Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 48 <111> #3
“งั้นจะเปลี่ยนเป็นกี่วิครับ”
“ไม่ต้องไปยุ่งกับเวลา มาปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นนิดหน่อยแล้วค่อยย่อให้เล็กลงกันเถอะ”
“เอาขนาดประมาณไหน... 110% พอไหมครับ”
“ไม่ต้องไปคิดถึงตัวเลข ดูเอาตามความรู้สึก”
ตอนที่ไม่ทันระวัง แจยองก็วางมือบนหลังมือของซังอูที่จับเมาส์อยู่ แจยองกำลังมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเอาจริงเอาจัง ซังอูจึงพลาดจังหวะดึงมือออก
‘เอ่อ…อ่า เอ๊ะ?’
ระหว่างที่กำลังสับสนวุ่นวาย แจยองก็กุมหลังมือของเขาและคลิกเมาส์ เจ้าตัวขยับเมาส์ด้วยสีหน้าเฉยเมยเพื่อจัดการไทม์ไลน์และปรับขนาดรูป
“ดูพรีวิวยังไงอะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นซังอูก็ได้สติ เขาดึงมือออกและกดคีย์ลัด จากนั้นผลลัพธ์ที่แจยองทำก็ปรากฏขึ้นในหน้าต่างใหม่ ระยะเวลาเท่าเดิม แต่พอใส่เอฟเฟกต์เข้าไปแล้วดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ซังอูจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์
“ชูซังอู”
“ครับ”
“นี่ไม่ใช่การแข่งขัน อย่าลืมว่ามันคือการร่วมมือกัน คิดว่าด้านกราฟิกฉันรู้ดีกว่า หรือนายรู้ดีกว่า”
“รุ่นพี่ครับ”
“งั้นใครควรเป็นผู้นำ”
“รุ่น…พี่ครับ”
แจยองเงียบไปครู่ใหญ่ เมื่อซังอูหันไปมองก็พบว่ามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องตัวเองอยู่ จู่ๆ แจยองก็พูดเสียงดัง
“ชเวยูนา!”
ยูนายังคงเอาแต่โยกหัวและทำงานไปด้วยเช่นเดิม เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครแอบฟัง แจยองก็ลดเสียงลงแล้วพูดต่อ
“ความสัมพันธ์ของมนุษย์ก็เหมือนกัน มันไม่ได้เกิดขึ้นฝ่ายเดียว เรื่องที่ตกลงร่วมกัน นายจะมาตัดสินใจคนเดียว ยกเลิกคนเดียวได้เหรอ”
จู่ๆ หัวข้อบทสนทนาก็เปลี่ยนไป ราวกับว่าตอนนี้แจยองไม่ได้สนใจหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว ซังอูเผชิญหน้ากับแววตาที่เด็ดเดี่ยวของอีกฝ่าย
“ไม่ได้ครับ”
“นายทำผิดใช่ไหม”
“ไม่รู้ครับ”
“ที่บอกให้หยุด ฉันคงยอมรับไม่ได้ ฉันจะอธิบายเหตุผลให้ฟังดังต่อไปนี้ ฟังให้ดีล่ะ”
แจยองพูดโดยไม่หลบตาหรือกะพริบตา
“นายบอกว่าอยู่ข้างฉันแล้วทรมานเพราะเกิดอารมณ์ใช่ไหม นายคงไม่รู้ว่าปกติแล้วในเวลาแบบนั้นยิ่งต้องใกล้ชิดกันให้มากขึ้นเพื่อปลดปล่อยความต้องการ นี่เป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว เราแทบไม่ได้ทำอะไรให้ตัดสินได้เลยด้วยซ้ำว่ามันล้มเหลว นายด่วนสรุปเกินไปแล้ว”
“ผมก็พยายามแล้วครับ”
“ฉันคิดว่าเหตุผลหลักที่ทำให้นายขอหยุดกลางคันเป็นเพราะคลิปวิดีโอ นายยังรีเสิร์ชไม่มากพอ”
“ยัง…ไม่พอเหรอครับ”
“ใช่ ฉันกับนายมีกันแค่สองคน นายจะไปซื้อวิดีโอสามคนแปดคนมาทำไม? แล้วใครที่ไหนจะไปมีม้าโยกติดไวเบรเตอร์อยู่ที่บ้าน? ขืนทำตามนั้นคงได้เข้าโรง’บาลทุกครั้งอะ บอกมาตามตรง นายโหลดออกมาทั้งชาร์ตใช่ไหม”
“…ผมคิดว่ายอดดาวน์โหลดสูงๆ สามารถรับรองความมีประโยชน์ของข้อมูลได้ครับ”
“อุตสาหกรรมหนังโป๊มีพื้นฐานมาจากจินตนาการของผู้คน นี่นายมองข้ามเรื่องนั้นไปเหรอเนี่ย ฉันไม่รู้เลยว่านายต่างจากพวกหัวโบราณที่เชื่อว่าถ้าเล่นเกม FPS[1] แล้วจะกลายเป็นฆาตกรตรงไหน”
“รุ่นพี่ไม่พูดแรงเกินไปหน่อยเหรอครับ”
“ก็มันผิดตั้งแต่เงื่อนไขแล้วไง ในความสัมพันธ์ของเรามีแค่ฉันกับนายสองคนเท่านั้น คนอื่นไม่มีทางแทรกเข้ามาได้ แล้วฉันก็ไม่ได้อยากถูกตีและไม่ได้อยากตีนายด้วย แบบนั้นมันไม่ใช่ มันไม่ถูกต้อง เข้าใจไหม”
การตำหนิที่มีเหตุผลอย่างคาดไม่ถึงทำให้ซังอูพูดไม่ออก อย่างที่แจยองพูด ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้คำนึงถึงลักษณะเฉพาะของขอบเขตข้อมูลที่เขาไม่ได้รู้จักดี แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ…
“เอาเป็นว่าข้อมูลที่ผมเห็นมันถูกบิดเบือนอย่างรุนแรง แต่ผมก็ไม่ได้ศึกษาจากวิดีโออย่างเดียวนะครับ ในเท็กซ์ที่ผมอ่านส่วนใหญ่ก็บอกว่าการสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในลำไส้ตรง…”
“หยุดสอนชีววิทยาก่อน”
แจยองตะโกนว่า “ชเวยูนา!” อีกครั้งเพื่อเช็กว่าเธอยังจดจ่ออยู่กับเพลง จากนั้นโน้มตัวลงมาเล็กน้อยแล้วพูดราวกับกระซิบ
“ซังอูยา”
“…”
“เมื่อเราตกลงว่าจะมีเซ็กซ์กัน ของ…ของนาย…ลำไส้ตรง…ของฉัน…เชี่ยเอ๊ย… เอาเป็นว่ามันไม่จำเป็นเว้ย ขอเถอะ จำไว้ว่าเรามีกันสองคน ถ้าคนหนึ่งสอดใส่เข้าไปแล้ว อีกคนไม่ต้องทำก็ได้”
“เหรอครับ? ไม่ต้องทำอย่างเท่าเทียมเหรอ”
“ไม่ใช่การรับโทษซะหน่อย ถ้าไม่อยากเป็นฝ่ายสอดใส่ก็แค่เป็นฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นเอง ก็…เท่าที่ได้ยินมาเห็นว่าด้านหลังก็รู้สึกดีมากๆ ได้เหมือนกัน เท่านี้ก็น่าจะพอบรรเทาความต้องการได้แล้วไม่ใช่เหรอ”
“ได้ยินมาเหรอครับ ไหนว่าเคยลองแล้วไงครับ”
สีหน้าของแจยองเปลี่ยนเป็นซับซ้อนเกินบรรยาย เขาจ้องซังอูเขม็ง
“คิดว่าไงล่ะ ลองใช้จินตนาการดูหน่อยสิ”
สมองสองซีกของซังอูทำงานอย่างรวดเร็ว จางแจยองบอกอย่างชัดเจนว่าเคยนอนกับผู้ชายมาก่อน การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายมีกลไกความสุขสมที่เกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมาก จางแจยองบอกว่าไม่ได้รู้สึกด้วยสิ่งนั้น ดังนั้น ข้อสรุปก็มีสองแบบ ถ้าไม่ใช่เพราะขาดความชำนาญจนทำให้ไม่รู้สึกอะไร ก็ต้องเป็นเพราะ…
“เอ่อ… งั้นหรือว่ารุ่นพี่…”
นิ้วมือข้างซ้ายของซังอูงอเป็นรูปวงกลมโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็แทงนิ้วชี้ข้างขวาเข้าไปในช่องว่างรูปวงกลมนั้น แจยองมองซังอูทำไม้ทำมือแล้วแค่นหัวเราะ ดูจากที่ไม่ปฏิเสธก็คงจะใช่
“งั้น…ผมก็?”
ซังอูเหม่อมองมือซ้ายที่ทำท่าเป็นรูป ok ก่อนจะหยุดจินตนาการถึงสิ่งที่ยังไม่เคยลองทำ
“เรื่องนั้นเอาไว้คิดทีหลังนะครับคุณ… จะมัดฉันเหมือนในคลิป หรือ… เอาเป็นว่าไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรพวกนั้นก็ได้ ฉันเองก็จะไม่ใช้กำลังกับนายเหมือนกัน ฉันสัญญา”
แจยองรีบพูดให้จบแล้วถอนหายใจดัง ‘ฮู่ว’ เขาเงยหน้าขึ้นแล้วพูดต่อโดยไม่เว้นจังหวะให้ซังอูได้ตอบ
“แล้วก็ฉันจะเสนอทางเลือกให้ดังต่อไป ฟังให้ดี”
“ทางเลือกเหรอครับ”
แจยองพยักหน้าแล้วเปลี่ยนท่านั่ง เขาเท้าศอกบนหัวเข่าที่อ้าออกพอประมาณแล้วประสานมือเข้าหากัน ภาพนั้นดูเหมือนองค์ประกอบบนปกเกมแอคชั่นแอดเวนเจอร์
“ฉันไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักนิด ยังคงอยากจับมือนาย อยากจูบนาย และอยากมีเซ็กซ์กับนายเหมือนเดิม”
แจยองพูดราวกับเป็นเรื่องทั่วไปอย่างอยากกินพิซซ่า อยากกินไก่ทอด และอยากกินแนงมยอน[2]
“ดูเหมือนในสมองนายจะซับซ้อนวุ่นวายกว่าฉัน เพราะงั้นฉันจะรอ”
“หมายความว่ายังไงครับ”
“หมายความว่าค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป จะไม่บังคับอะไรนายทั้งนั้น ถ้านายไม่เสนอด้วยความเต็มใจ ฉันก็จะไม่ทำอะไร”
“จริงเหรอครับ ถ้าระหว่างนั้นเกิดไม่อยากทำขึ้นมาก็หยุดกลางคันได้เหรอครับ”
“ถ้านายไม่อยากทำ แล้วฉันจะทำอะไรได้ล่ะ จะให้ฝืนทำหรือไง”
ซังอูพยักหน้า เขามักจะกังวลเวลาเจอแจยอง อีกฝ่ายจะพูดอะไรเหลวไหลหรือเปล่า จะทำอะไรเหนือความหมายหรือเปล่า จะทำให้สับสนแค่ไหน แต่มีเพียงวันนี้ที่ต่างออกไป
‘นี่ไม่ใช่การแข่งขัน อย่าลืมว่ามันคือการทำงานร่วมกัน’
สามวันก่อนอีกฝ่ายยังพูดจาตามอำเภอใจอย่างเกรี้ยวกราดว่าจะหยุดทุกอย่าง ตอนนี้ไม่รู้ว่าเกิดมีอะไรมาดลใจ วันนั้นแจยองดูสะเทือนใจมากจริงๆ ทว่าวันนี้เจ้าตัวกลับใช้วิธีพูดที่เข้าใจและเห็นเป็นรูปธรรมอย่างใจเย็น
แจยองนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะบิดขี้เกียจพลางลุกจากที่นั่ง
“งั้นก็รับทราบตามนั้น แล้วฉันจะไปงีบสักหน่อย นายก็ทำงานอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้”
“…”
“ถ้าอยากจุ๊บๆ ก็ปลุกแล้วค่อยทำนะ”
“ไม่ทำหรอกครับ ไม่ทำ!”
อีกฝ่ายเผยยิ้มทางสายตาแล้วเดินผ่านซังอูไป ซังอูมองแผ่นหลังของแจยองที่นอนอยู่บนเตียงพับก่อนจะดึงมู่ลี่ในห้องทำงานแล้วปิดไฟ ยูนาถึงกับถอดเฮดโฟนออกอย่างหงุดหงิดทันที
return 0;
จู่ๆ โปรเจกต์ที่คิดว่าล่มไปแล้วก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งและดำเนินไปได้อย่างราบรื่นกว่าที่เคย หลังจากทำรีซอร์ซพื้นฐานเสร็จไปได้ประมาณหนึ่ง แจยองก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการทำแอนิเมชั่น แม้ตอนแรกจะปรับตัวเข้ากับอีกฝ่ายที่ตัดสินผลลัพธ์ด้วยคำศัพท์อย่าง ‘นิดนึง อีก มากเกินไป พอประมาณ’ ได้ยาก แต่ซังอูก็ได้เรียนรู้เทคนิคจากการลองผิดลองถูก
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าได้ยินคำว่า ‘ใหญ่ขึ้นอีกนิดนึง’ ก็จะปรับสเกลไปที่ 109% ถ้าได้ยินคำว่า ‘เล็กเกินไป’ ก็จะปรับไปที่ 134% แล้วทำคู่มือไว้ในหัวสมอง หลังจากนั้นก็ฟังฟีดแบ็กรายละเอียดปลีกย่อยจากแจยองแล้วนำมาปรับให้เหมาะสม
ในวันศุกร์ซังอูมาที่ห้องปฏิบัติการตอน 18:31 น. เขาทำงานในส่วนที่ถูกสั่งให้แก้ทั้งหมดภายใต้การชี้แนะของดีไซเนอร์ เขาแก้ท่าทางการเคลื่อนไหวพื้นฐานทั้งหมดของตัวละครและเปลี่ยนแอนิเมชั่นตอนใช้อาวุธเสร็จแล้ว เมื่อยูนาเห็นก็บอกว่าตัวละครตัวหนึ่งดูเหมือนซังอู ทั้งที่ตัวละครอีกตัวเหมือนแจยองมากกว่าเสียอีก แต่เธอกลับดูไม่ออก ซังอูคิดว่าในฐานะดีไซเนอร์แล้ว สายตาของอีกฝ่ายไม่เฉียบคมเอาเสียเลย
ตอน 21:03 น. ทั้งสามคนสั่งไก่ทอดมากินและมัวแต่เสียเวลาไปกับการพูดคุยไร้สาระจึงไม่ได้ทำงานหลังจากนั้น ระหว่างออกจากห้องปฏิบัติตอน 22:00 น. ซังอูถึงตระหนักได้ว่าแจยองไม่ได้แตะต้องตัวเขาเลยสักครั้งนอกจากตอนที่ส่งขาไก่มาให้แล้วเฉียดหลังมือไป
วันหยุดสุดสัปดาห์ไม่มีการนัดประชุม ทั้งในวันเสาร์และวันอาทิตย์เมื่อเขากลับบ้านหลังเลิกงานพาร์ตไทม์ แจยองก็จะโทรมาตอน 22:01 น. วันเสาร์อีกฝ่ายโทรมาถามเรื่องปริมาณความจุ วันอาทิตย์โทรมาถามเรื่องความแตกต่างของรูปภาพในแต่ละอุปกรณ์[3] ซังอูตอบอย่างละเอียดด้วยความรู้สึกชื่นชมที่แจยองใส่ใจการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเกม ทั้งสองวันแจยองไม่ได้วางสายในทันที
‘ว่าแต่นายเกิดที่ไหน’
ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายถามเรื่องแบบนั้นไปทำไม เมื่อเขาตอบไปว่าเกิดที่เมืองแดจอน ปลายสายก็ถามต่อว่าโตที่ไหน และเรียนโรงเรียนอะไร เขาก็ตอบไปว่าตนเกิดและโตที่เมืองแดจอน เขตกงมุนจนถึงอายุสิบเก้า จบมัธยมต้นจากโรงเรียนมัธยมต้นกงมุนและจบมัธยมปลายจากโรงเรียนมัธยมปลายกงมุน จากนั้นปลายสายก็ถามต่อว่าเขาใส่รองเท้าไซซ์อะไร ค่าสายตาเท่าไร เมื่อเขาตอบไปว่า รองเท้าไซซ์ 270 ค่าสายตา 1.0 เท่ากันทั้งสองข้าง อีกฝ่ายก็บ่นอย่างเป็นทุกข์ว่าตัวเองใส่รองเท้าไซซ์ 270 บ้าง 275 บ้าง ค่าสายตา 0.7 จะใส่แว่นหรือถอดแว่นก็เบลอ
หลังจากวางสายซังอูก็ต้องประหลาดใจกับระยะเวลาการโทรวันหนึ่งยี่สิบเก้านาที อีกวันสามสิบสี่นาที ทั้งที่ไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย แต่น่าแปลกที่เขาเสียเวลาไปนานขนาดนั้น
วันจันทร์ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ซังอูเข้าเรียนและไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด หลังจากกินมื้อเย็นเขาก็ไปที่ห้องปฏิบัติการและเจอยูนาเปิดประตูออกมาพอดี เมื่อไม่นานมานี้ยังต้องสวมเสื้อขนสัตว์อยู่เลย มาตอนนี้อีกฝ่ายสวมเสื้อเชิ้ตแขนกุดแล้ว
“อ้าว ชูซังชู หวัดดี”
“ครับ”
“ฉันกำลังจะออกไปข้างแล้วหาอะไรกินด้วย นายไปด้วยกันไหม”
“ไม่ครับ”
ซังอูเดินผ่านหญิงสาวเข้าไปในห้องทำงาน ข้างในร้อนจนเข้าใจได้ว่าทำไมยูนาถึงแต่งตัวเหมือนอยู่ในฤดูร้อน ซังอูถอดเสื้อแจ็กเก็ตพาดไว้ที่เก้าอี้แล้วเดินไปที่หน้าต่าง เมื่อเปิดหน้าต่างจนสุด ร่างกายก็ปะทะกับอากาศอุ่นๆ ดูเหมือนอากาศจะร้อนขึ้นพอสมควรโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนั้นเองประตูห้องก็เปิดผัวะ ซังอูหันไปมองด้านหลังและสบตากับแจยองที่ถือถุงพลาสติกสีขาวเข้ามา เขาสวมหมวกเบสบอลสีน้ำเงินบนศีรษะ กางเกงยีนส์สีสว่างขาดเข่าทั้งสองนั้นดูขัดตา
“มาแล้วเหรอ”
“ครับ”
“ทำไมวันนี้ร้อนงี้วะ”
แจยองเดินฉับๆ เข้ามาวางกระเป๋าไว้ที่โต๊ะ ขณะที่ซังอูมองออกไปด้านนอกอีกครั้ง
“เดือนพฤษภาแท้ๆ แต่อย่างกับหน้าร้อน”[4]
“เพราะการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไม่รอบคอบไปเร่งภาวะเรือนกระจกน่ะสิครับ”
“กินข้าวยัง”
“ครับ”
ด้านหลังมีเสียงกรอบแกรบของถุงพลาสติกดังขึ้น ซังอูทอดสายตามองทิวทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ยังคงสว่างแม้จะเป็นเวลาเย็นแล้วก่อนจะกลับไปยังที่นั่ง แจยองกำลังคลุกสิ่งที่อยู่ในถ้วยกระดาษ แม้จะไม่ได้ถามแต่อีกฝ่ายก็บอกมาว่าเป็นอัลปับ[5] จากนั้นเขาก็หยิบกล่องโฟมออกจากถุง เมื่อดึงยางรัดออก เกี๊ยวชิ้นใหญ่หกชิ้นก็เผยโฉม
“ทำไมเหลือนายคนเดียว”
“ชเวยูชเวไปเที่ยวเล่นครับ”
“งั้นเราก็อยู่กันสองสินะ ดีจัง”
แจยองว่าพลางเอาช้อนพลาสติกเข้าปาก ซังอูไม่รู้จะตอบอะไรจึงหันหน้าหนี คำพูดที่ถูกโยนมาผ่านๆ ให้ความรู้สึกเหมือนถูกทุบ จู่ๆ เขาก็คอแห้ง ซังอูหยิบโน้ตบุ๊กในกระเป๋าเป้ขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วจ้องหน้าจอสีดำจนเหมือนจะทะลุ
“ซังอูยา”
อีกฝ่ายแค่เรียกเหมือนปกติแท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงประหม่าขนาดนี้ ซังอูตอบรับอย่างยากลำบาก
“ครับ”
“กินเกี๊ยวสิ ฉันไปต่อแถวซื้อมาจากร้านดังเลยนะ”
นั่นเป็นคำสั่งไม่ใช่คำชวน เมื่อเขาหันไปมองด้านข้าง แจยองก็ใช้ตะเกียบคีบเกี๊ยวชิ้นใหญ่มาแล้ว บริเวณขอบๆ ของเกี๊ยวชุ่มด้วยซีอิ๊ว
“วางลงครับ เดี๋ยวผมกินเอง”
“เร็วสิ เมื่อยแขน”
เกี๊ยวเคลื่อนเข้ามาใกล้จนแทบจะทิ่มหน้าแล้ว ซังอูจึงต้องอ้าปากอย่างช่วยไม่ได้ พอเขากัดเข้าไปคำใหญ่ แจยองก็เอาเกี๊ยวส่วนที่เหลืออีกครึ่งกลับไปจิ้มซีอิ๊วและยัดใส่ปาก
“อันนั้นผมกินไปแล้วนะครับ”
“จะไปคิดมากเรื่องนั้นทำไม จูบก็จูบแล้ว”
แต่ละคำพูดของอีกฝ่ายวันนี้กวนใจเขาอย่างประหลาด และยากที่จะโต้แย้งตรรกะที่ว่าถ้าจะกังวลเรื่องการติดเชื้อก็ควรจะกังวลตั้งแต่ที่แลกน้ำลายกันก่อนหน้านี้แล้ว
[1] FPS (first-person shooter) หรือ เกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง เกมประเภทหนึ่งที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่อาวุธปืนและการโจมตีโดยใช้อาวุธผ่านมุมมองบุคคลที่หนึ่ง กล่าวคือ ผู้เล่นจะพบกับการกระทำผ่านดวงตาของตัวละครที่เลือกเล่น
[2] แนงมยอน บะหมี่เย็นเกาหลี
[3] อุปกรณ์ ในที่นี้หมายถึง ดีไวซ์ (Device) หรืออุปกรณ์เชิงกล อันได้แก่ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกม เป็นต้น
[4] ช่วงเดือนพฤษภาคมของเกาหลียังอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ
[5] อัลปับ (알밥) ข้าวคลุกไข่กุ้งหรือไข่ปลา พร้อมเครื่องเคียงอื่นๆ เสิร์ฟในหม้อดินร้อน ลักษณะคล้ายบิบิมบับ แต่ไม่ใส่ซอสโคชูจัง