Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 38 <110> #2
ซังอูปิดปากเงียบจนกระทั่งแจยองสูบบุหรี่หมดไปหนึ่งมวน อีกฝ่ายใช้รองเท้าดับก้นบุหรี่ หลังจากนั้นก็ยกมือขึ้นถูหน้าราวกับกำลังล้างหน้า ซังอูไม่ได้ดูเวลาจึงไม่แน่ใจนัก แต่เขารู้สึกว่าเวลาผ่านไปนานทีเดียว ณ ปลายทางของการรอคอย ซังอูก็ได้สบตากับแจยอง
“โอเค ก็ชัดเจนดีนะ ถ้านายเข้าใจได้แค่นั้น งั้นก็เรียกว่าความใคร่แล้วกัน”
แจยองพึมพำด้วยรอยยิ้มเย็นชาแล้วกระดิกนิ้วเป็นสัญญาว่าให้เข้าไปหา เจ้าตัวไม่ยิ้มเลยสักนิดทำให้ซังอูรู้สึกเครียดเล็กน้อย
“รีบมาก่อนที่ฉันจะโกรธมากกว่านี้”
ซังอูค่อยๆ เดินบนเข่าเข้าไปใกล้อีกฝ่าย ในขณะที่แจยองเอาแต่กระดิกนิ้วด้วยสายตาเย็นชา ซังอูเคลื่อนไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือระยะห่างประมาณหนึ่งโต๊ะกั้นจึงหยุด
“มีอะไรเหรอครับ”
ทันใดนั้นแจยองก็ยกสะโพกขึ้นแล้วขยับตัวมาข้างหน้า เขาคว้ามือของซังอูที่อยู่บนพื้นไปกุมไว้โดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้ซังอูถึงกับแข็งเป็นหิน
“มือก็จับแล้ว”
ชายหนุ่มยื่นมืออีกข้างมากุมแก้มของซังอู แล้วใช้นิ้วโป้งเกลี่ยริมฝีปากช้าๆ
“จูบก็จูบแล้ว”
ซังอูรู้สึกขนลุกจึงถอยหลังไปเล็กน้อย แต่แจยองกลับรั้งคอเขากลับเข้าไปในอ้อมแขนอีกครั้ง เสียงกระซิบของอีกฝ่ายทำให้ขนบนแขนลุกชัน
“งั้นตอนนี้ก็เหลือแค่เซ็กซ์น่ะสิ ใช่ไหม”
หมวกของซังอูดันหน้าผากของแจยอง ก่อนจะหล่นไปด้านหลังแล้วตามมาด้วยเสียงดังตุบ ดวงตาสีอ่อนคู่นั้นยากจะบอกได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ กำลังเย้ยหยันหรือกำลังยื่นข้อเสนออย่างจริงใจกันแน่ ยิ่งไปกว่านั้นหัวใจของซังอูยังทำตัวอึกทึกครึกโครมเสียเหลือเกิน ผิวหนังก็ไม่อาจควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้สำเร็จ เขาจึงไม่สามารถโฟกัสกับการใช้ความคิดได้เลย
“ผมมีสองคำถามครับ”
ซังอูคว้าเศษเสี้ยวแห่งสติสัมปชัญญะไว้อย่างยากลำบากแล้วพูดออกไป แจยองขยับปากเป็นเชิงให้พูดมา
“ข้อแรก ผู้ชายด้วยกันมีเพศสัมพันธ์กันไม่ได้นี่ครับ ถ้าอย่างนั้นจะปลดปล่อยความต้องการด้วยวิธีไหน...”
“ทำได้”
“ครับ? ตรงไหน... ยังไง?”
“ถ้าไม่รู้ก็อยู่เฉยๆ ถึงตอนนั้นฉันจะจัดการเอง”
“ทำไมถึงดูมั่นใจจังครับ ไม่เคยลอง…”
“เคยลองแล้ว คำถามต่อไป”
แจยองที่เคยจ้องซังอูจนแทบจะทะลุหันหน้าหนีพลางเกาคอ ซังอูไม่ได้รับคำตอบอื่นนอกจากข้อมูลที่ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้มีประสบการณ์ แต่เขาก็ตัดสินใจว่าจะไปศึกษาค้นคว้าต่อ และข้ามไปยังคำถามถัดไป
“ข้อสอง สร้างรูปแบบความสัมพันธ์ที่ผิดปกติแบบนั้นขึ้นมาแล้วมีข้อดีอะไรครับ”
“นายลองคิดถึงนายพลสมัยราชวงศ์ชิงดูสิ”
แจยองตอบเสียงต่ำ เขากระชับฝ่ามือที่ประสานกันอยู่พลางกระซิบ
“ด้านนอกมีทหารฝ่ายศัตรูตั้งค่ายอยู่ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ พวกนั้นจะต้องปิดล้อมป้อมปราการ ยิงธนู ตัดน้ำ และสร้างความวุ่นวายทุกรูปแบบ เอาล่ะ ทีนี้มีอยู่สองวิธี”
นิ้วชี้ของแจยองเด้งขึ้นมา
“หนึ่ง ไม่สนใจและรอให้พวกมันหายไปเอง”
ซังอูเงียบไป เขาคิดว่าเขารู้แล้วว่าประเด็นของอีกฝ่ายคืออะไร นิ้วกลางของแจยองค่อยๆ ยืดขึ้นมา
“สอง ออกไปจัดการพวกแม่งซะ นายชอบวิธีไหน”
“…”
“เดิมทีเวลามีปัญหา เราก็ควรจะเข้าไปใกล้ใจกลางของปัญหานั้นๆ และกำจัดต้นเหตุให้เร็วที่สุดไม่ใช่เหรอ นายดูเป็นคนแบบนั้นนะ”
ซังอูพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร เขานึกถึงประสบการณ์ตอนเป็นสิบโทขึ้นมา ตอนนั้นมีผึ้งเข้ามาก่อปัญหาในกองทหาร เขาจึงสวมชุดป้องกันสารเคมีและจับผึ้งด้วยตัวเอง แจยองเคาะนิ้วตรงแถวๆ หัวใจของตัวเอง
“ถ้าอยากให้ความใคร่ของนายสงบลง มันก็มีแค่วิธีนั้นเท่านั้น อย่าหลบเลี่ยง อย่าเมินเฉย ลองไปจนสุดทางกับฉันดูสักตั้ง สัมผัสให้เต็มที่ว่ามันให้ความรู้สึกยังไง ทำแบบนั้นแล้วความรู้สึกที่กวนใจนายอยู่อาจจะหายไปก็ได้นี่”
‘ฟังดูมีแรงจูงใจเหมือนกันนะ แถมยังทำโปรเจกต์ต่อไปได้ด้วย’
ตามหลักการของซังอูแล้ว เขาสมควรจะปฏิเสธว่าทำเรื่องแบบนั้นไม่ได้ ความเห็นของคนส่วนใหญ่ในอินเทอร์เน็ตเองก็บอกว่า ‘คู่นอน’ ที่คบกันเพื่อแก้ปัญหาความต้องการทางเพศเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ผิดศีลธรรม ไม่ว่าความต้องการทางเพศจะอัดแน่นมากแค่ไหน ในฐานะมนุษย์ผู้มีความศิวิไลซ์ควรจะเอาชนะมันให้ได้ แต่เมื่อฟังจุดยืนของแจยองแล้วกลับมีเหตุผลอย่างคาดไม่ถึง
เหนือสิ่งอื่นใดคือมีเหงื่อผุดออกมาจากมือที่จับกันอยู่และซังอูอยากรักษาสภาพนั้นไว้ อยากมอง อยากสัมผัส อยากจูบ และอยากทำมากกว่านั้น นั่นคือความต้องการที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งดูเหมือนมันจะไม่หายไปง่ายๆ ด้วยการเพิกเฉย
จริงหรือ? ถ้าอยากจัดการกับความต้องการทางเพศต้องเดินเข้าไปสู่ใจกลางนั่นเท่านั้นหรือ? น่าเสียดายที่มันเป็นความกังวลที่เขาไม่เคยประสบมาก่อนจึงไม่มีเบาะแสมากพอที่จะตัดสิน
“ก่อนอื่นปล่อยนี่ก่อนเถอะครับ”
ซังอูดันแจยองออกอย่างยากลำบาก เขาดึงมือออกแล้วกระถดสะโพกถอยหลังออกห่างจากอีกฝ่าย แม้จะเป็นข้อเสนอที่เย้ายวนใจ แต่ซังอูไม่ใช่คนที่จะตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยความอยากชั่วขณะ เขาหยิบหมวกขึ้นมาสวมแล้วพูด
“ผมขอเวลาตรวจสอบข้อเสนอก่อนครับ”
“โอเค นานแค่ไหนล่ะ”
“สองอาทิตย์ครับ”
“ตั้งสองอาทิตย์? นายรู้ใช่ไหมว่าฉันมีเวลาไม่มาก”
“ผมรู้ครับ แต่อาทิตย์หน้าผมมีสอบกลางภาค ถ้ารุ่นพี่ดูในตารางงานก็จะเห็นว่าผมไม่ได้นัดประชุมเลยเป็นเวลาสองอาทิตย์ ในช่วงนั้นผมจะลองพิจารณาข้อเสนอของรุ่นพี่ดูครับ งานของฝั่งกราฟิก รุ่นพี่ก็ทำไปตามตาราง แล้วบีบอัดไฟล์อัปโหลดผ่าน FTP[1] ในวันที่ 26 เมษานะครับ”
“ไอ้เด็กหัวดื้อเอ๊ย”
เมื่อพูดจบแล้ว ซังอูก็ลุกขึ้น มือที่ถูกแจยองกุมไว้ยังคงชาอยู่ ขณะเดินผ่านแจยอง เจ้าตัวก็เอ่ยเรียก
“ชูซังอู”
“ทำไมเหรอครับ”
“สำหรับนายมันมีอะไรยากหนักหนาวะ”
“ผมไม่เข้าใจว่ารุ่นพี่พูดอะไรครับ ไว้เจอกันในการประชุมคราวหน้านะครับ”
“ประชุมไร้สาระ”
ขณะเดินไปที่ประตู ซังอูก็รู้สึกถึงอะดรีนาลีนไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด
return 0;
สำหรับซังอู ช่วงสอบไม่ได้ต่างจากในยามปกติ ถึงอย่างไรก็เขาก็ทบทวนบทเรียนทุกวันอยู่แล้ว ช่วงสอบก็แค่มีปริมาณเนื้อหาที่ต้องอ่านเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เทอมนี้เขาต้องพยายามยิ่งขึ้นเพราะในช่วงแรกเขาแทบไม่ได้ตั้งใจเรียน แต่หลังจากที่แจยองถอนวิชาเรียนออกไปในสัปดาห์ที่สอง เขาก็ค่อยๆ ตามบทเรียนทันจึงไม่ได้ยากเย็นอะไรขนาดนั้น ส่วนเรื่องเกมแค่ไม่ได้นัดประชุมเขาก็มีเวลาเหลือเฟือถึงขั้นเปลี่ยนรีซอร์ซทั้งหมดที่สมบูรณ์แล้วเป็นเอนจิ้นได้
วันพุธรยูจีฮเยชวนเขาไปอ่านหนังสือด้วยกัน ซังอูคิดว่าวิชา ‘วัฒนธรรมร่วมสมัยและทฤษฎีวัฒนธรรม’ เป็นจุดอ่อนของเขาจึงตอบตกลงและคาดหวังความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย ในวันเสาร์เขาหยุดทำงานพาร์ตไทม์เพราะเป็นช่วงสอบ และนัดเจอกับหญิงสาวที่ร้านกาแฟที่เธอเป็นคนเลือก จากนั้นพวกเขาก็ใช้เวลาอย่างมีประโยชน์ด้วยการแลกเปลี่ยนคำอธิบายทางทฤษฎีและเช็กระดับความเข้าใจของกันละกัน รวมถึงเสริมเนื้อหาในส่วนที่ขาดไป
สัปดาห์แห่งการสอบผ่านไปอย่างยุ่งๆ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นข้อสอบแบบเขียน แต่ก็มีบางวิชาที่สอบปากเปล่าอย่างวิชาภาษาจีน และบางวิชาก็มอบหมายงานให้ทำแทนการสอบ ไม่มีวิชาไหนที่ยากเกินไป ตอนเรียนเทอมละเจ็ดแปดวิชาเขาก็ไม่เคยพลาดตำแหน่งท็อปของเอก นับประสาอะไรกับการเรียนแค่ห้าวิชา
“พี่ว่ามันยากไปหน่อยไหมคะ”
หลังจากสอบวิชา ‘วัฒนธรรมร่วมสมัยและทฤษฎีวัฒนธรรม’ เสร็จและออกจากห้องสอบ จีฮเยก็เอ่ยถาม
“โดยเฉพาะโจทย์ข้อ 15 น่ะค่ะ คือต้องรู้ต้นกำเนิดของทฤษฎีในระดับเมืองทั้งหมดถึงจะตอบได้ มันยิบย่อยเกินไปหรือเปล่าคะ เหมือนออกข้อสอบมาให้ตอบผิดเลย”
“แต่ฉันว่าข้อ 22 ซับซ้อน”
“อ๊ะ จริงเหรอคะ ใช่ข้อบรรยายที่วิจารณ์แนวคิดโพสต์โมเดิร์นนิซึ่ม[2] โดยใช้แนวคิดของอดอร์โน[3]หรือเปล่าคะ ตอนที่เช็กกันคราวที่แล้วพี่ก็รู้อยู่สองแนวคิดนี่คะ ทำไมยังยากอยู่อีกล่ะ”
พวกเขาทวนข้อสอบกันอย่างละเอียดและไปกินข้าวที่โรงอาหาร จีฮเยมีความคาดหวังต่อผลการสอบสูงมากสมกับที่เป็นนักศึกษาที่ตั้งใจเรียน
“เท่าที่ฟังๆ ดูพี่น่าจะทำได้ดีกว่าฉันนะคะ ถ้าตัดข้อที่ 22 ที่อาจถูกหักคะแนนออกไป ที่เหลือพี่ก็ทำไม่ผิดเลยไม่ใช่เหรอคะ”
“ก็อาจจะ”
“อะไรกัน พี่ฟังฉันอธิบายทุกอย่างแล้วไหงทำได้ดีอยู่คนเดียวแบบนั้นล่ะคะ ทำเกินไปแล้วนะ”
“แต่ฉันจะจงใจตอบผิดเพราะได้เธอช่วยมาอีกทีก็ไม่ได้หรือเปล่า”
จีฮเยเบะปาก ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายที่เศร้าใจที่กลายเป็นคนช่วยเพิ่มคะแนนให้คนที่เข้าใจบทเรียนน้อยกว่าตัวเอง ซังอูตัดสินใจครั้งใหญ่ว่าจะพูดดีๆ กับเธอ เพราะหมู่นี้เขารู้ซึ้งถึงสิ่งที่ใครบางคนพูดไว้แล้วว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีอารมณ์ความรู้สึก
“เดิมทีฉันเป็นคนจำเก่ง แต่ไม่ค่อยเข้าใจวิชานี้ ที่เธออธิบายช่วยได้มากเลยล่ะ”
“พูดจริงเหรอคะ จริงๆ ใช่ไหมคะ”
‘อยากฟังคำพูดดีๆ สองรอบเลยเหรอ’
ซังอูไม่สนใจอีกฝ่ายและกินข้าวต่อไป หลังจากกินข้าวเสร็จและแวะซื้อกาแฟที่ร้านสะดวกซื้อ จีฮเยก็ยังคงตามเขามาติดๆ หญิงสาวแย่งกระป๋องกาแฟไปจ่ายเงินตามอำเภอใจแล้วพูดว่า
“พี่คะ ฉันช่วยติวสอบให้ แถมยังซื้อกาแฟให้อีก พี่เองก็ช่วยฟังคำขอของฉันหน่อยได้ไหมคะ”
“เป็นกับดักหรอกเหรอ”
“ใช่แล้วค่ะ พี่ติดหนี้ฉันแล้ว ช่วยฟังคำขอของฉันด้วยเถอะนะคะ”
จีฮเยยิ้มหวานพลางพูดอย่างน่ากลัว เขาลองเดาว่าอีกฝ่ายจะขออะไร แต่สิ่งที่คิดออกก็มีแค่ขอให้เลี้ยงข้าว ขอให้ช่วยยกของ หรืออะไรทำนองนั้น ถ้าเป็นเรื่องพวกนั้นจะขอเท่าไรก็ย่อมได้อยู่แล้ว
“อะไรล่ะ ลองว่ามาก่อน”
“ช่วงงานเทศกาลพี่ทำอะไรคะ”
ซังอูขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ฟังคำพูดเหนือความคาดหมาย เขารู้สึกไม่ดีกับคำว่างานเทศกาลเท่าไร ซังอูไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ของงานเทศกาลของมหาวิทยาลัย และโดยปกติแล้วมหาวิทยาลัยจะหยุดการเรียนการสอนในช่วงที่มีงาน ตลอดหนึ่งสัปดาห์นั้นเขาจึงหาอะไรทำและใช้เวลาอย่างเกิดประโยชน์
“ต้องทำงานสิ”
“อ๋า มีอะไรให้ทำอยู่แล้วสินะคะ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ช่วยพี่ไปตั้งเยอะ ฉันขอเวลาพี่สักวันน่าจะได้ใช่ไหมคะ”
“ทำไมล่ะ”
“เอาเป็นวันจันทร์แล้วกันค่ะ ไปเที่ยวงานเทศกาลด้วยกันนะคะ”
“ทำไมล่ะ”
“ฉันอยากเที่ยวเล่นในงานเทศกาลแต่ไม่มีเพื่อนไปน่ะค่ะ”
“ทำไมต้องมีเพื่อนด้วยล่ะ”
“เลิกถามเถอะค่ะพี่ มันเป็นคำขอของฉันไงคะ ตกลงมาเถอะค่ะ เร็วเข้า”
เขาไม่ได้อยู่ในจุดที่จะปฏิเสธได้ จีฮเยช่วยเขาจริงๆ และเขาก็สาธยายคำพูดสวยหรูไปมากมายโดยไม่จำเป็นแล้ว ถ้าเขาปฏิเสธคำขอนี้คงได้กลายเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ซังอูตอบตกลงด้วยท่าทีไม่เต็มใจ ได้ยินดังนั้นจีฮเยก็ยิ้มและนัดแนะให้มาเจอกันหน้าประตูใหญ่ตอนสิบเอ็ดโมง
return 0;
การสอบเสร็จสิ้นลงทุกวิชาแล้ว ผลการสอบเป็นไปตามที่คาดการณ์ นอกเหนือจากวิชาทฤษฎีวัฒนธรรมที่ทำได้ดีกว่าที่คิด ที่เหลือก็ไม่ผิดคาด
ซังอูไปกินข้าว ซื้อกาแฟ และเดินเล่น เขาก้าวเท้าเร็วๆ ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าปกติ
ตลอดสองสัปดาห์ที่วุ่นวายมีสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปจากชีวิต ก่อนหน้านี้เพราะสิ่งนั้นหายไปเขาถึงทำอะไรผิดพลาดอย่างผิดปกติ สมาธิก็ลดลง แต่คราวนี้เขากำหนดวันที่จะเจอกันอีกครั้งไว้แล้วจึงอดทนได้ประมาณหนึ่ง และบนหน้าเดสก์ท็อปก็มีโฟลเดอร์ ‘จางแจยอง’ อยู่ด้วย
‘อย่าหลบเลี่ยง อย่าเมินเฉย ลองไปจนสุดทางกับฉันดูสักตั้ง สัมผัสให้เต็มที่ว่ามันให้ความรู้สึกยังไง ทำแบบนั้นแล้วความรู้สึกที่กวนใจนายอยู่อาจจะหายไปก็ได้นี่’
ช่วงสอบที่ยาวนานพอสมควรเป็นโอกาสที่จะทดลองสองวิธีที่จะรับมือกับปัญหา ถ้าสิ่งที่ซังอูรู้สึกเป็นแค่ความสับสนชั่วขณะ มันจะหายไปในเวลาสองสัปดาห์ แต่ถ้าหลังสอบเสร็จ ความรู้สึกนั้นยังคงอยู่ เขาก็ต้องปะทะซึ่งๆ หน้าเพื่อกำจัดต้นตอนั้น ซังอูมักจะหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน แต่ปัญหาก็ยังคงเป็นปัญหา คราวนี้คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากคอยเฝ้าดูและเฝ้ารอในสถานะที่คลุมเครือ
การทดลองสิ้นสุดลงพร้อมกับช่วงสอบ ซังอูแยกเหตุผลและความรู้สึกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง และคอยสังเกตสภาพของตัวเองในชีวิตประจำวันอย่างละเอียดรอบคอบ ผลที่ได้ก็ชัดเจน ถ้าปล่อยทหารฝ่ายศัตรูไว้นอกป้อมปราการโดยไม่สนใจ พวกเขาจะยิ่งทวีความรุนแรงและมีพละกำลังมากยิ่งขึ้น
เขาคิดถึงใบหน้าของจางแจยอง เสียงของจางแจยอง การขยับมือของจางแจยอง สีหน้าของจางแจยอง น้ำเสียงของจางแจยอง กลิ่นของจางแจยอง คิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่แตกต่างกันไปในแต่ละวันของจางแจยอง คิดถึงแม้กระทั่งสิ่งที่เคยเกลียดในตอนแรก แม้จะดูรูปและวิดีโอของอีกฝ่ายซ้ำไปซ้ำมาและฟังเพลย์ลิสต์ของเจ้าตัวก่อนนอน แต่ความกระหายก็ยังไม่ได้รับการเติมเต็มง่ายๆ ยิ่งปล่อยความใคร่ทิ้งไว้ มันกลับยิ่งรุนแรงขึ้นในแต่ละวัน และมีแนวโน้มว่าจะทำให้โลกของจิตใจแปดเปื้อน
เมื่อตัวเลือกหนึ่งเป็นโมฆะ จึงเหลืออีกหนึ่งตัวเลือก ยังเหลือเวลาอีกตั้งสองวันกว่าจะถึงวันประกาศผลที่ตกลงกันไว้ แต่ซังอูตัดสินใจได้แล้ว ซังอูไปที่ห้องปฏิบัติการโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ในห้องมีเพียงนักศึกษาหญิงเอกดีไซน์คนหนึ่งที่อายุมากกว่าซังอูสองปีแต่เรียนปีเดียวกัน
“จางแจยองไม่อยู่นะ”
หญิงสาวสวมเสื้อแจ็กเก็ตที่เต็มไปด้วยขนสัตว์ทำให้ดูเหมือนคนลักลอบล่าสัตว์ เธอสังเกตท่าทีของซังอูแล้วลดเสียงเพลงลง ลำโพงที่มีสายพันรอบอย่างลวกๆ คีย์บอร์ด เมาส์ แท็บเล็ต สายชาร์จโทรศัพท์ ฮาร์ดไดรฟ์ หน้าจอคอมพิวเตอร์ สาย USB สองเส้น ปลั๊กพ่วงสี่ช่อง ทั้งหมดวางสุมกันอยู่ในที่เดียวดูรกตา
“ลำโพงสมัยนี้สายสั้นจังวะ”
คนลักลอบล่าสัตว์บ่นพึมพำขณะจัดการกับลำโพงที่ล้มลง ซังอูได้เรียนรู้แล้วว่าถ้ามันเหลวไหลไร้สาระเกินไป เขาก็ไม่มีอะไรจะพูด ซังอูนั่งลงตรงที่ว่างแล้วรออยู่ครู่หนึ่ง สายตาของเขามองไปยังที่นั่งของแจยองโดยอัตโนมัติ เขาเก็บขยะไปทิ้ง แล้วเก็บกล่องบุหรี่ ลิปบาล์ม ปลอกร่ม หูฟังแบบเอียร์โฟน และไฟแช็กลงในลิ้นชัก
เมื่อเปิดลิ้นชักเขาก็ได้พบสิ่งที่คุ้นตา มันคือสมุดโน้ตราคาสองพันวอนที่แจยองบังคับให้ซังอูขายต่อให้ เขาใช้สมุดโน้ตดีไซน์แบบนี้มาหลายปี ไม่มีทางที่เขาจะจำไม่ได้ ตอนนั้นเป็นช่วงสัปดาห์แรกของเทอมใหม่ จนถึงตอนนี้เวลาผ่านมาแล้วหกสัปดาห์โดยไม่รู้ตัว ช่วงเวลาที่จางแจยองตามติดเขาเหมือนสตอล์กเกอร์และกลั่นแกล้งอย่างชั่วร้าย ซังอูรู้สึกคิดถึงช่วงเวลานั้นอย่างประหลาดระหว่างที่ลองเปิดสมุดดู
[1] FTP ย่อมาจาก File Transfer Protocol (โปรโตคอลการโอนย้ายไฟล์) ใช้สำหรับโอนย้ายไฟล์ที่มีขนาดใหญ่จากเซิร์ฟเวอร์หนึ่งไปยังเซิรฟเวอร์หนึ่ง หรือจากเครื่องของผู้ใช้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ฝากไฟล์
[2] แนวคิดโพสต์โมเดิร์นนิซึ่ม หรือแนวคิดหลังยุคนวนิยม บางทีใช้คำว่าหลังสมัยใหม่ หรือแนวคิดหลังสมัยใหม่ เป็นแนวคิดทางการเมือง ปรัชญา วัฒนธรรม สังคม ดนตรี และอื่นๆ ที่มีมุมมองที่ต่างออกไปจากมุมมองทางความคิดแบบเดิม ๆ ของโลก
[3] ธีโอดอร์ อดอร์โน (Theodor Adorno) นักปรัชญาและนักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน