Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 66 Yellow #8
‘คู่นอน...แบบนั้นใช่ไหม’
‘ครับ’
‘เออ ก็…ลองดูแล้วกัน’
เดิมทีก็ไม่มีปัญหาอะไรแท้ๆ กลับเห็นด้วยว่ามันชัดเจนดีเสียด้วยซ้ำ แต่เอาเข้าจริงพอคิดว่าในอนาคตซังอูจะไปสานสัมพันธ์กับคนอื่น เขาก็รู้สึกแย่จนทนไม่ไหว
แจยองรู้สึกขัดแย้งอย่างรุนแรงกับความรู้สึกของตัวเอง ทำเอาปวดหัวขึ้นมา อย่างที่ซังอูพูด พวกเขาคบกันเพื่อระบายความใคร่ นั่นคือสภาพความเป็นจริง ในทางกลับกัน ความคลั่งไคล้ที่แจยองกำลังรู้สึกอยู่ช่วงนี้ต่างหากที่เป็น Еrrоr
“จะกลับแล้วเหรอครับ”
ซังอูจ้องมองแจยองด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ แจยองถอนหายใจออกมาโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นสีหน้าเป็นเชิงว่าจะไปก็ไป ไม่ว่าจะมองอย่างไรคนตรงหน้าก็ดูเหมือนเด็กที่ยังไม่โตพอจะมีความรัก ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนทางอารมณ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์เลยสักนิด ต่อให้แจยองอธิบายความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้ อีกฝ่ายก็คงไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น
“เป็นอะไรไปครับ”
แต่พอสบตากับซังอูที่จ้องมาที่ตน แจยองก็รู้สึกเหมือนความโกรธค่อยๆ คลายลงทีละนิด แม้อีกฝ่ายจะพูดจาไม่น่าฟัง แต่มันก็เกิดจากความไม่รู้จึงไม่อาจตำหนิชูซังอูได้ อีกทั้งเจ้าตัวก็ไม่ได้พูดอะไรที่ไม่สมเหตุสมผล
‘มันก็แน่ล่ะ คนเราจะผูกขาดคนคนหนึ่งไว้ได้ยังไง’
ว่ากันว่าโดยทั่วไปความรักจะมีอายุขัยอยู่ที่หกเดือนก่อนจะหมดอายุ ในกรณีของแจยองคือสั้นกว่านั้นมาก มีความสัมพันธ์มากมายนับไม่ถ้วนที่จบลงภายในหนึ่งเดือน แม้คราวนี้จะเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่เขารู้ดีว่าแม้กระทั่งความรู้สึกที่เร่าร้อนในตอนนี้ก็จะมอดลงในไม่ช้า ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น การไม่เพ้อฝัน และหลงเชื่อว่าสิ่งที่ตนรู้สึกเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนโดยทำเหมือนมันเป็นความรักที่โชคชะตากำหนดไว้ นั่นคงจะดีกับตัวของซังอูเองด้วย
ต้องเยือกเย็น ชัดเจน และไม่ล้ำเส้น
แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาห่วงคนอื่น บางทีคนที่กำลังเพ้อฝันและเชื่อว่าสิ่งที่ตนรู้สึกเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ทำราวกับมันเป็นความรักที่โชคชะตาได้กำหนดไว้โดยใช่เหตุอาจเป็นเขาเสียเองก็ได้ แจยองเกิดรู้สึกขมๆ ในปากที่เพิ่งแปรงฟันขึ้นมา
อะไรบางอย่างที่อยู่ตรงกลาง ไม่ใช่ทั้ง рrосееd หรือ stор ไฟเหลืองที่ไม่ใช่ไฟเขียวหรือไฟแดง แจยองไม่ชอบอะไรที่คลุมเครือแบบนั้นเลย
‘สนใจแค่ความรู้สึกในตอนนี้ก็พอ’
แจยองค่อยๆ ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมหน้าม้าของซังอูขึ้นแล้วประทับจูบลงบนหน้าผาก อีกฝ่ายจึงทำสีหน้าสงสัย
“ไม่ต้องไปคิดเรื่องของอนาคตหรอก คิดแค่ตอนนี้ก็พอ”
“ผมไม่เหมือนใครบางคนหรอกนะครับ”
“ตลกจังครับ แล้วไม่ทราบว่าคนแบบนั้นมาแก้ผ้าทำอะไรกับผมกันนะ”
“นั่นเป็นเพราะผมโดนรุ่นพี่ล่อลวงต่างหาก”
“แล้วไง นึกเสียใจภายหลังเหรอ”
ซังอูจ้องเข้ามาในดวงตาของแจยองแล้วส่ายศีรษะช้าๆ ก่อนจะมุดเข้ามาในอ้อมกอดของเขาอีกครั้ง แจยองถอนหายใจเบาๆ พลางใช้ฝ่ามือลูบแผ่นหลังและหัวไหล่ของอีกฝ่าย แทนที่จะกังวลกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เขาเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบันอย่างซื่อสัตย์ นั่นคือแนวทางการดำเนินชีวิตของแจยอง ในตอนนี้เขาอยากทำทุกอย่างให้ซังอู
“ซังอูยา”
“ครับ”
“ไม่อยากได้อะไรจริงๆ เหรอ รองเท้าผ้าใบเอย นาฬิกาเอย หมวกเอย”
“ไม่ครับ แค่เอาหมวกที่ผมลืมไว้บนรถเมื่อวันศุกร์ที่แล้วมาให้ก็พอแล้วครับ”
“หรือว่าอย่างอื่น การ์ดจอ หน้าจอ ฮาร์ดดิสก์พกพา”
“พอเถอะครับ คนไม่รู้เรื่องคอมจะมายุ่งอะไร รุ่นพี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันแพงแค่ไหน”
“...”
บทสนทนาจบลงแค่นั้น ซังอูคงอยากนอนแล้ว แจยองจึงหลับตาลงบ้าง ร่างกายเหนื่อยล้าจากการร่วมรักที่รุนแรง
“ผมอยากให้ Vеggiе Vеnturеr ประสบความสำเร็จครับ”
ในตอนนั้นเองที่จู่ๆ ซังอูก็โพล่งขึ้น ตามบริบทแล้วดูเหมือนมันจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าอยากได้อะไร แจยองลูบไล้ลำคออีกฝ่ายพลางตอบ
“ดูจากสิ่งที่ทำกันมาจนถึงตอนนี้ เอาต์พุต[1]น่าจะออกมาใช้ได้อยู่นะ”
“แค่นั้นไม่พอหรอกครับ ต้องดังและได้รับการยอมรับจากผู้คนสิครับ”
นั่นเป็นคำพูดที่ประหลาด เพราะในความเป็นจริงแล้ว เกมอินดี้ไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ด้านมาร์เก็ตติ้งได้เลย จึงยากที่ขายได้เยอะ แค่เอาไว้เสริมคุณภาพของพอร์ตโฟลิโอให้สูงขึ้นก็น่าจะพอแล้ว แต่ทำไมเจ้าคนที่ไม่เคยอยากได้ใคร่มีอะไรถึงได้หมกมุ่นกับการได้รับความนิยมในท้องตลาดนักก็ไม่รู้
“ทำไมล่ะ”
ซังอูลังเลที่จะตอบ คงจะบอกว่าไม่อยากตอบอีกนั่นละ แต่เขารู้ว่าถ้าตื๊อถามไปเรื่อยๆ สุดท้ายเจ้าตัวก็จะยอมบอก แต่ในจังหวะที่แจยองกำลังจะถามอีกครั้ง ซังอูก็พูดต่อ
“เพราะมันเป็นเกมที่ผมทำกับพี่ไงครับ ต่อไปเวลานึกถึงจะได้รู้สึกดีที่มันประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ และได้รับการยอมรับสมกับที่ตั้งใจ ผมอยากรู้สึกแบบนั้นครับ”
“อะไรเนี่ย คิดว่าพูดแบบนั้นแล้วฉันจะประทับใจหรือไง”
แต่ดูจากที่ในอกรู้สึกตื้นตันขึ้นมา เขาก็คงจะประทับใจจริงๆ นั่นแหละ
แจยองรู้แล้วว่าชูซังอูผู้ไม่เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์แบบคู่รักชอบเขาด้วยวิธีไหน ทั้งเซฟรูป จำเพลย์ลิสต์ จำค่าสายตาและไซซ์รองเท้า รวมถึงเรื่องที่หมกมุ่นกับงานเกินความจำเป็นก็คงไม่ใช่เพียงเพราะว่ามีนิสัยยึดติดกับความสมบูรณ์แบบเท่านั้นแน่ๆ
แจยองจับปลายคางของซังอูให้ผละออกจากอกของตนแล้วประทับริมฝีปากลงไปบนอวัยวะเดียวกันของอีกฝ่าย ผิวของปากที่โดนรังแกไม่หยุดหย่อนมาทั้งคืนยังคงนุ่มนิ่มและชุ่มฉ่ำเหมือนเดิม เขาจูบและดูดดึงเบาๆ เสียงดัง จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ ซังอูคลี่ยิ้มและหลับตาลง
เขาเปลี่ยนมุมตามรูปทรงของปากที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แล้วกดจูบเสียงดัง จุ๊บ จุ๊บ อีกครั้ง รู้ตัวอีกทีก็พบว่าฝ่ามือของซังอูกำลังประคองแก้มของแจยองอยู่ ทันใดนั้นการจูบเบาๆ แบบเบิร์ดคิส[2]ก็กลายเป็นการจูบแนบแน่นแบบเฟรนช์คิส ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอารมณ์ความรู้สึกหรือความต้องการกันแน่ที่ทำให้ความรู้สึกซึ่งเกิดจากสัมผัสนั้นร้อนกว่าอุณหภูมิของร่างกาย แจยองกลับมาหมกมุ่นกับซังอูอีกครั้งด้วยความรู้สึกสับสน ทั้งที่คิดว่าวันนี้แสดงออกอย่างเต็มที่แล้วแท้ๆ แต่ความรู้สึกหวิวๆ กลับอัดแน่นอยู่เต็มท้อง
ซังอูซึ่งเคยพูดอย่างนั้นอย่างนี้เรื่องความเป็นมนุษย์ได้ลืมคำพูดของตัวเองไปแล้วและตั้งอกตั้งใจดูดดึงเรียวลิ้นของแจยอง ลิ้นของทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดกัน พร้อมกับรูปปากที่เปลี่ยนไป จูบอันแสนโรแมนติกดำเนินไปเนิ่นนานกว่าที่คิด แจยองดันซังอูออกก่อนที่อารมณ์ที่ถูกกระตุ้นจะรุนแรงไปมากกว่านี้ อีกฝ่ายเลียริมฝีปากด้วยความเสียดายซึ่งแสดงออกมาทางดวงตา พอเขาใช้นิ้วโป้งเช็ดน้ำลายที่เลอะริมฝีปากให้ ฝ่ายนั้นก็พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“สงสัยผมจะไม่ใช่มนุษย์ละครับ ผมขาดคุณสมบัติของมนุษย์”
แจยองยิ้มพลางขยี้หัวอีกฝ่ายแล้วใช้นิ้วเขี่ยปลายจมูกของซังอู
“น่าเสียดายนะที่ใช้ถุงยางไปหมดแล้ว”
“ให้ไปซื้อมาไหมครับ”
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เดินไม่ได้หรอก แต่ถ้าอยากคลานก็ไปซื้อมาเลย”
“รุ่นพี่ก็ไปทำงานแทนให้อีกสิครับ เดี๋ยวผมคิดค่าจ้างให้”
เขาต้องจับคนที่ตอบรับเรื่องล้อเล่นเป็นจริงเป็นจังไว้แน่นเพื่อไม่ให้ฝ่ายนั้นออกไปได้ แม้แจยองจะอยู่ในสภาพถูกลดทอนคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ แต่เขาไม่มีแรงแม้แต่จะขยับแขนสักข้างหนึ่งจึงอยากนอนแล้ว
“ฝันดีครับ”
ซังอูใช้นิ้วมือเกลี่ยผมหน้าม้าของแจยองก่อนจะจูบเบาๆ ที่หน้าผาก ริมฝีปากของแจยองปรากฏรอยยิ้มกว้าง ดูเหมือนว่าหมู่นี้ผู้ชายที่เขากำลังคบหาด้วยจะชอบเลียนแบบอะไรก็ตามที่ตนได้ประสบพบเจอ
“ซังอูยา”
“…ครับ”
อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกึ่งหลับกึ่งตื่น
ถ้าพูดสิ่งที่คิดอยู่ในหัวตอนนี้ออกไป เขาคงได้เผ่นออกจากห้องด้วยกางเกงในตัวเดียวเป็นแน่ แจยองขดตัวเงียบๆ พลางรั้งซังอูที่นอนหงายมองเพดานเพื่อเข้าสู่นิทราเข้ามากอด
⌘W
เมื่อตื่นมาในตอนเช้า แจยองรู้สึกปวดศีรษะตุบๆ เขามองเพดานที่พร่ามัวพลางกะพริบตาช้าๆ พอพลิกตัวนอนตะแคงก็ได้สบสายตากับซังอูที่เท้าแขนกับเตียงแล้ววางคางไว้บนแขนพลางจ้องมาที่ตน
‘น่าจะนอนอยู่ตรงนี้สิ จริงๆ เลย’
พอมองนาฬิกาบนผนังก็พบว่าสิบเอ็ดโมงนิดๆ แล้ว (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“หลับสบายดีไหม”
“เหนื่อยจนหลับสนิทไม่รู้สึกคับแคบอะไรเลยครับ”
“วันนี้ไม่เจ็บเหรอ”
“ไม่สบายตัวนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับขยับตัวไม่ได้ครับ”
แจยองทั้งคลื่นไส้และปวดหัว ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะไปห่วงคนอื่นสักนิด เขาดื่มเหล้าไปไม่มากแต่ดื่มหลายอย่างผสมกันแถมยังออกแรงทั้งคืนเลยมีสภาพแบบนี้
ดูเหมือนว่าเขาจะเผลอนิ่วหน้าโดยไม่รู้ตัว ซังอูที่พินิจใบหน้าของเขาอยู่จึงเอ่ยถาม
“เป็นอะไรไปครับ”
“ปวดหัวน่ะ”
“งั้นก็กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะครับ”
ดูเหมือนอีกฝ่ายพยายามจะไล่เขาออกจากพื้นที่ของตัวเองเสียเหลือเกิน แต่เขายังไม่อยากแยกจากคนตรงหน้าเลย แจยองครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหาข้ออ้าง
“เลี้ยงข้าวกลางวันฉันหน่อยสิ”
“ทำไมผมต้องเลี้ยงด้วยล่ะครับ”
“ก็เมื่อวานฉันทำดีมากเลยนี่นา เพราะงั้นต้องตอบแทนฉันสิ จริงไหม? เมื่อวานนายเป็นคนพุ่งเข้าใส่ฉันแถมยังบอกว่า พี่ครับ ข้างในมัน…”
ซังอูกระโดดขึ้นมาบนเตียงอย่างร้อนรนแล้วยื่นมือมาปิดปากเขา แจยองจึงได้โอกาสคว้าฝ่ายนั้นเข้ามากอดพลางพูดหยอกล้อ
“ดูสิ เช้ามาก็เอาอีกแล้ว หาข้าวให้กินก่อนแล้วค่อยทำเถอะนะ ไม่รู้หรือไงว่าทำไมนายหญิงถึงเอาข้าวสารให้ทลซเว[3]”
“ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย!”
ซังอูนิ่วหน้าและผละออกจากอ้อมกอด ก่อนจะเขยิบถอยห่างออกไปจากเตียงแล้วมองไปที่อื่นพลางพูด
“เข้าใจแล้วครับ เมื่อวาน...ก็… ดีจริงๆ เพราะงั้นผมจะเลี้ยงข้าวแล้วกันครับ”
แจยองคลี่ยิ้มแล้วเดินไปที่ห้องน้ำ เขาอาบน้ำลวกๆ ก่อนจะออกมาแต่งตัวแล้วก็พบว่าเมื่อวานเขาทิ้งเสื้อยืดไปแล้ว ส่วนกางเกงก็หาไม่เจอ
“เอากางเกงฉันไปซ่อนที่ไหนแล้ว”
“เอาไปซักให้น่ะสิครับ”
“จริงๆ เลยน้า นายนี่มันเหมือนช่างไม้ที่ขโมยปีกของเทพธิดาไม่มีผิดเลย[4]”
“ใจดีด้วยก็แล้ว ยังจะทำตัวแบบนี้อยู่อีก รุ่นพี่ต่างอะไรกับงูเห่าที่ฉกชาวนาที่ช่วยชีวิตตัวเองไว้ล่ะครับ”
อีกฝ่ายสวนกลับอย่างไม่น้อยหน้า แจยองเดินไปที่ราวแขวนแล้วสำรวจดูชุดที่พอจะใส่ได้ในบรรดาเสื้อผ้าที่มีอยู่ไม่กี่ชุด เพราะได้เห็นอยู่บ่อยๆ เขาจึงรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเป็นเสื้อผ้าของตัวเอง
ระหว่างที่พินิจพิจารณาราวแขวนผ้าที่ไร้สีสันอยู่นั้น แจยองก็พบปัญหาร้ายแรง บนราวนั้นไม่มีเสื้อผ้าตัวไหนเข้ากับซังอูเลย ขณะที่ใช้นิ้วคุ้ยเขี่ยเสื้อผ้าอยู่นั้น ซังอูก็ขยับเข้ามาข้างๆ ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างจริงจัง
“ถ้าครั้งนี้ให้ยืมแล้วต้องเอามาคืนด้วย เข้าใจไหมครับ? สัญญามาสิครับ”
“เข้าใจแล้ว”
แจยองตอบอย่างไม่คิดอะไรก่อนจะหยิบเสื้อเชิ้ตสีกรมท่าและกางเกงผ้าฝ้ายสีดำออกมา เหลือบมองดูที่ป้ายก็พบว่ากางเกงไซซ์ 32 ส่วนเสื้อไซซ์ 105 (L) ไม่รู้ทำไมคนที่ดูอย่างไรก็ไซซ์ М ชัดๆ ถึงได้ชอบใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่แบบนี้
“นายไม่มีเสื้อยืดสีขาวเหรอ”
“เสื้อสีขาวเปื้อนง่ายผมเลยไม่ซื้อครับ”
‘ใส่แล้วน่าจะดูดีมากแท้ๆ’
เขาบ่นในใจพลางสอดขาลงในกางเกง พอสวมกางเกงขาตรงสุภาพเรียบร้อยแล้ว เขารู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นเด็กเนิร์ด เสื้อเชิ้ตที่เคยหลวมโพรกเมื่ออยู่บนตัวซังอูกลับพอดีเป๊ะกับไหล่ของแจยอง ชายหนุ่มปลดกระดุมข้อมือและพับแขนเสื้อขึ้นสองสามทบ หลังจากยัดชายเสื้อใส่ไว้ในกางเกงเหมือนตอนใส่สูทแล้วก้มลงมองตัวเองก็พบว่ามันไม่ได้แย่เท่าไร
ซังอูอ้าปากเล็กน้อยและมองแจยองอย่างชื่นชม แจยองรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายชอบสไตล์ไหน ถ้าเขาแต่งตัวเป็นทางการหรือเรียบร้อยหน่อยโดยไม่สวมแว่น อีกฝ่ายก็จะมองอย่างใจลอยแบบนั้นตลอด
“เลิกมองได้แล้ว จะทะลุแล้วมั้ง”
“…มันดูไม่เหมือนเสื้อผ้าของผมน่ะครับ”
“ดูจะถูกใจนะ สักรอบก่อนไปไหม”
พอขยับเข้าไปใกล้แล้ววางมือลงบนเอว ซังอูก็หน้าแดงและแสดงท่าทีหงุดหงิดออกมา
“ไม่มีเวลาแล้วครับ! ผมต้องรีบกินข้าวแล้วไปทำพาร์ตไทม์ต่อนะครับ”
“ใส่ปุ๊บเสร็จปั๊บเลย มั่นใจ”
“บ้า แบบนั้นจะทำไปทำไมครับ”
พอเข้าไปกระแซะไหล่แล้วกระซิบข้างใบหู ซังอูก็ผลักเขาออกอย่างแรงก่อนจะเดินหนีไปทางประตู
ตอนออกมาจากอะพาร์ตเมนต์ ดวงอาทิตย์ก็ส่องแสงอยู่กลางท้องฟ้าแล้ว อากาศแจ่มใสและร้อนเหมือนฤดูร้อน พวกเขาเดินเคียงกันออกมาที่ถนนใหญ่ก่อนจะโบกแท็กซี่ไป
แจยองดึงซังอูไปนั่งที่เบาะหลังแล้วตามเข้าไปนั่งชิดอยู่ข้างๆ เขาบอกจุดหมายปลายทางกับคนขับ แล้วเอนหลังพิงเบาะพลางลูบๆ คลำๆ มือของคนข้างๆ ซังอูไม่ได้สะบัดมือออก เพียงแค่มองตรงไปข้างหน้าโดยไม่พูดอะไร
พวกเขาไปกินข้าวกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเวียดนามที่แจยองเป็นขาประจำ แจยองสั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อส่วนซังอูสั่งข้าวผัด พอได้ดื่มน้ำซุปร้อนๆ เขาก็รู้สึกดีขึ้น
“แบบนี้ค่อยดีขึ้นหน่อย”
แจยองเอนหลังพิงเก้าอี้และจ้องไปที่เพดานสีเหลืองอย่างเหม่อลอย ก่อนจะเบนสายตาไปมองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า หมวกแก๊ปที่เป็นเหมือนซิกเนเจอร์ เสื้อเชิ้ตลายตารางอันเป็นจุดเด่นของเด็กวิศวฯ กางเกงยีนส์สีเข้มที่ชวนให้นึกสงสัยว่าผลิตตั้งแต่ปีไหน เขามองข้ามการแต่งกายแล้วมองไปยังคนที่สวมใส่อยู่แทน
ฝ่ายนั้นกำลังก้มหน้าก้มตากินอย่างตั้งใจ ปิดปากสนิทเคี้ยวข้าวแก้มซ้ายที ขวาที แล้วก็แก้มขวาที ซ้ายทีอย่างละเอียด ทั้งที่เจ้าตัวเพียงแค่กินข้าวเท่านั้น แต่เขากลับละสายตาไม่ได้เลย ถ้ากินเลอะสักหน่อยคงได้หลอกจับแก้มโดยอ้างว่าช่วยเช็ดให้ แต่เดิมทีอีกฝ่ายก็ไม่ใช่คนสะเพร่า เรื่องแบบนั้นจึงไม่น่าจะเกิดขึ้น ในตอนนั้นเอง ซังอูเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วสบตากับแจยอง
“ทำไมเหรอครับ”
แจยองจ้วงช้อนลงไปในถ้วยของซังอูโดยไม่พูดอะไรแล้วแย่งตักข้าวมากินคำหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายกินด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาก็นึกว่ารสชาติคงไม่เท่าไร แต่ข้าวผัดไก่รสเผ็ดจานนี้รสชาติใช้ได้ทีเดียว
“รสชาติเป็นไง”
“ไม่รู้สิครับ กลิ่นเครื่องเทศแรงมากเลย”
“ที่ถามนี่หมายถึงว่าอยากมากินอีกหรือเปล่า”
“อืม... ครับ”
“งั้นก็อร่อยสินะ”
“ก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว”
ซังอูพูดอ้อมแอ้มและเริ่มกินอีกครั้ง แจยองปล่อยให้อีกฝ่ายกินไป ส่วนตัวเองก็จัดการก๋วยเตี๋ยวให้หมด เขามีแผนการดีๆ อยู่ ถ้าอยากลงมือก่อนที่ซังอูจะไปทำงานพาร์ตไทม์ก็ต้องรีบแล้ว
[1] เอาต์พุต (оutрut) สารสนเทศหรือ ผลผลิต หรือสิ่งที่ได้จากกระบวนการผลิดซึ่งส่งออกมาจากวงจรภายในคอมพิวเตอร์มาแสดงผลที่อุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น จอมอนิเตอร์
[2] เบิร์ดคิส (Вird kiss) การจูบเบาๆ ให้เกิดเสียงจุ๊บๆ เหมือนเวลานกจิกด้วยจะงอยปาก
[3] ทำไมนายหญิงถึงเอาข้าวสารให้ทลซเว? มาจากละครย้อนยุคพื้นบ้าน เป็นเรื่องเกี่ยวกับนายหญิงที่แบ่งข้าวสารให้แก่ทาสผู้ชายเพื่อแสดงออกถึงความสนใจและต้องการมีความสัมพันธ์ด้วย
[4] ช่างไม้ที่ขโมยปีกของเทพธิดา มาจากเรื่องเทพธิดากับช่างไม้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับช่างไม้ที่ขโมยปีกของเทพธิดาเพื่อหวังจะจับเธอไว้เป็นภรรยา