนหน้านี้ ริมฝีปากของซังอูก็คลี่ยิ้ม ลูกตาที่เห็นแค่ครึ่งเดียวหายไปในเปลือกตาที่ปิดลงมา
‘…โคตรน่ารักเลยว่ะ’
แจยองหลับตาลง ปล่อยให้โซจูไหลลงคอไป
“นอกจากตอนนั้นแล้วฉันยังเจอนายอีกหลายครั้ง”
“ตอนไหนอีกล่ะครับ”
“ไม่กี่ปีก่อนตอนเรียนวิชาเดียวกัน”
“จริงเหรอครับ”
“เออสิ เคยโดนนายไถเงินหน้าร้านขายของด้วย… ตอนงานมหา’ลัยจะขอสัมภาษณ์นายก็คว้าน้ำเหลว”
ซังอูยกโซจูขึ้นดื่มด้วยสีหน้าเหมือนเพิ่งเคยได้ยินเรื่องพวกนี้ครั้งแรก ตอนนั้นเอง พนักงานก็ถือถังออมุกเสียบไม้กับโอะโคะโนะมิยากิที่ดูน่าอร่อยมาเสิร์ฟ ปลาโอแห้งกำลังหดตัวอยู่บนจานขนาดใหญ่
“ฉันรู้จักนายมานานแล้ว ถึงนายจะจำฉันไม่ได้อยู่ตั้งนานแถมยังจำชื่อไม่ได้ก็เถอะ”
“ผมทำอย่างนั้นเหรอครับ”
“นายเรียกฉันว่าคิมยองแจไม่ใช่หรือไง พอนึกถึงแล้วหมดคำจะพูดเลยแฮะ”
แจยองหยิบไม้เสียบขึ้นมาหนึ่งไม้แล้วกัดออมุกเข้าไป ซังอูนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทำแบบเดียวกัน พวกเขากินดื่มโดยไม่พูดอะไรกันอยู่ครู่ใหญ่แล้วสั่งเพิ่ม
“ตอนเข้ากรมมีทหารรุ่นพี่คนหนึ่งชื่อคิมยองแจ เขาเป็นพวกน่ารำคาญเหมือนรุ่นพี่เลยครับ เพราะงั้นผมก็เลยสับสนล่ะมั้งครับ”
ซังอูขุดความทรงจำอันแสนเจ็บปวดขึ้นมาเล่าด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่เพราะแบบนั้นแจยองจึงพูดต่อไปถึงหัวข้อที่นึกสงสัยอยู่บ่อยๆ ได้
“นายเข้ากรมที่ไหน”
“เมืองโกยัง[2]ครับ ทหารปืนใหญ่”
“อ๋า หน่วยทหารปืนใหญ่ช็อนมา ที่นั่นฝึกอย่างโหดเลยไม่ใช่เรอะ”
“สำหรับผมก็โอเคนะครับ”
แจยองแอบคิดว่าซังอูน่าจะเป็นทหารราบที่ปรับตัวเข้ากับการเกณฑ์ทหารไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกผิดคาดที่อีกฝ่ายพูดเรื่องเกณฑ์ทหารเหมือนไม่รู้สึกอะไร
“ชีวิตทหารเป็นไง นอกจากคุณ-คิม-ยอง-แจแล้ว มีใครมาแกล้งอีกไหม”
“ไอ้เวรนั่น ตอนติดยศสิบโทผมได้ย้ายกอง ตั้งแต่นั้นมาก็เลยสุขสบายดีครับ”
“ทำไมถึงย้ายล่ะ”
“เวลาเขาทำตัวน่ารำคาญและสั่งงานแบบไม่ยอมปล่อยให้พักผมยังทนได้ แต่เขาชอบตบหัวไงครับ ผมเขียนคำร้องใส่กล่องร้องทุกข์แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ผมก็เลยไปคุยกับผู้บังคับกองร้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแก้ไม่ได้อีก ผมเลยแจ้งความกับสารวัตรทหารครับ”
‘น่ากลัวจังวะ ไอ้เด็กนี่’
“มีเรื่องทะเลาะกับเด็กคนอื่นหรือเปล่า”
“ถ้าไม่ใช่ตอนที่ต้องพูด ผมจะไม่พูดอะไรเลยครับ กองทัพก็เป็นสถานที่แบบนั้นอยู่แล้วนี่ครับ”
“ไม่มีเรื่องให้ลำบากเลย?”
“ไม่เป็นไรครับ เวลาที่เหลืออยู่ผมได้เรียนอะไรเยอะเลยด้วย ผมได้รับรางวัลแม่นปืนและทักษะการต่อสู้ยอดเยี่ยม ได้สังกัดหน่วยรบพิเศษ เป็นทหารตัวอย่าง แล้วก็เป็นหัวหน้าหมู่ คุณพ่อถึงกับบอกว่าผมเกิดมาเพื่อเป็นทหารเลยครับ”
‘บ้าไปแล้ว’
แต่ถ้าเป็นซังอูก็ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะอดทนต่อความยากลำบากทางร่างกายได้ดี ผิดกันกับแจยองที่อยู่ในกองทัพอย่างยากลำบาก ตั้งแต่เรื่องการตื่นเช้า การเช็ดปืนอย่างไร้ประโยชน์ทุกวัน การอาบน้ำเย็น การจำกัดทรงผม การจำกัดเสื้อผ้า การกักกัน อาหารที่เหมือนอาหารสุนัข การต่อสู้ตัวต่อตัว การเดินขบวน การเฝ้ายามตอนกลางคืน การยืนเวร การเฝ้าระวัง หน้าที่อะไรก็ตามที่ไร้สาระ เขาเกลียดมันทั้งหมด แค่ทางกายภาพยังขนาดนั้น ถ้าไปถึงขั้นใช้วัฒนธรรมหัวโบราณที่เสื่อมโทรมก็คงเกินเยียวยาแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องขึ้นเสียงขู่ให้เด็กกลัว โดยแสร้งว่าไม่ได้เอาตำแหน่งเข้าข่มอยู่
“ฉันเคยเป็นผู้ช่วยครูฝึก”
“อืม…รุ่นพี่ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะอบรมสภาพจิตใจของคนอื่นนี่ครับ?”
“ฉันก็คิดอย่างนั้น ฉันถูกเลือกเพราะสูงเกิน 180 น่ะ”
“โดนพวกทหารใหม่ดูถูกสินะครับ”
“ฉันได้ชื่อว่าเป็นผู้ช่วยฝึกสุดโหดเถอะ ไอ้เด็กนี่”
“โห่ อย่ามาโกหกเลยครับ”
“มีแต่นายนั่นแหละที่มองฉันไร้ค่าขนาดนี้”
ซังอูเงียบไปครู่หนึ่ง
“ไม่ได้ไร้ค่าขนาดนั้นหรอกครับ”
จากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุม ทั้งสองต่างดื่มโดยไม่พูดอะไร หลังจากยกซดหมดแก้วผ่านไปแก้วแล้วแก้วเล่า ขวดโซจูก็ว่างเปล่าลงไปถึงสี่ขวดโดยไม่รู้ตัว แจยองกะพริบตาอย่างมึนๆ ซังอูถือแก้วโซจูไว้ในมือ หันไปด้านข้างเล็กน้อย แล้วกรอกโซจูเข้าปาก ท่าทางของเจ้าตัวยังมั่นคงเช่นเคย
‘ทำไมเซ็กซี่จังวะ…’
ตั้งสติ เด็กนั่นเป็นผู้ชาย ไม่ว่าในใจจะร้องตะโกนอย่างไร หรือแม้จะขยี้ตาแล้วมองอีกครั้งก็ยังคงเหมือนเดิม บนแก้มของอีกฝ่ายมีสีเลือดฝาดแผ่ซ่านเล็กน้อย ริมฝีปากดูแดงเป็นพิเศษ แจยองเลื่อนสายตาที่จ้องเขม็งลงมาตามลำคอของซังอูและหยุดพินิจเสื้อเชิ้ตลายตาราง ซังอูพับแขนเสื้อขึ้นเพื่อเปิดโซจูขวดใหม่ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แขน เมื่ออีกฝ่ายบิดข้อมือขาว เส้นเลือดสีน้ำเงินก็นูนออกมาให้เห็นเด่นชัด
‘ขืนเป็นแบบนี้เลือดกำเดาได้ไหลแน่ แม่ง’
เขายกฝ่ามือขึ้นลูบหน้า ความร้อนที่ไม่ได้เกิดจากอาการเมาเพียงอย่างเดียวส่งผ่านออกมาทางผิวหนัง
“เกมแนะนำ… ยาจาไทม์[3]”
เมื่อได้ยินเสียงพึมพำของซังอู แจยองจึงเงยหน้าขึ้น อีกฝ่ายกำลังชี้ไปที่กำแพง แจยองจึงหันศีรษะไปด้านหลังและพบว่าบนผนังมีข้อความติดอยู่ เป็นสรุปรวมเกมแนะนำสำหรับวงเหล้าพร้อมอธิบายวิธีเล่น มีทั้งเกมพระราชา เกมพับนิ้ว เกมภาพลักษณ์ และเกมยาจาไทม์ แจยองค่อยๆ หันกลับมาและสบเข้ากับดวงตาของซังอูที่ฉายแววสนุกสนานอย่างที่ได้เห็นไม่บ่อยนัก
“อยากลองเล่นเหรอ”
“ครับ”
“มีความในใจเยอะเลยสิท่า”
ซังอูจ้องเขาเขม็งโดยไม่ตอบคำถาม ไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้อยู่แล้ว แจยองตอบรับข้อเสนอนั้นด้วยความยินดี เมื่อเขาพูดออกไปว่า “ไหนว่ามา” ซังอูก็เรียกชื่อเขาทันที
“จางแจยอง”
[1] อะเซตาลดีไฮด์ สารเคมีที่สามารถพบได้ในธรรมชาติ เช่น ในน้ำ ในอากาศ ผสมอยู่ในเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และในอาหารบางชนิด
[2] โกยัง จังหวัดหนึ่งที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศเกาหลีใต้
[3] ยาจาไทม์ (야자 타임) เป็นเกมที่อนุญาตให้คนที่อายุน้อยกว่าพูดไม่มีหางเสียง หรือพูดแบบเป็นกันเองกับคนที่อาวุโสกว่าได้ บางครั้งอาจสลับตำแหน่ง เช่น ตอนพี่ใหญ่กับน้องเล็กเล่นยาจาไทม์กัน น้องเล็กจะกลายเป็นพี่ใหญ่ ส่วนพี่ใหญ่จะกลายเป็นน้องเล็ก