Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 47 <111> #2
วันต่อมา ชีวิตประจำวันของซังอูก็ยังคงเหมือนเมื่อวาน ไม่ว่าจะศึกษาการเขียนโปรแกรมอย่างไรก็ไม่เข้าหัว พอจะอ่านเตรียมเนื้อหาที่จะเรียนในอนาคตล่วงหน้าก็ขาดแรงบันดาลใจ
‘แค่วันเดียว ปล่อยไปก็คงไม่เป็นไร’
การสอบกลางภาคก็เสร็จสิ้นไปแล้ว และเขาไม่มีเรียน แถมยังเจอเรื่องสะเทือนใจมา เขาย่อมมีสิทธิ์ที่จะพักผ่อนเหมือนคนเฉื่อยชา เหมือนคนสันหลังยาว เหมือนคนขี้เกียจ เหมือนจางแจยอง
แต่มันเป็นเรื่องยากกว่าที่คิด ถ้าไม่เล่นเกมหรือนอนกลางวัน เวลาก็ไม่เดินไปไหน ซังอูไม่รู้จักวิธีทำตัวขี้เกียจ ที่บ้านของแม่ยังมีของเล่นมากมายให้พอเอามาเล่นฆ่าเวลาได้ แต่พอออกมาอยู่คนเดียวโดยตั้งเป้าไว้ที่การเรียน เขาย่อมไม่นำของพวกนั้นติดตัวมาด้วย
เขาเดินวนไปเวียนมาอยู่ในห้องแคบๆ เพื่อหาอะไรทำ สุดท้ายก็ใช้เวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์กับการย้ายเฟอร์นิเจอร์ที่สะอาดดีอยู่แล้วออกมาปัดฝุ่น ทำความสะอาดห้องน้ำ ซักผ้า และออกไปซื้อของมาเติมให้เต็มชั้น
ถึงจะแสร้งทำเหมือนไม่เป็นอะไร แต่ความเครียดราวกับเดินบนแผ่นน้ำแข็งบางๆ ก็ยังคงครอบงำอารมณ์ความรู้สึกของเขา ตอนกลางวันยังไม่เท่าไร แต่ยิ่งใกล้เที่ยงคืน อาการก็ยิ่งย่ำแย่ ซังอูวิเคราะห์พฤติกรรมของจางแจยองและตั้งสมมติฐานอย่างวุ่นวายใจ
[1) จางแจยองคิดจะสานสัมพันธ์ที่ไม่สมควรนั้นต่อไป
2) จางแจยองล้มเลิกความตั้งใจที่จะสานสัมพันธ์ที่ไม่สมควรแล้ว แต่ยังอยากสร้างเกมต่อ
3) จางแจยองแค่ส่งไฟล์ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ให้]
โดยทั่วไปแล้วเขาคิดว่าข้อสองดูเป็นไปได้มากที่สุด แต่มันกลับขัดแย้งกับคำพูดก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายมักจะทำอะไรเหนือความคาดหมายของซังอูเสมอจึงอนุมานได้ยากว่าเจ้าตัวคิดอะไรอยู่
‘รอดูว่าวันนี้จะออกมาเป็นยังไงแล้วก็คงจะรู้ล่ะมั้ง’
ซังอูรีเฟรชกล่องอีเมลและรอให้ถึงเที่ยงคืน ห้านาทีก่อนจะถึงเวลา เขาเตรียมตัวให้พร้อมและเดินไปเดินมาอยู่ในห้องก่อนจะมานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ในตอนนั้นเองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็สว่างขึ้น สองมือของซังอูคว้าอุปกรณ์สื่อสารมาตรงหน้าในทันใด
[มือไม่พาย 3 : ก่อนถึงกำหนด5นาที_23:55]
[มือไม่พาย 3 : เตือนความจำ-สร้างโปรโตไทป์[1]_23:55]
ซังอูจ้องข้อความด้วยสีหน้าพูดไม่ออก ไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่เขาถูกแจยองเตือนเรื่องกำหนดเวลา
‘คิดจะทำอะไรกันแน่’
ถึงจางแจยองจะเป็นคนแปลกๆ แต่นี่ก็แปลกเกินไป ไม่ว่าจะพยายามคิดอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจอีกฝ่าย และไม่อาจคาดเดาอะไรได้ ราวกับเป็นโจทย์ยากที่ไม่ว่าซังอูจะพยายามอย่างไรก็แก้ไม่ได้ ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้นก็เที่ยงคืนพอดี
เมื่อรีเฟรชกล่องอีเมลก็มีอีเมลเข้ามาเหมือนเมื่อวาน ผู้ส่งคือ ‘Jae. J’ หัวข้ออีเมลคืองานตามตารางของวันนี้และงานทั้งหมดที่เลื่อนไป ขณะกำลังจะคลิกเปิดอีเมล สายตาของซังอูก็ย้ายไปที่หน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นมา มีสายเข้า
เมื่อเห็นว่าใครโทรเข้ามา เขาก็ยื่นมือออกไปคว้าโทรศัพท์มารับสายทันที ยังไม่ทันได้ไตร่ตรองว่าการรับสายนั้นสมควรหรือไม่ ร่างกายก็ตอบสนองไปก่อนแล้ว ซังอูเบิกตากว้างถือโทรศัพท์อยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ไม่ว่าจะรับแล้วไม่พูดว่า ‘ฮัลโหล’ หรือถือสายไว้โดยไม่พูดอะไรก็แปลกทั้งคู่ ซังอูค่อยๆ ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
[หวัดดี]
คำทักทายที่โพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหันทำเอาเขาเกือบทำโทรศัพท์ร่วง ซังอูจับโทรศัพท์ไว้แน่น ทำปากพะงาบๆ อยู่หลายครั้งก่อนจะฝืนเปล่งเสียงออกมา
“อะไรเหรอครับ”
[ได้เวลาแล้ว แต่ไม่เห็นนายติดต่อมาน่ะ]
“ผมทำโปรโตไทป์ไว้แล้วครับ แต่ไม่มีประชุมก็เลยไม่ได้เอาให้ดู”
[ดีมาก นึกว่าจะไม่ทำซะอีก]
“ผมไม่ใช่รุ่นพี่นี่ครับ”
จากนั้นคำพูดก็หยุดลง ซังอูนึกสงสัยว่าเบื้องหลังเสียงคลื่นรบกวนเบาๆ ที่ดังมาตามสายนั้น แจยองที่กำลังถือโทรศัพท์เหมือนกันจะทำสีหน้าอย่างไร อยู่ในท่าทางไหน สวมชุดนอนแบบใด สวมแว่นหรือไม่ และรู้สึกว่าตัวเองแปลกที่คิดอะไรแบบนั้น
[สองวันที่ผ่านมาสบายดีไหม]
“ไม่มีเหตุผลอะไรให้ไม่สบายนี่ครับ”
[ทำไมล่ะ อาจจะไม่สบายก็ได้นี่]
“ก็สบายดีนะครับ”
[ก็ดีแล้วครับ]
บทสนทนาจบลงอีกครั้ง พูด พูด พูดไร้สาระ พวกเขาผลาญคลื่นวิทยุไปอย่างไร้ความหมาย แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาพูดคุยเรื่อยเปื่อย ระหว่างพวกเขามีปัญหาที่ต้องแก้ไขอยู่
“รุ่นพี่แจยองครับ”
เขาเรียกอีกฝ่าย แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับ
“ส่งไฟล์มาทำไมเหรอครับ สิ่งที่เกิดขึ้นวันก่อนทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงจนผมคิดว่าจะยกเลิกเวเวนแล้วซะอีก”
แจยองไม่ตอบอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ซังอูถามลอยๆ ว่ามันเป็นคำถามที่ตอบยากขนาดนั้นเลยเหรอ และอีกฝ่ายก็แสร้งกระแอมไอ ซังอูกระชับโทรศัพท์ที่อยู่ในมือซึ่งเหนอะหนะไปด้วยเหงื่อ
[ก็ไหนว่าจะหาเงินไปเรียนต่อให้]
คำตอบที่ได้กลับมาเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายอย่างที่คิด แจยองเหมือนเมฆที่จับต้องไม่ได้ เหมือนหิมะที่ละลายเมื่อพยายามยื่นมือออกไปสัมผัส ซังอูจึงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
“ผมก็อยากทำแบบนั้นครับ แต่รุ่นพี่บอกว่าทำงานกับผมแล้วอึดอัด และแยกเรื่องงานกับความต้องการออกจากกันไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับ”
[อะไรอีกล่ะ ฉันพูดถึงขนาดนั้น…]
“‘ฟังให้ดี ฉันบอกแล้วว่าต่อให้นายเป็นผู้ชาย ฉันก็ไม่สน เลือกมาว่าจะเริ่มต้นกับฉัน หรือจะล้มเลิกทุกอย่างไม่ว่าจะเกมหรืออะไรก็ตาม แล้วไม่ต้องเจอกันอีก ไม่มีตรงกลาง’ รุ่นพี่พูดแบบนี้ไงครับ”
[นายเป็นบ้าเหรอ จะจำเรื่องแบบนั้นไว้ทำไม]
“ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับรุ่นพี่ ผมก็จำได้ทั้งนั้นแหละครับ”
ความเงียบที่ยาวนานที่สุดกลืนกินคลื่นวิทยุ การรอคอยช่างเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ซังอูไม่อยากทุ่มเทกับเรื่องที่ไร้ความหมาย เหมือนสำนวน ‘เทน้ำลงไหที่ก้นแตก[2]’ ที่เขาเกลียด ถ้าแจยองบอกออกมาอย่างชัดเจนว่าจะถอนตัวออกจากโปรเจกต์ เขาก็คิดว่าจะไปหาคนอื่น
[ฉันไม่คิดจะล้มเลิกความตั้งใจหรอก]
หลังจากนั้นครู่หนึ่งแจยองก็พูดขึ้นเนิบๆ มือของซังอูที่กำลังถือโทรศัพท์ถึงกับเกร็ง เครื่องมือสื่อสารที่แนบสนิทกับหูอยู่แล้วกลับถูกกดให้แนบแน่นยิ่งกว่าเดิม
[เวเวนก็ด้วย ฉันจะทำต่อ]
เวเวน ‘ก็ด้วย’ อย่างนั้นเหรอ ใช้คำได้แปลกจริงๆ
[เหตุผลหลักๆ ก็มีอยู่สามข้อ ข้อแรก งานก็ทำไปเยอะแล้ว จะล้มเลิกตอนนี้ก็เสียดาย และผลลัพธ์ก็น่าจะออกมาเข้าท่าดีด้วย]
“เห็นด้วยครับ”
[ข้อสอง นายบอกว่าอยากทำพอร์ตโฟลิโอให้ดีไม่ใช่หรือไง ถ้าทำได้ฉันก็อยากจะช่วยให้ถึงที่สุด]
คำพูดนั้นทำให้ใจเขาเต้นโครมครามเหมือนรัวกลอง ไม่ว่าจะรู้หรือไม่ว่าใจของซังอูเป็นอย่างไร แจยองก็ยังคงพูดต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
[แล้วก็ข้อสาม…]
จากนั้นเจ้าตัวก็นิ่งไปไม่ยอมพูดต่อ
[ข้อนี้ฉันอยากบอกต่อหน้า]
“ตามนั้นแล้วกันครับ ถ้างั้น”
[นายล่ะว่าไง จะทำต่อไหม]
“ผมคิดว่าคงต้องล้มเลิกแน่ๆ แล้ว แต่ถ้ารุ่นพี่บอกว่าจะทำให้เสร็จ ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำครับ”
[โอเค ถ้างั้นก็ฝันดี แล้วก็…]
แจยองลากเสียงทิ้งช่วง
[เจอกันตอนประชุมพรุ่งนี้]
สายถูกตัดไปโดยที่ซังอูไม่ทันได้พูดอะไร
ระยะเวลาสนทนายี่สิบเอ็ดนาที นี่เป็นครั้งแรกที่เขาคุยโทรศัพท์กับใครสักคนนานขนาดนี้ แก้มของซังอูร้อนพอๆ กับอุณหภูมิของหน้าจอโทรศัพท์ ซังอูปิดไฟแล้วเดินไปที่เตียงเหมือนซอมบี้ก่อนจะล้มตัวลงนอน
return 0;
“ชูซังชู ไม่เจอกันนานเลยนะ”
“ที่เจอกันครั้งล่าสุดเพิ่งผ่านมาไม่ถึงสัปดาห์เองนะครับ”
“ก็ก่อนหน้านั้นนายมาทุกวันนี่หว่า”
ซังอูเข้ามาในห้องทำงานพร้อมกับฟังคำพูดไร้แก่นสารของยูนาไปด้วย แม้ซังอูจะเข้ามาแล้ว แต่แจยองที่นั่งหันหลังให้อยู่บนเก้าอี้ก็ไม่แม้แต่จะแสร้งทำเป็นรู้ตัว ซังอูหยิบกระเป๋าเป้ออกจากที่นั่งข้างๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้
“ผมมาแล้วครับ รุ่นพี่”
ในตอนนั้นเองแจยองถึงได้ใช้เท้าหมุนเก้าอี้มา แม้อีกฝ่ายจะสวมฮู้ดอยู่ แต่ก็ยังสังเกตได้ว่าใบหน้าที่ไม่ได้เห็นมานานนั้นดูเหนื่อยๆ ถึงจะบอกได้ยากว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แต่ดูเหมือนอาการจะไม่ค่อยดีเท่าไร
“ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าครับ”
“โต้รุ่งอยู่ที่นี่มาสองวันแล้วค่า กลายเป็นพวกบ้างานอย่างหนักไปแล้ว”
ยูนาพูดราวกับเป็นโฆษกประจำตัวแจยอง ซังอูรู้สึกว่าใบหน้าของตนกลายเป็นสีแดง ขณะเดียวกันก็ยกมือขึ้นปิดตา
‘คนโง่ ใครบอกให้โต้รุ่งทำงานกัน’
ทั้งที่ออกอุบายหาเรื่องอู้งานได้ตลอด ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ถึงทำตัวแบบนี้ ซังอูหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโดยที่ใจไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด
“ผมทำไตเติ้ล สถานะตัวละคร แผนที่โลกบางส่วน และฟาร์มเลเวลหนึ่งไว้ครับ ดาเมจยังต้องปรับบาลานซ์อยู่ ดูไปทั้งอย่างนี้ก่อนแล้วกันนะครับ”
เขากดเปิดไฟล์ที่ย้ายมาใส่ในโทรศัพท์ไว้ล่วงหน้าแล้วยื่นให้แจยอง จากนั้นก็นั่งมองเพดาน
“ไรอะๆ เทสต์แอปกันเหรอ ฉันอยากดูด้วย”
“ยังเป็นแค่โปรโตไทป์น่า”
“คาดหวังมาก”
ระหว่างที่แจยองเล่นให้ดูเป็นตัวอย่าง ยูนาก็คอยดูอยู่ข้างหลังพลางพูดจ้อออกความเห็นไปด้วย
“โอ้ๆๆ เจ๋งอะ หืม? เอ๊ะ… เหมือนมันไม่ค่อยต่อเนื่องนะ เอ๊ะ… อืม อย่างนี้นี่เอง วะฮ่ะฮ่า! ไรอะ อันนั้น! ทำไมมันเดินแบบนั้นล่ะ โคตรแปลก...”
ในขณะที่ยูนาเอาแต่วิพากษ์วิจารณ์ แจยองกลับทำเพียงมองหน้าจอโทรศัพท์แล้วใช้นิ้วเรียวยาวเล่นเกมด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าเท่านั้น เดิมทีซังอูไม่ได้คิดอะไร แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่เปลี่ยนสีหน้าจึงรู้สึกกังวลเล็กน้อย
“อันนี้ยังเป็นแค่ตัวอย่างก็เลยดูง่อยๆ ถูกมะ”
“แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำลวกๆ ได้หรือเปล่า”
ซังอูเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
“ใช่ปะ… อันนี้คือเกินไปหน่อย ตอร์ปิโดก็ไม่ใช่ แต่ตัวเกมดูน่าสนุกดีนะ”
ยูนากลับไปยังที่นั่งของตัวเองแล้วหยิบเฮดโฟนขึ้นมาสวม จากนั้นไม่นานแจยองก็ใช้ฝ่ามือลูบเปลือกตาแล้ววางโทรศัพท์มือถือของซังอูลง
“ชูซังอู”
“ครับ”
“ตอนเจอกันครั้งแรกฉันเคยบอกไปแล้วใช่ไหม ว่าแค่ระบบทำงานได้ไม่ใช่ทุกอย่าง”
ซังอูพยักหน้าด้วยความประหม่าอย่างไร้เหตุผล ในที่สุดเขาก็ได้สบตากับแจยองเป็นครั้งแรกของวันนี้ สายตาของอีกฝ่ายดูคลุมเครือเกินกว่าจะคาดเดาได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เขามองซังอูเงียบๆ ก่อนจะหลุบตาลงราวกับอ่อนล้า
“ไตเติ้ลมันช้าเกินไป”
“ช้าแค่ไหนครับ นี่ก็ 1.8 วินาทีตามที่ตกลงกันนะ…”
“แก้เถอะ มันดูช้าเกินไป ปรับให้มันดูเร็วกว่านี้หน่อย ตอนเปลี่ยนฉาก เวลาภาพจางลงก็ช้า เปลี่ยนก็ช้า”
“อันนั้นก็เหมือนกัน…”
“แก้เถอะ มันดูช้าอะ ลองเร่งความเร็วดู การเคลื่อนไหวพื้นฐานของตัวละครก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ ได้ยินที่ชเวยูนาพูดแล้วใช่ไหม ระเบิดมือบินได้คือแปลกมาก แล้วก็ตอนติดคริ[3]ใส่อาฟเตอร์อิมเมจ[4]ให้เอฟเฟกต์ด้วยน่าจะดี… อันนี้ไว้ค่อยคุยกันอีกทีแล้วกัน”
ซังอูจดจำสิ่งที่แจยองพูดไว้ในสมองก่อน แต่อีกฝ่ายไม่ได้บอกว่าเขาต้องทำอย่างไรจึงทำให้เขาสับสน แจยองชี้จุดที่ต้องแก้ไขเพิ่มอีกสองสามจุด
“ถ้านายเป็นแค่นักพัฒนาเกมทั่วไปก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้าอยากจะแขวนป้ายชื่อว่าเป็นผู้สร้างด้วย จะมาทำแบบไร้ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้”
แทงใจดำเข้าเต็มเปา แค่ถูกตินั่นตินี่ก็อึดอัดใจมากพออยู่แล้ว ยังมาถูกคำพูดเดียวนี้แทงใจดำอีก ถึงแจยองจะเคยล้อเลียนเขาอยู่บ่อยๆ ว่าน่าเบื่อบ้างล่ะ ขาดจินตนาการบ้างล่ะ แต่ระหว่างที่ทำงานด้วยกันมีแต่แจยองเท่านั้นที่มักจะถูกดุ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอสถานการณ์ที่กลับกัน แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจแต่ซังอูก็ไม่มีอะไรจะพูด
“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ อย่าลืมนะว่านี่เป็นการทำงานร่วมกัน”
“ผมทำหน้ายังไงเหรอครับ”
“ไม่รู้สิ… สีหน้าแบบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนด้วยคะแนน 79 คะแนนล่ะมั้ง? เปิดเอนจิ้นขึ้นมาก่อนเถอะ เดี๋ยวจะบอกเองว่าหมายถึงอะไร”
ซังอูเปิดโน้ตบุ๊กโดยไม่พูดอะไร บรรยากาศที่ต่างไปจากปกติทำให้เขารู้สึกไม่ชิน อาจเป็นเพราะอดนอนมาทั้งคืน แจยองจึงไม่บ่นงึมงำเหมือนปกติและไม่เห็นความขี้เล่นบนใบหน้า ที่ผ่านมาอีกฝ่ายเหมือนม้าป่าที่ต้องทั้งเกลี้ยกล่อมทั้งเฆี่ยนกระตุ้นด้วยแส้กว่าจะฉุดลากไปได้ แต่วันนี้ไม่รู้ทำไมถึงให้ความรู้สึกเหมือนพาร์ตเนอร์ที่เอาจริงเอาจัง
“รุ่นพี่ไม่รู้วิธีใช้เอนจิ้นไม่ใช่เหรอครับ”
“เมื่อกี้ลองเสิร์ชดูแล้ว GUI[5] ค่อนข้างใช้ได้อยู่นะ ส่วนที่ไม่รู้ก็ให้นายบอกก็ได้นี่ เปิดไตเติ้ลขึ้นมาก่อน”
แจยองได้เข้าสู่อาณาจักรของซังอูเรียบร้อยแล้ว อีกฝ่ายนั่งอยู่ข้างๆ ชิดกันพอประมาณ ไม่ได้สัมผัสกันโดยไม่จำเป็น และสายตามองไปที่จอคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นซังอูก็ยังรู้สึกวุ่นวายใจเหมือนตอนถูกอีกฝ่ายจ้องมองหรือลูบหัว
[1] โปรโตไทป์ ตัวต้นแบบ ในที่นี้หมายถึงเกมตัวต้นแบบ
[2] เทน้ำลงไหที่ก้นแตก สำนวนเกาหลี หมายถึง พยายามเท่าใดก็ไม่เกิดความภูมิใจ หรือพยายามไปก็เท่านั้น
[3] ติดคริ ย่อมาจาก ติดคริติคอล คือการโจมตีที่รุนแรงกว่าการโจมตีปกติ โดยจะมีโอกาสเกิดขึ้นแบบสุ่ม
[4] Afterimage (ภาพติดตาชั่วขณะ) สิ่งที่ปรากฏขึ้นอย่างเลือนรางชั่วคราว หลังจากที่วัตถุที่เคยมองเห็นหายไปแล้ว
[5] GUI (Graphical User Interface) หรือส่วนต่อประสานกราฟิกกับผู้ใช้ เป็นวิธีการใช้งานคอมพิวเตอร์ผ่านทางสัญลักษณ์หรือภาพนอกเหนือจากทางตัวอักษร จียูไอมีส่วนประกอบต่างๆ เช่น ไอคอน หน้าต่างการใช้งาน เมนู ปุ่มเลือก และการใช้เมาส์ หรือแม้แต่ในระบบทัชสกรีน