Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ - ตอนที่ 411: เทือกเขาเมฆาโลหิต
ตอนที่ 411: เทือกเขาเมฆาโลหิต
เรือใบเมฆาระดับปฐพีขั้นที่สองลอยขี่สายลมในหมู่เมฆเหนือทะเลทราย
เฝินเมี่ยขณะออกเดินทางหนึ่งหมื่นไมล์ในหนึ่งวัน
เรือใบเมฆายาวสองร้อยเมตรและกว้างห้าสิบเมตร
หมู่เมฆลอยได้ด้วยใบเรือ
สายลมทรงพลังที่ปลดปล่อยออกมาเพื่อขับเคลื่อนไปข้างหน้า
เรือใบเมฆาลำนี้กำลังเดินทางจากเมืองหยกดำไปตระกูลหลินที่อยู่ส่วน
ตะวันออกของทวีปเทียนเมี่ย
มีผู้ฝึกยุทธ์นับร้อยจากกองกำลังทาสของตระกูลเซี่ยโหและหลินอยู่บน
เรือใบเมฆา
พวกเขาเคลื่อนไหวระหว่างพื้นที่กว้างใหญ่ที่ทั้งสองตระกูลปกครอง
ฉินเลี่ยยืนอยู่ที่มุมเรือใบเมฆาขณะมองอุปกรณ์วิญญาณบินได้ชิ้นนี้เค
ลื่อนผ่านอากาศ ข้างใต้เขาคือทะเลทรายไร้ที่สิ้นสุด
เขาใช้เวลาเจ็ดวันกับการเดินทางด้วยเรือลำนี้
เรือใบเมฆาออกเดินทางหนึ่งหมื่นไมล์ต่อหนึ่งวัน
นี่หมายความว่าเขาอยู่ห่างจากเมืองหยกดำถึงเจ็ดหมื่นไมล์
คนคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น อายุราว ๆ ห้าสิบ
เขากำลังยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือและกล่าวถามอย่างไม่ใส่ใจว่า “สหาย
เจ้าจะไปที่ใด?”
“ไปเทือกเขาเมฆาโลหิต” ฉินเลี่ยตอบอย่างเฉยชา
“เทือกเขาเมฆาโลหิตงั้นหรือ?” คนคนนี้ประหลาดใจพลางกล่าวว่า
“ไม่มีใครอยู่ที่นั่นมานานแล้ว ตั้งแต่ที่สำนักอสูรโลหิตถูกทำลาย
น้อยคนนักที่จะไปเทือกเขาเมฆาโลหิต
ทำไมเจ้าถึงไปเทือกเขาเมฆาโลหิตกันล่ะ?”
“เพื่อหาหญ้าวิญญาณวิเศษ” ฉินเลี่ยตอบปัด
“ไม่มีอะไรเติบโตในเทือกเขาเมฆาโลหิตตั้งแต่มีการต่อสู้แล้ว”
คนคนนี้กล่าว
คิ้วของฉินเลี่ยขมวด
“เจ้าไม่รู้หรือ?” คนคนนี้ยิ้ม จากนั้นจึงแนะนำตนเอง “ข้าชื่อเป่ยโม่
ผู้ฝึกยุทธ์ที่เกิดและโตในทวีปเทียนเมี่ย หนึ่งในผู้อาวุโสของข้า
ครั้งหนึ่งเคยเข้าร่วมการต่อสู้ที่ทำลายสำนักอสูรโลหิต ดังนั้น
ข้าจึงพอรู้เรื่องราวมาบ้าง”
“ท่านเล่าให้ข้าฟังมากกว่านี้ได้ไหม?” ฉินเลี่ยถาม
“ราว ๆ หนึ่งพันสองร้อยปีก่อน
สำนักอสูรโลหิตยังเป็นผู้ปกครองทวีปเทียนเมี่ย ตระกูลเซี่ยโห
หลินและซูเป็นเพียงกองกำลังขนาดเล็กในตอนนั้น ในบรรดาพวกเขา
มีตระกูลเซี่ยโหเท่านั้นที่เป็นกองกำลังระดับทองแดง
ตระกูลซูและหลินเป็นแค่กองกำลังระดับเหล็กดำเท่านั้น
เมื่อพันกว่าปีก่อน ตระกูลเซี่ยโห
ซูและหลินเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาของสำนักอสูรโลหิต
พวกเขาเชื่อฟังสำนักอสูรโลหิตและไม่กล้าขัดคำสั่งโดยสมบูรณ์!”
เป่ยโม่เหมือนกับเบื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เมื่อคำถามของฉินเลี่ยเผยความสนใจออกมา
เป่ยโม่จึงอธิบายด้วยรอยยิ้ม
สายตาของฉินเลี่ยเปลี่ยนไป
เสวี้ยลี่ไม่เคยเล่าว่าสามตระกูลใหญ่ของทวีปเทียนเมี่ยเคยเป็นผู้ใต้บังคั
บบัญชาของสำนักอสูรโลหิตมาก่อน
นั่นก็เพราะเสวี้ยลี่อัปยศอดสู
กองกำลังที่เดิมทีเชื่อฟังความเอาแต่ใจของเขากลายเป็นกองกำลังระดั
บเงินหลังจากผ่านไปมากกว่าหนึ่งพันปี
ขณะที่สำนักอสูรโลหิตที่ครั้งหนึ่งเคยปกครองทวีปกลับหายไปโดยสม
บูรณ์
เสวี้ยลี่จะต้องไม่เต็มใจที่จะยอมรับเรื่องนั้นอย่างแน่นอน
เขาจะต้องขายหน้ากับความเป็นจริงเรื่องนี้แน่ ดังนั้น
เขาจึงไม่บอกฉินเลี่ยถึงความเชื่อมโยงระหว่างสามตระกูลและสำนักอสู
รโลหิต
“ทำไมสำนักอสูรโลหิตถึงถูกทำลาย?” ฉินเลี่ยถามอย่างจริงจัง
“เมื่อพันกว่าปีก่อน บางสิ่งเกิดขึ้นที่สำนักอสูรโลหิต เสวี้ยลี่
เจ้าสำนักคนใหม่ในตอนนั้น
มีข่าวลือว่าเขาฝึกฝนหนึ่งในวิชาต้องห้ามของสำนักอสูรโลหิตจนถูกจ
องจำ ศิษย์น้องของเขา เจียงจู่เจื๋อ
ขึ้นเป็นเจ้าสำนักของสำนักอสูรโลหิต
สำนักอสูรโลหิตเป็นหนึ่งในกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนแห่งค
วามโกลาหลในตอนนั้น
“ถึงอย่างนั้น ไม่นานหลังจากนั้น สำนักอสูรโลหิตก็เกิดความโกลาหล
“ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากของกองกำลังในทวีปเทียนเมี่ยที่อยู่ใต้บังคับบัญ
ชาการสำนักอสูรโลหิตหายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ทุกคนกังวลและพยายามหาสาเหตุ
“จากนั้น
ใครบางคนพบว่าคนที่หายไปอย่างลึกลับได้ถูกจับตัวไปโดยสมาชิกข
องสำนักอสูรโลหิตก่อนจะถูกฆ่าด้วยการถูกดูดโลหิตจนหมดตัว
“เมื่อเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป
สมาชิกสำนักอสูรโลหิตจำนวนมากเริ่มบ้าคลั่ง
พวกเขาเคลื่อนไหวไปทั่วทั้งทวีปเทียนเมี่ยเพื่อหาคนแก่กล้า
จากนั้นจึงสูบโลหิตเพื่อเสริมพลังและอำนาจ!
“ทวีปเทียนเมี่ยตกอยู่ในความโกลาหลเพราะสำนักอสูรโลหิต
การกระทำอันชั่วร้ายของสำนักอสูรโลหิต
การสูบโลหิตของผู้ฝึกยุทธ์ล้วนทำให้ดินแดนแห่งความโกลาหลตกตะ
ลึง
“ในตอนนั้น กองกำลังระดับเงินจากทวีปอื่นตำหนิสำนักอสูรโลหิต
ต่อว่าอีกฝ่ายที่กักขังสมาชิกของตน
พวกเขาวิพากษ์วิจารย์การกระทำดังกล่าวและไม่ยินยอมให้อีกฝ่ายฝึก
ฝนด้วยการสูบโลหิตอีกต่อไป
“แต่ว่า เจ้าสำนักในตอนนั้น เจียงจู่เจื๋อ
กลับเสียสติจากการฝึกฝนวิชาต้องห้าม
สมาชิกของสำนักเองก็บ้าคลั่งจนไม่สามารถควบคุมความต้องการได้
“กองกำลังในทวีปเทียนเมี่ยหลบหนีไปต่างแดนด้วยความหวังที่จะพบค
วามสงบสุข
สำนักอสูรโลหิตตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าผู้ฝึกยุทธ์หายไปจากทวีปนี้
พวกเขาไม่สามารถควบคุมความปรารถนาในโลหิตได้ ดังนั้น
พวกเขาจึงเดินทางไปทวีปอื่นต่อ
“แต่ว่า
สำนักอสูรโลหิตพบการขัดขืนที่ผนึกกำลังกันทั้งทวีปและกองกำลัง
เมื่อพันกว่าปีก่อน
กองกำลังระดับเงินทั้งหมดก่อตั้งพรรคและก้าวเข้าสู่ทวีปเทียนเมี่ย!
“พวกเขาเริ่มกวาดล้างสำนักอสูรโลหิต
“เพียงแค่ครึ่งปี
สมาชิกเกือบทุกคนของสำนักอสูรโลหิตในทวีปเทียนเมี่ยถูกฆ่า
จากนั้นพรรคดังกล่าวเข้าสู่เทือกเขาเมฆาโลหิตเพื่อมุ่งหน้าไปสำนักอ
สูรโลหิต ไม่ว่าจะเพศใดหรืออายุเท่าไหร่ก็ล้วนเสียสติ
พรรคดังกล่าวจึงฆ่าผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนที่ฝึกฝนวิชาวิญญาณโลหิต
“กองกำลังทั้งหมดในดินแดนแห่งความโกลาหลทำข้อตกลงกัน
ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด
หากพวกเขาพบสมาชิกสำนักอสูรโลหิตที่ฝึกฝนวิชาวิญญาณโลหิต
พวกเขาจะต้องกำจัดให้สิ้น
“หลังจากนั้น สมาชิกสำนักอสูรโลหิตบนทวีปและเกาะอื่น
ไม่ว่าพวกเขาจะสูบโลหิตมนุษย์หรือไม่ก็ล้วนถูกเก็บกวาดโดยสมบูรณ์
“หลายสิบปีหลังจากนั้น
ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์สำนักอสูรโลหิตอื่นใดถูกพบเห็นในทั่วทั้งดินแดนแห่งควำมโกลาหลแม้สักคน
“วิชาวิญญาณโลหิตเป็นที่รู้จักในฐานะวิชาชั่วร้าย
ใครก็ตามที่ฝึกฝนจะถูกฆ่าหากพบเข้า
“ตระกูลเซี่ยโห
หลินและซูได้ความดีความชอบใหญ่หลวงในการต่อสู้ครั้งนี้
หลังจบการต่อสู้
สามตระกูลใหญ่แบ่งวัตถุดิบวิญญาณของสำนักอสูรโลหิตจากเทือกเ
ขาเมฆาโลหิต
พวกเขายินยอมให้กองกำลังจากต่างแดนปักหลักทั้งเหมือง ดินแดน
พื้นที่บำบัด สระและอาณาเขตของสำนักอสูรโลหิตในทวีปเทียนเมี่ย
“หนึ่งพันปีหลังจากจุดจบของสำนักอสูรโลหิต
ผู้นำของสามตระกูลใหญ่ใช้ทรัพยากรมหาศาลที่ได้รับมาพัฒนาตนอ
ย่างช้า ๆ จนมีขนาดถึงทุกวันนี้
“กล่าวได้ว่าสามตระกูลใหญ่ใช้โลหิตของสำนักอสูรโลหิตเพื่อกลายเป็
นกองกำลังระดับเงินอย่างทุกวันนี้”
น ้าเสียงของเป่ยโม่สงบขณะอธิบายอย่างละเอียด
เขาบอกฉินเลี่ยว่าทำไมสำนักอสูรโลหิตถูกทำลาย
รวมถึงสาเหตุที่สามตระกูลใหญ่มีอำนาจมากขึ้น
ฉินเลี่ยทำความเข้าใจคำพูดของเป่ยโม่ช้า ๆ ก่อนจะลอบตกตะลึง
“ไม่มีอะไรเหลือในเทือกเขาเมฆาโลหิตอีกแล้ว
สิ่งมีค่าถูกสามตระกูลใหญ่ช่วงชิงไปจนหมดสิ้น”
น ้าเสียงของเป่ยโม่สงบ สายตาของเขาฉายแสงสว่างเป็นนัยออกมา
“ฮ่าฮ่า
สามตระกูลนั้นได้รับชื่อเสียงและกำไรจากการโจมตีสำนักอสูรโลหิต
ด้วยการเหยียบลงบนศพของสำนักอสูรโลหิต
สามตระกูลได้ปกครองดินแดนนี้ ผู้นำของสามตระกูลชาญฉลาดนัก
พวกเขาคือคนที่ข้า เป่ยโม่ จะนับถือไปตลอดชั่วชีวิตนี้”
ด้วยเหตุผลบางอย่าง
ฉินเลี่ยสามารถมองเห็นและได้ยินความเกลียดชังที่อยู่ลึกเข้าไปจากดว
งตาและน ้าเสียงของเป่ยโม่
ดูเหมือนกับเขามีความขัดแย้งกับสามตระกูลใหญ่
เขาเหมือนกับไม่พอในใจสิ่งที่สามตระกูลทำ นี่ทำให้ฉินเลี่ยสงสัย
“สหาย เจ้าแซ่อะไร?” ฉับพลันเป่ยโม่ถาม
“ฉิน ชื่อของข้าคือฉินเลี่ย”
“โอ ไม่เกี่ยวหรอกว่าเจ้าจะแซ่อะไร ขอแค่ไม่ใช่เจียง”
เป่ยโม่กล่าวอย่างเฉียบคม
ฉินเลี่ยประหลาดใจ
“ไม่มีอะไรให้ตามหาในเทือกเขาเมฆาโลหิตหรอก
หญ้าวิญญาณก็ไม่มี ไปที่นั่นมีแต่เสียเวลาเปล่า”
เป่ยโม่มองเขาอย่างลุ่มลึก จากนั้น หลังจากกล่าวคำพูดเหล่านั้น
เขาหันหลังแล้วเดินเข้าห้องในเรือใบเมฆา
ฉินเลี่ยคิดว่าคนคนนี้ช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรือใบเมฆาเคลื่อนผ่านทะเลทรายเฝินเมี่ย
ในวันนี้ เรือใบเมฆาหยุดที่เมืองเล็ก ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากลงจากเรือ
ผู้ฝึกยุทธ์ใหม่ขึ้นมาหลังจากจ่ายหินวิญญาณที่มากพอ
ฉินเลี่ยคือหนึ่งในคนที่ลงจากเรือ
เขาค้นหาตำแหน่ง จากนั้นจึงออกจากเมืองในตอนมืด
เขาเดินเพียงลำพังเพื่อมุ่งหน้าสู่เทือกเขาเมฆาโลหิต
หลังจากเดินมาสองวัน เขาก้าวเข้าสู่เทือกเขาเมฆาโลหิตในตอนบ่าย
หมู่เมฆเหนือศีรษะเหมือนถูกย้อมด้วยโลหิตจนเป็นสีแดงน่าหวาดกลัว
ภายใต้แสงตะวัน เทือกเขาเป็นสีโลหิตน่าหวาดกลัว
กลิ่นโลหิตจาง ๆ ผสมท่ามกลางพลังของโลก มันพิเศษเป็นอย่างมาก
แต่ฉินเลี่ยไม่รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเมื่อสูดเข้าไป
เสวี้ยลี่ผู้เงียบมาโดยตลอดพลันกล่าวจากภายในจิตใจของเขา
“เทือกเขาเมฆาโลหิต! เจ้ามาถึงเทือกเขาเมฆาโลหิตแล้ว!”
“ข้ามาถึงแล้ว” ฉินเลี่ยตอบ
“เดินมุ่งหน้าไปภูเขาที่ไกลที่สุด มุ่งสู่ยอดเขาสีแดงเข้มที่สูงสุด!”
เสียงของเสวี้ยลี่ดังก้องหนักแน่นภายในจิตใจของฉินเลี่ย
ฉินเลี่ยเดินตามทาง
รอบด้านของฉินเลี่ยคือภูเขาที่สูงพันกว่าเมตร
พวกมันเป็นสีแดงดุจโลหิตและแทบจะไม่มีกลิ่นบุปผาแต่อย่างใด
สิ่งปลูกสร้างที่พังทลายพบเห็นที่ยอดเขา บนเส้นทางที่ใต้เขา
มีกระดูกสีขาว ชุดและเศษชิ้นส่วนเกราะอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
มันร้างอย่างสมบูรณ์ เมื่อฉินเลี่ยกระจายจิตตระหนักรู้ออกไป
เขาไม่พบสัญญาณของสิ่งมีชีวิตเลย
“ใครบางคนกำลังตามเจ้ามา!” ฉับพลันเสวี้ยลี่กล่าว
ฝีเท้าของฉินเลี่ยช้าลง
เขายืนถัดจากภูเขาลูกต่อไป ขณะขมวดคิ้ว
เขาหันศีรษะแล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ออกมา”
ไม่มีเสียงตอบรับ เป็นอีกครั้งที่เขาค้นหาด้วยจิตตระหนักรู้
แต่เขาไม่พบอะไรเลย
“มีคนอยู่ด้านหลังเศษหินทางซ้าย!” เสวี้ยลี่แนะนำ
ฉับพลันฉินเลี่ยจ้องมองไปทางที่เสวี้ยลี่กล่าวพลางตะโกนว่า
“เจ้าลอบตามข้ามานานเท่าไหร่แล้ว?”
เสียงไอตะขิดตะขวงดังจากด้านหลังเศษหินขนาดใหญ่
จากนั้นร่างร่างหนึ่งโผล่ออกมา
คนคนนี้เผยสีหน้าแปลกประหลาดออกมา “เจ้ามีพลังระดับบรรลุแท้ ๆ
ทำไมถึงยังพบข้าได้?”
“เป่ยโม่!” ฉินเลี่ยตะโกน
เป็นเป่ยโม่
คนแปลกหน้าที่มาสนทนากับฉินเลี่ยบนเรือใบเมฆาและอธิบายว่าสำนั
กอสูรโลหิตถูกทำลายอย่างไร
“สำนักอสูรโลหิตถูกทำลายไปนานแล้ว
สมาชิกเกือบทุกคนในอดีตสำนักอสูรโลหิตถูกฆ่าตาย
บางคนที่หนีรอดไม่กล้าเหยียบย่างในทวีปเทียนเมี่ย
พวกเขาถอยห่างจากเทือกเขาเมฆาโลหิตด้วยเกรงว่าจะมีคนมาพบเข้
า” เป่ยโม่เดินหาฉินเลี่ยอย่างสงบแล้วกล่าวด้วยสายตาเฉียบคมว่า
“ทำไมเจ้าถึงกล้ามาที่นี่?”
“ข้ามาที่นี่เพื่อหาหญ้าวิญญาณเท่านั้น” ฉินเลี่ยขมวดคิ้ว
เป่ยโม่ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มให้ “เจ้าฝึกฝนวิชาวิญญาณโลหิต…
แถมยังบริสุทธิ์อีกด้วย
ข้าสัมผัสได้ในทันทีที่เจ้าขึ้นเรือใบเมฆาที่เมืองหยกดำ”
ฉินเลี่ยถึงกับชักสีหน้า