Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 6 Red #1
เขาเจอ ‘ไอ้บ้า’ ครั้งแรกที่งานเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่ตอนอยู่ปี 3 เทอม 1
เนื่องจากเอกดีไซน์และเอกคอมฯ ใช้สถานที่รับน้องร่วมกัน น้องใหม่ของทั้งสองคณะจึงนั่งอยู่ในร้านเนื้อย่างเดียวกันโดยมีโต๊ะสองสามตัวกั้น ให้ความรู้สึกเหมือนอายุเท่ากันแต่ต่างเผ่าพันธุ์ ในขณะที่โต๊ะอาหารของเอกดีไซน์ดูลายตาเพราะทุกคนพยายามแสดงเอกลักษณ์ออกมา ทางฝั่งของเอกคอมฯ กลับเหมือนทะเลที่ไร้สีสัน ราวกับมีกฎว่าถ้ามีอะไรกระเด็นจะถูกจับกุม แค่เปรียบเทียบจำนวนหัวที่ย้อมสีก็คล้ายจะเห็นได้ชัดแล้วว่าทั้งสองเอกมีมุมมองการแสดงความเป็นตัวเองที่แตกต่างกันแค่ไหน
(1)
แจยองเห็นอีกฝ่ายตอนที่เหล่าน้องใหม่ถูกสั่งให้ดื่มเหล้าจนเมาโดยไม่จำเป็น
‘ผมไม่อยากดื่มครับ’
แจยองเป็นคนความจำดี แต่เขาก็ไม่สามารถจำรายละเอียดรูปลักษณ์ภายนอกของคนที่เขาเจอเมื่อสี่ปีก่อนได้ อีกทั้งรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายไม่ได้โดดเด่นกว่าคนอื่น สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่มาจนถึงตอนนี้คือความประทับใจต่อรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูค่อนข้างธรรมดาแต่กลับหัวร้อนง่ายกว่าที่คิด ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ดูพิเศษก็คงจะเป็นคอที่เรียวระหงเป็นพิเศษจนดึงดูดสายตา
‘นายดื่มเหล้าไม่ได้เหรอ? หรือเคร่งศาสนา?’
‘ดื่มได้ครับ แต่ตอนนี้ไม่อยากดื่ม’
ตัวแทนนักศึกษาและน้องใหม่วางถ้วยมักกอลลี[1]ที่มีเหล้าผสมลงบนโต๊ะแล้วเผชิญหน้ากัน ณ จุดนั้น เอกดีไซน์ไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นกับการที่คณะข้างๆ มีไอ้บ้าปรากฏตัวขึ้น พวกตัวแทนนักศึกษาก็หยุดสิ่งกำลังทำแล้วหันไปรอชมเรื่องสนุก
‘มึงเห็นรุ่นพี่เป็นตัวตลกเหรอ คิดจะต่อต้านหรือไง’
‘ผมไม่ดื่มเพราะตอนนี้ยังไม่อยากดื่ม ไม่ใช่เพราะเป็นเหล้าที่รุ่นพี่ให้ครับ’
แจยองจำได้ว่าตนยังจุปากหลังจากได้ยินอีกฝ่ายพูดสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นอย่างจริงจัง ในเอกคอมฯ ซึ่งมีนักศึกษาชายกว่า 90% นั้นแฝงไว้ด้วยวัฒนธรรมการทำตามคำสั่งเหมือนทหาร คนที่ยืนกรานปฏิเสธเหล้าได้เป็นกรณีพิเศษมีเพียงพวกเคร่งศาสนาหรือไม่ก็แพ้เหล้า การปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลแบบที่ฝ่ายนั้นทำมีแต่จะยั่วโมโหตัวแทนนักศึกษาของเอกคอมฯ เท่านั้น ถ้ามันจบแค่นั้นก็ดีสิ ตัวแทนนักศึกษาที่กำลังเมาได้ที่ตะโกนสั่งให้คนไปหยิบไม้เบสบอลมา จากนั้นเรื่องก็ลุกลามใหญ่โต เมื่อมาถึงขั้นนี้ถ้าเป็นเด็กคนอื่นก็คงยอมแพ้ไปแล้ว แต่ไอ้บ้านั่นกลับยกโทรศัพท์ขึ้นมา
‘อะไรของมึง จะโทรไปไหน’
‘สถานีตำรวจครับ’
แล้วความวุ่นวายอย่างแท้จริงก็เกิดขึ้น ฝ่ายหนึ่งพยายามยื่นมือออกมาแย่งโทรศัพท์ ส่วนไอ้บ้าก็วิ่งไปทั่วร้านเพื่อหลบคนพวกนั้น ในขณะที่ตัวแทนนักศึกษาเอกคอมฯ ร้องตะโกนหาไม้เบสบอล ช่างเป็นภาพเหตุการณ์ที่ทำเอาพูดไม่ออก
เมื่อสถานการณ์ชักจะย่ำแย่ แจยองที่ร่วมมุงดูอยู่ข้างบ้านจึงเข้าไปแทรก เขาพุ่งตัวเข้าไปแย่งโทรศัพท์มาแล้วโยนแบตเตอรีทิ้ง จากนั้นก็ขวางตัวแทนนักศึกษาเอกคอมฯ ที่มาพร้อมกับกระทะไว้และสั่งให้ไอ้บ้านั่นหนีไป ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลงานของแจยอง ในตอนนั้นเหมือนจะถูกต่อยจนแก้มช้ำด้วย แต่เขาจำไม่ค่อยได้แล้ว
แม้งานรับน้องจะวุ่นวาย แต่เหล่านักศึกษาก็ดื่มกินร้องเล่นเต้นรำกันอย่างเต็มที่บนความวุ่นวายนั้น ส่วนไอ้บ้าซึ่งกลายเป็นกับแกล้มสดใหม่ในวงเหล้าก็ถูกทุบจนแทบกลายเป็นผุยผงและถูกบดเคี้ยวเหมือนปลาหมึก[2] ตัวแทนนักศึกษาเอกคอมฯ ประกาศกร้าวว่าเขาจะฆ่าไอ้บ้านั่นให้ได้…
แต่ดูจากการที่หมอนั่นยังเดินเชิดหน้าได้อย่างเป็นปกติในตอนนี้ ดูเหมือนว่าการทำให้ได้อย่างที่ลั่นวาจาไว้คงไม่ง่ายนัก อันที่จริงการตามรังควานคนที่ไม่เข้าชมรม ไม่ทำกิจกรรมนั้นเป็นเรื่องยาก ได้ยินว่าตลอดสองปีการศึกษาในมหาวิทยาลัย ตัวแทนนักศึกษาเอกคอมฯ ก่อกวนอีกฝ่ายทุกวิถีทางเท่าที่จะคิดออกแล้ว แต่ไอ้บ้านั่นกลับไม่สะทกสะท้านสักนิด แน่นอนว่าเขากินข้าวคนเดียว โดนด่าก็ทำเฉย บางทีที่เห็นว่าชักจะเลยเถิด (เช่น เห็นท่าทีว่าจะใช้กำลัง หรือมาขวางทางไม่ให้เข้าเรียน) เขาก็โทรหา 112
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือไอ้บ้านั่นเป็นคนที่เอาจริงเอาจังและเป็นถึงนักศึกษาดีเด่นคนหนึ่ง ถึงขั้นเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่เด็กเอกคอมฯ ว่าเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ภาษาโปรแกรมมิ่งเป็นภาษาแม่ แม้จะมีอุปสรรคขัดขวาง เขาก็ยังได้ครองตำแหน่งท็อปของเอก เรื่องนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์อันดำมืดของตัวแทนนักศึกษาเอกคอมฯ ไปเลยทีเดียว
จนถึงตอนนี้ ไอ้บ้านั่นยังเป็นเพียงเรื่องซุบซิบที่ไกลตัวสำหรับแจยองเท่านั้น
(2)
ในเทอมต่อมา เขานั่งอยู่ในคาบเรียนวิชาเลือก
ในตอนนั้น ปกติแล้วแจยองจะมัวแต่ก๊งเหล้าจนดึกจึงตื่นไม่ไหว เขาต้องนั่งแถวหลังอย่างไม่มีทางเลือกเพราะเข้าเรียนสายตลอด ส่วนไอ้บ้ามักจะนั่งที่เดิมทุกครั้ง นั่งอยู่ข้างหน้าเขา แม้สติจะเลือนรางแต่ความประทับใจที่มีต่อลำคอที่สวยอย่างประหลาดและผิวที่ขาวซีดเกินไปสำหรับผู้ชายยังคงแจ่มชัด เพราะมัวแต่มองคอของอีกฝ่าย แจยองจึงไม่สามารถตั้งสมาธิกับคาบเรียนได้เลย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจเรียนอยู่แล้วก็เถอะ
ทว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยังคงเป็นคนที่ไม่เคยคุยกัน แจยองเกิดขี้เกียจกลางคันจึงไม่เข้าเรียนคาบนั้นอีกเลย ส่วนไอ้บ้าก็ถูกลบออกไปจากความทรงจำของเขาชั่วคราว
(3)
วันหนึ่งแจยองบังเอิญเจอไอ้บ้าหน้าร้านสหกรณ์ของมหาวิทยาลัย อีกฝ่ายเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย มองแจยองด้วยสายตาไม่สนใจความเป็นไปของโลก
‘รุ่นพี่ครับ ช่วยคืนเงิน 850 วอนที่ยืมไปเมื่อสามวันก่อนด้วยครับ’
จู่ๆ อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้น อาจเป็นเพราะฝ่ายนั้นเป็นเจ้าของต้นคอที่เขาแอบมองมาตลอด แจยองจึงพูดอะไรไม่ออกและหยิบแบงค์พันวอนยื่นให้ทั้งอย่างนั้น ไอ้บ้ารับเงินไปแล้วหลุบตาลงตรวจดูว่าเป็นแบงค์ปลอมหรือไม่ ขนตาของอีกฝ่ายเรียงตัวเป็นแพ ปีกหมวกทำให้มองไม่ค่อยเห็นดวงตา ทำเอาแจยองอยากจะถอดหมวกที่เหมือนถูกเย็บติดกับศีรษะของเจ้าตัวออก
‘ผมต้องทอนเงินให้ แต่ผมไม่มีเหรียญ 50 วอนครับ’
‘ไม่ต้องทอนก็ได้ครับ’
แต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ยังวิ่งเข้าไปในร้านขายของชำเพื่อแลกเหรียญ ก่อนจะกลับออกมาอีกครั้งแล้ววางเงิน 150 วอนบนมือของแจยอง ในตอนนั้นเองไอ้บ้าก็ได้พบกับนักศึกษาชายร่างใหญ่ และเกิดเป็นการเผชิญหน้ากันสามคนขึ้นมา นักศึกษาชายคนนั้นเอ่ยทักทาย ไอ้บ้ามองฝ่ายนั้นสลับกับมองแจยองอย่างงุนงง
‘เดี๋ยวนะ ฉันยืมเงินนายใช่ไหม หรือฉันจำผิด’
นักศึกษาชายร่างใหญ่ถามไอ้บ้า
‘ผมเองครับ 850 วอนครับ’
‘ช่างเถอะ เอาไปพันวอนเลย’
ไอ้บ้ารับเงินจากฝ่ายนั้นแล้วยื่นมาให้แจยอง
‘ผมจำคนผิด ขอ 150 วอนคืนด้วยครับ’
แจยองรับแบงค์พันมา แล้วคืนเหรียญให้อีกฝ่ายไปด้วยความรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนโง่ ไอ้บ้ายื่นเหรียญนั้นให้นักศึกษาชายก่อนจะหายตัวไปทันที แจยองยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่ จากนั้นก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ แม้ว่านักศึกษาชายร่างยักษ์คนนั้นจะไม่มีส่วนไหนคล้ายกับแจยองเลย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือผมสีสว่าง
หลังจบปีสามเทอมสอง แจยองก็ไปเกณฑ์ทหาร เหตุการณ์ที่น่าเหลือเชื่อในตอนนั้นจึงถูกฝังไว้ในความทรงจำอยู่นาน หลังจากปลดประจำการและกลับมาเรียน แจยองก็ยุ่งอยู่กับการเรียน ทำงานนอกที่รับจ้างมา ออกกำลังกาย รวมถึงกิจกรรมของชมรมการละคร จึงไม่มีเรื่องให้ต้องนึกถึงไอ้บ้า
ปีสี่เทอมสอง แจยองยุ่งกับเรียนเทอมสุดท้ายอย่างไม่มีเวลาลืมหูลืมตา แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธคำขออย่างจริงจังของรุ่นน้องที่มาขอให้ช่วยเป็นพิธีกรในงานเทศกาลของมหาวิทยาลัยได้ เขาเป็นคนดำเนินกิจกรรมต่างๆ และอาศัยช่วงพักพาตากล้องของชมรมกระจายเสียงเดินไปทั่วมหาวิทยาลัย และจ่อไมค์สัมภาษณ์เหล่านักศึกษา
(4)
แจยองพบฝ่ายนั้นอีกครั้งหน้าคณะวิศวฯ
หมวกสีดำปิดหน้าปิดตา เสื้อเชิ้ตลายตารางสีเขียวเข้ม กางเกงยีนทรงตรงสีเข้ม และรองเท้าผ้าใบเก่าๆ เทียบกับตอนเป็นน้องใหม่แล้ว อีกฝ่ายดูคล้ำขึ้น ท่าทีก็ดูอ่อนลง (ดูจากผิวที่เข้มขึ้น น่าจะเพิ่งปลดประจำการ) มีเพียงแววตาเฉยเมยนั้นที่ยังคงเหมือนเดิม แจยองรีบพุ่งตัวไปดักหน้าทันที
‘งานเทศกาลเป็นยังไงบ้างครับ เพื่อนนักศึกษา?’
เขาดีใจที่ได้เจอไอ้บ้าที่ไม่ได้เจอมานาน และไม่รู้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงได้คิดไปเองว่าอีกฝ่ายจะจำตัวเองได้ แต่ไอ้บ้ากลับตอบโดยไม่มองหน้าแจยองด้วยซ้ำ
‘ไม่ซื้อครับ’
วินาทีนั้นแจยองรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ แต่เขาไม่ยอมแพ้ ก้าวฉับๆ เข้าไปหาอีกฝ่ายแล้วจ่อไมค์สัมภาษณ์อีกครั้ง
‘ตอนนี้กล้องถ่ายอยู่นะครับ เพื่อนนักศึกษา ในงานมีอะไรสนุกๆ บ้างครับ’
‘วัฒนธรรมแบบนี้ควรจะหายไปได้แล้วครับ ผมไม่สนใจงานเทศกาล และไม่รู้สึกสนุกเลยสักนิด อย่ามาบังคับให้ผมสนุกเลยครับ’
ระหว่างที่แจยองชะงักไปด้วยความตะลึงงัน ไอ้บ้าก็เดินจากไปไกลแล้ว แม้เขาจะหันไปขำกับรุ่นน้องจากชมรมกระจายเสียงที่อยู่ข้างๆ ว่าโลกนี้มักมีคนแปลกๆ เสมอ แต่แจยองกลับหงุดหงิดอยู่ในใจ
อย่างไรก็ตาม แจยองกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ นั้นจึงไม่สามารถทำอะไรเขาได้ ช่วงใกล้จะเรียนจบ แจยองได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดออกแบบตราผลิตภัณฑ์ระดับนานาชาติและเดินทางไปร่วมพิธีมอบรางวัลที่ประเทศสิงคโปร์ และด้วยรางวัลต่างๆ รวมถึงพอร์ตโฟลิโอแน่นๆ ก็ทำให้เขาสอบผ่านเข้าเรียนต่อระดับปริญญาโทที่โรงเรียนสอนการออกแบบชั้นนำ ช่วงครึ่งหลังของเทอมสุดท้ายเขาอาศัยว่าตัวเองใกล้จะเรียนจบแล้วจึงแทบไม่เข้าเรียนเลย เขาไปซ้อมละครเวทีปัจฉิมนิเทศ และเที่ยวเล่นไปวันๆ ทุกๆ วันช่างน่าพอใจ จนกระทั่งผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายปรากฏออกมา
[การอบรมบุคลิกภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยฮันกุก (บังคับเลือก) – FAIL
การพิจารณา – ไม่อนุมัติจบ]
[1] ถ้วยมักกอลลี มีลักษณะเป็นถ้วยทองเหลืองขนาดเล็ก ก้นแบน
[2] ในที่นี้หมายถึงชูซังอูกลายเป็นหัวข้อนินทาในวงเหล้า และถูกนินทาอย่างสนุกปาก