Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 7 Red #2
แจยองไม่คิดเลยจริงๆ ว่าจะถูกวิชาเลือกที่มีค่าแค่ 2 หน่วยกิตฉุดรั้งไว้ วิชาไร้ค่าที่มีนักศึกษากว่าร้อยคนอัดกันอยู่ในห้องบรรยายที่สอนเรื่องศีลธรรมโดยไม่สนว่าจะมีใครฟังหรือไม่ และปิดท้ายด้วยการรายงานหน้าชั้น แม้จะถูกบังคับให้เข้าเรียนทุกคน แต่ขอแค่เข้าเรียนก็แทบจะการันตีแล้วว่าผ่านแน่นอน วิชานี้จึงเป็นวิชาขยะที่ไม่มีใครสนใจ
แจยองไม่เคยเข้าเรียนเลยสักครั้ง เขาเกลียดวิชาที่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัย และการประกวดกับกิจกรรมของชมรมการละครก็ทำให้เขาไม่มีแรงเหลือจะไปสนใจเรื่องพรรค์นั้น ยิ่งไปกว่านั้น เขาเชื่อมั่นในตัวรุ่นน้องที่รู้จักกันซึ่งรับปากว่าจะเช็กชื่อแทนและรับผิดชอบเรื่องงานให้ แต่แล้วรุ่นน้องคนนั้นก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน
‘ผมขอโทษจริงๆ นะครับพี่ ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัว… ที่จริงผมเองก็ซวยเหมือนกัน ต่อให้เข้าเรียนทุกคาบ แต่คะแนนงานได้ 0 ก็ติด F ครับ ไอ้หัวหน้ากลุ่มเลือดเย็นนั่น… แค่คุณยายเสียผมก็เศร้าจะตายอยู่แล้ว แม่ง…’
แจยองรีบซื้อกระเช้าชาเขียวจากภูเขาบนเกาะเชจูไปหาอาจารย์เพื่อแสดงความสำนึกผิด และอธิบายว่าตัวเองสอบติดมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน และจะช่วยทำให้ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยฮันกุกและประเทศเกาหลีโด่งดังไปทั่วโลกอย่างไร แต่การแก้คะแนนก็ล้มเหลว อาจารย์ตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
‘น่าเสียดายนะ แต่คงเป็นไปได้ยาก ที่จริงหัวหน้าเอกดีไซน์ก็มาคุยอยู่สักพักเลยล่ะ แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ ถ้าคุณเข้าเรียนไม่ได้เพราะต้องเตรียมตัวทำเรื่องเรียนจบก็ควรจะมาบอกอาจารย์ก่อนไม่ใช่เหรอ ช่วงนี้ประเด็นการเช็กชื่อแทนเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ด้วย อาจารย์คงปล่อยไปง่ายๆ ไม่ได้ ถ้าไม่มีใครรู้ก็ว่าไปอย่าง… แต่ได้ยินว่านักศึกษาคนนั้นหัวรั้นมากเลยล่ะ’
พูดอีกอย่างก็คือ ขอแค่โน้มน้าวหัวหน้ากลุ่มได้ก็พอ แจยองขอเบอร์หัวหน้ากลุ่มจากรุ่นน้อง แล้วติดต่อหาอีกฝ่ายอย่างหัวร้อน แต่ไอ้คนไร้มารยาทนั่นทั้งเมินข้อความ และไม่ยอมรับสาย แถมยังดูเหมือนว่าจะบล็อกเบอร์ของแจยองไปแล้วด้วย
เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอม เขาจึงต้องไปหาด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ง่ายเลยที่จะหาที่อยู่ อีกฝ่ายเพิ่งปลดประจำการและกลับมาเรียน ไม่ทำกิจกรรมอะไรเลย ไปถามหาที่อยู่ที่สำนักงานของเอกคอมฯ ก็บอกว่าไม่รู้ ชมรมดูหนังเอย ชมรมอะแคปเปล่าเอย ชมรมยูโดเอย ไม่ว่าชมรมไหนก็ไม่มีชื่อของชูซังอูอยู่เลย และแล้วเหตุการณ์ก็ผ่านไปทั้งอย่างนั้น และหมดเขตแก้คะแนนในที่สุด
แจยองรู้สึกสิ้นหวัง แต่เอาเข้าจริงแล้วสาเหตุที่เขาเรียนไม่จบก็มาจากความขี้เกียจของเขาเอง ผ่านไปไม่กี่วันเขาก็ปล่อยวางและกลับมายิ้มได้ สถานการณ์มันก็น่าขำอยู่แล้ว แถมเมื่อมันกลายเป็นเรื่องหยอกล้อกันในวงเหล้า เขาก็เริ่มชินไปเอง หลังจากรวมหัวกับเพื่อนด่าไอ้หัวหน้ากลุ่มนั่นจนพรุนแล้ว เขาก็สลัดเรื่องนี้ออกไปจากหัวได้
แจยองเป็นคนใจกว้างมากพอ ต่อให้จบช้าหน่อย แต่ถ้าเทียบกันในหมู่นักศึกษาชายที่ต้องไปเกณฑ์ทหารก็ไม่ถือว่าช้า ยิ่งไปกว่านั้น พอร์ตโฟลิโอของเขาก็แน่นมาก ต่อให้เที่ยวเล่นสักครึ่งปีแล้วค่อยหางานหรือเรียนต่อ เขาก็มั่นใจว่ายังไม่สายเกินไป
‘เฮ้ย เจอนายก็ดีแล้ว เห็นลือกันให้แซ่ดเลยนี่ว่าทำเรื่องจบไม่ได้ งั้นไหนๆ ก็ไหนๆ อยากทำโปรเจกต์เกมมือถือปะ’
‘ไหงเป็นเกม? โปรเจกต์นักศึกษาเหรอ’
‘อืม คนพัฒนาเกมคือเด็กที่ลือกันว่าเป็นอัจฉริยะของเอกคอมฯ เก่งมากเลยแหละ น่าสนใจอยู่นะ ถ้าไม่มีอะไรทำก็ลองทำโปรเจกต์นี้ดูสิ อย่ามัวแต่เที่ยวเล่นเลย’
‘ทำเป็นพูด เธอแค่โยนงานชัดๆ’
‘…ใช่จ้า’
ฮันซูยองเป็นนักศึกษาหญิงที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับแจยอง แต่เธอดรอปเรียนไปนานจึงเพิ่งเรียนจบในปีนี้ เธอวางแผนเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฮันกุก แต่เพราะได้งานที่บริษัทใหญ่ในต่างประเทศ ตอนนี้จึงอยู่ระหว่างจัดการเรื่องต่างๆ รอบตัวอย่างเร่งด่วน
‘ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันไม่มีเวลาจะไปใส่ใจเรื่องนั้นแล้ว น้องที่ทำเกมเป็นเด็กที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนด้วย หรือถ้านายไม่อยากทำก็ช่วยไปประชุมแทนแล้วอธิบายให้น้องฟังหน่อยเถอะว่าฉันทำโปรเจกต์ไม่ได้แล้ว นะ?’
‘ทำฟรี?’
‘ถ้าเดือนหน้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉันจะเลี้ยงเหล้านาย’
ด้วยเหตุนี้ตัวแทนของฮันซูยองจึงเป็นแจยองที่ไม่มีอะไรทำและไปเล่นเกมอยู่ที่ห้องชมรม เขาแสร้งทำเป็นปฏิเสธคำขอของซูยองไม่ได้จึงยอมรับปาก
(5)
ช่างน่าประหลาดใจที่ไอ้บ้านั่งอยู่ห้องประชุมนั้น น้องใหม่ที่เถียงรุ่นพี่แบบตาไม่กะพริบ นักศึกษาชายที่มีต้นคอขาวเหมือนหิมะ เจ้าทึ่มที่เจอหน้ากันกี่ครั้งก็จำกันไม่เคยได้ เขาคนนั้นอยู่ตรงหน้านี้แล้ว ดูเหมือนว่าครั้งนี้อีกฝ่ายก็จำแจยองไม่ได้เหมือนเคย
การประชุมที่เขาไม่ได้คาดหวังผ่านไปอย่างสนุกสนาน ตอนแรกไอ้บ้ามองแจยองด้วยสายตาเคลือบแคลง แต่หลังจากเห็นพอร์ตโฟลิโอ ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนไป แจยองได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับระดับฝีมืออันน่ากลัวด้านการเขียนโค้ดของอีกฝ่ายมา ความคาดหวังจึงค่อยๆ สูงขึ้น การเรียนไม่จบมีแต่ทำให้เขาหงุดหงิดใจ แต่แล้วก็มีเรื่องน่าสนุกเข้ามา
‘ถ้าอย่างนั้นผมขอเบอร์หน่อยครับ’
เขารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ถูกไอ้บ้าขอเบอร์ ทว่าเรื่องราวกลับพลิกผันอีกครั้ง
ตอนที่แจยองเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ‘ไอ้บ้า = หัวหน้ากลุ่ม (ชูซังอู)’ ไอ้คนคนนั้นมันก็ทิ้งสมุดโน้ตไว้เล่มหนึ่งและหายตัวไปจากห้องประชุมแล้ว ความเศร้าเรื่องเรียนไม่จบเพราะวิชาสองหน่วยกิตที่ฝังอยู่ในส่วนลึกของจิตใจถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง ทำเอาใจเขาเดือดพล่าน เขาตั้งใจว่าจะเรียกอีกฝ่ายออกมาสั่งสอนให้หายเครียดเสียหน่อย แต่ไอ้บ้านั่นกลับเมินข้อความของเขาอีกครั้ง
แจยองโกรธมาก มาก มาก แต่ถึงอย่างไรก็หมดเขตแก้คะแนนไปนานแล้ว ต่อให้ไปบีบคั้นไอ้บ้านั่นก็ใช่ว่าเขาจะเรียนจบได้ และไม่ได้ช่วยให้เขารู้จักบ้านของอีกฝ่าย แจยองจึงได้แต่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วปล่อยผ่านไป
(6)
วันหยุดสุดสัปดาห์ว่างๆ วันหนึ่ง แจยองและเพื่อนๆ ไปเล่นเกมด้วยกัน และเขาได้เจอไอ้บ้าที่นั่น
ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะทำงานพิเศษในร้านอินเทอร์เน็ตซึ่งแสนจะดูไม่เข้ากัน สารพัดวิธีข่มเหงรังแกผุดขึ้นมาในหัวทันที แต่ไอ้บ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะก่อกวนด้วยวิธีปกติทั่วไปได้ แจยองเห็นตัวอย่างความล้มเหลวของคนอื่นๆ มาแล้ว เขาจึงตัดสินใจว่าจะลงมืออย่างรอบคอบ
แต่การเล่นเกมโดยปล่อยอีกฝ่ายไว้ตรงหน้ามันทำให้เขาหงุดหงิดใจจนตั้งสมาธิกับเกมไม่ได้ แจยองสั่งรามยอนไปตามอารมณ์ แต่เขาไม่ได้คิดจะทำให้อีกฝ่ายจนตรอกด้วยการจับผิดแล้วสั่งให้ต้มมาใหม่หลายๆ ครั้ง เขาแค่อยากเห็นท่าทีรู้สึกผิดตามธรรมชาติของมนุษย์ หรืออย่างน้อยก็สีหน้าลำบากใจของเจ้าตัวเท่านั้น
แต่ไอ้บ้ากลับทำตัวไม่สะทกสะท้าน แจยองเข้าใจความรู้สึกของพวกที่เคยก่อกวนอีกฝ่ายในทันใด สุดท้ายเขาก็เลือดขึ้นหน้าจนผรุสวาทออกไปจนได้
‘งั้นก็เชิญรุ่นพี่ทำตัวเป็นขยะต่อไปเถอะครับ แล้วก็ไม่ต้องติดต่อผมอีกนะครับ’
เพิ่งเคยเจอไอ้คนที่ขาดการขัดเกลาทางสังคมขนาดนี้เป็นครั้งแรก แจยองคิดอย่างจริงจังว่าอยากจะจับอีกฝ่ายมาตีสักที แต่ถ้าทำแบบนั้น ไอ้บ้านั่นต้องโทรหาตำรวจด้วยสีหน้าไร้ความเจ็บปวดอย่างแน่นอน วันนี้แจยองต้องอดทนไว้อีกเช่นเคย
เขาสังเกตดูไอ้บ้ามาหลายปี ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ตัวเขาก็มีความรู้สึกประทับใจที่คลุมเครือต่ออีกฝ่าย เดิมทีแจยองค่อนข้างสนใจพวกนอกคอกที่ไม่จัดอยู่ในหมวดหมู่คนปกติ แต่ความบ้าก็ควรจะมีขอบเขตสิ พอเจอเข้ากับตัวจังๆ แล้ว แทนที่จะรู้สึกสนุก เขากลับรู้สึกเบื่อหน่ายจนไม่อยากเจอเจ้าคนคนนั้นอีกแล้ว
(7)
กระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง จู่ๆ ไอ้บ้าที่เคยบอกว่าอย่ามาเจอกันอีกก็พาเด็กสาวหน้าตาดีมาที่ร้านที่แจยองทำงานอยู่ ร้านนี้เป็นร้านของพี่สาวที่รู้จักกัน แจยองจึงมาช่วยงานที่นี่ตั้งแต่วันเปิดร้าน คนแถวนี้ต่างรู้กันทั่วว่าเขาทำงานอยู่ที่นี่
แจยองความดันขึ้นตั้งแต่วินาทีที่เห็นไอ้บ้าเดินเข้ามาในร้าน ขณะที่เขาเดินเข้าไปรับการต่อสู้ที่เข้ามาหาอย่างไม่เกรงกลัวด้วยตัวเอง หัวใจของเขาก็เต้นแรง
แต่ไอ้บ้าเพียงแค่สั่งพาสต้าเท่านั้น ฝ่ายนั้นจำแจยองไม่ได้ และนั่นไม่ใช่การแสดง แม้แต่ตอนที่สบตากัน อีกฝ่ายก็แค่มองผ่านๆ เหมือนคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ใจของแจยองเต็มไปด้วยอารมณ์ที่รุนแรงเป็นสองเท่าของความโกรธทั้งหมดที่เขาเคยรู้สึก
ทำไมวะ
ระหว่างรออาหาร แจยองครุ่นคิดพิจารณาว่าทำไมเขาถึงรู้สึกหัวร้อนขนาดนี้ และคำตอบก็มีเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือ ความเมินเฉยสุดขีด
เรื่องงานเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่ เหตุการณ์ 850 วอน และการสัมภาษณ์นั้นมันผ่านมานานแสนนาน อาจจะลืมไปแล้ว แต่เรื่องที่ตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนคนหนึ่งเรียนไม่จบ ถ้าแม่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งก็ควรจะนึกถึงจิตใจของอีกฝ่าย และอย่างน้อยก็ควรจะแกล้งทำเป็นละอายใจหน่อยไม่ใช่หรือ ยิ่งถ้าอีกฝ่ายแสดงมิตรไมตรีให้เห็นยิ่งแล้วใหญ่ ดูเหมือนว่าในหัวของไอ้เด็กนี่จะคิดแค่ว่าตัวเองไม่ผิด รีบๆ ไสหัวไปได้แล้ว
‘เอ่อ รุ่นพี่…คิมยองแจ’
ยิ่งไปกว่านั้น เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่เห็นแจยองเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และคิดว่าแจยองเป็นอะไรสักอย่างที่ส่งเสียงเอะอะโวยวาย ด้วยเหตุนั้นเพียงแค่แจยองเปลี่ยนการแต่งตัวและเครื่องประดับเล็กน้อย เจ้าตัวก็จำไม่ได้แล้ว แจยองไม่เคยเจอใครที่ทำให้เขารู้สึกไร้ค่าไปทั้งตัวขนาดนี้มาก่อน
ความโกรธของแจยองเป็นไปในทิศทางที่ประหลาดเล็กน้อย ในขณะที่ตัวแทนนักศึกษาเอกคอมฯ ผู้เรียกหาไม้เบสบอลในวันนั้นอยากจะกระทืบไอ้บ้านี่ แจยองกลับอยากทำให้อีกฝ่ายหันมาสนใจตนให้เท่ากับที่ตนสนใจอีกฝ่าย
แจยองต้องการให้สายตาเรียบเฉยของไอ้บ้าบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง หรือความรู้สึกรุนแรงใดๆ ก็ตาม ต้องการให้ชื่อจางแจยอง สามพยางค์นี้ถูกสลักไว้ในสมองที่เหมือนเครื่องจักรกลนั้น
‘มีอะไรที่ไม่ชอบไหม’
‘รุ่นพี่ครับ’
แบบนั้นก็ง่ายเลยสิ หลังเสร็จจากเรื่องในวันนั้น แจยองก็เริ่มทำตามแผนทันที ในสมุดโน้ตที่ไอ้บ้าทิ้งไว้ที่ห้องประชุมมีตารางเรียนของเทอมหน้าอยู่ แจยองจึงจัดตารางของตัวเองโดยอ้างอิงจากตารางเรียนนั้น จากนั้นก็เริ่มเดินเท้าเก็บข้อมูล
‘รู้จักนักศึกษาที่ชื่อชูซังอูไหมครับ นักศึกษาที่ชอบใส่ชุดสีมืดๆ ใส่หมวกสีดำน่ะครับ’
เขาไล่ถาม รปภ. ประตูหน้าและประตูหลัง พนักงานตักอาหารในโรงอาหาร นักโภชนาการ เจ้าของร้านขายของชำ พนักงานธุรการพาร์ตไทม์ บรรณารักษ์ คนงานก่อสร้างสนามฟุตซอล และนักเรียนที่เข้าเรียนวิชาเดียวกับอีกฝ่ายในเทอมที่แล้ว จากนั้นก็ได้คำตอบที่น่าขำกลับมา
‘รู้จักดีเลยล่ะ ก็นักศึกษาคนนั้นปั่นจักรยานเข้ามาในมหา’ลัยในเวลาเดิมทุกวันเลยน่ะสิ’ (รปภ.)
‘เขามาที่ร้านเวลาเดิมและซื้อกาแฟยี่ห้อเดิมตลอดเลยจ้ะ ไม่เคยกินอย่างอื่นเลย’ (เจ้าของร้านสะดวกซื้อ)
‘เทอมที่แล้วนักศึกษาชายคนนั้นมาที่นี่ในเวลาสี่โมงสองนาทีทุกวันไม่ขาดเลย แทบไม่ต้องมีนาฬิกาบอกเวลาด้วยซ้ำ’ (บรรณารักษ์ห้องสมุด)
‘หมายถึงเด็กผู้ชายที่ชอบไปไหนมาไหนคนเดียวใช่ไหม เขาจะผ่านตรงนี้ตอนนาทีที่ 41 พอดีเลยล่ะ แล้วพอเลี้ยวที่หัวมุมตรงนั้นก็จะต้องทิ้งกระป๋องกาแฟที่ถังขยะใบที่สอง สงสัยจะไม่ชอบถังขยะใบอื่นล่ะมั้ง’ (คนงานก่อสร้าง)
ไอ้เด็กเวรนั่นเป็นคนบ้าที่อาการหนักกว่าที่คิด
คนอื่นๆ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าวิธีปกติทั่วไปไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้เจ้าตัวได้ เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีแบบคนบ้าด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา แจยองคิดวิธีที่จะทำลายชีวิตประจำวันอันสมบูรณ์แบบของชูซังอูให้ล้มครืนลงได้แล้ว
หนึ่งวันก่อนเปิดเทอม เขาเฝ้ารอให้ถึงวันเปิดภาคเรียนยิ่งกว่าใครๆ