Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ - ตอนที่ 412: ผู้รอดชีวิต
ตอนที่ 412: ผู้รอดชีวิต
“ท่านตามข้ามาเพียงลำพังเพราะท่านรู้ว่าข้าฝึกฝนวิชาวิญญาณโลหิ
ตและหวังที่จะสนทนากับข้าเกี่ยวกับสำนักอสูรโลหิตงั้นหรือ?”
ฉินเลี่ยระแวดระวังอยู่ภายในขณะสัมผัสแหวนต่างมิติด้วยนิ้ว
เขาเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนไหวทุกเมื่อ
“แน่นอน” เป่ยโม่ยิ้ม
เขาเดินเข้าหาฉินเลี่ยก้าวแล้วก้าวเล่า
เมื่อวงแหวนสีเหลืองเริ่มปรากฏบนตัวฉินเลี่ย
เขาเคลื่อนผ่านก่อนจะเข้าสู่ส่วนในของเทือกเขาเมฆาโลหิต
ฉินเลี่ยประหลาดใจ
ฝีเท้าของเป่ยโม่สบาย ๆ
ขณะหันหลังให้ฉินเลี่ยแล้วเดินไปทางส่วนในของเทือกเขาด้วยตนเอง
มีกระดูกสีน ้าตาลเทาแห้งอยู่ตามทาง
กระดูกแห้งเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นศิษย์ของสำนักอสูรโลหิต
พวกเขาถูกสังหารมานานกว่าหนึ่งพันปี
เป่ยโม่หลีกเลี่ยงกระดูกเหล่านี้อย่างระมัดระวัง
เขาไม่เหยียบลงบนกระดูกแห้งแม้แต่ท่อนเดียวราวกับเกรงว่าจะไปรบก
วนการหลับใหลของพวกเขา
“เมื่อพันกว่าปีก่อน
มีศิษย์สำนักอสูรโลหิตมากกว่าหนึ่งหมื่นคนที่ฝึกฝนวิชาวิญญาณโลหิ
ต น้อยคนนัก น่าจะไม่ถึงสองในสิบที่สูบโลหิตเพื่อความอยู่รอด”
ขณะกล่าวไปพร้อมกับเดิน น ้าเสียงของเป่ยโม่สงบ
“แปดในสิบของศิษย์สำนักอสูรโลหิตไม่เคยสูบโลหิตมนุษย์และเพียรพ
ยายามอย่างหนักเพื่อเสริมพลังโลหิตของตนเอง ผู้หญิง
ผู้อาวุโสและหนุ่มสาวล้วนเป็นคนเหล่านั้น
บ้างก็เป็นเด็กทารกที่ไม่เคยฝึกฝนมาตลอดชีวิต
ถึงอย่างนั้นพวกเขาต้องมาผจญกับหายนะนั่น”
เสียงถอนหายใจยาวของเสวี้ยลี่ดังก้องภายในจิตใจของฉินเลี่ย
“ตามเขาไป ฟังสิ่งที่เขาพูด” เสวี้ยลี่แนะนำ
ฉินเลี่ยรีบตามหลังเป่ยโม่ทันที
“สามตระกูลใหญ่ ตระกูลเซี่ยโห
ตระกูลหลินและตระกูลซูล้วนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของสำนักอสูรโลหิ
ต พวกเขารู้ว่าแปดในสิบของศิษย์ในสำนักอสูรโลหิตเป็นผู้บริสุทธิ์
แต่ทว่า พวกเขาไม่เคยบอกกองกำลังระดับเงินกองอื่น กลับกัน
พวกเขาบอกหมาป่าพวกนั้นว่าทุกคนในสำนักอสูรโลหิตสูบโลหิตมนุ
ษย์เพื่อให้อยู่รอด… พวกเขาทุกคนก้าวเข้าสู่เส้นทางชั่วร้าย”
เป่ยโม่หัวเราะเย็นชา
“เป็นธรรมดาที่พวกเขาอดใจรอให้สำนักอสูรโลหิตถูกสังหารจนคนสุด
ท้ายไม่ได้ เมื่อสำนักอสูรโลหิตแข็งแกร่ง
สามตระกูลใหญ่ทำได้เพียงยอมเชื่อฟังและกลัวเกรงที่จะขัดขืนแม้เพียง
น้อยนิด
พวกเขาจะปล่อยโอกาสที่จะเป็นอิสระและเพื่อไปสู่จุดสูงสุดเมื่อข้อเสน
อมากองอยู่ตรงหน้าได้อย่างไร?
“พิษเหล่านั้นทำให้กองกำลังระดับเงินทั้งหมดบ้าคลั่งและพร้อมที่จะเข่น
ฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ด้วยเป้าหมายที่จะกำจัดสำนักอสูรโลหิตทุกคน
กองกำลังระดับเงินเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างเทือกเขาเมฆาโลหิตทั้งหมด
ท่านผู้อาวุโสของข้ากล่าวว่า ในการต่อสู้นั้น
เทือกเขาเมฆาโลหิตถูกชะโลมไปด้วยเลือด
ตำหนักมากมายที่สำนักอสูรโลหิตสร้างบนเขาถูกทำลาย
ทุกที่ภายในระยะห้าร้อยกิโลเมตรเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องเพราะความเ
จ็บปวดและความตาย มันเป็นภาพที่น่าตกใจมาก
“หลังการต่อสู้ครั้งนั้น
ศิษย์สำนักอสูรโลหิตทุกคนในเทือกเขาเมฆาโลหิตถูกฆ่า
มันไม่เกี่ยวหรอกว่าพวกเขาสูบโลหิตมนุษย์มาก่อนหรือเปล่า
ถ้าพวกเขาฝึกฝนวิชาวิญญาณโลหิต ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเด็กหรือไม่
พวกเขาทุกคนจะถูกเข่นฆ่าจนคนสุดท้าย
“หลายปีต่อมา สามตระกูลใหญ่มีอำนาจมากขึ้นอย่างช้า ๆ
เมื่อกองกำลังระดับเงินกองอื่นลืมเลือนเกี่ยวสำนักอสูรโลหิตแล้ว
พวกเขายังส่งยอดฝีมือไปทวีปอื่นเพื่อยึดครองเกาะในดินแดนแห่งควา
มโกลาหลเพื่อค้นหาผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกฝนวิชาวิญญาณโลหิตก่อนจะฆ่าพ
วกเขาอย่างไม่หยุดหย่อน
“พวกเขาเกรงว่าสำนักอสูรโลหิตจะกลับมามีอำนาจอีกครั้ง
พวกเขาเกรงว่าสำนักอสูรโลหิตจะกลับมายังทวีปเทียนเมี่ยและทวงทุก
สิ่งที่เป็นของพวกเขา”
ฉับพลันเป่ยโม่หยุด
ฉินเลี่ยจ้องมองเขาอย่างแปลกประหลาดขณะขมวดคิ้ว
“แสดงว่าท่านอยู่ข้างสำนักอสูรโลหิตงั้นเหรอ?”
เป่ยโม่ยิ้มเจื่อน “ถ้าวิชาวิญญาณโลหิตที่เจ้าฝึกฝนไม่บริสุทธิ์
ข้าคงไม่เสียแรงขนาดนี้หรอก
ข้าจะไม่มีวันพูดกับเจ้าแม้แต่ประโยคเดียว”
“ข้าคิดว่าพวกเราอยู่สำนักเดียวกัน” ฉินเลี่ยหัวเราะเสียงเบา
ฉินเลี่ยไม่ต้องการให้ส่วนที่ยังเหลืออยู่ของเสวี้ยลี่มาเห็นความจริง
แค่นิสัยของเป่ยโม่และการกระทำที่แปลกพิลึก เขาก็พอจะบอกได้
“ถึงแม้สำนักอสูรโลหิตจะถูกทำลายมากว่าพันปีแล้ว
แต่ยังมีคนที่รอดจากหายนะครั้งนั้น” เป่ยโม่ไม่ปฏิเสธ ขณะหรี่ตา
เขากล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า
“คนที่รอดชีวิตพยายามที่จะหลบหนีจากทวีปเทียนเมี่ยอย่างสุดความสำมารถ
พวกเขาเปลี่ยนตัวตนและฝึกฝนวิชาวิญญาณอื่นเพื่อปกปิดตนเอง
เพื่อพยายามอยู่รอดด้วยความกลัวว่าจะถูกพบเข้า
“มีน้อยคนที่ยังกล้ากลับทวีปเทียนเมี่ย
คนที่กลับเทือกเขาเมฆาโลหิตยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่
เพราะบ่อยครั้งที่สามตระกูลใหญ่จะผนึกกำลังและส่งยอดฝีมือมาสำรว
จเทือกเขาเมฆาโลหิต คนไหนที่น่าสงสัยจะถูกฆ่าทันทีที่พบ”
เป่ยโม่มองเขาด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าย ้าเจ้าให้ออกไปจากที่นี่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เจ้ากลับปฏิเสธที่จะฟัง
ตอนนี้ข้าอธิบายทุกสิ่งให้เจ้าฟังแล้ว
คงดีกว่าถ้าเจ้าไปจากเทือกเขาเมฆาโลหิตให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
บอกไม่ได้หรอกว่ายอดฝีมือของสามตระกูลใหญ่จะตรวจตราพื้นที่นี้จ
นมาพบตัวตนของเจ้าหรือไม่
มันคงจะสายเกินไปที่จะมาเสียใจภายหลังเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น
ก็เหมือนกับกระดูกแห้งพวกนี้ เจ้าจะหลับใหลอยู่ที่นี่ตลอดกาล”
“ไปภูเขาลูกที่เจ็ดด้านหน้า!” ฉับพลันเสวี้ยลี่ร้องออกมา
“พาชายคนนี้ไปด้วย!”
บทสรุปนี้ทำให้ฉินเลี่ยตกตะลึง เขาขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ตามข้ามา”
ทันทีที่เขาทำ
เขาเริ่มเคลื่อนไหวเร็วขึ้นขณะเคลื่อนผ่านเป่ยโม่ราวสายลมระหว่างขุน
เขา เขามุ่งหน้าไปยังภูเขาลูกที่เจ็ด
ดวงตาของเป่ยโม่เต็มไปด้วยความสงสัย หลังจากลังเลอยู่สักพัก
ในที่สุดเขายอมให้กับความสงสัยใคร่รู้ก่อนจะตามฉินเลี่ยไป
เทือกเขาเมฆาโลหิตถูกสร้างขึ้นด้วยภูเขาที่เชื่อมกับสิบห้าลูก
แต่ละลูกสูงหลายพันเมตร เมื่อครั้งที่สำนักอสูรโลหิตยังเรืองอำนาจ
ตำหนักหลังใหญ่ถูกสร้างบนยอดเขาทั้งสิบห้า
ศิษย์สำนักอสูรโลหิตจำนวนมากใช้ชีวิตและฝึกฝนอยู่บนภูเขาทุกลูก
ในบรรดาสิบห้าลูกนี้
ภูเขาลูกที่เจ็ดคือใจกลางของเทือกเขาเมฆาโลหิตและสูงมากกว่าหนึ่ง
พันเมตร หมู่เมฆจำนวนมากห้อมล้อมครึ่งบนของภูเขาจนมิดยอด
ภูเขาลูกที่เจ็ดคือที่ที่สำนักอสูรโลหิตตั้งอยู่
มันคือภูเขาหลักที่เจ้าสำนักของสำนักอสูรโลหิตพักอาศัย
ภูเขาอีกสิบสี่ลูกที่เหลือห้อมล้อมภูเขาหลักเป็นรูปแบบวงแหวน
ผู้อาวุโส ผู้คุมกฎ
และศิษย์ของสำนักอสูรโลหิตจะอาศัยอยู่ในท้องของภูเขาเหล่านี้
มีแม้กระทั่งสระโลหิตอยู่ภายในนั้นที่ไว้ให้ศิษย์แช่เพื่อเสริมโลหิต
ในตอนนี้ ภูเขาทั้งสิบห้าลูกล้วนไร้วี่แววของชีวิตมนุษย์
มีเพียงทะเลกระดูกและศพแห้งเท่านั้นที่เน่าเปื่อยหลังจากไม่ถูกแตะต้อง
มานานกว่าพันปี
ตำหนักบนภูเขาแตกหัก ถ ้ายักษ์ภายในภูเขาไม่พังทลายก็ถูกทำลาย
วัตถุดิบวิญญาณจำนวนมากที่ถูกเก็บไว้ข้างในมาเป็นเวลานานล้วนห
มดสิ้นเพราะกองกำลังระดับเงิน ตระกูลเซี่ยโห ตระกูลซู
และตระกูลหลิน
กระดูกเน่าเปื่อยคือสิ่งเดียวที่ปรากฏตลอดทางที่ฉินเลี่ยเดินผ่าน
กระดูกเหล่านี้ล้วนเป็นสีน ้าตาลเทา
พวกมันไม่มีประกายหยกเหมือนกับศพของยอดฝีมือ
เห็นได้ชัดว่าระดับของคนตายเหล่านี้ต ่าอย่างเหลือเชื่อ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ฉินเลี่ยหยุดอยู่ที่ตีนเขาลูกที่เจ็ดที่มีกระดูกสีน ้าตาลเทานับพันกองอยู่
กระดูกเหล่านี้แตกหักเป็นส่วน ๆ
ออร่าน่าเวทนาแทรกซึมบนดินแดนเบื้องล่างหมู่เมฆสีแดงโลหิต
“ศพจำนวนมากของยอดฝีมือถูกเก็บไว้โดยคนของสามตระกูลใหญ่ห
ลังจากร่างเหล่านั้นเน่าเปื่อยไปแล้ว
สังขารของยอดฝีมือจะโปร่งใสดุจหยก
พวกมันสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการหลอมอุปกรณ์ได้
สังขารของผู้ฝึกยุทธ์พลังระดับนิพพานและอมตะเต็มไปด้วยพลังมหาศำลและสามารถใช้เป็นแหล่งพลังของค่ายใหญ่จำนวนมากได้
สามตระกูลใหญ่ย่อมไม่ปรารถนาจะปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านี้ถูกแตะ
ต้อง”
ขณะยืนนิ่ง
เป่ยโม่มองกองกระดูกแล้วกล่าวด้วยน ้าเสียงเย็นเยือกดุจน ้าแข็งว่า
“ศพของผู้ฝึกยุทธ์ระดับต ่าเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นต่อการหลอมอุปกร
ณ์ แน่นอนว่าพวกเขาจะถูกทิ้งอย่างไม่ใยดี
ไม่มีใครคิดที่จะฝังให้แม้แต่คนเดียว”
“ขึ้นเขาและหาถ ้าที่นำไปสู่ท้องภูเขา” เสวี้ยลี่ออกคำสั่ง
ดังนั้น ฉินเลี่ยจึงปีนเขา
ภูเขาลูกที่เจ็ดสูงนับหมื่นเมตร ภายนอกใหญ่โต พื้นผิวหยาบกร้าน
ไม่มีต้นไม้เติบโตแม้แต่ต้นเดียว
หลังจากปีนไปได้สามพันเมตร ฉินเลี่ยมาถึงกึ่งกลางของภูเขา
ภายใต้การนำทางอย่างต่อเนื่องของเสวี้ยลี่ เขามาถึงหน้าผาหลังเขา
เป่ยโม่ตามเขามาตลอดทาง ความสับสนในดวงตามีมากขึ้น
เขายิ่งมายิ่งสงสัยเกี่ยวกับการกระทำของฉินเลี่ย
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
ฉินเลี่ยเห็นถ ้ายักษ์จำนวนมากในพื้นที่ที่ไกลห่างจากดวงตะวัน
ถ ้าเหล่านี้ล้วนเชื่อมสู่ท้องภูเขา
ฉินเลี่ยสุ่มเลือกหนึ่งที่เพื่อเข้าไปก่อนจะพบว่าท้องภูเขากว้างกว่าที่คิด
เหมือนทุกครั้ง ศพและส่วนที่เหลือสามารถพบเห็นได้ทุกที่
เห็นได้ชัดว่าภายในภูเขาลูกนี้ถูกเก็บกวาดเป็นอย่างดีเมื่อครั้งอดีต
ผู้ฝึกยุทธ์สำนักอสูรโลหิตทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่อาจจะถูกพบก่อนจะถูก
สังหาร
“หยุด!” เสวี้ยลี่อุทาน
ฝีเท้าของฉินเลี่ยหยุดลง
เป่ยโม่ผู้ตามเขามาตลอดทางเองก็หยุดขณะมองฉินเลี่ยด้วยสายตางุน
งงอย่างถึงที่สุด
“ปล่อยข้า” เสวี้ยลี่กล่าวอย่างเงียบงัน
“แต่เขา…” ฉินเลี่ยประหลาดใจ
“ข้าอยากพบเขา” เสวี้ยลี่กล่าว
นี่คือท้องของภูเขาลูกที่เจ็ด มันอยู่ใกล้แสงสว่างที่มาจากทางเข้าถ ้า
ดังนั้น ถึงแม้ที่นี่จะมืดมิด
แต่การมองเห็นของพวกเขากลับไม่ได้รับผลมากจนเกินไป
ถ้าพวกเขาเข้าไปลึกกว่านี้ มันจะยิ่งมายิ่งมืด
จนท้ายที่สุดจะมืดจนไม่สามารถมองเห็นนิ้วตนเองได้
“เจ้าคิดจะทำอะไร?” เป่ยโม่ถามฉินเลี่ย
“คนผู้หนึ่งอยากพบท่าน”
ฉินเลี่ยหรี่ตาขณะคลายผลึกภายในไข่มุกกำราบจิตวิญญาณเพื่อปล่อ
ยเสวี้ยลี่จากการจองจำ
เกลียวแสงสว่างโลหิตลอยออกจากหน้าผากของฉินเลี่ย
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเสวี้ยลี่รวมตัวเป็นจิตวิญญาณโลหิตส่วนหนึ่
ง
พอเห็นว่าฉินเลี่ยคิดจะโจมตี สีหน้าของเป่ยโม่เปลี่ยนไป
เขาเตรียมจะเคลื่อนตัวไปที่ทางเข้าถ ้า
“แซ่ของเจ้าไม่ใช่เป่ย แต่เป็นโม่ใช่หรือไม่?”
เสวี้ยลี่กล่าวเป็นภาษามนุษย์ เขาถามด้วยน ้าเสียงลุ่มลึกว่า
“โม่จวิ้นเป็นอะไรกับเจ้า?”
“เจ้าเป็นใคร? เจ้ารู้จักกับพ่อข้าได้ยังไง?” เป่ยโม่ตะโกน
“เจ้าคล้ายกับพ่อเจ้านัก” เสวี้ยลี่ถอนหายใจออกมา “พ่อเจ้า…
ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?”
“เขายังมีชีวิตอยู่” ความสงสัยใคร่รู้ของเป่ยโม่มีมากขึ้น
“ความจริงแล้วข้าชื่อโม่เป่ย เจ้าคือใคร?
ทำไมเจ้าถึงเหลือแค่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณ?”
“ข้าชื่อเสวี้ยลี่ มีอายุมาตั้งแต่เมื่อหนึ่งพันสองร้อยปีก่อน
ครั้งหนึ่งข้าถูกแต่งตั้งเป็นเจ้าสำนักใหม่ของสำนักอสูรโลหิต”
เสวี้ยลี่กล่าวอย่างเงียบงัน
“ท่านผู้อาวุโสเสวี้ยลี่!” จู่ ๆ โม่เป่ยกรีดร้องออกมา
เสวี้ยลี่จ้องมองเขาพลางกล่าวว่า “ข้าไม่เคยฝึกฝนวิชาชั่วร้าย
ข้าไม่เคยทำร้ายใครแม้แต่คนเดียว ข้าเชื่อว่าพ่อเจ้าน่าจะทราบเรื่องนี้”
“ครั้งหนึ่งพ่อข้าบอกว่าคนที่เข้าสู่เส้นทางชั่วร้ายคือศิษย์น้องของท่าน
เจียงจู่เจื๋อ ไม่นานหลังจากท่านถูกจองจำ
เจียงจู่เจื๋อฆ่าอดีตเจ้าสำนักและขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
เรื่องที่เขาสูบโลหิตมนุษย์ถูกแพร่งพรายอย่างรวดเร็ว แต่ว่า
ในตอนนั้นมีศิษย์ที่ถูกเขาติดสินบน
แม้กระทั่งผู้อาวุโสจำนวนมากยังสูญเสียวิถีตนเองก่อนจะไปสูบโลหิตม
นุษย์เพื่อทำการฝึกฝน”
โม่เป่ยยิ่งสั่นระริกขณะอธิบายเสียงดัง “มันควบคุมไม่ได้เลย!
ยิ่งศิษย์เหล่านั้นพบว่าสามารถใช้โลหิตของคนอื่นเพื่อฝึกฝนและสั่งสม
พละกำลังจนเลื่อนขั้นได้เร็วขึ้นเท่าไหร่ พวกเขาก็ค่อย ๆ
บ้าคลั่งและเริ่มออกล่าผู้ฝึกยุทธ์ของกองกำลังทาสบนทวีปเทียนเมี่ยมา
กขึ้นเท่านั้น
พวกเขาทำเกินไปจนกระทั่งไปยั่วโทสะของกองกำลังระดับเงินของดินแ
ดนแห่งความโกลาหลเข้า
สำนักอสูรโลหิตเดินเข้าสู่หายนะเพราะความละโมภอันชั่วร้าย”
“มีผู้รอดชีวิตกี่คน?” เสวี้ยลี่กล่าวด้วยน ้าเสียงสั่นเครือ
“เจียงจู่เจื๋อพาคนเชื่อใจได้ไปกับเขาและหนีรอดด้วยโลหิตลี้ภัย
ไม่มีใครได้ยินข่าวคราวของเขานับแต่นั้น ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปที่ใด”
โม่เป่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกล่าวว่า
“พ่อข้าและภรรยาของท่านออกจากเทือกเขาเมฆาโลหิตหลังจากอดีต
เจ้าสำนักถูกฆ่า เมื่อหายนะมาถึงสำนักอสูรโลหิต
พวกเขาก็ไปจากเทือกเขาเมฆาโลหิตนานแล้ว
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมีชีวิตรอด”
“ภรรยาข้า! ภรรยาข้ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
จิตวิญญาณของเสวี้ยลี่เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง
“นางยังมีชีวิตอยู่ ความจริง ท่านยังมีธิดาอีกหนึ่งคนด้วย”
โม่เป่ยกล่าวเสียงอ่อน